LOGINนับตั้งแต่วันที่ป้ายหยกหลางหยาถูกส่งมอบให้แก่อวี๋เจียวหว่าน อำนาจการปกครองในเรือนหลังของจวนแม่ทัพก็เปลี่ยนมืออย่างสมบูรณ์ บ่าวไพร่ต่างเคารพยำเกรงฮูหยินเอกผู้นี้ประดุจเทพเซียนแห่งเตาไฟ ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยจำต้องเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือน อ้างว่าป่วยไข้เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
สิ่งที่น่ายินดีที่สุดในจวนเวลานี้ คือร่างกายของแม่ทัพเซี่ยกู่หานที่ฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื้อหนังที่เคยซูบตอบเริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง ใบหน้าที่เคยซีดเซียวบัดนี้มีสีเลือดฝาดจาง ๆ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลงานจากกระทะทองเหลืองและการจัดแจงอาหารบำรุงร่างกายอย่างพิถีพิถันของอวี๋เจียวหว่านทั้งสิ้น ทว่าความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นานนัก ยามซื่อ อวี๋เจียวหว่านกำลังยืนสั่งการให้ลูกมือทำความสะอาดเขียงไม้ในเรือนครัว สาวใช้เสี่ยวเถาก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงาน “ฮูหยินเจ้าคะ คุณหนูเมิ่งอวี้หลานมาขอเข้าพบเจ้าค่ะ” อวี๋เจียวหว่านเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นางเช็ดมือกับผ้าสะอาด “นางมาทำอันใดอีก” “คุณหนูเมิ่งกล่าวว่า นางมาเพื่อขอขมาเรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงชมบุปผา ซ้ำยังนำของสดมาฝากเป็นของกำนัล ตอนนี้นางรออยู่ที่โถงรับรองพร้อมกับฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ” เสี่ยวเถารายงานด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “เช่นนั้นข้าคงต้องไปต้อนรับเสียหน่อย” อวี๋เจียวหว่านแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้พ่อครัวหวังซึ่งยืนอยู่ด้านหลังถึงกับลอบกลืนน้ำลายและสวดมนต์ในใจให้แก่ผู้มาเยือน ณ โถงรับรอง เมิ่งอวี้หลานนั่งจิบชาด้วยกิริยาสง่างาม วันนี้นางสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีเหลืองอ่อนดูสดใส บริเวณพื้นกลางโถงมีตะกร้าไม้ไผ่สานวางอยู่ ภายในบรรจุของสดมากมาย ทว่าที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือ ขู่กวา ผลสีเขียวเข้มอวบอ้วนผิวขรุขระ ซึ่งเป็นผักที่หาได้ยากยิ่งในฤดูเหมันต์ ทันทีที่อวี๋เจียวหว่านก้าวเข้ามาในโถง เมิ่งอวี้หลานก็รีบลุกขึ้นย่อกายคารวะด้วยท่าทีอ่อนน้อมผิดจากคราวก่อน “ฮูหยินเซี่ย ข้ามาเยือนจวนแม่ทัพในวันนี้ เพื่อขออภัยที่ล่วงเกินท่านในงานเลี้ยงชมบุปผาเจ้าค่ะ ข้าอ่อนด้อยประสบการณ์ จึงมองข้ามความประณีตในรสมือของท่านไป” เมิ่งอวี้หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “คุณหนูเมิ่งเกรงใจเกินไปแล้ว เรื่องเล็กน้อยเพียงนั้น ข้าหาได้เก็บมาใส่ใจไม่” อวี๋เจียวหว่านตอบกลับอย่างสงวนท่าที พลางปรายตามองตะกร้าบนพื้น “ของกำนัลเหล่านี้ ช่างล้ำค่านัก” “ข้าได้ยินมาว่า