Masukการกระทำที่อุกอาจและอ่อนโยนในเวลาเดียวกันทำเอาอวี๋เจียวหว่านเบิกตากว้าง ร่างกายของนางแข็งทื่อไปชั่วขณะ สัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเฉียบผ่านผืนผ้า ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของนางเต้นผิดจังหวะ
“หน้าเจ้าเปื้อน” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าดวงตากลับทอประกายอบอุ่นสายหนึ่ง “ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าเช็ดเองได้” นางรีบรับผ้าเช็ดหน้ามาจากมือเขา ก้มหน้าลงซ่อนความประหม่าที่หาได้ยากยิ่งสำหรับสตรีที่กล้าเผชิญหน้ากับนักฆ่าเช่นนาง “ท่านแม่ทัพไปนั่งรอที่โต๊ะตัวนั้นเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะยกอาหารไปให้” นางชี้ไปยังโต๊ะไม้ตัวเล็กที่ตั้งอยู่มุมเรือนครัว เซี่ยกู่หานพยักหน้าและเดินไปนั่งลงอย่างว่าง่าย บ่าวไพร่ต่างรู้หน้าที่ รีบถอยห่างออกไปรออยู่ด้านนอก ปล่อยให้เจ้านายทั้งสองได้อยู่ตามลำพัง อวี๋เจียวหว่านสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ นางหันกลับมาเปิดฝาไม้ไผ่ออก ไอน้ำร้อนระอุพวยพุ่งขึ้นมา นางใช้ตะเกียบไม้ด้ามยาวคีบห่อใบบัวที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มและแห้งกรอบขึ้นมาจากกองเกลือ วางลงบนจานกระเบื้องใบใหญ่ หญิงสาวยกจานเดินมาที่โต๊ะ ก่อนจะใช้มีดสั้นตัดเชือกป่านและกรีดเปิดใบบัวออกทีละชั้น ทันทีที่ใบบัวชั้นในสุดถูกเปิดออก กลิ่นหอมเข้มข้นที่ถูกกักเก็บไว้ก็ลอยออกมา เนื้อไก่สีเหลืองทองอร่ามปรากฏแก่สายตา หนังไก่สุกเหลือง ทว่าเนื้อด้านในกลับนุ่มชุ่มฉ่ำ น้ำหวานจากเนื้อไก่และสุราหมักไหลซึมอยู่ก้นใบบัว “นี่คือไก่หมกเกลือเจ้าค่ะ การใช้ความร้อนจากเกลือจะช่วยรีดน้ำมันออก ทำให้เนื้อไก่สุกนุ่มแต่ไม่เลี่ยน รสชาติของสมุนไพรและใบบัวจะแทรกซึมไปถึงกระดูก เป็นอาหารที่บำรุงปราณและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายได้ดีนัก” นางอธิบายพลางใช้ตะเกียบฉีกเนื้อไก่ส่วนน่องที่เปื่อยล่อนจนหลุดจากกระดูกอย่างง่ายดาย วางลงในชามของเขา เซี่ยกู่หานมองน่องไก่สีทองตรงหน้า เขายกตะเกียบขึ้นคีบเนื้อไก่ชิ้นนั้นเข้าปาก รสชาติแรกที่สัมผัสได้คือความเค็มอ่อนๆ ที่ผิวหนัง ตามด้วยความหวานละมุนของเนื้อไก่ที่นุ่มจนแทบละลายในปาก กลิ่นหอมของสุราหมัก ขิง และใบบัวอวลอยู่ในโพรงปาก ไม่มีรสชาติใดโดดเด่นจนเกินไป ทว่าหลอมรวมกันเป็นความกลมกล่อมที่ลึกล้ำ ร่างกายที่เคยหนาวเหน็บคล้ายได้รับการโอบกอดด้วยไออุ่น ชายหนุ่มกินเนื้อไก่อย่างเงียบงัน ทว่าตะเกียบในมือกลับขยับคีบชิ้นต่อไปไม่หยุดพัก อวี๋เจียวหว่านเห็นดังนั้นก็ลอบยิ้ม นางคีบเนื้อส่วนอกที่นุ่มไม่แพ้กันลงในชามของตนเอง และร่วมกินอาหารมื้อนี้ไปพร้อมกับเขา ภายในเรือนครัวมีเพียงเสียงตะเกียบกระทบชาม และเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ แสงตะวันด้านนอกลาลับขอบฟ้าไปแล้ว แสงสว่างจากกระถางไฟส่องกระทบใบหน้าของคนทั้งสอง… “เหตุใดเจ้าจึงทุ่มเททำอาหารให้ข้าถึงเพียงนี้” เซี่ยกู่หานเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาดื้อๆ หลังจากที่กินไก่หมกเกลือไปกว่าครึ่งตัว เขาวางตะเกียบลงและจ้องมองดวงตาหงส์ของนาง อวี๋เจียวหว่านชะงักตะเกียบ นางสบตาเขากลับด้วยความหนักแน่น “ประการแรก ข้าแต่งให้ท่านแล้ว ย่อมมีหน้าที่ดูแลสามีให้แข็งแรง ประการที่สอง ข้าเป็นแม่ครัว อาหารคือชีวิตและเกียรติยศของข้า การได้เห็นผู้ที่กินอาหารของข้ามีสุขภาพดีขึ้น ย่อมเป็นความภาคภูมิใจที่สุด และประการสุดท้าย” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย “ข้าไม่ชอบเห็นท่านถูกรังแกจากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นครอบครัว” ประโยคสุดท้ายของนาง ทำให้เซี่ยกู่หานแววตาไหววูบ เขาเติบโตมาท่ามกลางความเย็นชาและการแก่งแย่งชิงดีในจวนแม่ทัพ มารดาเลี้ยงพยายามทุกวิถีทางเพื่อลดทอนอำนาจเขา บิดาก็มิเคยใส่ใจ เมื่อเขาต้องพิษจนร่างกายอ่อนแอ ผู้คนรอบข้างต่างรอคอยวันที่เขาจะสิ้นลม ไม่เคยมีผู้ใดก้าวออกมายืนขวางหน้าและประกาศปกป้องเขา อย่างเช่นที่อวี๋เจียวหว่านทำ “เจ้าไม่กลัวรึ การก้าวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในจวนแม่ทัพ อาจนำภัยมาสู่ตัวเจ้า กระทะทองเหลืองของเจ้า แม้จะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจกันธนูหรือคมดาบได้ทั้งหมด” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง อวี๋เจียวหว่านหัวเราะเบา ๆ นางยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ “ข้าเคยบอกท่านแล้วกระมัง ว่าข้าเกลียดความยุ่งยาก ทว่าในเมื่อข้าก้าวลงเรือลำเดียวกับท่านแล้ว ข้าย่อมไม่ยอมให้เรือลำนี้จมลงไปง่ายๆ หรอกเจ้าค่ะ ผู้ใดกล้ามาระรานความสงบสุขในการทำอาหารของข้า ข้าจะฟาดมันด้วยกระทะใบนี้แหละ ท่านแม่ทัพไม่ต้องกังวลไป ข้าปกป้องตนเองได้” เซี่ยกู่หานมองรอยยิ้มมั่นใจของนาง หัวใจที่เคยหนาวเหน็บคล้ายถูกหลอมละลายลงไปอีกส่วน เขาตระหนักได้แน่ชัดแล้วว่า สตรีผู้นี้มิใช่หมากที่ฮ่องเต้ส่งมาเพื่อหยามเกียรติเขา ทว่านางคือโอสถล้ำค่าที่สวรรค์ประทานมาเพื่อรักษากระเพาะและจิตวิญญาณของเขา ชายหนุ่มปลดป้ายหยกสีดำสนิทเนื้อดีที่ห้อยอยู่ข้างเอวออกมา ป้ายหยกชิ้นนี้สลักลวดลายเขี้ยวหมาป่า เป็นของดูต่างหน้ามารดาของเขา และเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจสูงสุดในกองทัพหลางหยาที่เขาบัญชาการอยู่ เขาวางป้ายหยกชิ้นนั้นลงบนโต๊ะ เลื่อนไปตรงหน้านาง “กระทะทองเหลืองของเจ้า ปกป้องเรือนครัวได้ ทว่าป้ายหยกชิ้นนี้ จะปกป้องเจ้าจากทุกสิ่งในใต้หล้า” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและทรงพลัง “นับแต่นี้ไป เจ้ามิใช่เพียงฮูหยินที่ดูแลเรือนครัว ทว่าเจ้าคือนายหญิงที่แท้จริงของจวนแม่ทัพเซี่ย ผู้ใดพบเห็นป้ายนี้ เสมือนพบเห็นข้า หากผู้ใดกล้าล่วงเกินเจ้า เจ้าสามารถสั่งประหารมันได้ทันทีโดยไม่ต้องรอความเห็นจากข้า” อวี๋เจียวหว่านมองป้ายหยกสีดำขลับตรงหน้า นางทราบดีถึงความหมายและน้ำหนักของมัน การมอบสิ่งนี้ให้นาง เท่ากับเขามอบชีวิตและอำนาจทั้งหมดในมือของเขาให้นางเป็นผู้กุมไว้ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับสามี แววตาที่เคยแข็งกร้าวของเขาบัดนี้มีความอ่อนโยนและซื่อตรงแฝงอยู่ หญิงสาวยื่นมือออกไปรับป้ายหยกมาถือไว้ สัมผัสของหยกสวนทางกับความอบอุ่นที่แผ่ซ่านในหัวใจ “ในเมื่อท่านแม่ทัพวางใจมอบสิ่งล้ำค่าให้ข้าดูแล ข้าย่อมรับไว้ด้วยความยินดีเจ้าค่ะ” นางเก็บป้ายหยกอย่างทะนุถนอม ก่อนจะยกยิ้มซุกซน “เช่นนั้น เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าจะตั้งใจทำอาหารบำรุงท่านให้กลับมามีเรี่ยวแรงเหมือนเดิมในเร็ววัน พรุ่งนี้เช้า ข้าจะเคี่ยวน้ำแกงปลาหลีฮื้อให้ท่านดื่มดีหรือไม่” “ตามใจเจ้าเถิด” เซี่ยกู่หานตอบรับ มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา“ทูลฝ่าบาท สมุดบัญชีเล่มนี้ กระหม่อมและฮูหยินลอบเข้าไปยึดมาได้จากห้องลับในหอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นตลาดมืดนอกเมือง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความโสมมทั้งหมดนี้ ทั้งการสับเปลี่ยนเสบียงกองทัพหลางหยา การวางยาพิษไทเฮา และการซ่องสุมกำลังพล ก็คือองค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานเอ่ยตอบอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมาฮ่องเต้ตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะเสียงดัง พระเนตรของโอรสสวรรค์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโทสะที่บุตรชายสายเลือดเดียวกันกล้าคิดทรยศต่อแผ่นดินและบัลลังก์“บังอาจนัก ข้าเลี้ยงดูมาอย่างดี ทว่าเจ้าลูกไม่รักดีกลับคิดคดทรยศ ซ่องสุมกำลังหมายจะก่อกบฏ ข้าจะไม่ปล่อยให้มันลอยนวลเด็ดขาด” ฮ่องเต้ตรัสเสียงกร้าว พระองค์หันมามองเซี่ยกู่หาน “แม่ทัพเซี่ย ข้ามีคำสั่งให้เจ้านำกำลังทหารบุกค้นจวนองค์ชายรองในวันพรุ่งนี้ จับกุมตัวผู้มีรายชื่อในบัญชีทั้งหมดมาลงโทษให้สิ้นซาก”“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานน้อมรับพระราชโองการยามนั้นเอง ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงกระเบื้องแตกกระจายและเสียงร้องโหยหวนของบ่าวไพร่ก็ดังลั่นมาจากหน้าลานจวน ประตูห้องโถงถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรง ร่างของมือสังหารในชุดดำอำพรางใบหน้
