تسجيل الدخولแสงแดดยามสายสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องของจวนแม่ทัพ แม้เหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อคืนจะถูกเซี่ยกู่หานสั่งให้ทุกคนปิดปากเงียบ ทว่าความตึงเครียดกลับยังคงแฝงเร้นอยู่ในอากาศ โดยเฉพาะที่เรือนหลักของฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ย
เสียงถ้วยชาชั้นดีถูกปาลงบนพื้นจนแตกกระจาย ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยนั่งหอบหายใจอยู่บนตั่งไม้ ใบหน้าที่เคยประทินโฉมอย่างงดงามบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยโทสะ อนุหลี่และอนุจางที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างก้มหน้าเงียบ มิกล้าแม้แต่จะหายใจแรง “นางเด็กเมื่อวานซืนนั่นบังอาจเกินไปแล้ว แต่งเข้าจวนมาไม่กี่วันก็กำเริบเสิบสาน ยึดอำนาจในเรือนครัวไปจนหมดสิ้น ซ้ำยังทำตัวราวกับเป็นนายหญิงของจวน” ฮูหยินผู้เฒ่าขบกรามแน่น “เมื่อเช้าข้าให้คนไปเบิกตังเซียมและรังนกจากเรือนครัว หวังจะนำมาบำรุงร่างกาย บ่าวไพร่พวกนั้นกลับกล้าตอบโต้ว่า หากไม่มีป้ายคำสั่งของฮูหยินเอก ก็ไม่อาจนำของมีค่าออกไปได้” “นายหญิงโปรดระงับโทสะเจ้าค่ะ” อนุหลี่ก้าวออกมารินชาถ้วยใหม่ส่งให้ “นังเด็กตระกูลอวี๋นั่นพึ่งพาบารมีของท่านแม่ทัพ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เกรงว่านางจะยิ่งเหิมเกริม พวกเราต้องหาทางสั่งสอนให้นางรู้สำนึกเสียบ้าง ว่าจวนแม่ทัพแห่งนี้ ผู้ใดคือผู้อาวุโสที่อำนาจบารมีอย่างแท้จริง” “สั่งสอนรึ จะใช้วิธีใดสั่งสอน กู่หานออกหน้าปกป้องนางถึงเพียงนั้น” “ในเมื่อท่านแม่ทัพปกป้องนางนัก เราก็ต้องใช้คนนอกมากดดันเจ้าค่ะ” อนุจางเสนอแผนการ ดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ “อีกสามวันจะถึงวันสารท ฤดูดอกเบญจมาศบานสะพรั่ง นายหญิงลองจัดงานเลี้ยงชมบุปผา เชิญคุณหนูตระกูลขุนนางมาร่วมดื่มชาสักหลาย ๆ จวน โดยเฉพาะคุณหนูเมิ่งอวี้หลาน บุตรีของเสนาบดีกรมพิธีการ นางหลงใหลท่านแม่ทัพมาเนิ่นนาน หากนางได้พบหน้าฮูหยินที่ต่ำต้อยและหยาบกระด้างผู้นี้ ย่อมต้องหาทางฉีกหน้านางต่อหน้าธารกำนัลเป็นแน่” ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นก็ดวงตาเป็นประกาย งานเลี้ยงชมบุปผาเป็นข้ออ้างที่ดีในการเชิญแขกเหรื่อ และตามธรรมเนียมแล้ว หน้าที่จัดเตรียมของว่างและขนมหวานย่อมต้องตกเป็นของเรือนครัว “ดีมาก ในเมื่อนางอยากเป็นใหญ่ในเรือนครัวนัก ข้าก็จะให้นางรับผิดชอบการจัดเตรียมของว่างรับรองแขกทั้งหมด ทว่าข้าจะไม่อนุญาตให้เบิกจ่ายเบี้ยหวัดส่วนกลางแม้แต่อีแปะเดียว ข้าอยากจะรู้นักว่า หากไร้ของล้ำค่า นางจะเอาสิ่งใดมาทำขนมต้อนรับคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ หากนางทำขายหน้า จวนแม่ทัพย่อมมีสิทธิ์ลงโทษนาง โทษฐานทำให้ตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสียง” คำสั่งจัดเตรียมงานเลี้ยงถูกส่งตรงไปยังเรือนครัวใหญ่ในยามอู่ พร้อมกับรายนามแขกเหรื่อและข้อจำกัดที่จงใจกลั่นแกล้งอย่างชัดเจน พ่อครัวหวังรับกระดาษคำสั่งมาอ่านแล้วถึงกับหน้าถอดสี เขารีบนำความไปแจ้งแก่อวี๋เจียวหว่านที่กำลังตรวจนับกระสอบข้าวสารอยู่หน้าเรือน “ฮูหยินแย่แล้วขอรับ ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งให้เรือนครัวจัดเตรียมขนมหวานแปดชนิด สำหรับรับรองแขกในงานเลี้ยงชมบุปผา ทว่านางกลับไม่อนุญาตให้เบิกจ่ายเงินจากคลังเพื่อซื้อของเลยแม้แต่น้อย ของทำขนมมงคลอย่างเมล็ดบัว รังนก หรือพุทราเชื่อมในเรือนครัวก็ถูกเบิกไปหมดตั้งแต่เมื่อวานแล้ว พวกเราจะนำสิ่งใดมาทำขนมรับแขกกันขอรับ” อวี๋เจียวหว่านรับกระดาษแผ่นนั้นมาปรายตามอง รอยยิ้มเย็นผุดขึ้นที่มุมปาก นางคาดเดาไว้อยู่แล้วว่ามารดาเลี้ยงของสามีจะต้องหาทางเล่นงานนางในไม่ช้า การใช้ของหวานมาเป็นเครื่องมือช่างเป็นแผนการที่ตื้นเขินยิ่งนัก “ผู้ใดบอกว่าขนมหวานชั้นเลิศต้องทำจากของล้ำค่าราคาสูงกัน” นางพับกระดาษเก็บเข้าแขนเสื้อ “ของหวานที่ดี วัดกันที่รสมือและการดึงรสชาติของของสดออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่างหาก พ่อครัวหวัง ไปตรวจดูในโรงเก็บเสบียงว่าเรามีสิ่งใดเหลืออยู่บ้าง” พ่อครัวหวังรีบไปตรวจสอบก่อนจะกลับมารายงานด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง “มีเพียงซานเย่า เผือก แป้งข้าวเหนียว น้ำตาลทรายแดง และน้ำผึ้งดอกกุ้ยฮวาที่ฮูหยินเพิ่งซื้อมาเมื่อวานขอรับ ของพื้นบ้านเช่นนี้ ไม่อาจนำขึ้นโต๊ะรับรองคุณหนูตระกูลขุนนางได้หรอกขอรับ พวกนางคุ้นชินกับตำรับวังหลวง หากเห็นซานเย่าและเผือก คงได้หัวเราะเยาะจวนแม่ทัพเป็นแน่” “พวกนางจะหัวเราะหรือร้องไห้ พรุ่งนี้ค่อยมาตัดสินกัน” อวี๋เจียวหว่านก้าวเดินไปที่หน้าเตาไฟ “ติดไฟ วันนี้ข้าจะลงมือทำขนมด้วยตนเอง พวกเจ้าคอยเป็นลูกมือให้ข้าก็พอ” หญิงสาวจัดการล้างมือให้สะอาด นางนำซานเย่าและเผือกมาล้างดินออกจนหมด ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นขนาดเท่ากัน จากนั้นจึงหยิบกระทะทองเหลืองคู่ใจขึ้นตั้งบนเตา กระทะทองเหลืองใบนี้มิได้มีดีเพียงการผัดทอด ทว่ายังสามารถใช้เป็นฐานรองเข่งนึ่งไม้ไผ่และกระจายความร้อนได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ไอน้ำที่ระอุอยู่ภายในทะลวงผ่านเนื้อเผือกและมันได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว นางนำเผือกและซานเย่าจัดเรียงลงในเข่งนึ่งไม้ไผ่ วางซ้อนบนกระทะที่ต้มน้ำจนเดือดพล่าน