ท่านแม่ทัพโปรดปรานอาหารฝีมือฮูหยิน ข้าจึงไปเสาะหาขู่กวาจากแดนใต้มามอบให้เจ้าค่ะ ขู่กวามีฤทธิ์เย็น ช่วยดับพิษร้อนและบำรุงเลือดลม” เมิ่งอวี้หลานช้อนสายตาขึ้นมอง “และเพื่อเป็นการไถ่โทษ ข้าอยากจะขอฝากตัวเป็นศิษย์ ขอให้ฮูหยินช่วยชี้แนะวิชาหน้าเตาไฟให้ข้าสักเล็กน้อย จะได้นำไปทำอาหารให้บิดาที่จวนบ้าง” ฮูหยินผู้เฒ่าที่นั่งฟังอยู่รีบกล่าวเสริมทันที “นับเป็นเรื่องดีนัก คุณหนูเมิ่งมีใจใฝ่รู้ เจียวหว่าน เจ้าก็สอนนางเสียหน่อยเถิด การแบ่งปันวิชาความรู้ถือเป็นกุศลยิ่ง” อวี๋เจียวหว่านลอบหัวเราะในใจ สตรีผู้นี้มิได้อยากทำอาหารให้บิดากินเป็นแน่ ทว่าคงคิดจะขโมยวิชาทำอาหารของนางเพื่อไปเอาใจเซี่ยกู่หานต่างหาก ช่างเป็นความพยายามที่น่าขันยิ่งนัก คิดหรือว่าการทำอาหารชั้นเลิศจะเรียนรู้กันได้ในวันสองวัน “ในเมื่อคุณหนูเมิ่งมีใจตั้งมั่น ข้าย่อมไม่ขัดศรัทธา เชิญตามข้ามาที่เรือนครัวเถิด” เมื่อมาถึงเรือนครัวใหญ่ เมิ่งอวี้หลานต้องเบือนหน้าหนีเมื่อได้กลิ่นควันไฟและกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ ทว่านางยังคงฝืนยิ้ม อวี๋เจียวหว่านสั่งให้พ่อครัวหวังนำขู่กวาที่เมิ่งอวี้หลานนำมาไปล้างให้สะอาด “การทำอาหารต้องเริ่มจากการเตรียมของ คุณหนูเมิ่ง ขอมือท่านหน่อยเถิด” อวี๋เจียวหว่านกล่าว เมิ่งอวี้หลานยื่นมือที่ขาวผ่องและเรียวระหงดุจลำเทียนออกมา อวี๋เจียวหว่านยื่นมีดเล่มใหญ่ที่ทำจากเหล็กกล้าหนักอึ้งส่งให้นาง ทันทีที่รับมีดไป เมิ่งอวี้หลานก็ข้อมือทรุด ร้องอุทานด้วยความตกใจ มีดหล่นกระแทกเขียงไม้เสียงดัง “มีดเล่มนี้หนักเกินไป ข้ายกไม่ไหวเจ้าค่ะ” นางหน้าเจื่อน “นี่คือมีดพื้นฐานสำหรับสับกระดูก หากทนน้ำหนักเพียงเท่านี้ไม่ได้ จะหั่นของให้ขาดอย่างเฉียบคมได้อย่างไร” อวี๋เจียวหว่านส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหยิบมีดเล่มนั้นกลับมา “ไม่เป็นไร วันนี้ข้าจะลงมีดให้ท่านดูเป็นขวัญตา สิ่งที่ท่านต้องทำคือการลิ้มรสและจดจำรสชาติก็พอ” อวี๋เจียวหว่านจัดการหั่นขู่กวาออกเป็นชิ้นหนาพอคำ นางใช้ปลายมีดคว้านเมล็ดด้านในออกอย่างคล่องแคล่ว ทว่าในขั้นตอนการลดความขม นางกลับจงใจแบ่งขู่กวาออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก นางนำไปลวกในน้ำเดือดที่ผสมเกลือเพียงครู่เดียว เพื่อดึงรสขมเฝื่อนออกและรักษาสีเขียวสดไว้ ส่วนที่สอง นางเพียงวางทิ้งไว้บนถาด ไม่ได้ผ่านการลวกน้ำเกลือแต่อย่างใด จากนั้นนางก็นำกระดูกหมูอ่อนไปต้มในน้ำเดือดเพื่อล้างคาวเลือด ใส่ขิงและกระเทียมทุบลงไปเพื่อดับกลิ่นคาว ตามด้วยกระดูกหมูและขู่กวาทั้งสองส่วนลงในหม้อดินใบเดียวกัน เติมน้ำสะอาดและเกลือ ปิดฝาเพื่อเคี่ยวด้วยไฟอ่อน “ขู่กวาตุ๋นกระดูกหมู เป็นอาหารที่ทำง่ายทว่าควบคุมรสชาติได้ยาก หากคุมไฟหรือจัดการความขมไม่ดี ขู่กวาจะคายความขมออกมาจนกลืนไม่ลงคอ” นางอธิบายพลางคอยดูระดับไฟในเตา นางจดจำตำแหน่งของชิ้นขู่กวาที่ไม่ได้ลวกน้ำเกลือไว้อย่างแม่นยำ เวลาผ่านไปชั่วก้านธูป กลิ่นหอมของน้ำแกงกระดูกหมูก็ลอยอบอวลไปทั่วเรือนครัว