ログインนับตั้งแต่เช้าตรู่ บรรยากาศภายในเรือนพักของฮูหยินเอกก็กลับดูเต็มไปด้วยความวุ่นวายและอึดอัดขัดใจไม่หยุดหย่อน
“เหตุใดน้ำชาในกานี้ถึงได้เย็นชืดปานน้ำบ่อเช่นนี้!” ชิงอวี้ขมวดคิ้วมุ่นพลางยกกาน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมาดู ก่อนหันไปตวาดใส่สาวใช้สองคนที่กำลังยืนก้มหน้างุดหลบมุมอยู่ตรงมุมห้องด้วยความเดือดดาล “พวกเจ้าไม่ได้เปลี่ยนน้ำชาอันใหม่มาปรนนิบัติฮูหยินของข้าเลยใช่หรือไม่!” สาวใช้คนหนึ่งสะดุ้งตัวโยก รีบละล่ำละลักตอบ “ข้า…ข้าลืมสนิทเลยเจ้าค่ะ” “ลืมอย่างนั้นหรือ...” ชิงอวี้ได้ยินคำตอบที่ฟังไม่ขึ้นนั้นแล้ว นางพลันแค่นหัวเราะฮึดฮัดออกมาด้วยความเหลืออด ถึงกลับกลอกสายตามองบนอย่างอดกลั้นคล้ายหมดถ้อยคำจะด่าทอแล้ว “นี่มันเป็นครั้งที่สามของวันแล้วนะ!” นับตั้งแต่คุณหนูของนางก้าวเท้าเข้าจวนแม่ทัพแห่งนี้…สาวใช้ที่ถูกหญิงชราผู้นั้นจัดสรรมาดูแลเรือนต่างก็ทำงานแบบขอไปที ดูไม่ค่อยใส่ใจนัก ทั้งอาหารมื้อหลักที่ถูกจัดส่งล่าช้าจนเย็นชืด น้ำร้อนสำหรับอาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ก็ไม่เคยมี ซ้ำร้ายแม้แต่ถ่านสำหรับไว้จุดเตาผิงในห้องก็ยังถูกส่งมาไม่ครบตามจำนวน ต่อให้จะเป็นคนโง่เง่าเพียงใดก็ย่อมมองออกว่าสาว ใช้เหล่านี้จงใจละเลยหน้าที่ เพียงเพราะคนทั่วทั้งจวนต่างกระจ่างแจ้งแก่ใจดีว่า…ฮูหยิน เอกสลับตัวผู้นี้ หาได้อยู่ในสายตาและไม่ได้รับความโปรดปรานจากท่านแม่ทัพใหญ่แม้แต่น้อยริด “พอเถิด…ชิงอวี้” ซ่งชิงเยว่ที่กำลังนั่งพลิกอ่านดูสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายของเรือนก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแผ่วเบา ก่อนเหลือบสายตามองน้ำชาบนโต๊ะ แล้วจึงประคองมันขึ้นมาจิบดับกระหายโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย…ทั้งที่รสชาตินั้นเย็นชืดไร้รสดี ทว่านางกลับไม่ได้เอ่ยปากตำหนิสิ่งใดออกไปสีกตรคาง สาวใช้ทั้งสองที่แอบชำเลืองสายตาสบกัน ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เดิมทีพวกนางก็ยังนึกหวั่นเกรงไม่ได่ว่าฮูหยินผู้คนใหม่จะเอาความ ที่ไหนได้…แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงสตรีไร้ปากเสียงและอ่อนแออีกคนหนึ่งที่เคี้ยวได้ง่ายๆ เท่านั้น “จริงสิ” ซ่งชิงเยว่เอ่ยขึ้นลอยๆ ท่าทีราวกับชวนคุยเรื่องลมฟ้าอากาศ นางละสายตาไปมองสาวใช้พวกนั้น “เดือนนี้เรือนของข้า ได้รับการจัดสรรถ่านมาทั้งหมดกี่ส่วนหรือ” สาวใช้คนเดิมรีบยืดตัวตอบด้วยท่าทางนอบน้อมจอมปลอม “หกส่วนเจ้าค่ะฮูหยิน” “เช่นนั้นหรือ...” น้ำเสียงหวานเอ่ย ซ่งชิงเยว่เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะวางจอกชาลงบนโต๊ะเสียงดังกระทบดังกึก ดวงตาคู่งามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสาวใช้ทั้งสองอย่างกดดัร “แต่เหตุใดเมื่อเช้านี้ยามที่ข้าบังเอิญพบคนจากโรงเก็บถ่านจัดส่งคลัง เขาถึงบอกกล่าวกับข้าว่า…เรือนของฮูหยินเอกได้รับถ่านสิบส่วนเต็มตามทำเนียบเล่า” พอสิ้นประโยคนั้น สีหน้าของสาวใช้ทั้งคู่ก็พลันถอดสี ดูซีดเผือดลงในพริบตาเมื่อถูกคาดเค้นความทั้งที่ยังไม่ได้อ้าปาก ชิงอวี้ชะงักกึกก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเริ่มเข้าใจสถานการณ์ทันที สาวใช้พวกนี้ กล้าดีอย่างไรถึงได้แอบยักยอกข้าวของเครื่องใช้ในเรือนนายไปเป็นของตนเอง! นางถอนหายใจเฮือกใหญ่กระฟัดกระเฟียดูไม่พอใจนักคอยมองดูสถานการณ์อย่างนิ่งๆ ด้วยความเป็นห่วง “ฮูหยิน…” สาวใช้ทั้งสองเข่าอ่อนร่วงลงไปคุกเข่ากับพื้นทันควันราวกับแขนขาอ่อนแรงไปอย่างไร้สาเหตุ เหตุใดท่าทางที่ดูนิ่งสงบเสงี่ยมของสตรีตรงหน้าถึงได้มีกลิ่นอายกดดันราวกับยามนี้กำลังยื่นปลายคมดาบมาพาดลำคอของพวกนางเอาไวจนแทบสิ้นลมหายใจเช่นนี้ “บ่าว…บ่าวอาจจะจำตัวเลขผิดพลาดไปเองเจ้าค่ะ—” “ผิดพลาดอย่างนั้นหรือ” ซ่งชิงเยว่ยกยิ้มบางเบา ทว่าแววตากลับเย็นเยียบจนน่าขนลุก “ถ้าเช่นนั้น...เพื่อความบริสุทธิ์ใจ ข้าควรจะเรียกผู้ดูแลคลังและพ่อบ้านใหญ่มาเปิดสมุดตรวจสอบพร้อมกันดีหรือไม่” คำข่มขู่ราบเรียบนั้นทำให้อีกฝ่ายหน้าซีดเซียวปานกระดาษขาว เพราะในจวนแม่ทัพแห่งนี้ กฎระเบียบทหารเข้มงวดยิ่งนัก การลักขโมยยักยอกของในเรือนนายถือเป็นความผิดมหันต์ หากว่าเรื่องนี้ถูกส่งต่อไปถึงมือพ่อบ้านฉิน…ก็เกรงว่าพวกนางคงไม่พ้นถูกสั่งโบยจนเนื้อแตกยับและกลายเป็นคนพิการแน่ “ฮูหยินโปรดเมตตาด้วย เมตตาบ่าวด้วยเจ้าค่ะ!” ดวงตาของคนทั้งคู่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกขวัญหนีดีฝ่อ พวกนางก็ต่างหันขวับมามองหน้ากันลนลานพลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะรีบก้มลงกราบกรานแนบพื้น ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกต้องลมก็ไม่ปาน ชิงอวี้มองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสะใจ…แววตาที่จ้องมองสาวใช้ใจคดทั้งสองเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและนึกดูแคลนแทนผู้เป็นนายยิ่งนัก “พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงมากินบนเรือนฮูหยินเอกเช่นนี้!” ซ่งชิงเยว่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไร้แววความสงสารเห็นใจ ความจริงนางเริ่มระแคะระคายใจตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว จวนแม่ทัพใหญ่ก็ดูร่ำรวยล้นพ้นซ้ำยังมีระเบียบวินัยเคร่งครัด อย่างไรคงไม่มีทางปล่อยให้เรือนฮูหยินเอกเฉกเช่นนาง…ต้องขาดของใช้จำเป็นได้มากขนาดนี้กระมัง ช่างหัวฐานะสตรีแต่งแทนอันไร้ค่านั่นประไร! บุรุษผู้นั้นจะใจแคบขี้ตระหนี่ถี่เหนียวจนน่าขันได้แม้กระทั่งกับเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้เชียวหรือ ก็คิดเสียว่ายอมอุทิศตนทำทานให้นางมีซุกหัวนอน ส่วนกุศลในครานี้ก็ยกให้เขาไปเผื่อว่ามันจะช่วยลด ทอนกรรมชั่วจากการสังหารผู้คนนับหมื่นแสนของเขาลงได้บ้าง และนอกเสียจากว่า…จะมีผู้ใดบางคนตั้งใจลงมือกลั่นแกล้งเพื่อหักหน้านาง สาวใช้ใจคดพวกนี้ก็อาศัยโอกาสหาผลประโยชน์ “ใครอยู่เบื้องหลังพวกเจ้า” น้ำเสียงของซ่งชิงเยว่หาได้ตวาดลั่น แต่มันกลับเต็มไปด้วยกดดันเยือกเย็นที่ทำให้สาวใช้ทั้งสองตระหนกจนตัวสั่นสะท้าน “บ่าว…คือบ่าว” ทั้งคู่เอาแต่ก้มหน้าจนหน้าผากแทบชิดติดแผ่นอิฐ อดไม่ได้ที่จะสะดุ้งเฮือกตกใจกลัว ทว่าสุดท้าย สาวใช้อีกก็คนทนแรงกดดันไม่ไหว นางกัดฟันเค้นเสียงสั่นเครือพูดออกมาในที่สุดอย่างสั่นเครือ น้ำเสียงขาดห้วงที่ฟังแทบไม่ค่อยเป็นคำนัก “เป็น…เป็นคนจากเรือนของอนุไป๋สั่งความมาเจ้าค่ะ!” ขณะที่ชิงอวี้เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ทว่าผู้เป็นนายหญิงของนางกลับดูไม่มีแววตื่นตระหนกฉายชัดออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย ราวกับว่าได้หยั่งรู้เรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลัง นาฝลอบมองสตรีด้านข้างด้วยความแปลกใจปนหวาดหวั่น แท้จริงแล้วคุณหนูของนางยามนิ่งสงบเช่นนี้ กลับน่ากลัวยิ่งกว่าพวกที่แสดงท่าทีร้ายกาจอย่างเปิดเผยเสียอีก ซ่งชิงเยว่ยังคงนั่งนิ่ง ทว่ามุมปากอิ่มกลับค่อยๆ หยักลึกขึ้นจนกลายเป็นรอยยิ้มละมุนละไมชวนมอง ดูท่าแล้ว...ไป๋ซูอินสตรีหน้าเนื้อใจเสือผู้นั้น คงจงใจหยิบยื่นบทเรียนนี้เพื่อหวังให้นางงรู้ว่าต่อให้มีป้ายทองตำแหน่งฮูหยินเอกค้ำคออยู่ ก็หาได้มีอำนาจจริงในจวนแห่งนี้ กล่าวได้ว่าหากอีกฝ่ายจงใจปาเศษกระเบื้องบิ่นหวังให้หลั่งเลือดเช่นนี้ มีหรือที่ซ่งชิงเยว่จะยอมอยู่นิ่งเฉย “ฮูหยินเอกโปรดยกโทษให้บ่าวด้วยเถอะเจ้าค่ะ! พวกบ่าวก็เป็นเพียงสาวใช้ชั้นต่ำ จึงต้องทำตามคำสั่งอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้!” ซ่งชิงเยว่ไหนเลยจะใส่ใจท่าทีที่ดูวิงวอนร้องขอความเห็นใจเช่นนั้น