LOGINเรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงชมบุปผาแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่ง เพียงชั่วข้ามคืน นามของอวี๋เจียวหว่าน ฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพเซี่ยก็กลายเป็นที่กล่าวขานในหมู่ชนชั้นสูง มิใช่ในฐานะคุณหนูรองจากตระกูลตกอับ ผู้แต่งงานแทนพี่สาวอีกต่อไป ทว่าในฐานะสตรีผู้มีฝีมือปลายจวักล้ำเลิศ สามารถนำของพื้นบ้านอย่างเผือกและซานเย่ามาปรุงเป็นขนมรสเลิศ ตอกหน้าคุณหนูตระกูลใหญ่จนอับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
ยิ่งไปกว่านั้น คำประกาศกร้าวของแม่ทัพเซี่ยกู่หานที่กางปีกปกป้องภรรยาต่อหน้าธารกำนัล ยังเป็นการยืนยันฐานะอันมั่นคงของนางในเรือนหลัง ผู้คนต่างตระหนักดีว่า นับแต่นี้ จวนแม่ทัพที่มีเพียงความเงียบเหงาและกลิ่นอายแห่งความตาย ได้มีนายหญิงผู้กุมอำนาจอย่างแท้จริงแล้ว ยามโหย่ว ท้องฟ้าเริ่มทอแสงสีส้มอมแดง ลมเย็นแห่งเหมันตฤดูพัดโชย ใบไม้แห้งร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ภายในห้องหนังสือของเรือนหานอวิ๋น เซี่ยกู่หานนั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลัก มือหนาวางตำราพิชัยสงครามลงบนโต๊ะอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาสีหมึกทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย เป็นครั้งแรกในรอบสามปี ที่เขาสามารถนั่งอ่านตำราได้นานนับชั่วยามโดยไม่มีอาการปวดเกร็งกระเพาะมารบกวน ชายหนุ่มยกมือขึ้นทาบลงบนหน้าท้องของตนเอง สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นสายหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ภายใน พิษกลืนนภาที่เคยทำให้เส้นลมปราณของเขาหนาวเหน็บและปฏิเสธอาหารทุกชนิด ยามนี้คล้ายถูกสะกดไว้ด้วยพลังงานบางอย่าง พลังงานที่มาพร้อมกับข้าวต้มสมุนไพร หมูตุ๋นน้ำแดง ซุยจินฟ่าน และขนมหวานรสละมุนเหล่านั้น อาหารที่มาจากกระทะทองเหลืองใบนั้น มิเพียงเติมเต็มกระเพาะที่ว่างเปล่า ทว่ายังค่อยๆ ขจัดความหนาวเหน็บในกระดูกของเขาให้มลายหายไป ภาพของสตรีร่างเล็กที่ยืนตระหง่านท้าทายมารดาเลี้ยงและคุณหนูตระกูลใหญ่ปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง นางมิได้มีกิริยาอ่อนหวานประจบสอพลอ นางดื้อรั้น รักเตาไฟยิ่งกว่าสิ่งใด ซ้ำยังมีพละกำลังเหนือสตรีทั่วไป ทว่ายามที่นางจับตะหลิวและกระทะ แววตาของนางกลับเปล่งประกายเจิดจ้า รอยยิ้มบางเบามักปรากฏที่มุมปากของนางยามเห็นเขากินอาหารจนหมด เป็นดั่งแสงตะวันที่สาดส่องเข้ามาในบ่อน้ำลึกที่มืดมิดและเย็นชาของเขา เซี่ยกู่หานหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นหอมจาง ๆ ของเครื่องเทศและเนื้อสัตว์ที่ลอยมาตามสายลมจากทางเรือนครัว ทำให้กระเพาะของเขาส่งเสียงร้องเบา ๆ ความหิวโหย อันเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานที่เขาหลงลืมไปเนิ่นนาน ยามนี้ได้หวนกลับมาอย่างสมบูรณ์แล้ว หัวใจที่เคยด้านชาและปิดตาย คล้ายมีรอยปริร้าวและเริ่มสั่นคลอน ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน จัดแจงเสื้อคลุมให้เรียบร้อย ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องหนังสือ มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่กลิ่นหอมนั้นพัดโชยมา ณ เรือนครัวใหญ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย บ่าวไพร่ต่างทำงานตามหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน ไม่มีผู้ใดกล้าเกียจคร้านหรือนินทาเจ้านายอีกต่อไป อวี๋เจียวหว่านยืนอยู่หน้าเตาไฟ นางเพิ่งจัดการล้างกระทะทองเหลืองคู่ใจจนสะอาดหมดจดและเช็ดจนแห้งสนิท วันนี้ถือเป็นวันแห่งชัยชนะ นางจึงตั้งใจจะทำอาหารมื้อพิเศษเพื่อบำรุงสามีและฉลองให้กับความสงบสุขในเรือนหลัง นางสั่งให้พ่อบ้านไปหาซื้อไก่ตัวอวบอ้วนมาหนึ่งตัว จัดการถอนขนและทำความสะอาดจนหมดจด “ฮูหยิน วันนี้ท่านจะทำน้ำแกงไก่ตุ๋นรึขอรับ” พ่อครัวหวังที่บัดนี้กลายมาเป็นผู้ช่วยคนสนิทเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม “กินน้ำแกงมาหลายวันแล้ว วันนี้เปลี่ยนมาทำของแห้งเพื่อเปิดกระเพาะบ้างดีกว่า ข้าจะทำไก่หมกเกลือ” นางตอบพลางหยิบชามกระเบื้องใบเล็กขึ้นมา อวี๋เจียวหว่านนำขิงสด ต้นหอม และกระเทียมมาตำให้แหลก ผสมกับสุราหมักชั้นเลิศและเกลือเม็ดหยาบเพียงเล็กน้อย จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดมาชโลมทาให้ทั่วตัวไก่ ทั้งด้านนอกและด้านในช่องท้อง นวดคลึงอย่างเบามือเพื่อให้กลิ่นหอมของสมุนไพรและสุราซึมซาบเข้าสู่เนื้อไก่ นางหยิบใบบัวใบใหญ่ที่นำไปลวกน้ำร้อนจนนุ่ม มาห่อหุ้มตัวไก่ไว้อย่างมิดชิดถึงสามชั้น ใช้เชือกป่านมัดจนแน่นหนาไม่ให้มีช่องว่าง จากนั้นนางก็หันมาจัดการกับกระทะทองเหลือง นางเทเกลือเม็ดหยาบจำนวนมากลงไปในกระทะ เร่งไฟให้แรงขึ้น ใช้ตะหลิวคั่วเกลือในกระทะไปมาจนเกลือเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนและส่งเสียงแตกประทุเบา ๆ ความร้อนถูกถ่ายทอดลงสู่เม็ดเกลือจนร้อนระอุ “เกลือมีคุณสมบัติกักเก็บความร้อนได้ดี เมื่อนำมาคั่วในกระทะทองเหลืองที่กระจายความร้อนได้สม่ำเสมอ ย่อมทำหน้าที่เสมือนการอบความร้อนในเตาดิน” นางอธิบายให้พ่อครัวหวังฟัง เมื่อเกลือร้อนได้ที่ นางใช้ตะหลิวแหวกเกลือตรงกลางกระทะออก นำห่อไก่ใบบัววางลงไป ก่อนจะกลบเกลือร้อนทับจนมิดห่อไก่ ปิดฝาไม้ไผ่ให้สนิท ลดระดับไฟลงเหลือเพียงไฟกลาง ปล่อยให้ความร้อนจากเกลือระอุเข้าไปทำให้เนื้อไก่สุกอย่างช้า ๆ เวลาล่วงเลยไปเกือบครึ่งชั่วยาม กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์เริ่มลอยโชยออกมาจากขอบฝาไม้ไผ่ มันคือกลิ่นความหอมสดชื่นของใบบัวที่ถูกความร้อนจนแห้ง