สีของขู่กวาเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง ดูเปื่อยละมุน… อวี๋เจียวหว่านตักขู่กวาชิ้นที่งดงามที่สุด ซึ่งเป็นชิ้นที่ไม่ได้ลวกน้ำเกลือ ใส่ลงในชามกระเบื้องใบเล็ก พร้อมตักน้ำแกงราดลงไปจนชุ่มฉ่ำ ส่งให้เมิ่งอวี้หลาน “นี่คือผลงานของวันนี้ คุณหนูเมิ่งลองชิมดูเถิด ว่ารสชาตินี้พอจะนำไปทำให้บิดาท่านกินได้หรือไม่” เมิ่งอวี้หลานรับชามมาถือไว้ นางเห็นขู่กวาเปื่อยนุ่มและได้กลิ่นหอมของกระดูกหมู ก็คิดในใจว่าการทำอาหารหาได้ยากเย็นอันใด เพียงนำของใส่หม้อแล้วต้มก็เสร็จสิ้น นางตั้งใจจะชิมแล้วแสร้งติเตียนสักสองสามประโยคเพื่อกดข่มอีกฝ่าย บุตรีเสนาบดีคีบขู่กวาชิ้นโตเข้าปาก เคี้ยวอย่างเต็มคำ ทันทีที่ฟันขบลงบนเนื้อผัก รสขมจัดจ้านที่รุนแรงราวกับเคี้ยวรากไม้แห้งก็ระเบิดออกในโพรงปาก ความขมนั้นบาดลึกทะลวงลงไปถึงลำคอ ผสมกับความมันของกระดูกหมู รสชาติตีกันจนทำให้เมิ่งอวี้หลานหน้าเขียวคล้ำ ดวงตาเบิกกว้าง น้ำตาแห่งความทรมานรื้นขึ้นมาทันที นางอยากจะคายออกมา ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าบ่าวไพร่และศัตรูหัวใจ กิริยาของสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์ทำให้นางต้องฝืนกลืนก้อนความขมนั้นลงคออย่างยากลำบาก ลำคอของนางตีบตัน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความขมปร่าที่ติดตรึงอยู่ที่ปลายลิ้น “เป็นอย่างไรบ้าง รสชาติกลมกล่อมดีหรือไม่” อวี๋เจียวหว่านแย้มยิ้มถามด้วยท่าทีไร้เดียงสา “ขะ ขมยิ่งนัก” เมิ่งอวี้หลานเค้นเสียงตอบอย่างยากลำบาก มือจับผ้าเช็ดหน้าแน่น “ฮูหยิน ท่านทำอาหารขมคาวเช่นนี้ให้ท่านแม่ทัพกินหรือ” ยังไม่ทันที่อวี๋เจียวหว่านจะได้ตอบคำถาม เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือนครัว “บังอาจนัก ผู้ใดกล้าบอกว่าอาหารของภรรยาข้าขมคาว”“ทูลฝ่าบาท สมุดบัญชีเล่มนี้ กระหม่อมและฮูหยินลอบเข้าไปยึดมาได้จากห้องลับในหอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นตลาดมืดนอกเมือง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความโสมมทั้งหมดนี้ ทั้งการสับเปลี่ยนเสบียงกองทัพหลางหยา การวางยาพิษไทเฮา และการซ่องสุมกำลังพล ก็คือองค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานเอ่ยตอบอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมาฮ่องเต้ตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะเสียงดัง พระเนตรของโอรสสวรรค์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโทสะที่บุตรชายสายเลือดเดียวกันกล้าคิดทรยศต่อแผ่นดินและบัลลังก์“บังอาจนัก ข้าเลี้ยงดูมาอย่างดี ทว่าเจ้าลูกไม่รักดีกลับคิดคดทรยศ ซ่องสุมกำลังหมายจะก่อกบฏ ข้าจะไม่ปล่อยให้มันลอยนวลเด็ดขาด” ฮ่องเต้ตรัสเสียงกร้าว พระองค์หันมามองเซี่ยกู่หาน “แม่ทัพเซี่ย ข้ามีคำสั่งให้เจ้านำกำลังทหารบุกค้นจวนองค์ชายรองในวันพรุ่งนี้ จับกุมตัวผู้มีรายชื่อในบัญชีทั้งหมดมาลงโทษให้สิ้นซาก”“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานน้อมรับพระราชโองการยามนั้นเอง ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงกระเบื้องแตกกระจายและเสียงร้องโหยหวนของบ่าวไพร่ก็ดังลั่นมาจากหน้าลานจวน ประตูห้องโถงถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรง ร่างของมือสังหารในชุดดำอำพรางใบหน้
