Share

๓ ฮูหยินผู้ไร้อำนาจ

last update publish date: 2026-06-29 01:11:51

แสงแดดยามรุ่งสางของวันใหม่สาดส่องผ่านลวดลายฉลุบนบานหน้าต่างไม้ทอดเงายาวลงบนพื้นห้อง ซ่งชิงเยว่ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นช้าๆ ดมื่อถูกรบกวน ก่อนจะกวาดสายตามองสำรวจไปโดยรอบด้วยความงัวเงียเล็กน้อย

ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา…เซียวจิ้งเฉินไม่ได้หวนกลับมาที่เรือนหอนี้อีกเลย

บนโต๊ะกลมกลางห้องยังคงมีจอกสุราและอาหารมงคลวางทิ้งไว้อยู่ที่เดิมสำหรับคืนเข้าหอโดยไม่มีร่องรอยการแตะต้อง ราวกับยิ่งตอกย้ำความจริงว่าพิธีสมรสพระราชทานในครานี้ เป็นเพียงเรื่อง ของหน้าที่ต้องรักษาและชื่อเสียงที่บุรุษผู้นั้นจำต้องแบกรับไว้เท่านั้น

“คุณหนูเจ้าค่ะ…”

ท่ามกลางความเงียบสงัดนั้น ชิงอวี้สาวใช้คนสนิทที่ติดตามซ่งชิงเยว่มาจากจวนสกุลซ่งก็ก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ เมื่อได้ยินเสียงสวบสาบของผ้า สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความลังเลและกังวลใจ

“ได้เวลาที่ต้องไปคารวะน้ำชาตามกฎของจวนแล้วเจ้าค่ะ”

ซ่งชิงเยว่ละสายตาจากโต๊ะไปม้ก่อนหันไปมองสาวใช้แทน

ลึกๆ แล้วนางย่อมปรารถนาขอให้เรื่องราวทั้งหมดในยามนี้เป็นเพียงแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น ทว่าไฉนเลยความจริงกลับขมขื่นชวนให้รู้สึกสมเพช จนอยากจะหัวเราะเยาะให้แก่โชคชะตายิ่งนัก

นางนิ่งไปครู่หนึ่งห่อนจะพยักหน้าเบา ๆ ลุกขึ้นผลัดเปลี่ยนอาภรณ์โดยมีสาวใช้คอยช่วยเหลือ

แม้ว่าในยามนี้นางจะมีฐานะเป็นถึงฮูหยินเอกอย่างถูกต้องของจวนแม่ทัพแล้วอย่างไร แต่ในความเป็นจริงที่แสนขมขื่นนั้นกลับไม่มีผู้ใดในจวนหลังนี้ยอมรับนางเลยแม้แต่ผู้เดียว...ไม่เว้นแม้กระทั่งสาวใช้ผู้หนึ่ง

ตลอดทางเดินหินที่ทอดยาวผ่านลานกว้างเรือนด้านหน้า ซ่งชิงเยว่พลันรับรู้ได้ถึงสายตาหลายสิบคู่ที่ลอบมองมายังนางตั้งแต่ก้าวเท้าออกมาจากเรือน บางคนจับกลุ่มกระซิบกระซาบ บางคนถึงขั้นส่งเสียงหัวเราะเยาะหยันออกมาอย่างไม่ปิดบัง และก็หาได้มีผู้ใดยำเกรงเห็นหัวนางสักนิด

“ได้ความว่าอย่างไรบ้าง เมื่อคืนท่านแม่ทัพไม่ได้เหยียบย่างเข้าห้องหอเลยจริงๆ หรือ”

“เหยียบน่ะเหยียบเข้าไปแน่! แต่ไหนเลยจะไม่รีบออกมา”

“หึ! ฮูหยินเอกแล้วอย่างไร…สุดท้ายก็เป็นได้เพียงสตรีที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่เข้าหอวันแรก”

น้ำเสียงซุบซิบนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจงใจให้นางได้ยิน

“ที่ได้ตำแหน่งนี้มาเพราะว่าลักลอบสับเปลี่ยนตัวแต่งแทนคุณหนูใหญ่ ซ้ำยังเป็นแค่ลูกอนุชั้นต่ำ ยังเพ้อฝันคิดจะให้ผู้ใดในจวนยกย่องให้เกียรติอีกหรือ”

