LOGINข่าวลือในเมืองหลวงแพร่กระจายรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง
เพียงไม่กี่วันให้หลังจากวันกราบไหว้ฟ้าดินของแม่ทัพเซียว ผู้คนตามโรงเตี๊ยมและตรอกซอกซอยต่างก็พากันพูดกันหนาหูไปทั่วว่า ฮูหยินเอกจวนแม่ทัพนั้นเป็นเพียงเจ้าสาวตัวแทนต่ำต้อยที่ผู้เป็นสามีหาได้ไยดี ไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยความเสน่หาเลยสักนิด ทว่าซ่งชิงเยว่กลับไม่คาดคิดเลยว่า…บุรุษผู้นั้นที่เป็นสามีในนามของนางกล้าลงมือทำร้ายจิตใจและหักหน้ากันถึงเพียงนี้ “ฮูหยิน! แย่แล้วเจ้าค่ะ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” ชิงอวี้รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาภายในเรือนนอน สีหน้าท่าทางตื่นตระหนกลนลานจนแทบจะเสียสติราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ ซ่งชิงเยว่ที่กำลังไล่สายตาอ่านสมุดบัญชีอยู่ก็พลางเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย ท่วงท่ายังคงสุขุมนิ่งสงบ “เกิดสิ่งใดขึ้น เหตุใดต้องรนรานถึงเพียงนั้น” “ท่านแม่ทัพ…ท่านแม่ทัพพาสตรีอื่นกลับเข้าจวนเจ้าค่ะ!” มือเรียวที่กำลังจะพลิกหน้ากระดาษชะงักกึกไปชั่วครู่ทันที หัวคิ้วเรียวขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ “ผู้ใดอย่างนั้นหรือ” ซ่งชิงเยว่เอ่ยถามกลับอย่างสงสัย นับตั้งแต่คืนเข้าหอวันนั้นผ่านไป นางก็ไม่ได้เห็นแม้แต่เสี้ยวหน้าของบุรุษผู้นั้นอีกเลย แม้จะอยู่ร่วมจวนเดียวกัน…แต่ก็เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายจงใจหลบเลี่ยงราวกับไม่ปรารถนาจะร่วมใช้อากาศหายใจเดียวกันกับนางอย่างไรอย่างนั้น ทว่าซ่งชิงเยว่ก็หาได้เก็บมาใส่ใจหรือนึกน้อยเนื้อต่ำใจอันใด เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว...ต่างคนต่างอยู่ ในเมื่อตัวนางเองก็นับวันรอคอยเวลาที่จะได้ก้าวเท้าออกไปจากกรงขังแห่งนี้เช่นกัน มิหนำซ้ำ…แม้กระทั่งเรื่องเมื่อวันก่อนที่นางสั่งลงโทษสาวใช้ที่แอบยักยอกถ่านในเรือนไป เขาก็หาได้สอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวไม่ ดังนั้น นางในยามนี้จึงไม่ต่างจากผู้มาขอพักอาศัยอยู่จริงๆ ทว่า...ในจวนก็มีสตรีอุ่นเตียงอยู่แล้วผู้หนึ่ง เหตุใดเขาถึงยังสรรหาพาสตรีอื่นเข้าจวนมาเพิ่มอีกเล่า ชิงอวี้เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง แววตาดูโกรธขึ้งปนปวดใจแทนผู้เป็นนาส ก่อนจะเค้นเสียงตอบแผ่วเบา “คุณหนูเสิ่น…เสิ่นหรูเยียนเจ้าค่ะ” พอสิ้นคำนั้น บรรยากาศภายในห้องพลันเงียบงันลงราวกับว่าห้วงอากาศถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ จริงอยู่ที่นางเพิ่งย่างกรายเข้าสู่จวนแม่ทัพได้ไม่กี่วันเท่านั้น หรือคราเมื่อยังอาศัยอยู่ที่สกุลซ่ง ซ่งชิงเยว่ก็เอาแต่คลุกตัวอยู่แต่ในเรือน ไม่คิดจะก้าวเท้าออกไปข้องแวะกับเรื่องราวภายนอกเลย ทว่าชื่อแซ่ของสตรีผู้นี้นางกลับเคยผ่านหูมาบ้าง เสิ่นหรูเยียน บุตรสาวสายตรงของตระกูลเสิ่น สตรีผู้ที่มีชื่อ เสียงเลื่องชื่อว่าเป็นยอดดวงใจและรักแรกฝังใจของเซียวจิ้งเฉิน เมื่อหลายปีก่อนนางพลันล้มป่วยด้วยโรคประหลาดจนต้องถูกส่งตัวไปรักษาที่นอกเมืองหลวงอันห่างไกล…ผู้คนก็ต่างพากันคิดว่าวาสนาความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงขาดสะบั้นลงแล้ว ทว่าในยามนี้…บุรุษผู้นั้นกลับพานางกลับคืนสู่จวนด้วยสองมือของตนเองข้ามหน้าข้ามตาผู้เป็นฮูหยินเอกเช่นนางหรือ? ชิงอวี้สูดลมหายใจลึก ก่อนจะพูดต่อด้วยความขุ่นมัว “ยามนี้สาวใช้ทั่วทั้งจวนต่างพากันจับกลุ่มซุบซิบกล่าวว่า ท่านแม่ทัพจงใจพาคุณหนูเสิ่นกลับมาก็เพื่อตบหน้าและก็เหยียบย้ำเกียรติฮูหยินเอกของคุณหนูเจ้าค่ะ!” ซ่งชิงเยว่ได้ฟังแล้วก็เงียบไปอึดใจใหญ่ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งยังดํว่างเปล่าไร้ระลอกคลื่นของความเสียใจหรือแฝงอารมณ์ขุ่นเคืองใดๆ ให้พบเห็น นางเพียงปิดสมุดบัญชีในมือลงช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แล้วยามนี้…พวกเขาอยู่ที่ใด” ชิงอวี้ที่เห็นท่าทางนิ่งเฉยเช่นนั้นของผู้เป็นนาย นางอดหวั่นใจไม่ได้จริงๆ เกรงว่าอีกฝ่าจะปล่อนผ่านไป แต่พอได้ยินเช่นนั้นก็รีบตอบออกไปแทบจะทันที “เรือนบุปผาทิศตะวันออกเจ้าค่ะ” เรือนบุปผาทิศตะวันออกอย่างงั้นหรือ… ซ่งชิงเยว่ลอบยิ้มหยันในใจ เรือนหลังนั้นเป็นรองเพียงเรือนของฮูหยินเอกมิใช่หรือไร ทั้งทิศทางลมและบรรยากาศโดยรอบด้านล้วนงดงามที่สุด ชิงอวี้ลอบมองเสี้ยวหน้าของนายสาวอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นสตรีตรงหน้าขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าเชื่องช้า “อืม…เช่นนั้นก็ไปเรือนบุปผาทิศตะวันออกกันเสียหน่อย” “คุณ…ฮูหยิน” ชิงอวี้ท้วงเสียงหลงด้วยความงงงวย นับตั้งแต่วันที่คุณหนูของนางสั่งลงโทษสาวใช้ที่แอบยักยอกถ่านในวันนั้น...