ล้อรถม้าบดทับแผ่นหินปูถนน ค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านประตูเมือง เมืองหลวงในยามนี้เต็มไปด้วยความคึกคักของวสันตฤดู พ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงร้องเร่ขายสินค้า ทว่าภายในรถม้าของจวนแม่ทัพ บรรยากาศกลับเงียบสงบและแฝงไปด้วยความตึงเครียดเซี่ยกู่หานนั่งหลังตรง นัยน์ตาคมจดจ้องอยู่ที่สมุดบัญชีปกสีน้ำเงินเข้มในมือ มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ปล้นชิงมาจากหอสุราซ่อนจันทร์ สมุดเล่มนี้บันทึกรายชื่อขุนนางที่รับสินบน เส้นทางการลักลอบค้าอาวุธเถื่อน และการยักยอกเสบียงทัพ ซึ่งทุกสายใยล้วนเชื่อมโยงไปสู่ผู้บงการเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือองค์ชายรอง“เมืองหลวงดูสงบสุขร่มเย็น ทว่าเบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยหนอนบ่อนไส้ที่กัดกินรากฐานของแผ่นดิน” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง “หากปล่อยให้องค์ชายรองซ่องสุมกำลังต่อไป คงเกิดกบฏในไม่ช้า ข้าต้องนำบัญชีเล่มนี้ไปทูลถวายฝ่าบาทโดยเร็วที่สุด”อวี๋เจียวหว่านที่นั่งอยู่เคียงข้าง เอื้อมมือไปกุมมือใหญ่ของสามีเอาไว้ สัมผัสอุ่นจากนางช่วยคลายความคุกรุ่นในใจของแม่ทัพหนุ่มลงได้บ้าง“ท่านแม่ทัพ การนำบัญชีลับไปถวายในท้องพระโรงย่อมเสี่ยงต่อการถูกขุนนางฝ่ายองค์ชายรองขัดขวางและทำลายหลักฐาน เราต้
อวี๋เจียวหว่านใช้ตะหลิวตักเต้าหู้เหม็นทอดขึ้นมาพักสะเด็ดน้ำมัน จากนั้นนางตวัดมีดผ่ากลางก้อนเต้าหู้ เผยให้เห็นเนื้อในสีขาวนวลที่ยังคงความนุ่มฟู นางตักน้ำปรุงรสสูตรพิเศษที่เคี่ยวจากพริกหอม กระเทียม น้ำหมักถั่วเหลือง และน้ำส้มสายชูหมัก ราดลงไปในรอยผ่า เพื่อให้รสชาติจัดจ้านซึมซาบเข้าสู่เนื้อเต้าหู้ทุกอณูนางจัดเต้าหู้เหม็นทอดใส่จานกระเบื้อง โรยหน้าด้วยผักชีซอย ก่อนจะเดินถือจานนั้นตรงไปยังโต๊ะของเถ้าแก่ชุดแดง“เถ้าแก่ อาหารจานนี้มีชื่อว่า เต้าหู้เหม็นหมื่นหลี้ แม้กลิ่นจะร้ายกาจ ทว่ารสชาติกลับล้ำเลิศเหนือจินตนาการ ท่านผู้ซึ่งอ้างตนว่าหลงใหลในของแปลก จะกล้าเปิดใจชิมดูสักคำหรือไม่” นางเอ่ยท้าทายด้วยรอยยิ้มมั่นใจเถ้าแก่ชุดแดงมองจานเต้าหู้ตรงหน้า เขาสูดลมหายใจเข้า กลิ่นเหม็นฉุนผสมกับความหอมมันและกลิ่นพริกหอมตีกันยุ่งเหยิงในโพรงจมูก ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักชิมมีชัยเหนือความขยะแขยง เขากลั้นใจหยิบตะเกียบคีบเต้าหู้ชิ้นหนึ่งเข้าปากทันทีที่ฟันขบลงบนผิวเต้าหู้ เสียงความกรอบก็ดังก้องในโสตประสาท ความกรอบเกรียมของผิวนอกตัดกับความนุ่มละมุนของเนื้อใน รสชาติหอมมันของถั่วหมักระเบิดกระจายเต็มปาก ผสานกับ