ปิดฝาไม้ไผ่ให้สนิท ปล่อยให้ความร้อนทำหน้าที่ของมัน กลิ่นหอมหวานตามธรรมชาติของเผือกและซานเย่าเริ่มลอยกรุ่นออกมา เวลาผ่านไปชั่วก้านธูป อวี๋เจียวหว่านเปิดฝาออก ไอน้ำสีขาวพวยพุ่ง เผือกและซานเย่าสุกนุ่มจนแทบจะละลายเมื่อใช้นิ้วสัมผัส นางสั่งให้ลูกมือนำซานเย่าไปบดผ่านตะแกรงตาถี่ เพื่อกรองเอาเส้นใยที่หยาบกระด้างออกจนหมด เหลือเพียงเนื้อซานเย่าสีขาวบริสุทธิ์ที่ละเอียดนุ่มละมุน “ขนมชนิดแรก ข้าจะทำขนมกุ้ยฮวาซานเย่า” นางนำเนื้อซานเย่าที่บดละเอียดมานวดผสมกับน้ำผึ้งดอกกุ้ยฮวา ความหวานหอมของน้ำผึ้งซึมซาบเข้าสู่เนื้อซานเย่าสีขาว ขจัดความฝาดและเพิ่มความนุ่มนวล จากนั้นนางจึงปั้นเป็นก้อนกลมขนาดพอดีคำ นำไปกดลงในแม่พิมพ์ไม้แกะสลักรูปลักษณ์ดอกโบตั๋น เมื่อเคาะออกมา จะได้ขนมซานเย่าสีขาวนวล ลวดลายกลีบดอกไม้อ่อนช้อยงดงาม ราวกับดอกโบตั๋นหยกที่ผลิบานอยู่บนจานกระเบื้อง กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาอบอวลอยู่รอบตัวขนมชวนให้หลงใหล “ส่วนเผือก ข้าจะทำเผือกหิมะผลึกแก้ว” นางหันมาจัดการกับเผือกที่นึ่งจนสุก หั่นเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดเท่านิ้วมือ ตั้งกระทะทองเหลืองอีกครั้ง เทน้ำมันลงไป รอจนน้ำมันร้อนจึงนำแท่งเผือกลงทอด เผือกสีขาวขุ่นถูกทอดจนผิวนอกกรอบเป็นสีเหลืองทอง ทว่าเนื้อในยังคงความนุ่มซุย นางตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน ขั้นตอนที่ยากที่สุดคือการทำเกล็ดหิมะ นางเทน้ำตาลทรายแดงและน้ำสะอาดลงในกระทะ ใช้ไฟอ่อนเคี่ยวน้ำตาลอย่างใจเย็น มือเรียวขยับตะหลิวคนเป็นวงกลมไม่หยุดพัก น้ำตาลใสเริ่มเปลี่ยนเป็นฟองเดือด และค่อยๆ เหนียวข้นขึ้น นางกะจังหวะที่น้ำตาลอิ่มตัวได้ที่อย่างแม่นยำ ก่อนจะเทเผือกทอดลงไปคลุกเคล้า ปิดไฟ แล้วตวัดตะหลิวผัดอย่างรวดเร็ว เมื่อความร้อนลดลง น้ำตาลที่เคลือบอยู่บนผิวเผือกก็เริ่มตกผลึก กลายเป็นเกล็ดสีขาวบริสุทธิ์เกาะติดอยู่ ราวกับแท่งเผือกถูกปกคลุมด้วยหิมะแรกแห่งเหมันตฤดู ทักษะการคุมไฟและการตกผลึกน้ำตาลเช่นนี้ หากมิใช่แม่ครัวที่ผ่านการฝึกฝนมานับสิบปี ย่อมไม่อาจทำได้สมบูรณ์แบบเช่นนี้ พ่อครัวหวังและลูกมือต่างยืนเบิกตากว้างมองผลงานอันประณีตบนจานอาหาร ขนมสองชนิดที่ทำจากของพื้นบ้าน บัดนี้กลับดูเลอค่าและงดงามยิ่งกว่าขนมในวังหลวงเสียอีก “เตรียมจัดใส่จานกระเบื้องสีขาว พรุ่งนี้เราจะนำสิ่งนี้ไปเปิดหูเปิดตาพวกคุณหนูตระกูลขุนนางกัน” อวี๋เจียวหว่านแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ วันรุ่งขึ้น ณ ศาลาริมสระบัวของจวนแม่ทัพ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก สาวใช้เดินขวักไขว่คอยปรนนิบัติ ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยนั่งอยู่บนที่นั่งหลัก