ผสมผสานกับกลิ่นสุราหมักและสมุนไพรที่ซึมซาบอยู่ในเนื้อไก่ เซี่ยกู่หานเดินมาถึงหน้าประตูเรือนครัวพอดี เขายืนนิ่งมองสตรีร่างเล็กที่กำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบริเวณหน้าผาก เปลวไฟสะท้อนกับใบหน้างดงามของนาง ทำให้ผิวกายที่ขาวผ่องดูอมชมพูระเรื่อ ดวงตาหงส์ของนางจดจ่ออยู่กับกระทะตรงหน้าด้วยความตั้งใจ บ่าวไพร่ที่สังเกตเห็นการมาเยือนของท่านแม่ทัพต่างรีบคุกเข่าทำความเคารพ อวี๋เจียวหว่านจึงรู้สึกตัว นางหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มกว้าง “ท่านแม่ทัพมาถึงเรือนครัวด้วยตนเอง หิวแล้วรึเจ้าคะ อาหารมื้อนี้ปรุงเสร็จพอดี” นางเอ่ยทักทาย เซี่ยกู่หานก้าวเดินเข้าไปหานาง เขามิได้สนใจบ่าวไพร่รอบกาย สายตาจับจ้องเพียงใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของภรรยา เขาหยุดยืนห่างจากนางเพียงครึ่งก้าว กลิ่นหอมของอาหารบนเตามิอาจกลบกลิ่นหอมละมุนจากกายของนางได้ ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดที่ปักลายไผ่เขียวออกมา ก่อนจะยื่นมือออกไปเช็ดคราบเขม่าสีดำจาง ๆ บริเวณแก้มของนางอย่างแผ่วเบา“ทูลฝ่าบาท สมุดบัญชีเล่มนี้ กระหม่อมและฮูหยินลอบเข้าไปยึดมาได้จากห้องลับในหอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นตลาดมืดนอกเมือง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความโสมมทั้งหมดนี้ ทั้งการสับเปลี่ยนเสบียงกองทัพหลางหยา การวางยาพิษไทเฮา และการซ่องสุมกำลังพล ก็คือองค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานเอ่ยตอบอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมาฮ่องเต้ตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะเสียงดัง พระเนตรของโอรสสวรรค์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโทสะที่บุตรชายสายเลือดเดียวกันกล้าคิดทรยศต่อแผ่นดินและบัลลังก์“บังอาจนัก ข้าเลี้ยงดูมาอย่างดี ทว่าเจ้าลูกไม่รักดีกลับคิดคดทรยศ ซ่องสุมกำลังหมายจะก่อกบฏ ข้าจะไม่ปล่อยให้มันลอยนวลเด็ดขาด” ฮ่องเต้ตรัสเสียงกร้าว พระองค์หันมามองเซี่ยกู่หาน “แม่ทัพเซี่ย ข้ามีคำสั่งให้เจ้านำกำลังทหารบุกค้นจวนองค์ชายรองในวันพรุ่งนี้ จับกุมตัวผู้มีรายชื่อในบัญชีทั้งหมดมาลงโทษให้สิ้นซาก”“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานน้อมรับพระราชโองการยามนั้นเอง ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงกระเบื้องแตกกระจายและเสียงร้องโหยหวนของบ่าวไพร่ก็ดังลั่นมาจากหน้าลานจวน ประตูห้องโถงถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรง ร่างของมือสังหารในชุดดำอำพรางใบหน้