หลังจากเหตุการณ์ในวังหลวงผ่านพ้นไป องค์ชายรองถูกสั่งกักบริเวณในจวนเป็นเวลาหนึ่งเดือน คลื่นใต้น้ำในราชสำนักดูเหมือนจะสงบลงชั่วคราว ทว่าเซี่ยกู่หานทราบดีว่านี่คือช่วงเวลาทองในการรุกฆาต หากปล่อยให้ศัตรูพักหายใจ เมื่อเสือร้ายออกจากกรงย่อมต้องแว้งกัดอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิมยามซวี แสงจันทร์สลัวทอดเงาลงบนหลังคาเรือนหานอวิ๋น ภายในห้องหนังสือที่จุดเทียนสว่างไสว ลู่จิวประสานมือรายงานความคืบหน้าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สายลับของเราสืบพบแล้วขอรับ ว่าเงินทองที่องค์ชายรองยักยอกมาจากการสับเปลี่ยนเสบียงทัพ ถูกนำไปซุกซ่อนไว้ที่หอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นบ่อนพนันและตลาดมืดใต้ดินอยู่นอกกำแพงเมือง ซ้ำยังมีการลักลอบซื้อขายอาวุธเถื่อนเพื่อสะสมกำลังพล บัญชีรายชื่อผู้ร่วมกบฏทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้ในห้องลับของเถ้าแก่หอสุราผู้นั้นขอรับ”เซี่ยกู่หานเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ แววตาคมทอประกายวาววับ “เถ้าแก่หอสุราซ่อนจันทร์ผู้นี้ ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง เป็นคนวิปลาสที่หลงใหลในรสชาติอาหารแปลกประหลาด กฎเกณฑ์การเข้าถึงตัวเขาช่างยุ่งยาก ต้องเป็นผู้ที่สามารถรังสรรค์อาหารจนเป็นที่ถูกใจ จึงจะได้รับป้ายหยกผ่า
อวี๋เจียวหว่านนำเส้นเต้าหู้ที่แช่น้ำไว้ ไปลวกในน้ำร้อนอย่างรวดเร็วเพื่อล้างกลิ่นถั่วเหลือง จากนั้นนางตักน้ำแกงใสกระจ่างที่เตรียมไว้ลงในชามสีขาวลายเมฆา ค่อยๆหย่อนเส้นเต้าหู้ลงไปตรงกลางชาม ตามด้วยขาหมูตากแห้งและเห็ดหอมที่หั่นเป็นเส้นเล็กเท่าเส้นด้าย โรยประดับด้านบนเพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติอาหารจานนี้ดูเรียบง่าย ไร้ซึ่งความมันเลี่ยนหรือสีสันฉูดฉาด ทว่าแฝงไว้ด้วยความประณีตขั้นสูงสุด และรสชาติที่ล้ำลึกซับซ้อนเวลาล่วงเลยไปจนถึงยามอู่ ขันทีเข้ามารับอาหารจากทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปถวายไทเฮาที่ห้องบรรทม เซี่ยกู่หานและอวี๋เจียวหว่าน รวมถึงองค์ชายรองและพ่อครัวหลู่ ต่างเดินตามเข้าไปเพื่อรอฟังผลภายในห้องบรรทม ไทเฮาประทับกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนแท่นบรรทม พระพักตร์ซีดเซียวและมีรอยคล้ำใต้ดวงตา พระวรกายซูบผอมจนน่าตกใจ ฮ่องเต้ประทับอยู่ข้างแท่นบรรทม คอยจับพระหัตถ์มารดาด้วยความห่วงใยขันทีนำอาหารของพ่อครัวหลู่ขึ้นถวายเป็นลำดับแรก เมื่อฝาโถกระเบื้องถูกเปิดออก กลิ่นหอมเครื่องเทศและเนื้อสัตว์ที่เข้มข้นรุนแรงก็ลอยกระจายไปทั่วห้อง ฝ่าเท้าหมีตุ๋นโสมคนสีน้ำตาลเข้มมันวาวดูน่ารับประทานยิ่งนัก ทว่าสำหรับผู้ป่วยที่กระ