ชิงอวี้ที่พอได้ยินเข้าเต็มสองหู ใบหน้านางก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธจัดแทนผู้เป็นนายทันที

“พวกเจ้านี่มัน!” นางกัดฟันกรอดพลันหันขวับไปมองและจะเดินเข้าไปเอาเรื่อง ไฉนเลยเพียงแค่หายใจกระฟัดประเฟียดก็ถูกผู้เป็นนายห้ามปรามเอาไว้เสียก่อน

“ช่างเถิด…” ซ่งชิงเยว่เอ่ยรั้งน้ำเสียงเรียบอย่างไม่ใส่ใจนัก

นางพลางสาวเท้าเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่แม้แต่จะชายตาแลคนเหล่านั้น…ยิ่งโต้เถียงก่นด่า มีแต่จะทำให้ตนเองดูน่าสมเพชในสายตาผู้อื่น อีกประการหนึ่ง ถ้อยคำเหล่านั้นก็หาได้ผิดไปจากความจริงเสียทีเดียวเสียหน่อย

“คุณหนูแต่ว่า…” ชิงอวี้เอ่ยขึ้น คัดค้าอย่างไม่เห็นด้วยนัก

ปากคนจะไปห้ามได้อย่างไร หากมีเป็นร้อยเป็นพัน…เจ้ามัวแต่ลนลานไปคอยไล่จัดการ คงมีแต่จะเสียแรงเปล่าประโยชน์”

ชิงอวี้พลางถอนหายใจหนักอึ้งยาวเหยียด นางเม้มริมฝีปากแน่น สายตาทอดมองตามแผ่นหลังของผู้เป็นนางที่เดินจากไปโดยมิคิดจะสนใจหรือโกรธเคืองสักนิด

แต่ไหนเลยชิงอวี้จะยอมง่ายๆ นางเชิดหน้าปรายหางตาไปมองขึ้นก่อนจะพูดออกมาเสียงดัง

“จริงด้วยเจ้าค่ะคุณหนู! ข้าลืมนึกไปว่าพวกนั้นมันพวกปากหอยปากปู จะต่อความยาวสาวความยืดไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่ได้อันใดขึ้นมานอกจากสิ้นเปลืองน้ำลายเปล่าๆ!”

เมื่อมาถึงห้องโถงของเรือนหลัก แม่นมจ้าวหญิงชราผู้เป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงและมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในจวนกำลังนั่งจิบชาอยู่บนตั่งไม้ ดวงตาฝ้าฟางของนางทว่าเฉียบคมคู่นั้นกวาดมองซ่งชิงเยว่ตั้งแต่หัวจรดเท้าเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

“ฮูหยินมาแล้วหรือเจ้าค่ะ”

แม้ถ้อยคำจะดูเป็นเรียบง่ายตามมารยาท ทว่าร่างท้วมของหญิงชรากลับยังคงนั่งนิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่ท่าทีว่าจะลุกขึ้นยืนต้อนรับผู้เป็นนายหญิงคนใหม่ของจวนเลยสักนิด เพียงแค่ปรายมองเท่านั้น

ซ่งชิงเยว่หยุดยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า นางก็พอจะคาดเดาอ่านสถานการณ์ยามนี่ออกทันที นี่คือการประกาศตนและวางอำนาจข่มขวัญสินะ…แต่เอาเถอะ! นางไม่คิดถือสา

นางค้อมตัวลงเล็กน้อยตามธรรมเนียมอย่างที่ควรทำ

อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็อยู่มานานจนผมสีขาวโพลน หากได้รับความเอ็นดูก็ย่อมดีกว่าถูกเกลียดชัง และหากนางมีหญิงชราผู้นี้คอยหนุนหลัง ชีวิตในจวนแม่ทัพของนางย่อมราบรื่นขึ้นอย่างแน่นอนคงไม่มืดแปดด้านจนเกินไป

“ซ่งชิงเยว่มาคารวะแม่นมจ้าวเจ้าค่ะ”