ทั้งที่นางอุตส่าห์อยู่อย่างสงบเสงี่ยมในที่ของตนเองแล้วแท้ๆ ไฉนคนพวกนี้ถึงยังกล้าล้ำเส้นอย่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอีก นางทอดสายตามองคนทั้งสองที่หมอบกราบอยู่ด้วยแววตาเย็นเยียบอย่างสมเพช หากเป็นในอดีตยามอยู่จวนสกุลซ่ง นางอาจจะเลือกปล่อยผ่านเรื่องราวไปเพื่อตัดความรำคาญ แต่ยามนี้นางเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่า ในจวนแม่ทัพแห่งนี้ ความใจดีมันช่างไร้ค่าและไม่มีผู้ใดราคาความเกรงใจ หากนางไม่เริ่มลงทัณฑ์เด็ดขาดเสียตั้งแต่วันนี้… เกรงว่าวันข้างหน้าสาวใช้คนในจวนก็คงหน้าไหว้หลังหลอกไม่มีวันยำเกรงนางเป็นแน่ และนำพาความวุ่นวายมามห้ ร่างบางระหงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากตั่งไม้ แม้ท่วงท่าจะดูแช่มช้อยเชื่องช้าสงบนิ่ง แต่กลิ่นอายที่แผ่ซ่านกลับกดดันจนคนตรงหน้าแทบหายใจติดขัด “ชิงอวี้” น้ำเสียงหวานเอ่ย “เจ้าคะคุณหนู!” ชิงอวี้ยืดตัวรับคำอย่างแข็งขัน “ลากพวกนางทั้งสองออกไปคุกเข่าประจานตนที่ลานกว้างกลางจวนเสีย” ซ่งชิงเยว่เอ่ยสั่งเสียงเรียบเด็ดขาด เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น สาวใช้ทั้งสองก็หน้าเสียทันที พวกนางถึงกับร้องเสียงหลงด้วยตกใจ แปลกใจและปกหวาดกลัว “ฮูหยินเอก!” “แล้วประกาศให้บ่าวไพร่ทุกคนในจวนได้รับรู้โดยทั่วกัน” น้ำเสียงของซ่งชิงเยว่ยังคงเอ่ยต่อราบเรียบ แต่ถ้อยคำกลับเด็ดขาดบาดลึกสลักลงไปในใจราวกับจะให้จดจำได้ไม่เลือนลาง “หากวันหน้าผู้ใดกล้ากินบนเรือนฮูหยินหรือยักยอกสิ่งของในเรือนของข้าอีก โทษทัณฑ์จะไม่จบลงเพียงแค่การคุกเข่าประจานตนเท่านั้น…แต่ข้าจะส่งตัวคนผู้นั้นให้พ่อบ้านฉินจัดการลงทัณฑ์ตามกฎเหล็กของจวนแม่ทัพอย่างไม่มีข้อยกเว้น!” พอสิ้นคำประกาศกร้าว ทั้งสองคนก็มีสีหน้าซีดเผือดราวกับคนตายทั้งที่ยังหายใจอยู่ ชิงอวี้รีบก้มหน้ารับสั่งทันทีด้วยความลิงโลด ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มกว้างจนถึงดวงตา “เจ้าค่ะคุณหนู! บ่าวจะรีบไปป่าวประกาศให้ทั่วทั้งจวนได้รับรู้…ต่อไปอย่าว่าแต่คนเลยเจ้าค่ะ แม้กระทั่งมดสักตัวก็อย่าหวังจะกล้ามาแตะต้องข้าวของในเรือนของฮูหยินได้” เพียงแค่ชั่วอึดใจหนึ่ง ข่าวลือเรื่องที่ฮูหยินเอกคนใหม่ออก คำสั่งลากตัวสาวใช้ประจำเรือนไปคุกเข่าประจานความผิดกลางลานจวนก็ได้แพร่สะพัดออกไปราวกับไฟลามทุ่งหญ้าแห้ง สาวใช้ในเรือนต่างก็เริ่มตื่นตระหนกและจับกลุ่มซุบซิบกันอย่างแตกตื่น “ฮูหยินตัวแทนผู้นั้นถึงขั้นกล้าลงมือด้วยตนเองเชียวหรือ… ไหนใครบอกว่านางเป็นเพียงคุณหนูสายรองที่อ่อนแอไร้ทางสู้กัน” “ข้าได้ยินความมาว่านางจับคนเรื่องที่ยักยอกถ่านฤดูหนาวได้ด้วยตาตนเอง…ช่างกล้านัก!’ ขณะเดียวกัน ภายในเรือนหลังใหญ่เยื้องมือด้านหน้าจวน ไป๋ซูอินจึงค่อยๆ วางจอกน้ำชาลงบนโต๊ะอย่างเชื่องช้าหลัง จากได้รับฟังรายงานจากสาวใช้คนสนิท ใบหน้างดงามยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานละมุนละไม แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับเยือกเย็นลงจนน่ากลัว “ดูท่า…สตรีสกุลซ่งผู้นั้นไม่ได้โง่งมเขลาปัญญาอย่างที่ข้าคาดการณ์ไว้เสียแล้ว” นางหันหน้าไปทางหน้าทาง ก่อนจะทอดสายตามองออกไป “น่าสนใจไม่น้อย…” ในเวลาเดียวกันอีกฟากหนึ่งของเรือนในจวนแม่ทัพ ฟู่เหยียนรองแม่ทัพคนสนิทก็กำลังเอ่ยรายงานความเคลื่อน ไหวภายในเรือนหลังให้แก่เซียวจิ้งเฉินฟังอย่างละเอียด ยามที่เขาได้ยินว่าซ่งชิงเยว่เป็นผู้ลงมือจัดการสั่งลงโทษสาวใช้ด้วยตนเอง ฝ่ามือหนาที่กำลังตวัดพู่กันตรวจบนกระดาษของแม่ทัพใหญ่พลันชะงักกึกไปเล็กน้อย “นางเป็นคนลงมือสั่งการทั้งหมดด้วยตนเองอย่างนั้นหรือ” “ขอรับท่านแม่ทัพ!” ฟู่เหยียนประสานมือรายงาน น้ำเสียงดังชัดถ้อยชัดคำและหนักแน่น สีหน้าและแววตาของเขาฉายแววไม่เชื่อเช่นกัน “ยามนี้สาวใช้ในเรือนหลังต่างก็เริ่มเปลี่ยนท่าทีมาดูเกรงกลัวฮูหยินเอกกันบ้างแล้วขอรับ” เซียวจิ้งเฉินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ดวงตาคมกริบดุจกระบี่ฉายแววลึกล้ำ ภาพใบหน้างดงามหมดจดทว่าดูสงบนิ่งไร้ความหวาดกลัวของสตรีในคืนเข้าหอพลันผุดขึ้นมาในความทรงจำสำนึกอีกครั้ง เดิมทีเขาเคยดูแคลนว่านางเป็นเพียงคุณหนูอ่อนแอไร้ค่าที่สกุลซ่งยัดเยียดส่งมาเป็นตัวแทนตบตา ทว่าดูเหมือนในยามนี้… ภรรยาที่เขาคิดจะปล่อยปละละเลยผู้นั้น กำลังเริ่มเผยเขี้ยวเล็บอันคมกริบออกมาให้เขาได้เห็นเสียแล้ว! “จับตาดูนางให้ดี…ทุกฝีก้าว” เซียวจิ้งเฉินเอ่ยสั่งการ ดูเสียว่าสตรีผู้นั้นคิดจะทำสิ่งใดต่อไป หรือนางคิดว่าตนเองเป็นภรรยาของเขาจริงๆ ขึ้นมาแล้วหนึ่งเดือนต่อมา...บรรยากาศทั่วทั้งเมืองหลวงพลันกลับมาคึกคักดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครากลบเสียงกระซิบกระซาบไปจนหมดสิ้น เมื่อแม่ทัพหนุ่มผู้เกรียงไกรได้ส่งเทียบเชิญจัดงานเลี้ยงไปจวนขุนนางแทบทั้งหมดจนได้กลายเป็นความสงสัยที่ผู้คนคาดเดาไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าท่านแม่ทัพใหญ่คิดจะเปิดจวนรับอนุภรรยา บ้างก็ว่าเขาเตรียมจะประกาศแต่งตั้งสตรีในดวงใจที่แท้จริงขึ้นเป็นฮูหยิน