สวมอาภรณ์สีทองแดงปักลายนกยูง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ รอบกายรายล้อมไปด้วยคุณหนูและฮูหยินจากจวนขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ผู้ที่โดดเด่นที่สุดในงานหนีไม่พ้น เมิ่งอวี้หลาน บุตรีเสนาบดีกรมพิธีการ นางสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีชมพูอ่อน ใบหน้างดงามถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมอย่างประณีต กิริยามารยาทอ่อนช้อยสมกับเป็นสตรีที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี ทว่าในแววตากลับซ่อนความเย่อหยิ่งไว้หลายส่วน “ฮูหยินผู้เฒ่า สุขภาพของท่านแม่ทัพเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ข้าได้ยินว่าอาการของเขาไม่สู้ดีนัก บิดาของข้าเป็นห่วงยิ่ง จึงฝากโสมคนพันปีมาให้ท่านแม่ทัพบำรุงร่างกายด้วยเจ้าค่ะ” เมิ่งอวี้หลานเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน พลางปรายตามองกล่องไม้จันทน์ที่สาวใช้ถืออยู่“ทูลฝ่าบาท สมุดบัญชีเล่มนี้ กระหม่อมและฮูหยินลอบเข้าไปยึดมาได้จากห้องลับในหอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นตลาดมืดนอกเมือง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความโสมมทั้งหมดนี้ ทั้งการสับเปลี่ยนเสบียงกองทัพหลางหยา การวางยาพิษไทเฮา และการซ่องสุมกำลังพล ก็คือองค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานเอ่ยตอบอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมาฮ่องเต้ตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะเสียงดัง พระเนตรของโอรสสวรรค์เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโทสะที่บุตรชายสายเลือดเดียวกันกล้าคิดทรยศต่อแผ่นดินและบัลลังก์“บังอาจนัก ข้าเลี้ยงดูมาอย่างดี ทว่าเจ้าลูกไม่รักดีกลับคิดคดทรยศ ซ่องสุมกำลังหมายจะก่อกบฏ ข้าจะไม่ปล่อยให้มันลอยนวลเด็ดขาด” ฮ่องเต้ตรัสเสียงกร้าว พระองค์หันมามองเซี่ยกู่หาน “แม่ทัพเซี่ย ข้ามีคำสั่งให้เจ้านำกำลังทหารบุกค้นจวนองค์ชายรองในวันพรุ่งนี้ จับกุมตัวผู้มีรายชื่อในบัญชีทั้งหมดมาลงโทษให้สิ้นซาก”“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยกู่หานน้อมรับพระราชโองการยามนั้นเอง ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงกระเบื้องแตกกระจายและเสียงร้องโหยหวนของบ่าวไพร่ก็ดังลั่นมาจากหน้าลานจวน ประตูห้องโถงถูกถีบเปิดออกอย่างรุนแรง ร่างของมือสังหารในชุดดำอำพรางใบหน้