“อือ” แม่นมจ้าวเพียงส่งเสียงหนักๆ ในลำคอเท่านั้น

นางพลางวางจอกน้ำชาลงบนโต๊ะเสียงดัง ก่อนจะปรายตาไปมองหญิงสาวตรงหน้า “ในเมื่อแต่งเข้าจวนแม่ทัพมาแล้ว นับจากนี้ไปก็สมควรจะเรียนรู้กฎระเบียบเอาไว้ จวนแม่ทัพนี้หาใช่จวนสกุลซ่งของแม่นางไม่ หากหน้าทำสิ่งใดให้ท่านแม่ทัพขัดเคืองใจเข้า…ต่อให้มีป้ายอาญาสิทธิ์ฮูหยินเอกห้อยคออยู่ เกรงว่าคงไม่อาจรักษาชีวิตเอาไว้ได้อยู่ดี”

วาจานั้นภายนอกดูราวกับหวังดีตักเตือน แต่แท้จริงแล้วมันคือการข่มขู่เชือดเฉือนอย่างชัดแจ้งต่างหาก

ทว่าใบหน้างดงามของซ่งชิงเยว่ก็ยังคงดูเรียบเฉย ไร้ระลอกคลื่นความหวาดกลัว นางคลี่ยกนิ้มเล็ดน้อย “คำสอนของแม่นม ข้าจะจำใส่ใจไว้เจ้าค่ะ”

ขณะที่หัวคิ้วของแม่นมกลับค่อยๆ ขมวดมุ่น สายตาหรี่ลงดูจ้องลึกเข้าไปในดวงตานิ่งสนิทของสตรีตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะจงใจเอ่ยขึ้นอีกครา

“คืนนี้ท่านแม่ทัพเซียวจะไปร่วมโต๊ะกิยมื้อเย็นที่เรือนซูอิน”

ชิงอวี้สะดุ้งสุดตัว หน้าถอดสีด้วยความอดสูแทนผู้เป็นนาย ขณะที่ซ่งชิงเยว่ยังคงนิ่งเงียบและนิ่งเฉย

ซูอิน…ไป๋ซูอินงั้นหรือ

ก่อนจะย่างกรายเข้ามาในจวนแห่งนี้ นางก็พอจะสืบความรู้ตื้นลึกหนาบางมาบ้างแล้ว

สตรีนามไป๋ซูอินผู้นั้นคืออนุคนโปรดของเซียวจิ้งเฉินที่ดูแลรับใช้ปรนนิบัติเขามาหลายปีจนคนทั้งผู้คนจวนล้วนปักใจเชื่อว่านางย่อมได้ขึ้นครองตำแหน่งฮูหยินเอกจวนแม่ทัพอย่างแน่นอน…หากไม่มีสมรสพระราชทานเข้ามาแทรก

“อนุไป๋ปรนนิบัติท่านแม่ทัพมานานปี…” แม่นมจ้าวพอเห็นอีกสตรีตรงหน้าดูนิ่งไป นางจึงอธิบายขยายความช้าๆ แววตาดูฉายความลำพองราวกับเป็นฮูหยินผู้เฒ่าของจวนแม่ทัพจริงๆ

“นางต่างหากที่เป็นผู้ที่รู้ใจและเข้าใจนิสัยใจคอของท่านแม่ทัพดีที่สุดในจวนแห่งนี้”

ความหมายนัยที่แฝงในประโยคนั้นแจ้งชัดจนไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตีความใหเสียเวลาว่า คนที่คู่ควรกับตำแหน่งนายหญิงของจวนแม่ทัพเซียวนั่น…หาใช่สตรีแต่งแทนเช่นนาง

ซ่งชิงเยว่หาได้สนใจไม่ นางประคองถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ด้วยท่วงท่าแช่มช้อย ก่อนจะวางลงแล้วเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งเจ้าค่ะ มีผู้คอยดูแลปรนนิบัติท่านแม่ทัพอย่างรู้ใจ ข้าเองก็พลอยเบาใจไปด้วย”