วสันตฤดูแผ่ความอบอุ่นไปทั่วเมืองหลวง ดอกเหมยร่วงโรยไปตามกาลเวลา หลีกทางให้ดอกอิงฮวาและหมู่ตันเบ่งบานอวดสีสัน ทว่าภายใต้ความงดงามของธรรมชาติ คลื่นใต้น้ำในราชสำนักกลับทวีความรุนแรงและเชี่ยวกรากยิ่งขึ้น การพ่ายแพ้ของคนจากจวนองค์ชายรองที่ค่ายทหารหลางหยา กลายเป็นฟืนที่สุมไฟแค้นให้ลุกโชนยามสายของวันหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงบในจวนแม่ทัพถูกทำลายลงด้วยเสียงประกาศก้องของขันทีจากวังหลวง ขบวนราชรถที่ประดับด้วยผ้าแพรสีเหลืองทองจอดเทียบหน้าประตูจวน เซี่ยกู่หานและอวี๋เจียวหว่านรีบออกมารับราชโองการที่หน้าลานกว้าง“รับสั่งจากโอรสสวรรค์ บัดนี้ไทเฮาเสด็จกลับจากตำหนักบนเขาไท่ซาน ทว่าพระวรกายอ่อนแอ โรคเบื่ออาหารกำเริบหนักจนซูบผอม เหล่าหมอหลวงรวมถึงห้องเครื่องในวังล้วนหมดหนทางเยียวยา ฝ่าบาททรงระลึกถึงฝีมือทำอาหารของฮูหยินเซี่ย จึงมีพระราชประสงค์ให้ฮูหยินเซี่ยเข้าเฝ้าที่ตำหนักฉือหนิง เพื่อปรุงอาหารบำรุงถวายแด่ไทเฮา จบราชโองการ”เซี่ยกู่หานคุกเข่ารับราชโองการด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่ามือที่วางอยู่บนหน้าขาเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ชายหนุ่มล่วงรู้ได้ทันทีว่านี่มิใช่เพียงการทำอาหารธรรมดา ทว่าคือหลุมพรางอันล้ำลึกที่ศ
นับตั้งแต่วันที่ป้ายหยกหลางหยาถูกส่งมอบให้แก่อวี๋เจียวหว่าน อำนาจการปกครองในเรือนหลังของจวนแม่ทัพก็เปลี่ยนมืออย่างสมบูรณ์ บ่าวไพร่ต่างเคารพยำเกรงฮูหยินเอกผู้นี้ประดุจเทพเซียนแห่งเตาไฟ ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยจำต้องเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือน อ้างว่าป่วยไข้เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าสิ่งที่น่ายินดีที่สุดในจว
เรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงชมบุปผาแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่ง เพียงชั่วข้ามคืน นามของอวี๋เจียวหว่าน ฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพเซี่ยก็กลายเป็นที่กล่าวขานในหมู่ชนชั้นสูง มิใช่ในฐานะคุณหนูรองจากตระกูลตกอับ ผู้แต่งงานแทนพี่สาวอีกต่อไป ทว่าในฐานะสตรีผู้มีฝีมือปลายจวักล้ำเลิศ สามารถนำของพื้นบ้านอย่
“ช่างมีน้ำใจนัก อวี้หลาน กู่หานอาการดีขึ้นบ้างแล้ว ทว่ายังคงต้องพักผ่อน หากเขาได้สตรีที่เพียบพร้อมและรู้ใจเช่นเจ้ามาคอยปรนนิบัติดูแล ข้าคงหมดห่วง” ฮูหยินผู้เฒ่าทอดถอนใจจงใจพูดให้ผู้คนรอบข้างได้ยิน “น่าเสียดายที่ราชโองการไม่อาจขัดขืน จวนแม่ทัพจึงต้องรับสตรีที่ไร้การอบรมเข้าเรือน นางเกิดจากอนุ ซ้ำยัง
แสงแดดยามสายสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องของจวนแม่ทัพ แม้เหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อคืนจะถูกเซี่ยกู่หานสั่งให้ทุกคนปิดปากเงียบ ทว่าความตึงเครียดกลับยังคงแฝงเร้นอยู่ในอากาศ โดยเฉพาะที่เรือนหลักของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยเสียงถ้วยชาชั้นดีถูกปาลงบนพื้นจนแตกกระจาย ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยนั่งหอบหายใจอยู่บนตั่งไม้ ใบหน้า