ล้อรถม้าบดทับแผ่นหินปูถนน ค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านประตูเมือง เมืองหลวงในยามนี้เต็มไปด้วยความคึกคักของวสันตฤดู พ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงร้องเร่ขายสินค้า ทว่าภายในรถม้าของจวนแม่ทัพ บรรยากาศกลับเงียบสงบและแฝงไปด้วยความตึงเครียดเซี่ยกู่หานนั่งหลังตรง นัยน์ตาคมจดจ้องอยู่ที่สมุดบัญชีปกสีน้ำเงินเข้มในมือ มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ปล้นชิงมาจากหอสุราซ่อนจันทร์ สมุดเล่มนี้บันทึกรายชื่อขุนนางที่รับสินบน เส้นทางการลักลอบค้าอาวุธเถื่อน และการยักยอกเสบียงทัพ ซึ่งทุกสายใยล้วนเชื่อมโยงไปสู่ผู้บงการเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือองค์ชายรอง“เมืองหลวงดูสงบสุขร่มเย็น ทว่าเบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยหนอนบ่อนไส้ที่กัดกินรากฐานของแผ่นดิน” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง “หากปล่อยให้องค์ชายรองซ่องสุมกำลังต่อไป คงเกิดกบฏในไม่ช้า ข้าต้องนำบัญชีเล่มนี้ไปทูลถวายฝ่าบาทโดยเร็วที่สุด”อวี๋เจียวหว่านที่นั่งอยู่เคียงข้าง เอื้อมมือไปกุมมือใหญ่ของสามีเอาไว้ สัมผัสอุ่นจากนางช่วยคลายความคุกรุ่นในใจของแม่ทัพหนุ่มลงได้บ้าง“ท่านแม่ทัพ การนำบัญชีลับไปถวายในท้องพระโรงย่อมเสี่ยงต่อการถูกขุนนางฝ่ายองค์ชายรองขัดขวางและทำลายหลักฐาน เราต้
อวี๋เจียวหว่านใช้ตะหลิวตักเต้าหู้เหม็นทอดขึ้นมาพักสะเด็ดน้ำมัน จากนั้นนางตวัดมีดผ่ากลางก้อนเต้าหู้ เผยให้เห็นเนื้อในสีขาวนวลที่ยังคงความนุ่มฟู นางตักน้ำปรุงรสสูตรพิเศษที่เคี่ยวจากพริกหอม กระเทียม น้ำหมักถั่วเหลือง และน้ำส้มสายชูหมัก ราดลงไปในรอยผ่า เพื่อให้รสชาติจัดจ้านซึมซาบเข้าสู่เนื้อเต้าหู้ทุกอณูนางจัดเต้าหู้เหม็นทอดใส่จานกระเบื้อง โรยหน้าด้วยผักชีซอย ก่อนจะเดินถือจานนั้นตรงไปยังโต๊ะของเถ้าแก่ชุดแดง“เถ้าแก่ อาหารจานนี้มีชื่อว่า เต้าหู้เหม็นหมื่นหลี้ แม้กลิ่นจะร้ายกาจ ทว่ารสชาติกลับล้ำเลิศเหนือจินตนาการ ท่านผู้ซึ่งอ้างตนว่าหลงใหลในของแปลก จะกล้าเปิดใจชิมดูสักคำหรือไม่” นางเอ่ยท้าทายด้วยรอยยิ้มมั่นใจเถ้าแก่ชุดแดงมองจานเต้าหู้ตรงหน้า เขาสูดลมหายใจเข้า กลิ่นเหม็นฉุนผสมกับความหอมมันและกลิ่นพริกหอมตีกันยุ่งเหยิงในโพรงจมูก ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักชิมมีชัยเหนือความขยะแขยง เขากลั้นใจหยิบตะเกียบคีบเต้าหู้ชิ้นหนึ่งเข้าปากทันทีที่ฟันขบลงบนผิวเต้าหู้ เสียงความกรอบก็ดังก้องในโสตประสาท ความกรอบเกรียมของผิวนอกตัดกับความนุ่มละมุนของเนื้อใน รสชาติหอมมันของถั่วหมักระเบิดกระจายเต็มปาก ผสานกับ