ใบหน้าคนงามเคลือบรอยยิ้มจางๆ อย่างดูใสซื่อ

แม่นมจ้าวเห็นเช่นนั้นกขมวดคิ้วมุ่นทันทีด้วยความขัดใจ

สตรีผู้นี้…นิ่งสงบจนเกินไป ไม่แสดงความหึงหวง ไม่โวยวายตัดพ้อ และไม่มีแม้กระทั่งแววตาแห่งความอับอายขายหน้า ราวกับว่าไม่ได้มีความรู้สึกรู้สาหรือสนใจในตัวท่านแม่ทัพเลยแม้แต่น้อย

เสแสร้งใสซื่อตบตานาง…หรือโง่งมจริงๆ กันแน่

“ฮูหยินเอกเจ้าค่ะ!”

ทันใเนั้น น้ำเสียงหวานใสราวกับแผ่นหยกเนื้อดีกระทบกันแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากทางด้านนอกห้องโถง

ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีชมพูอ่อนปักลวดลายบุปผางดงามก็พลันก้าวเข้ามาด้านในช้าๆ พร้อมรอยยิ้มอ่อนหวานละมุนละไม

ใบหน้าของนางงามหมดจด แววตาแฝงความโง่งมฉ่ำน้ำ…ดูบอบบางน่าทะนุถนอมจนบุรุษใดเห็นเป็นต้องเกิดความสงสารจับใจ

ไป๋ซูอินเดินหยุดยืนเบื้องหน้าของซ่งชิงเยว่ ก่อนที่จะย่อตัวลงคารวะอย่างแช่มช้อยทว่าเพียงเล็กน้อยตามมารยาท ไม่แม้แต่จะยอมก้มหัวต่ำกว่า

“เมื่อคืนไป๋ซูอินมัวแต่จัดเตรียมน้ำแกงบำรุงกำลังไว้ให้ท่านแม่ทัพ จึงมิอาจรู้ได้เลยว่า…ตนเองได้ทำการอันใดเป็นการรบกวนคืนเข้าหอของฮูหยินเอกหรือไม่เจ้าคะ”

ชิงอวี้ที่ไเยินแล้วก็แทบจะถลึงตาใส่อีกฝ่ายด้วยความเดือดดาล วาจาเหน็บแนมเช่นนี้มิต่างอะไรกับการตบหน้าฮูหยินเอกกลางห้องโถงตรงๆ นางโกรธแทนผู้เป็นนายจริงๆ ที่ยังนิ่งเฉยอยู่ได้

ทว่าซ่งชิงเยว่กลับทำเพียงยกยิ้มบางเบาที่มุมปาก ดวงตาคู่งามมองสตรีเบื้องหน้าที่ประโคมแต่งตัวไมต่างจากสตรีตามโรงเตี๊ยม ก่อนจะส่ายหน้าตอบกลับเสียงหวา

“หาได้รบกวนอันใด”

ไป๋ซูอินชะงัก รอยยิ้มอ่อนหวานเริ่มบิดเบี้ยว

เหตุใดสตรีตรงหน้าถึงยังคงนิ่งเฉยอยู่ได้กัน ทั้งที่นางเพิ่งจะแย่งชิงตัวท่านแม่ทัพมาจากห้องหอใน…ค่ำคืนที่สมควรเป็นของสตรีแต่งแทนผู้นี้ด้วยซ้ำ

“เพราะถึงอย่างไร…เมื่อคืนท่านแม่ทัพก็หาอยากได้เหยียบย่างมาที่ห้องหอของข้าอยู่แล้ว” ซ่งชิงเยว่ยังคงเอ่ยเสียงเรีบบ

พอสิ้นคำนี้ บรรยากาศภายในห้องโถงก็พลันตกอยู่ในความเยือกแข็งทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋ซูอินแข็งค้างสนิท นางตั้งใจจะหยิบยกเรื่องนี้มาพูดเพื่อให้อีกฝ่ายอับอายจนร้องไห้วิ่งหนีไป

แต่สตรีผู้นั้นกลับเลือกที่จะเปิดเผยความจริงอันน่าอดสูนั้นออกมาตรงๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับมันเป็นเพียงเรื่องลมฟ้าอากาศที่ไม่ได้สำคัญอันใดกับชีวิตเลยแม้แต่น้อย