ล้อรถม้าบดทับแผ่นหินปูถนน ค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านประตูเมือง เมืองหลวงในยามนี้เต็มไปด้วยความคึกคักของวสันตฤดู พ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงร้องเร่ขายสินค้า ทว่าภายในรถม้าของจวนแม่ทัพ บรรยากาศกลับเงียบสงบและแฝงไปด้วยความตึงเครียดเซี่ยกู่หานนั่งหลังตรง นัยน์ตาคมจดจ้องอยู่ที่สมุดบัญชีปกสีน้ำเงินเข้มในมือ มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ปล้นชิงมาจากหอสุราซ่อนจันทร์ สมุดเล่มนี้บันทึกรายชื่อขุนนางที่รับสินบน เส้นทางการลักลอบค้าอาวุธเถื่อน และการยักยอกเสบียงทัพ ซึ่งทุกสายใยล้วนเชื่อมโยงไปสู่ผู้บงการเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือองค์ชายรอง“เมืองหลวงดูสงบสุขร่มเย็น ทว่าเบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยหนอนบ่อนไส้ที่กัดกินรากฐานของแผ่นดิน” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง “หากปล่อยให้องค์ชายรองซ่องสุมกำลังต่อไป คงเกิดกบฏในไม่ช้า ข้าต้องนำบัญชีเล่มนี้ไปทูลถวายฝ่าบาทโดยเร็วที่สุด”อวี๋เจียวหว่านที่นั่งอยู่เคียงข้าง เอื้อมมือไปกุมมือใหญ่ของสามีเอาไว้ สัมผัสอุ่นจากนางช่วยคลายความคุกรุ่นในใจของแม่ทัพหนุ่มลงได้บ้าง“ท่านแม่ทัพ การนำบัญชีลับไปถวายในท้องพระโรงย่อมเสี่ยงต่อการถูกขุนนางฝ่ายองค์ชายรองขัดขวางและทำลายหลักฐาน เราต้
อวี๋เจียวหว่านใช้ตะหลิวตักเต้าหู้เหม็นทอดขึ้นมาพักสะเด็ดน้ำมัน จากนั้นนางตวัดมีดผ่ากลางก้อนเต้าหู้ เผยให้เห็นเนื้อในสีขาวนวลที่ยังคงความนุ่มฟู นางตักน้ำปรุงรสสูตรพิเศษที่เคี่ยวจากพริกหอม กระเทียม น้ำหมักถั่วเหลือง และน้ำส้มสายชูหมัก ราดลงไปในรอยผ่า เพื่อให้รสชาติจัดจ้านซึมซาบเข้าสู่เนื้อเต้าหู้ทุกอณูนางจัดเต้าหู้เหม็นทอดใส่จานกระเบื้อง โรยหน้าด้วยผักชีซอย ก่อนจะเดินถือจานนั้นตรงไปยังโต๊ะของเถ้าแก่ชุดแดง“เถ้าแก่ อาหารจานนี้มีชื่อว่า เต้าหู้เหม็นหมื่นหลี้ แม้กลิ่นจะร้ายกาจ ทว่ารสชาติกลับล้ำเลิศเหนือจินตนาการ ท่านผู้ซึ่งอ้างตนว่าหลงใหลในของแปลก จะกล้าเปิดใจชิมดูสักคำหรือไม่” นางเอ่ยท้าทายด้วยรอยยิ้มมั่นใจเถ้าแก่ชุดแดงมองจานเต้าหู้ตรงหน้า เขาสูดลมหายใจเข้า กลิ่นเหม็นฉุนผสมกับความหอมมันและกลิ่นพริกหอมตีกันยุ่งเหยิงในโพรงจมูก ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักชิมมีชัยเหนือความขยะแขยง เขากลั้นใจหยิบตะเกียบคีบเต้าหู้ชิ้นหนึ่งเข้าปากทันทีที่ฟันขบลงบนผิวเต้าหู้ เสียงความกรอบก็ดังก้องในโสตประสาท ความกรอบเกรียมของผิวนอกตัดกับความนุ่มละมุนของเนื้อใน รสชาติหอมมันของถั่วหมักระเบิดกระจายเต็มปาก ผสานกับ