เอกคนใหม่แทนสตรีสกุลซ่งผู้นั้นที่ตัดขาดจากกันไปโดยเฉพาะคุณหนูเสิ่นหรูเยียน…นางถึงกับตื่นขึ้นมาแต่งตัวสวมใส่ด้วยอาภรณ์หรูหราดูงดงามปานบุปผาแย้มบานตั้งแต่ยามเช้าใบหน้าคนงามแต่งแต้มเครื่องประทินผิวอย่างประณีต แววตาเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจอย่างถึงที่สุดดูไร้เค้าโครงอาการเจ็บ ป่วยที่เคยเป็นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นางหลงปักใจเชื่อมาโดยตลอดว่าเซียวจิ้งเฉินก็เพียงแค่ตามืดบอดหลงใหลในตัวซ่งชิงเยว่ชั่วคราวด้วยความรู้สึกผิดเท่านั้น...สุดท้ายแล้วสตรีที่เหมาะสมที่จะเคียงข้างกายแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ ก็ย่อมต้องตกเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียววันยังค่ำจวนสกุลเซียววันนี้ถูกตกแต่งประดับด้วยผ้าแพรพรรณเนื้อดีและโคมไฟน้อยใหญ่อย่างโอ่อ่าสมเกียรติ ทั่วทั้งจวนข
นับหลังจากวันคุกเข่ากลางสายฝนผ่านพ้นไป เซียวจิ้งเฉินก็ยังคงแวะเวียนมาที่เรือนหลังเล็กแห่งนี้อยู่ทุกวัน ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือเขาไม่เคยเอ่ยปากพูดคำว่ากลับจวนออกมาอีกเลยแม้แต่คำเดียวสำหรับเขาแล้ว…หากที่ใดมีนาง ที่นั่นนับว่าเป็นบ้านบางวันเขาก็นำอาหารที่นางชอบมาให้ บางวันก็ช่วยปีนขึ้นไปซ่อมแซมแผ่นกระเบื้องหลังคาที่ทรุดโทรม หรือบางวัน…เขาก็ทำเพียงแค่ยืนสงบอยู่ห่างๆ ทอดสายตามองดูนางรดน้ำพรวนดินให้แก่แปลงผักอย่างเงียบเชียบ ก่อนหันหลังกลับออกไปโดยไม่คิดส่งเสียงรบกวนเวลาส่วนตัวของนางเลยแม้แต่น้อยราวกับท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกร…กำลังเริ่มต้นเรียนรู้บทเรียนบทใหม่ในชีวิต บทเรียนที่ว่า การจะอยู่เคียงข้างใครสักคนด้วยความจริงใจนั้น หาจำเป็นต้องใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญไม่ช่วงบ่ายของวันนี้…บรรยากาศภายในห้องโถงเล็ก ซ่งชิงเยว่กำลังนั่งฝนหมึก คิดคำนวณบัญชีรายรับรายจ่ายให้แก่ร้านขายผ้าในตลาดเพื่อแลกกับค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆทว่าทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายและถ้อยคำทะเลาะเบาะแว้งจากภายนอกประตูเรือนก็ดังแทรกเข้ามา“ข้าไม่ขายเรือนหลังนี้ให้แก่สตรีตัวคนเดียวเช่นเจ้าหรอก!”น้ำเสียงดุดันของบุรุษวัยกลางคนซึ่งเป็นเจ้า