ไป๋ซูอินเม้มริมฝีปากแน่น นางสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะกลบเกลื่อน น้ำเสียงหวานเอ่ยต่อ “ฮูหยินเอกช่างใจคอกว้างขวางดุจมหาสมุทรแท้ๆ เจ้าค่ะ”

“ห่ใช่เพราะข้าใจกว้างหรอก” ซ่งชิงเยว่ตอบกลับทันที

นางจ้องสบตากับอนุคนโปรดตรงๆ แววตานิ่งสนิทลึกดุจน้ำในทะเลสาบลึก “เพียงแต่ข้ารู้ดียิ่งว่า…ตนเองเข้ามาอยู่ในจวนแห่งนี้ด้วยฐานะอะไร และควรยืนอยู่ตรงที่ใดก็เท่านั้น”

แม่นมจ้าวที่นั่งอยู่บนตั่งก็ยังต้องลอบมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

สตรีผู้นี้ภายนอกอาจดูสงบเสงี่ยมไร้ทางสู้… ทว่าวาจาที่เอ่ยออกมากลับแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เย็นชา และเฉียบคมจนผู้ฟังไม่กล้าเปิดฉากดูแคลนได้โดยง่าย

กล่าวได้ว่า…หากมีผู้ใดปาเศษกระเบื้องบิ่นหวังให้เลือดไหล ก็เกรงว่าอีกฝ่ายก็พร้อมจะโยนดอกไม้พิษกลับคืนไปให้ในทันที

ระหว่างทางเดินกลับเรือนพัก ชิงอวี้ที่อัดอั้นเก็บไว้มานานก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น “คุณหนูเจ้าค่ะ! เหตุใดต้องยอมอ่อนข้อให้คนพวกนั้นด้วย ทั้งยายแก่ชรา ทั้งนังอนุปีศาจนั่น ที่ดูจ้องจะปีนเกลียวหัวคุณหนูชัดๆ!”

ซ่งชิงเยว่ที่เดินนำหน้าอยู่ นางได้ยินแล้วจึงชะงักฝีเท้าลง

สายลมยามสายพัดผ่านไปทั่วลานกว้างของจวน โบกสะบัดชายเสื้อคลุมปักไหมของนางพลิ้วไหวไปตามแรงลม

“ยอมอ่อนข้ออย่างนั้นหรือ” ซ่งชิงเยว่พลันแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาฉายประกายลึกล้ำ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งทอดมองท้อง ฟ้าเบื้องหน้าอย่างไรจุดหมาย

“ข้าหาได้ยอมพวกนางไม่…เพียงแต่เวลานี้ ตัวข้ายังไม่มีปีกกล้าขาแข็งและไร้ซึ่งอำนาจพอจะไปต่อกรด้วยต่างหาก”

หากนางเลือกที่จะอาละวาดทุบตีโวยวายสถานะฮูหยินเอกตั้งแต่วันแรก เกรงว่าสิ่งที่จะได้กลับคืนมาคงมีเพียงความเวทนาและสายตาราวกับคมดาบยิ่งกว่าเดิมจากเซียวจิ้งเฉิน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ฮูหยินผู้นี้ไม่ขอเศษความรัก   ๒๐ คนที่ตามหาทั่วเมือง