ล้อรถม้าบดทับแผ่นหินปูถนน ค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านประตูเมือง เมืองหลวงในยามนี้เต็มไปด้วยความคึกคักของวสันตฤดู พ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงร้องเร่ขายสินค้า ทว่าภายในรถม้าของจวนแม่ทัพ บรรยากาศกลับเงียบสงบและแฝงไปด้วยความตึงเครียดเซี่ยกู่หานนั่งหลังตรง นัยน์ตาคมจดจ้องอยู่ที่สมุดบัญชีปกสีน้ำเงินเข้มในมือ มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ปล้นชิงมาจากหอสุราซ่อนจันทร์ สมุดเล่มนี้บันทึกรายชื่อขุนนางที่รับสินบน เส้นทางการลักลอบค้าอาวุธเถื่อน และการยักยอกเสบียงทัพ ซึ่งทุกสายใยล้วนเชื่อมโยงไปสู่ผู้บงการเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือองค์ชายรอง“เมืองหลวงดูสงบสุขร่มเย็น ทว่าเบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยหนอนบ่อนไส้ที่กัดกินรากฐานของแผ่นดิน” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง “หากปล่อยให้องค์ชายรองซ่องสุมกำลังต่อไป คงเกิดกบฏในไม่ช้า ข้าต้องนำบัญชีเล่มนี้ไปทูลถวายฝ่าบาทโดยเร็วที่สุด”อวี๋เจียวหว่านที่นั่งอยู่เคียงข้าง เอื้อมมือไปกุมมือใหญ่ของสามีเอาไว้ สัมผัสอุ่นจากนางช่วยคลายความคุกรุ่นในใจของแม่ทัพหนุ่มลงได้บ้าง“ท่านแม่ทัพ การนำบัญชีลับไปถวายในท้องพระโรงย่อมเสี่ยงต่อการถูกขุนนางฝ่ายองค์ชายรองขัดขวางและทำลายหลักฐาน เราต้
อวี๋เจียวหว่านใช้ตะหลิวตักเต้าหู้เหม็นทอดขึ้นมาพักสะเด็ดน้ำมัน จากนั้นนางตวัดมีดผ่ากลางก้อนเต้าหู้ เผยให้เห็นเนื้อในสีขาวนวลที่ยังคงความนุ่มฟู นางตักน้ำปรุงรสสูตรพิเศษที่เคี่ยวจากพริกหอม กระเทียม น้ำหมักถั่วเหลือง และน้ำส้มสายชูหมัก ราดลงไปในรอยผ่า เพื่อให้รสชาติจัดจ้านซึมซาบเข้าสู่เนื้อเต้าหู้ทุกอณูนางจัดเต้าหู้เหม็นทอดใส่จานกระเบื้อง โรยหน้าด้วยผักชีซอย ก่อนจะเดินถือจานนั้นตรงไปยังโต๊ะของเถ้าแก่ชุดแดง“เถ้าแก่ อาหารจานนี้มีชื่อว่า เต้าหู้เหม็นหมื่นหลี้ แม้กลิ่นจะร้ายกาจ ทว่ารสชาติกลับล้ำเลิศเหนือจินตนาการ ท่านผู้ซึ่งอ้างตนว่าหลงใหลในของแปลก จะกล้าเปิดใจชิมดูสักคำหรือไม่” นางเอ่ยท้าทายด้วยรอยยิ้มมั่นใจเถ้าแก่ชุดแดงมองจานเต้าหู้ตรงหน้า เขาสูดลมหายใจเข้า กลิ่นเหม็นฉุนผสมกับความหอมมันและกลิ่นพริกหอมตีกันยุ่งเหยิงในโพรงจมูก ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักชิมมีชัยเหนือความขยะแขยง เขากลั้นใจหยิบตะเกียบคีบเต้าหู้ชิ้นหนึ่งเข้าปากทันทีที่ฟันขบลงบนผิวเต้าหู้ เสียงความกรอบก็ดังก้องในโสตประสาท ความกรอบเกรียมของผิวนอกตัดกับความนุ่มละมุนของเนื้อใน รสชาติหอมมันของถั่วหมักระเบิดกระจายเต็มปาก ผสานกับ