ชิงอวี้ก็ไม่อาจจะคาดเดาความคิดหรืออ่านสีหน้าของผู้เป็นนายได้อีกเลยแม้แต่น้อย ราวกับใบหน้าราบเรียบไร้อารมณ์นั้นซ่อนความลึกลับที่ยากจะหยั่งถึงเอาไว้ “ในเมื่อสามีข้ายังอุตส่าห์พาแขกคนสำคัญเข้ามาเหยียบถึงในจวน ข้าในฐานะฮูหยินเอกผู้เป็นนายหญิงก็ควรจะไปต้อนรตามมารยาทไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงของนางเรียบเรื่อยสงบนิ่งเกินไป สงบเสียจนชิงอวี้รู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างไร้สาเหตุ เมื่อฝีเท้าทั้งสองคู่ก้าวมาถึงเรือนบุปผาทิศตะวันออก ภาพความวุ่นวายตรงหน้าก็ปรากฏสู่สายตา บ่าวรับใช้ชายหญิงเกือบทั้งจวนต่างก็พากันกุลีกุจอขนย้ายสิ่งของล้ำค่าเข้าออกกันวุ่นวายไม่ขาดสายราวกับหนีน้ำท่วมหรือสงครามเสียอย่างงัน ซ่งชิงเยว่เพียงหยุดยืนมองนิ่งๆ ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด “ระวังมือหน่อย! นั่นมันรังนกชั้นเลิศและก็ยาบำรุงร่างกายของคุณหนูเชียวนะ!” “ผ้าคลุมกันลมขนแกะผืนนั้นรีบเอาเข้าไปด้านในเร็วเข้า!” “ท่านแม่ทัพกำชับนักหนา ห้ามไม่ให้คุณหนูเสิ่นต้องลมเย็นแม้แต่กึ่งเค่อ!” เสียงถ้อยคำตะโกนสั่งการเหล่านั้น แหลมคมปานเข็มเงินที่ทิ่มแทงเข้าสู่โสตประสาทของชิงอวี้ เพราะนับตั้งแต่วันแรกที่คุณหนูของนางแต่งเข้าจวนมาก็หาได้มีผู้ใดใส่ใจอบอุ่นถึงเพียงนี้ไม่ ทุกอย่างช่างตัดกันราวฟ้ากับเหวยิ่งนัก ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางด้านในเรือน เซียวจิ้งเฉินก้าวเท้าออกมา เขาสวมใส่อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นเงิน ใบหน้าหล่อเหลาคมคายดุจรูปสลักยังคงเย็นชาดั่งเหมันต์ฤดู ทว่ายามที่เขาเอี้ยวตัวหันกลับไปทอดสายตามองแผ่นม่านด้านใน ดวงตาคู่คมกริบคู่นั้นกลับอ่อนแสงลง…ภาพความอ่อนโยนที่เขาไม่เคยหยิบยื่นให้นั้น นอกจากความเย็นชาไร้หัวใจ ยามนี้ซ่งชิงเยว่ได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจเต็มสองตาแล้ว “ฮูหยินเอกมาแล้วหรือ” เสียงทุ้มต่ำของแม่ทัพหนุ่มก็พลันกลับคืนสู่ความเย็นเยียบไร้หัวใจในยามที่เบนสายตามามองนาง ซ่งชิงเยว่ค้อมย่อตัวลงเล็กน้อยตามธรรมเนียม ใบหน้าของนางคลี่ยกขึ้นยิ้มจางๆ “ได้ยินว่าท่านแม่ทัพพาแขกคนสำคัญกลับมา ข้าจึงมาดูเสียหน่อยว่าเป็นผู้ใดกัน” เซียวจิ้งเฉินจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาเมล็ดซิ่งคู่นั่น ไม่รู้เพราะเหตุใด ยามเมื่อที่เห็นนางยังคงรักษาความสุขุมนิ่งเฉยไว้ได้ราวกับไม่รู้สึกรู้สาขุ่นเคืองสิ่งใด ภายในอกของเขาพลันรู้สึกอึดอัดขัดใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ มุมปากหนากระตุกโค้งยกขึ้นดูเป็นรอยยิ้มจางๆ เย้ยหยัน “หรูเยียนร่างกายบอบบางนัก อาการป่วยเรื้อรังของนางยังไม่สู้ดี ทั้งยังต้องเดินทางไกลมาเหน็ดเหนื่อย หากปล่อยให้นางกลับ ไปยามนี้อาการคงมีแต่จะแย่ลง ดังนั้น ข้าจึงตั้งใจให้นางพักรักษาตัวในจวนสักระยะ…เรื่องเพียงเท่านี้ เกรงว่าเจ้าคงจะไม่ไร้น้ำใจจนต้องเก็บมาถือสาหรอกกระมัง” ประโยคนั้น