หลังจากเหตุการณ์ในวังหลวงผ่านพ้นไป องค์ชายรองถูกสั่งกักบริเวณในจวนเป็นเวลาหนึ่งเดือน คลื่นใต้น้ำในราชสำนักดูเหมือนจะสงบลงชั่วคราว ทว่าเซี่ยกู่หานทราบดีว่านี่คือช่วงเวลาทองในการรุกฆาต หากปล่อยให้ศัตรูพักหายใจ เมื่อเสือร้ายออกจากกรงย่อมต้องแว้งกัดอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิมยามซวี แสงจันทร์สลัวทอดเงาลงบนหลังคาเรือนหานอวิ๋น ภายในห้องหนังสือที่จุดเทียนสว่างไสว ลู่จิวประสานมือรายงานความคืบหน้าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สายลับของเราสืบพบแล้วขอรับ ว่าเงินทองที่องค์ชายรองยักยอกมาจากการสับเปลี่ยนเสบียงทัพ ถูกนำไปซุกซ่อนไว้ที่หอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นบ่อนพนันและตลาดมืดใต้ดินอยู่นอกกำแพงเมือง ซ้ำยังมีการลักลอบซื้อขายอาวุธเถื่อนเพื่อสะสมกำลังพล บัญชีรายชื่อผู้ร่วมกบฏทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้ในห้องลับของเถ้าแก่หอสุราผู้นั้นขอรับ”เซี่ยกู่หานเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ แววตาคมทอประกายวาววับ “เถ้าแก่หอสุราซ่อนจันทร์ผู้นี้ ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง เป็นคนวิปลาสที่หลงใหลในรสชาติอาหารแปลกประหลาด กฎเกณฑ์การเข้าถึงตัวเขาช่างยุ่งยาก ต้องเป็นผู้ที่สามารถรังสรรค์อาหารจนเป็นที่ถูกใจ จึงจะได้รับป้ายหยกผ่า
อวี๋เจียวหว่านนำเส้นเต้าหู้ที่แช่น้ำไว้ ไปลวกในน้ำร้อนอย่างรวดเร็วเพื่อล้างกลิ่นถั่วเหลือง จากนั้นนางตักน้ำแกงใสกระจ่างที่เตรียมไว้ลงในชามสีขาวลายเมฆา ค่อยๆหย่อนเส้นเต้าหู้ลงไปตรงกลางชาม ตามด้วยขาหมูตากแห้งและเห็ดหอมที่หั่นเป็นเส้นเล็กเท่าเส้นด้าย โรยประดับด้านบนเพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติอาหารจานนี้ดูเรียบง่าย ไร้ซึ่งความมันเลี่ยนหรือสีสันฉูดฉาด ทว่าแฝงไว้ด้วยความประณีตขั้นสูงสุด และรสชาติที่ล้ำลึกซับซ้อนเวลาล่วงเลยไปจนถึงยามอู่ ขันทีเข้ามารับอาหารจากทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปถวายไทเฮาที่ห้องบรรทม เซี่ยกู่หานและอวี๋เจียวหว่าน รวมถึงองค์ชายรองและพ่อครัวหลู่ ต่างเดินตามเข้าไปเพื่อรอฟังผลภายในห้องบรรทม ไทเฮาประทับกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนแท่นบรรทม พระพักตร์ซีดเซียวและมีรอยคล้ำใต้ดวงตา พระวรกายซูบผอมจนน่าตกใจ ฮ่องเต้ประทับอยู่ข้างแท่นบรรทม คอยจับพระหัตถ์มารดาด้วยความห่วงใยขันทีนำอาหารของพ่อครัวหลู่ขึ้นถวายเป็นลำดับแรก เมื่อฝาโถกระเบื้องถูกเปิดออก กลิ่นหอมเครื่องเทศและเนื้อสัตว์ที่เข้มข้นรุนแรงก็ลอยกระจายไปทั่วห้อง ฝ่าเท้าหมีตุ๋นโสมคนสีน้ำตาลเข้มมันวาวดูน่ารับประทานยิ่งนัก ทว่าสำหรับผู้ป่วยที่กระ