หากยามนี้นางไม่อยากจะกลับไป…เขาก็จะไม่บังคับในใจให้นางต้องอึดอัดหรือลำบากใจ แม้ลึกๆ ภายในใจเซียวจิ้งเฉินจะรู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อยกลัวว่านางจะหนีหายไป เรือนหลังเล็กริมชายแดนทิศตะวันออกยังคงตกอยู่ในความเงียบสงบเฉกเช่นเดิมซ่งชิงเยว่ยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย นางลืมตาตื่นแต่เช้าตรู่ล้างหน้าบ้วนปากและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ จากนั้นจึงรดน้ำพรวนดินให้แก่ต้นไม้ ใบหญ้า คัดลอกตำรา และแบ่งเวลาไปช่วยคนในละแวกนั้นคิดบัญชีร้านค้าเพื่อแลกพืชผักกับค่าอาหารเล็กๆ น้อยๆ ราวกับว่านางไม่เคยมีฐานะเป็นถึงฮูหยินผู้สูงศักดิ์ของจวนแม่ทัพมาก่อนกล่าวได้ว่าชีวิตในหนึ่งวันของซ่งชิงเยว่ดูวุ่นวายยิ่งกว่าตอนที่ยังอยู่จวนสกุลเซียวเสียอีกทว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว นางจะได้ไม่มีเวลาไปนึกถึงสิ่งใดส่วนเซียวจิ้งเฉิน…แม้ว่าวันนั้นเขาจะกลับไปมือเปล่าพร้อมกับความขมขื่น ทว่าเขากลับกลายเป็นแขกประจำผู้ที่มาเยือนโดยไม่เคยได้รับเชิญและแม้ว่าจะโดนหมางเมินเขาก็หาได้สนใจวันแรกที่เซียวจิ้งเฉินกลับมาอีกครั้ง เขาก็ถูกปล่อยให้ยืนรออยู่เพียงลำพังหน้าประตูรั้วโดยไม่มีผู้ใดเปิดต้อนรับ พอวันที่สองเขานำขนมที่นางชอบจากโรงเตี๊ยมชื่อดังมามอบให้ แ
หลายวันผ่านไป… สุดท้ายแล้วความลับที่จวนสกุลซ่งคิดจะขุดหลุมกลบฝังดินเอาไว้ก็ถูกขุดกระชากขึ้นมาเปิดโปงจนหมดเปลือกทั้งข่าวลือเรื่องคุณหนูใหญ่ซ่งอวี่เหยาหนีตามบุรุษ…หรือจะเป็นนายท่านซ่งและหลินฮูหยินบังคับฝืนใจลูกเลี้ยงข่มขู่ที่จะพังป้ายวิญญาณของมารดาเพื่อลากคุณหนูรองขึ้นเกี้ยวแต่งแทน กลายเป็นงิ้วฉากใหญ่ที่ผู้คนต่างด่าทอไม่ไว้หน้าด้วยความรังเกียจหน้าประตูจวนสกุลซ่งที่เคยมีขุนนางแวะเวียนมาหมายจะผูกมิตร บัดนี้กลับแห้งแล้งฝุ่นตลบไม่มีใครอยากเอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วกับตระกูลหน้าหนาคดโกงได้แม้กระทั่งกับสมรสพระราชทานนายท่านซ่งถึงกับล้มป่วยไข้ขึ้นสูงด้วยความอับอายและอดสู ทว่าความทุกข์ทนของเขายังไม่อาจจบลงเพียงเท่านี้ เมื่อทัพทหารของเซียวจิ้งเฉินยื่นฎีกาตรงต่อราชสำนัก รายงานเรื่องการทรยศหักหน้าและลบหลู่เกียรติของกองทัพและเมื่อเรื่องอื้อฉาวนี้ล่วงรู้ไปถึงหูของมังกรผู้นั่งบนบัลลังก์ทองคำ ยามเมื่อโอรสสวรรค์ได้ฟังรายละเอียดทุกถ้อยคำแล้วก็พลันเกิดโทสะขึ้นมาจนสั่นสะท้าน!เหตุใดสกุลซ่งถึงกล้าปั่นหัวราชสำนักและกล้าลบหลู่เกียรติ ทำให้แม่ทัพผู้เกรียงไกรคู่บัลลังก์ของเขาอารมณ์ขุ่นมัว!ฮ่องเต้หนุ่มจึงได้