หลังจากเหตุการณ์ในวังหลวงผ่านพ้นไป องค์ชายรองถูกสั่งกักบริเวณในจวนเป็นเวลาหนึ่งเดือน คลื่นใต้น้ำในราชสำนักดูเหมือนจะสงบลงชั่วคราว ทว่าเซี่ยกู่หานทราบดีว่านี่คือช่วงเวลาทองในการรุกฆาต หากปล่อยให้ศัตรูพักหายใจ เมื่อเสือร้ายออกจากกรงย่อมต้องแว้งกัดอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิมยามซวี แสงจันทร์สลัวทอดเงาลงบนหลังคาเรือนหานอวิ๋น ภายในห้องหนังสือที่จุดเทียนสว่างไสว ลู่จิวประสานมือรายงานความคืบหน้าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สายลับของเราสืบพบแล้วขอรับ ว่าเงินทองที่องค์ชายรองยักยอกมาจากการสับเปลี่ยนเสบียงทัพ ถูกนำไปซุกซ่อนไว้ที่หอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นบ่อนพนันและตลาดมืดใต้ดินอยู่นอกกำแพงเมือง ซ้ำยังมีการลักลอบซื้อขายอาวุธเถื่อนเพื่อสะสมกำลังพล บัญชีรายชื่อผู้ร่วมกบฏทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้ในห้องลับของเถ้าแก่หอสุราผู้นั้นขอรับ”เซี่ยกู่หานเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ แววตาคมทอประกายวาววับ “เถ้าแก่หอสุราซ่อนจันทร์ผู้นี้ ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง เป็นคนวิปลาสที่หลงใหลในรสชาติอาหารแปลกประหลาด กฎเกณฑ์การเข้าถึงตัวเขาช่างยุ่งยาก ต้องเป็นผู้ที่สามารถรังสรรค์อาหารจนเป็นที่ถูกใจ จึงจะได้รับป้ายหยกผ่า
อวี๋เจียวหว่านนำเส้นเต้าหู้ที่แช่น้ำไว้ ไปลวกในน้ำร้อนอย่างรวดเร็วเพื่อล้างกลิ่นถั่วเหลือง จากนั้นนางตักน้ำแกงใสกระจ่างที่เตรียมไว้ลงในชามสีขาวลายเมฆา ค่อยๆหย่อนเส้นเต้าหู้ลงไปตรงกลางชาม ตามด้วยขาหมูตากแห้งและเห็ดหอมที่หั่นเป็นเส้นเล็กเท่าเส้นด้าย โรยประดับด้านบนเพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติอาหารจานนี้ดูเรียบง่าย ไร้ซึ่งความมันเลี่ยนหรือสีสันฉูดฉาด ทว่าแฝงไว้ด้วยความประณีตขั้นสูงสุด และรสชาติที่ล้ำลึกซับซ้อนเวลาล่วงเลยไปจนถึงยามอู่ ขันทีเข้ามารับอาหารจากทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปถวายไทเฮาที่ห้องบรรทม เซี่ยกู่หานและอวี๋เจียวหว่าน รวมถึงองค์ชายรองและพ่อครัวหลู่ ต่างเดินตามเข้าไปเพื่อรอฟังผลภายในห้องบรรทม ไทเฮาประทับกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนแท่นบรรทม พระพักตร์ซีดเซียวและมีรอยคล้ำใต้ดวงตา พระวรกายซูบผอมจนน่าตกใจ ฮ่องเต้ประทับอยู่ข้างแท่นบรรทม คอยจับพระหัตถ์มารดาด้วยความห่วงใยขันทีนำอาหารของพ่อครัวหลู่ขึ้นถวายเป็นลำดับแรก เมื่อฝาโถกระเบื้องถูกเปิดออก กลิ่นหอมเครื่องเทศและเนื้อสัตว์ที่เข้มข้นรุนแรงก็ลอยกระจายไปทั่วห้อง ฝ่าเท้าหมีตุ๋นโสมคนสีน้ำตาลเข้มมันวาวดูน่ารับประทานยิ่งนัก ทว่าสำหรับผู้ป่วยที่กระ