    ยามสายของวันเดียวกัน...บรรยากาศของเมืองวันนี้ดูกลับคล้ายมีคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวและกระเพื่อมไหวอย่างเงียบเชียบ เหล่าทหารต่างพากันกระจายกำลังออกไปสืบข่าวไม่ว่าจะเป็นโรงเตี๊ยม โรงน้ำชา ประตูเมืองหลวงทั้งสี่ทิศ ร้านเช่ารถม้า หรือแม้กระทั่งท่าเรือข้ามฟากริมแม่น้ำก็ล้วนไม่ถูกละเว้น พอมีผู้คนภายนอกที่พบเห็นต่างอดแปลกใจไม่ได้ ว่าเหตุใดแม่ทัพเซียวผู้แสนเย็นชาและสุขุมลุ่มลึกปานนั้น ยามนี้กลับดูร้อนรนคล้ายกำลังพลิกแผ่นดินเพื่อตามหาผู้ใดอยู่กันแน่หรือแท้จริงแล้วเรื่องที่พูดในยามนี้หาใช่เพียงแค่ข่าวลือ?ท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นของน้ำชาและขนมหวาน เสียงของผู้คนซุบซิบกระซิบกระซาบวันนี้กลับคึกคักเผ็ดร้อนจนแทบทำให้น้ำชาในถ้วยเดือดพล่าน“พวกเจ้าเห็นเหล่าทหารกองทัพที่วิ่งกันวุ่นอยู่ข้างนอกนั่นหรือไม่? ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าผู้ใดช่างกล้าไม่กลัวตาย…ถึงขั้นทำให้ท่านแม่ทัพเซียวสติหลุด สั่งเคลื่อนกำลังพลพลิกเมืองหลวงหาตัวได้ถึงเพียงนี้!”คุณชายผู้หนึ่งที่สวมใส่อาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีราคาแพงลิบลิ่วเอ่ยขึ้นทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พลางยกพัดขึ้นโบกด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น“หึ! ไม่รู้จริงๆ รึ…แอบไปมุดหัวอยู่

  • ฮูหยินผู้นี้ไม่ขอเศษความรัก   ๑๙ วันที่ฮูหยินหายไป

    คำพูดสุดท้ายของซ่งชิงเยว่เปรียบเสมือนแท่งน้ำแข็งแหลมคมที่ตอกตรึงร่างของเซียวจิ้งเฉินไว้กับพื้นจนขยับเขยื้อนไม่ได้เขายังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับเดิมราวกับรูปปั้นสลัก ในขณะที่นางก็ไม่ได้หันกลับมามองเหลียวแลสนใจความโกรธหรือโทสะของเขาเลยแม้แต่น้อยพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่แผ่วลง ก่อนที่เสียงลงกลอนประตูจากด้านในจะดังขึ้นเบาๆ ทว่าก้องกังวานในความรู้สึกของคนฟังราวกับเสียงค้อนทุบลงกลางอกแม่ทัพหนุ่มผู้เกรียงไกรไร้พ่ายยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ฝ่ามือหนาขยับกำเศษกระดาษชิ้นสุดท้ายในมือจนแหลกคามือดวงตาคู่คมกริบจ้องมองบานประตูที่ปิดสนิทด้วยความรู้สึกพลุ่งพล่านเต็มคับอก ทั้งหงุดหงิด ทั้งโกรธ และที่น่ากลัวที่สุด...คือความหวาดกลัวที่จะสูญเสียสตรีผู้นี้ไปจริงๆในใจของนางลงนามในหนังสือหย่าไปแล้วงั้นหรือ...ไฉนเลยเซียวจิ้งเฉินจะวางใจลงได้…คืนนั้นทั้งคืน เขาไม่อาจข่มตาหลับลงได้แม้แต่เพียงเสี้ยวลมหายใจเขาเอาแต่นั่งจ้องมองดูเศษกระดาษที่พยายามเก็บรวบรวมขึ้นมาจากพื้นแปลงดิน นำมาต่อกันบนโต๊ะหนังสือชิ้นต่อชิ้นเซียวจิ้งเฉินยามนี้ดูราวกับคนเสียสติที่คิดจะสานภาพความ สัมพันธ์ที่พังทลายลงไปแล้วให้หวนคืนกลับมาเดิมท