หลังจากที่เซียวจิ้งเฉินสั่งการทหารเกือบทั้งค่ายออกตามหาตัวซ่งชิงเยว่จนพลิกเมืองหลวง กระแสข่าวลือที่เคยเป็นเพียงคลื่นใต้น้ำก็ยิ่งโหมกระพือรุนแรงราวกับพายุจากเดิมที่ผู้คนในเมืองหลวงเคยพากันหัวเราะเยาะหยันว่าฮูหยินเอกไร้ค่าถูกหย่าทิ้งขว้าง ยามนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นคำถามว่าเหตุใดมหาแม่ทัพผู้เกรียงไกรและแสนเย็นชาปานนั้น ถึงได้ดูร้อนรนลนลาน ออกตามหาสตรีที่เคยทอดทิ้งไม่ไยดีถึงเพียงนี้?และในขณะที่สายตาทุกคู่ในเมืองหลวงกำลังจับจ้องมองไปยังจวนแม่ทัพ...อีกด้านหนึ่งจวนสกุลซ่ง บรรยากาศกลับดูคุกรุ่นและไม่ได้สงบสุขเลยแม้แต่น้อยภายในห้องโถง...นายท่านซ่งนั่งหน้าดำคร่ำเครียด สีหน้าดูตึงเครียดจนน่ากลัว ข้างๆ กันนั้นมีมารดาเลี้ยงของซ่งชิงเยว่ที่นั่งกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนนิ้วซีดขาวนับตั้งแต่มีข่าวแว่วมาว่าซ่งชิงเยว่หายตัวไปจากจวนแม่ทัพ หัวใจของคนทั้งสองก็แทบจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว…ทว่าหาใช่เพราะมีความกังวลหรือห่วงใยในความปลอดภัยของบุตรสาวเลยแม้แต่น้อยทว่าสิ่งที่พวกเขากำลังหวาดกลัวจนหัวหด...คือความลับในวันแต่งงานจะถูกเปิดเผยออกสู่ภายนอก!ทันใดนั้น สาวใช้ผู้หนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยท่าทางลนลาน ส
ยามสายของวันเดียวกัน...บรรยากาศของเมืองวันนี้ดูกลับคล้ายมีคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวและกระเพื่อมไหวอย่างเงียบเชียบ เหล่าทหารต่างพากันกระจายกำลังออกไปสืบข่าวไม่ว่าจะเป็นโรงเตี๊ยม โรงน้ำชา ประตูเมืองหลวงทั้งสี่ทิศ ร้านเช่ารถม้า หรือแม้กระทั่งท่าเรือข้ามฟากริมแม่น้ำก็ล้วนไม่ถูกละเว้น พอมีผู้คนภายนอกที่พบเห็นต่างอดแปลกใจไม่ได้ ว่าเหตุใดแม่ทัพเซียวผู้แสนเย็นชาและสุขุมลุ่มลึกปานนั้น ยามนี้กลับดูร้อนรนคล้ายกำลังพลิกแผ่นดินเพื่อตามหาผู้ใดอยู่กันแน่หรือแท้จริงแล้วเรื่องที่พูดในยามนี้หาใช่เพียงแค่ข่าวลือ?ท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นของน้ำชาและขนมหวาน เสียงของผู้คนซุบซิบกระซิบกระซาบวันนี้กลับคึกคักเผ็ดร้อนจนแทบทำให้น้ำชาในถ้วยเดือดพล่าน“พวกเจ้าเห็นเหล่าทหารกองทัพที่วิ่งกันวุ่นอยู่ข้างนอกนั่นหรือไม่? ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าผู้ใดช่างกล้าไม่กลัวตาย…ถึงขั้นทำให้ท่านแม่ทัพเซียวสติหลุด สั่งเคลื่อนกำลังพลพลิกเมืองหลวงหาตัวได้ถึงเพียงนี้!”คุณชายผู้หนึ่งที่สวมใส่อาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีราคาแพงลิบลิ่วเอ่ยขึ้นทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พลางยกพัดขึ้นโบกด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น“หึ! ไม่รู้จริงๆ รึ…แอบไปมุดหัวอยู่