หลังจากเหตุการณ์ในวังหลวงผ่านพ้นไป องค์ชายรองถูกสั่งกักบริเวณในจวนเป็นเวลาหนึ่งเดือน คลื่นใต้น้ำในราชสำนักดูเหมือนจะสงบลงชั่วคราว ทว่าเซี่ยกู่หานทราบดีว่านี่คือช่วงเวลาทองในการรุกฆาต หากปล่อยให้ศัตรูพักหายใจ เมื่อเสือร้ายออกจากกรงย่อมต้องแว้งกัดอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิมยามซวี แสงจันทร์สลัวทอดเงาลงบนหลังคาเรือนหานอวิ๋น ภายในห้องหนังสือที่จุดเทียนสว่างไสว ลู่จิวประสานมือรายงานความคืบหน้าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“เรียนท่านแม่ทัพ สายลับของเราสืบพบแล้วขอรับ ว่าเงินทองที่องค์ชายรองยักยอกมาจากการสับเปลี่ยนเสบียงทัพ ถูกนำไปซุกซ่อนไว้ที่หอสุราซ่อนจันทร์ ซึ่งเป็นบ่อนพนันและตลาดมืดใต้ดินอยู่นอกกำแพงเมือง ซ้ำยังมีการลักลอบซื้อขายอาวุธเถื่อนเพื่อสะสมกำลังพล บัญชีรายชื่อผู้ร่วมกบฏทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้ในห้องลับของเถ้าแก่หอสุราผู้นั้นขอรับ”เซี่ยกู่หานเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ แววตาคมทอประกายวาววับ “เถ้าแก่หอสุราซ่อนจันทร์ผู้นี้ ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง เป็นคนวิปลาสที่หลงใหลในรสชาติอาหารแปลกประหลาด กฎเกณฑ์การเข้าถึงตัวเขาช่างยุ่งยาก ต้องเป็นผู้ที่สามารถรังสรรค์อาหารจนเป็นที่ถูกใจ จึงจะได้รับป้ายหยกผ่า
อวี๋เจียวหว่านนำเส้นเต้าหู้ที่แช่น้ำไว้ ไปลวกในน้ำร้อนอย่างรวดเร็วเพื่อล้างกลิ่นถั่วเหลือง จากนั้นนางตักน้ำแกงใสกระจ่างที่เตรียมไว้ลงในชามสีขาวลายเมฆา ค่อยๆหย่อนเส้นเต้าหู้ลงไปตรงกลางชาม ตามด้วยขาหมูตากแห้งและเห็ดหอมที่หั่นเป็นเส้นเล็กเท่าเส้นด้าย โรยประดับด้านบนเพื่อเพิ่มสีสันและรสชาติอาหารจานนี้ดูเรียบง่าย ไร้ซึ่งความมันเลี่ยนหรือสีสันฉูดฉาด ทว่าแฝงไว้ด้วยความประณีตขั้นสูงสุด และรสชาติที่ล้ำลึกซับซ้อนเวลาล่วงเลยไปจนถึงยามอู่ ขันทีเข้ามารับอาหารจากทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปถวายไทเฮาที่ห้องบรรทม เซี่ยกู่หานและอวี๋เจียวหว่าน รวมถึงองค์ชายรองและพ่อครัวหลู่ ต่างเดินตามเข้าไปเพื่อรอฟังผลภายในห้องบรรทม ไทเฮาประทับกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนแท่นบรรทม พระพักตร์ซีดเซียวและมีรอยคล้ำใต้ดวงตา พระวรกายซูบผอมจนน่าตกใจ ฮ่องเต้ประทับอยู่ข้างแท่นบรรทม คอยจับพระหัตถ์มารดาด้วยความห่วงใยขันทีนำอาหารของพ่อครัวหลู่ขึ้นถวายเป็นลำดับแรก เมื่อฝาโถกระเบื้องถูกเปิดออก กลิ่นหอมเครื่องเทศและเนื้อสัตว์ที่เข้มข้นรุนแรงก็ลอยกระจายไปทั่วห้อง ฝ่าเท้าหมีตุ๋นโสมคนสีน้ำตาลเข้มมันวาวดูน่ารับประทานยิ่งนัก ทว่าสำหรับผู้ป่วยที่กระ