  • ฮูหยินผู้นี้ไม่ขอเศษความรัก   ๑๘ หนังสือหย่า

    น้ำเสียงทุ้มตวาดขัดขึ้นทันควันจนรองแม่ทัพหนุ่มพลันต้องสะดุ้งเฮือก เหล่าสาวใช้ก็หัวใจกระตุกวูบด้วยความหวาดหวั่น สีหน้าดูซีดเผือดไร้สีเลือดฝาดราวกับวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างไปแล้วดวงตาคมกริบคู่นั้นของแม่ทัพหนุ่มแข็งกร้าวฉายแววความโกรธเคืองปนหงุดหงิดงุ่นง่านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตเซียวจิ้งเฉินกำมือแน่นก่อนที่จะรีบหันขวับไปมองแผ่นหลังบางที่เดินห่างออกมา หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่น ก่อนจะขึ้นน้ำเสียงดังก้องไปทั่วจวนอีกครั้ง “ต่อไปห้ามผู้ใดเอ่ยคำว่าหย่าในจวนหลังนี้อีกเป็นอันขาด! หากข้าไม่อนุญาต ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์ไปไหนทั้งสิ้น!”มีเพียงแค่นางหรือที่เดินหนีเขาไปซึ่งๆ หน้าได้เมื่อสิ้นคำสั่งเฉียบขาดอย่างเอาแต่ใจ ร่างสูงก็ตวัดเสื้อคลุมก้าวเท้าออกจากห้องหนังสือตรงดิ่งไปยังเรือนท้ายจวนทันที!ความสับสนเดือดดาลแล่นพล่านไปทั่วร่าง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเป็นผู้ลั่นวาจาผลักไสนางเองแท้ๆ ในคืนวันเข้าหอ ยามนั้นเพียงคิดว่าสตรีผู้นี้ช่างน่ารำคาญใจ แต่ยามนี้พอนางดูจะสะบัดมือปล่อยเขาไปให้สตรีอื่นโดยไม่เสียดายและไม่ลังเล…เขาก็กลับรู้สึกราวกำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปอย่างไม่มีวันหวนคืนพอได้ยิน

  • ฮูหยินผู้นี้ไม่ขอเศษความรัก   ๑๗ หัวใจที่ช้าเกินไป

    หลายวันผ่านไป…ยิ่งบรรยากาศภายในจวนเงียบสงบเท่านั้น ผู้คนและสาวใช้ในจวนต่างรู้สึกหวาดหวั่น หายใจไม่ค่อยทั่วท้องนัก…ไฉนเลยแท้จริงแล้วภายใต้ความสงบนั้นกลับมีคลื่นลูกใหญ่ซุกซ่อนอยู่เกรงว่ายามนี้ทั่วทั้งเมืองหลวง…ผู้คนต่างพูดถึงข่าวลือเรื่องการหย่าร้างของแม่ทัพผู้เกรียงไกรและฮูหยินตัวแทนผู้นั้น ทว่าผู้ที่นั่งไม่ติดกลับกลายเป็นแม่ทัพหนุ่มผู้เกรียงไกรอย่างเซียวจิ้งเฉิน ความรู้สึกภายในอกพลุ่งพล่านราวกับจะเกิดฟ้าถล่มลงมา ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเคร่งขรึมก็ดูถมึงทึงยิ่งกว้าเดิม“ฮูหยินเล่า”น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามคนเฝ้าประตูทันทีโดยที่ยังก้าวไม่ทันพ้นขอบประตูเสียด้วยซ้ำ เซียวจิ้งเฉินออกจากจวนไปตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดีนัก พอเขากลับมาก็มืดค่ำอีกหนแล้ว ใบหน้าคมคายฉายแววครุ่นเครียดแฝงแววเหนื่อยล้า ทว่าดวงตาคู่กริบก็พลางสอดส่องกวาดมองทั่วทั้งจวนหาเงาร่างของคนผู้หนึ่ง ที่นางมักจะนั่งอ่านสมุดบัญชีอยู่ใต้แสงตะเกียงในเรือนหลักทว่ายามนี้กลับเหลือเพียงความว่างเปล่า…ทุกอย่างรอบตัวมืดมิดและเงียบสงัดราวกับเป็นจวนร้างไร้ซึ่งร่องรอยและเงาร่างของสตรีที่พะวังหน้าพะวังหลังเพียงแค่เศษเสี้ยวความคิดที่ว่านางจะ