วสันตฤดูแผ่ความอบอุ่นไปทั่วเมืองหลวง ดอกเหมยร่วงโรยไปตามกาลเวลา หลีกทางให้ดอกอิงฮวาและหมู่ตันเบ่งบานอวดสีสัน ทว่าภายใต้ความงดงามของธรรมชาติ คลื่นใต้น้ำในราชสำนักกลับทวีความรุนแรงและเชี่ยวกรากยิ่งขึ้น การพ่ายแพ้ของคนจากจวนองค์ชายรองที่ค่ายทหารหลางหยา กลายเป็นฟืนที่สุมไฟแค้นให้ลุกโชนยามสายของวันหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงบในจวนแม่ทัพถูกทำลายลงด้วยเสียงประกาศก้องของขันทีจากวังหลวง ขบวนราชรถที่ประดับด้วยผ้าแพรสีเหลืองทองจอดเทียบหน้าประตูจวน เซี่ยกู่หานและอวี๋เจียวหว่านรีบออกมารับราชโองการที่หน้าลานกว้าง“รับสั่งจากโอรสสวรรค์ บัดนี้ไทเฮาเสด็จกลับจากตำหนักบนเขาไท่ซาน ทว่าพระวรกายอ่อนแอ โรคเบื่ออาหารกำเริบหนักจนซูบผอม เหล่าหมอหลวงรวมถึงห้องเครื่องในวังล้วนหมดหนทางเยียวยา ฝ่าบาททรงระลึกถึงฝีมือทำอาหารของฮูหยินเซี่ย จึงมีพระราชประสงค์ให้ฮูหยินเซี่ยเข้าเฝ้าที่ตำหนักฉือหนิง เพื่อปรุงอาหารบำรุงถวายแด่ไทเฮา จบราชโองการ”เซี่ยกู่หานคุกเข่ารับราชโองการด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่ามือที่วางอยู่บนหน้าขาเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ชายหนุ่มล่วงรู้ได้ทันทีว่านี่มิใช่เพียงการทำอาหารธรรมดา ทว่าคือหลุมพรางอันล้ำลึกที่ศ
นับตั้งแต่วันที่ป้ายหยกหลางหยาถูกส่งมอบให้แก่อวี๋เจียวหว่าน อำนาจการปกครองในเรือนหลังของจวนแม่ทัพก็เปลี่ยนมืออย่างสมบูรณ์ บ่าวไพร่ต่างเคารพยำเกรงฮูหยินเอกผู้นี้ประดุจเทพเซียนแห่งเตาไฟ ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยจำต้องเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือน อ้างว่าป่วยไข้เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าสิ่งที่น่ายินดีที่สุดในจว
การกระทำที่อุกอาจและอ่อนโยนในเวลาเดียวกันทำเอาอวี๋เจียวหว่านเบิกตากว้าง ร่างกายของนางแข็งทื่อไปชั่วขณะ สัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเฉียบผ่านผืนผ้า ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของนางเต้นผิดจังหวะ“หน้าเจ้าเปื้อน” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าดวงตากลับทอประกายอบอุ่นสายหนึ่ง“ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าเช็ดเองได้” นางรีบรับผ้าเ
“ช่างมีน้ำใจนัก อวี้หลาน กู่หานอาการดีขึ้นบ้างแล้ว ทว่ายังคงต้องพักผ่อน หากเขาได้สตรีที่เพียบพร้อมและรู้ใจเช่นเจ้ามาคอยปรนนิบัติดูแล ข้าคงหมดห่วง” ฮูหยินผู้เฒ่าทอดถอนใจจงใจพูดให้ผู้คนรอบข้างได้ยิน “น่าเสียดายที่ราชโองการไม่อาจขัดขืน จวนแม่ทัพจึงต้องรับสตรีที่ไร้การอบรมเข้าเรือน นางเกิดจากอนุ ซ้ำยัง
แสงแดดยามสายสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องของจวนแม่ทัพ แม้เหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อคืนจะถูกเซี่ยกู่หานสั่งให้ทุกคนปิดปากเงียบ ทว่าความตึงเครียดกลับยังคงแฝงเร้นอยู่ในอากาศ โดยเฉพาะที่เรือนหลักของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยเสียงถ้วยชาชั้นดีถูกปาลงบนพื้นจนแตกกระจาย ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยนั่งหอบหายใจอยู่บนตั่งไม้ ใบหน้า