วสันตฤดูแผ่ความอบอุ่นไปทั่วเมืองหลวง ดอกเหมยร่วงโรยไปตามกาลเวลา หลีกทางให้ดอกอิงฮวาและหมู่ตันเบ่งบานอวดสีสัน ทว่าภายใต้ความงดงามของธรรมชาติ คลื่นใต้น้ำในราชสำนักกลับทวีความรุนแรงและเชี่ยวกรากยิ่งขึ้น การพ่ายแพ้ของคนจากจวนองค์ชายรองที่ค่ายทหารหลางหยา กลายเป็นฟืนที่สุมไฟแค้นให้ลุกโชนยามสายของวันหนึ่ง บรรยากาศเงียบสงบในจวนแม่ทัพถูกทำลายลงด้วยเสียงประกาศก้องของขันทีจากวังหลวง ขบวนราชรถที่ประดับด้วยผ้าแพรสีเหลืองทองจอดเทียบหน้าประตูจวน เซี่ยกู่หานและอวี๋เจียวหว่านรีบออกมารับราชโองการที่หน้าลานกว้าง“รับสั่งจากโอรสสวรรค์ บัดนี้ไทเฮาเสด็จกลับจากตำหนักบนเขาไท่ซาน ทว่าพระวรกายอ่อนแอ โรคเบื่ออาหารกำเริบหนักจนซูบผอม เหล่าหมอหลวงรวมถึงห้องเครื่องในวังล้วนหมดหนทางเยียวยา ฝ่าบาททรงระลึกถึงฝีมือทำอาหารของฮูหยินเซี่ย จึงมีพระราชประสงค์ให้ฮูหยินเซี่ยเข้าเฝ้าที่ตำหนักฉือหนิง เพื่อปรุงอาหารบำรุงถวายแด่ไทเฮา จบราชโองการ”เซี่ยกู่หานคุกเข่ารับราชโองการด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่ามือที่วางอยู่บนหน้าขาเกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ชายหนุ่มล่วงรู้ได้ทันทีว่านี่มิใช่เพียงการทำอาหารธรรมดา ทว่าคือหลุมพรางอันล้ำลึกที่ศ
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือน จวนแม่ทัพยังคงตกอยู่ในความตึงเครียดจากเหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อคืน บ่าวไพร่เดินกันขวักไขว่ด้วยสีหน้าหวาดระแวง พ่อครัวหวังและลูกมือในเรือนครัวต่างยืนจับกลุ่มซุบซิบนินทากันด้วยความหวาดกลัว“ฮูหยินช่างโหดเหี้ยมนัก ข้าได้ยินมาว่านางใช้กระทะทุบหัวนักฆ่าจนสลบ…” สาวใช้คนหนึ่งกระซิบ
ยามซวี ท้องฟ้าเหนือจวนแม่ทัพถูกปกคลุมด้วยม่านราตรีอันมืดมิด ลมเหมันต์พัดโชยมาเป็นระลอก นำพาความหนาวเหน็บมาสู่ผู้คน ทว่าภายในเรือนครัวใหญ่กลับอบอวลไปด้วยไอความร้อนจากเตาไฟที่ยังคงลุกโชนแม้จะล่วงเข้าสู่ยามวิกาล บ่าวไพร่ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนจนหมดสิ้นแล้ว ทว่าอวี๋เจียวหว่านยังคงง่วนอยู่หน้าเตา นางสว
ระหว่างที่รอหมูตุ๋น นางก็หันไปจัดการกับน้ำแกงรากบัว ซี่โครงหมูถูกนำไปลวกน้ำร้อนเพื่อล้างคาวเลือด ก่อนจะนำไปตุ๋นในหม้อดินพร้อมกับรากบัวหั่นแว่นและถั่วลิสง เติมเกลือเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้รสชาติหวานตามธรรมชาติของกระดูกและรากบัวเวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม กลิ่นหอมก็ปกคลุมไปทั่วเรือนครัวใหญ่ บ่าวไพร่ต่
เซี่ยกู่หานใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายเพื่อข่มขู่มารดาเลี้ยง บัดนี้เมื่อเดินพ้นเขตเรือนพักของฮูหยินผู้เฒ่า ร่างกายที่ผ่ายผอมก็ซวนเซคล้ายจะล้มลง อวี๋เจียวหว่านรีบขยับเข้าไปประคองร่างสูงใหญ่ที่เบาราวกับขนนกไว้แน่น ลู่จิวที่เดินตามมาเบื้องหลังตั้งท่าจะเข้ามาช่วย ทว่าถูกสายตาคมของผู้เป็นนายห้ามปรามไว้เสีย


![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