ฟังดูราวกับถ้อยคำเอ่ยถามเพื่อขอความเห็นใจ ทว่าแท้จริงแล้วมันกลับเป็นเพียงการออกคำสั่งขาด ในเมื่อจวนหลังนี้เป็นของเขา ผู้อาศัยเช่นนางจะทำอันใดได้ ซ่งชิงเยว่ยกยิ้มบางๆ อย่างอ่อนโยน “แน่นอนว่าข้าย่อมไม่ถือสาเจ้าค่ะ” นางเว้นจังหวะไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ พลางช้อนสบตาเข้ากับบุรุษตรงหน้า “ในเมื่อนางเป็นคนสำคัญของท่านแม่ทัพ ข้าในฐานะนายหญิงของจวน…ก็ย่อมต้องดูแลเอาใจใส่คุณหนูเสิ่นให้สุขสบายเป็นอย่างดี” ทันใดนั้น แผ่นม่านไหมโปร่งด้านหลังก็พลันถูกเลิกขึ้นแผ่วเบา ร่างระหงของสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะอาดตาก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้าแช่มช้อยดูอ่อนแอนัก ใบหน้าคนงามล่มเมืองซีดเซียวไร้สีเลือดจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ยิ่งขับเน้นให้นางดูบอบบางน่าทะนุถนอมและชวนให้บุรุษเกิดความรู้สึกอยากโอบอุ้มปกป้องไว้ในอ้อมแขนยิางนัก เสิ่นหรูเยียนทอดสายตามองซ่งชิงเยว่ด้วยแววตาไหวระริก ก่อนจะรีบย่อกายลงคำนับอย่างนอบน้อมตามมรยาท โดยมีสาวใช้ที่คอยประคองอยู่ข้างกายไม่หาสง “หรูเยียนคารวะฮูหยินเอกเจ้าค่ะ” น้ำเสียงหวานของนางอ่อนหวานนุ่มนวลปานน้ำผึ้งไร้พิษภัยและดูใสซื่อ ทว่าท่าทางกลับดูน่าเวทนาเช่นนั้น…ยิ่งผลักไสให้ซ่งชิงเยว่กลายเป็นคนนอกที่ไร้ค่าในพื้นที่แห่งนี้ราวกับเป็นอากาศ “คุณหนูเสิ่นไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด” ซ่งชิงเยว่ตอบกลับเรียบ นางละสายตาจากเซียวจิ้งเฉิน ก่อนจะหันไปยิ้มให้สตรีผู้นั้น เสิ่นหรูเยียนเงยหน้าดวงตาคู่งามที่ดูชุ่มน้ำพลางเงยหน้าขึ้นจับจ้องมองสตรีเบื้องหน้า ก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยท่าทางลังเลใจ “เรื่องราวระหว่างข้ากับจิ้งเฉิน หวังว่าฮูหยินเอกจะใจกว้างและไม่เข้าใจพวกเราผิดไปนะเจ้าคะ” นางเอ่ยอธิบาย ชิงอวี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังผู้เป็นนาย นางได้ยินแล้วก็ดูคล้ายจะแทบกระอักสำลักน้ำลายตนเองด้วยความเดือดดาลแทน…เอ่ยวาจาเช่นนี้ต่อหน้าฮูหยินเอกผู้เป็นภรรยาตบแต่งตามธรรมเนียม นี่มันต่างอะไรกับการป่าวประกาศฐานะคนรักและก็ท้าทายอำนาจทางอ้อมกัน! ทว่าเซียวจิ้งเฉินก็หาได้เอ่ยปากห้ามปรามวาจาที่ล้ำเส้นนั้นของคนรักเลยแม้แต่คำเดียว แม่ทัพหนุ่มเพียงยืนนิ่งเด่นตระหง่านอยู่ตรงนั้น ราวกับเป็นการยอมรับในทุกถ้อยคำของเสิ่นหรูเยียนโดยไม่โต้แย้งสักครึ่งคำ ซ่งชิงเยว่เงียบงันไปชั่วอึดใจ สายตาของสาวใช้รอบด้านต่างพากันจับจ้องมาที่นางด้วยความอยากรู้อยากเห็น