วสันตฤดูแผ่ความอบอุ่นไปทั่วเมืองหลวง ดอกเหมยร่วงโรยไปตามกาลเวลา หลีกทางให้ดอกอิงฮวาและหมู่ตันเบ่งบานอวดสีสัน ทว่าภายใต้ความงดงามของธรรมชาติ คลื่นใต้น้ำในราชสำนักกลับทวีความรุนแรงและเชี่ยวกรากยิ่งขึ้น การพ่ายแพ้ของคนจากจวนองค์ชายรองที่ค่ายทหารหลางหยา กลายเป็นฟืนที่สุมไฟแค้นให้ลุกโชนยามสายของวันหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงบในจวนแม่ทัพถูกทำลายลงด้วยเสียงประกาศก้องของขันทีจากวังหลวง ขบวนราชรถที่ประดับด้วยผ้าแพรสีเหลืองทองจอดเทียบหน้าประตูจวน เซี่ยกู่หานและอวี๋เจียวหว่านรีบออกมารับราชโองการที่หน้าลานกว้าง“รับสั่งจากโอรสสวรรค์ บัดนี้ไทเฮาเสด็จกลับจากตำหนักบนเขาไท่ซาน ทว่าพระวรกายอ่อนแอ โรคเบื่ออาหารกำเริบหนักจนซูบผอม เหล่าหมอหลวงรวมถึงห้องเครื่องในวังล้วนหมดหนทางเยียวยา ฝ่าบาททรงระลึกถึงฝีมือทำอาหารของฮูหยินเซี่ย จึงมีพระราชประสงค์ให้ฮูหยินเซี่ยเข้าเฝ้าที่ตำหนักฉือหนิง เพื่อปรุงอาหารบำรุงถวายแด่ไทเฮา จบราชโองการ”เซี่ยกู่หานคุกเข่ารับราชโองการด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่ามือที่วางอยู่บนหน้าขาเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ชายหนุ่มล่วงรู้ได้ทันทีว่านี่มิใช่เพียงการทำอาหารธรรมดา ทว่าคือหลุมพรางอันล้ำลึกที่ศ
การกระทำที่อุกอาจและอ่อนโยนในเวลาเดียวกันทำเอาอวี๋เจียวหว่านเบิกตากว้าง ร่างกายของนางแข็งทื่อไปชั่วขณะ สัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเฉียบผ่านผืนผ้า ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของนางเต้นผิดจังหวะ“หน้าเจ้าเปื้อน” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าดวงตากลับทอประกายอบอุ่นสายหนึ่ง“ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าเช็ดเองได้” นางรีบรับผ้าเ
เรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงชมบุปผาแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่ง เพียงชั่วข้ามคืน นามของอวี๋เจียวหว่าน ฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพเซี่ยก็กลายเป็นที่กล่าวขานในหมู่ชนชั้นสูง มิใช่ในฐานะคุณหนูรองจากตระกูลตกอับ ผู้แต่งงานแทนพี่สาวอีกต่อไป ทว่าในฐานะสตรีผู้มีฝีมือปลายจวักล้ำเลิศ สามารถนำของพื้นบ้านอย่
“ช่างมีน้ำใจนัก อวี้หลาน กู่หานอาการดีขึ้นบ้างแล้ว ทว่ายังคงต้องพักผ่อน หากเขาได้สตรีที่เพียบพร้อมและรู้ใจเช่นเจ้ามาคอยปรนนิบัติดูแล ข้าคงหมดห่วง” ฮูหยินผู้เฒ่าทอดถอนใจจงใจพูดให้ผู้คนรอบข้างได้ยิน “น่าเสียดายที่ราชโองการไม่อาจขัดขืน จวนแม่ทัพจึงต้องรับสตรีที่ไร้การอบรมเข้าเรือน นางเกิดจากอนุ ซ้ำยัง
แสงแดดยามสายสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องของจวนแม่ทัพ แม้เหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อคืนจะถูกเซี่ยกู่หานสั่งให้ทุกคนปิดปากเงียบ ทว่าความตึงเครียดกลับยังคงแฝงเร้นอยู่ในอากาศ โดยเฉพาะที่เรือนหลักของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยเสียงถ้วยชาชั้นดีถูกปาลงบนพื้นจนแตกกระจาย ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยนั่งหอบหายใจอยู่บนตั่งไม้ ใบหน้า