  • ฮูหยินผู้นี้ไม่ขอเศษความรัก   ๑๖ ข่าวลือเรื่องหย่า

    หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาข่าวคราวเรื่องคุณหนูเสิ่นหรูเยียนหวนคืนสู่เมืองหลวงก็แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วปานไฟลามทุ่งแรกเริ่มเดิมทีเป็นเพียงหัวข้อซุบซิบในวงงานเลี้ยงน้ำชาของเหล่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ ต่อมาก็พลันกลายเป็นเรื่องเล่าสนุกปากตามโรงเตี๊ยมน้ำชาและผู้คนที่ตลาดจนกระทั่งในท้ายที่สุด...เรื่ดังกล่าวก็ถูกผู้คนนำไปพูดคุยกันอย่างสนุกปากราวกับมันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้วก็มิปาน“นี่พวกเจ้าได้ยินหรือไม่ สตรีในดวงใจของแม่ทัพเซียวผู้นั้นหวนกลับมาแล้ว”“เช่นนั้นฮูหยินเอกผู้นั้นที่แต่งเข้าจวนไปจะเหลือที่ยืนได้อีกนานสักกี่น้ำกัน”“เดิมทีนางก็เป็นเพียงแค่ตัวแทนที่ถูกส่งมาดัดหลังแต่งงานแทนผู้อื่นไมใช่หรือ ไม่ว่าคุณหนูเสิ่นจะกลับมาหรือไม่กลับ…อย่างไรก็ไม่มีกอดเอาไว้ตอนลงหลุมได้”“ข้าว่าอีกไม่นานนัก แม่ทัพเซียวคงจะเขียนหนังสือหย่าให้อย่างแน่นอน” “จะว่าไป...ท่านแม่ทัพก็ไม่เคยนึกรักใคร่นางเลยสักนิด”เสียงพูดคุยหัวเราะเยาะหยันดังระงมอยู่ตามทุกตรอกซอกซอย ราวกับว่ายามนี้ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็กำลังเฝ้ารอคอยชมงิ้วฉากใหญ่เรื่องใหม่อย่างใจจดใจจ่อณ จวนสกุลเซียวบรรยากาศภายในจวนแม่ท่านก็ไม่ได้แต

  • ฮูหยินผู้นี้ไม่ขอเศษความรัก   ๑๕ อดีตคนรักกลับมา

    นับตั้งแต่คืนพายุฝนผ่านพ้นไป ภายในจวนแม่ทัพก็ดูคล้ายกับว่าจะหวนคืนกลับเข้าสู่ความสงบราบเรียบดังเดิม ทว่าความสงบงันนั้น…กลับดูเหมือนจะเป็นผิวน้ำแข็งบางๆ ที่กำลังสั่นคลอนรอวันแตกร้าวลงไปในไม่ช้า บรรยากาศภายในจวนแม่ทัพเต็มไปด้วยความอึดอัดเสียจนสาวใช้หายใจไม่ทั่วท้อง แม้ความสัมพันธ์ของผู้เป็นนายทั้งสองดูท่าทีจะผ่อนคลายและเริ่มสานต่อความรู้สึกดีๆ ต่อกันได้ทว่าเพียงชั่วข้ามคืน…เส้นใยบางเบาที่กำลังถักทอกลับขาดสะบั้นลงราวกับมีคนจงใจเข้ามาสะดุดทำลายมันเสียอย่างนั้นหลายวันที่ผ่านมานี้ เซียวจิ้งเฉินยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนหลักแม้บาดแผลของเขาจะสมานกันดีตั้งแต่สองวันแรกก็ตามราวกับว่าตั้งใจประชดประชันประท้วงผู้ใดเพราะนับตั้งแต่วันนั้น ซ่งชิงเยว่เองก็ไม่ได้เฉียดกรายเข้าไปดูอาการของเขาอีกเลย ในทุกๆ วันจึงมีเพียงสาวใช้ที่คอยยกยาบำรุงและอาหารเลิศรสไปส่งให้ตรงตามเวลาเท่านั้นทุกสิ่งทุกอย่างครบถ้วนไร้ที่ติ ไม่เคยขาดตกบกพร่อง...ช่างเหมาะสมกับสตรีหลังจวนที่ดีนัก!แต่ในความสมบูรณ์แบบนั้น กลับมิเคยมีเงาร่างของตัวนางปรากฏอยู่เลยแม้แต่เพียงเสี้ยวลมหายใจ ราวกับนางกำลังทำหน้าที่ฮูหยินเอกตามข้อตกลงอย่าง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status