คล้ายรอคอยที่จะได้เสพสมความอับอายอดสูของฮูหยินเอกตัวแทน ทว่านางกลับทำเพียงยกยิ้มบางเบาปานสายลมฤดูใบไม้ผลิ “คุณหนูเสิ่นดูกังวลเกินไปแล้ว ข้าเองก็หาได้มีสิทธิ์อันใดที่จะเข้าไปเข้าใจผิดในเรื่องของพวกท่านอยู่แล้วเจ้าค่ะ” พอสิ้นประโยคนั้น บรรยากาศก็พลันแปรเปลี่ยน แม้กระทั่งเซียวจิ้งเฉินยังต้องขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่ชอบใจนัก เหตุใดนางไม่หึงหวงเขา…แต่ยังยัดเยียดและผลักไสออกไป ซ่งชิงเยว่เชิดหน้าขึ้น นางยังคงกล่าวออกมาด้วยถ้อยคำกับน้ำเสียงที่ฟังดูราบเรียบอย่างไม่เก็บมาใส่ใจและถือสาให้มากความ “เพราะท่านแม่ทัพเคยกล่าวกับข้าเอาไว้ตั้งแต่ค่ำคืนแรกในวันการเข้าหอแล้ว…” นางพูดเงยหน้าขึ้น ปรายไปสบสายตาคมกริบของบุรุษตรงหน้าตรงๆ อีกครั้ง นัยน์ตาคู่งามยังสงบนิ่งไร้แววตัดพ้อขมขื่น เสียจนคนมองเริ่มรู้สึกหงุดหงิดในใจ เซียวจิ้งเฉินเริ่มหายใจหอบถี่อย่างไม่ค่อยพอใจนัก “ว่าภายในใจของท่าน…มีสตรีอื่นสลักลึกอยู่เต็มอกแล้ว แม้น้ำเสียงหวานที่เอ่ยออกมาจะแผ่วเบาแต่กลับดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งจวนราวกับตะโกนลั่น บรรยากาศรอบบริเวณก็ดูพลันเงียบกริบราวกับเนินเขาบนสุสาน สาวใช้หลายคนเริ่มหน้าซีดสลับเขียว ไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่าฮูหยินเอกผู้นี้จะกล้ากล่าวความจริงที่น่าอับอายเช่นนี้ออกมาตรงๆ เซียวจิ้งเฉินจ้องมองสตรีตรงหน้านิ่งงัน แววตาคมกริบฉายแววสับสนและดุดัน ส่วนซ่งชิงเยว่…นางเพียงค้อมย่อตัวลงเล็กน้อยตามมารยาทเท่านั้นก่อนจะเอ่ยทิ้งท้าย “ในเมื่อยามนี้ท่านแม่ทัพมีแขกคนสำคัญต้องอยู่ดูแล…ข้าก็คงไม่รบกวนเวลาอันมีค่าของพวกท่านแล้วเจ้าค่ะ ขอตัว” กล่าวจบ ร่างระหงก็หมุนกายหันหลังเดินจากไปในทันที ไม่มีการกรีดร้องอาละวาดตบตี…ไม่มีหยาดน้ำตาของความอ่อนแอให้ผู้ใดสมเพช และไม่มีแม้กระทั่งถ้อยคำต้อยต่ำตัดพ้อต่อว่าสามีแม้แต่สักครึ่งคำ…ทว่าคล้อยหลังยามที่นางเดินจากไปนั้น เสียงซุบซิบกลับดังระงมราวกับฝูงผึ้งแตกรัง “ได้ยินหรือไม่ ท่านแม่ทัพพาคุณหนูเสิ่นเข้าจวนแล้ว” “คุณหนูเสิ่น…เส้นด้ายแดงนี้ยังไม่ขาดสะบั้นอีกหรือ” “ก็ใช่น่ะสิ! ยังจะเป็นคุณหนูจวนใดได้อีก ข้าว่ายามนี้ฮูหยิน เอกตัวแทนผู้นั้น คงนั่งขมขื่นในเรือนจนกระอักเป็นสายเลือดไปแล้วกระมัง แต่งเข้าจวนยังไม่ทันข้ามเดือนสามีก็พาสตรีในดวงใจกลับมาตบหน้าเสียแล้ว!ช่างเป็นสตรีที่น่าเวทนาและน่าสงสารเหลือเกิน…”หนึ่งเดือนต่อมา...บรรยากาศทั่วทั้งเมืองหลวงพลันกลับมาคึกคักดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครากลบเสียงกระซิบกระซาบไปจนหมดสิ้น เมื่อแม่ทัพหนุ่มผู้เกรียงไกรได้ส่งเทียบเชิญจัดงานเลี้ยงไปจวนขุนนางแทบทั้งหมดจนได้กลายเป็นความสงสัยที่ผู้คนคาดเดาไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าท่านแม่ทัพใหญ่คิดจะเปิดจวนรับอนุภรรยา บ้างก็ว่าเขาเตรียมจะประกาศแต่งตั้งสตรีในดวงใจที่แท้จริงขึ้นเป็นฮูหยิน เอกคนใหม่แทนสตรีสกุลซ่งผู้นั้นที่ตัดขาดจากกันไปโดยเฉพาะคุณหนูเสิ่นหรูเยียน…นางถึงกับตื่นขึ้นมาแต่งตัวสวมใส่ด้วยอาภรณ์หรูหราดูงดงามปานบุปผาแย้มบานตั้งแต่ยามเช้าใบหน้าคนงามแต่งแต้มเครื่องประทินผิวอย่างประณีต แววตาเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจอย่างถึงที่สุดดูไร้เค้าโครงอาการเจ็บ ป่วยที่เคยเป็นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นางหลงปักใจเชื่อมาโดยตลอดว่าเซียวจิ้งเฉินก็เพียงแค่ตามืดบอดหลงใหลในตัวซ่งชิงเยว่ชั่วคราวด้วยความรู้สึกผิดเท่านั้น...สุดท้ายแล้วสตรีที่เหมาะสมที่จะเคียงข้างกายแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ ก็ย่อมต้องตกเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียววันยังค่ำจวนสกุลเซียววันนี้ถูกตกแต่งประดับด้วยผ้าแพรพรรณเนื้อดีและโคมไฟน้อยใหญ่อย่างโอ่อ่าสมเกียรติ ทั่วทั้งจวนข
นับหลังจากวันคุกเข่ากลางสายฝนผ่านพ้นไป เซียวจิ้งเฉินก็ยังคงแวะเวียนมาที่เรือนหลังเล็กแห่งนี้อยู่ทุกวัน ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือเขาไม่เคยเอ่ยปากพูดคำว่ากลับจวนออกมาอีกเลยแม้แต่คำเดียวสำหรับเขาแล้ว…หากที่ใดมีนาง ที่นั่นนับว่าเป็นบ้านบางวันเขาก็นำอาหารที่นางชอบมาให้ บางวันก็ช่วยปีนขึ้นไปซ่อมแซมแผ่นกระเบื้องหลังคาที่ทรุดโทรม หรือบางวัน…เขาก็ทำเพียงแค่ยืนสงบอยู่ห่างๆ ทอดสายตามองดูนางรดน้ำพรวนดินให้แก่แปลงผักอย่างเงียบเชียบ ก่อนหันหลังกลับออกไปโดยไม่คิดส่งเสียงรบกวนเวลาส่วนตัวของนางเลยแม้แต่น้อยราวกับท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกร…กำลังเริ่มต้นเรียนรู้บทเรียนบทใหม่ในชีวิต บทเรียนที่ว่า การจะอยู่เคียงข้างใครสักคนด้วยความจริงใจนั้น หาจำเป็นต้องใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญไม่ช่วงบ่ายของวันนี้…บรรยากาศภายในห้องโถงเล็ก ซ่งชิงเยว่กำลังนั่งฝนหมึก คิดคำนวณบัญชีรายรับรายจ่ายให้แก่ร้านขายผ้าในตลาดเพื่อแลกกับค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆทว่าทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายและถ้อยคำทะเลาะเบาะแว้งจากภายนอกประตูเรือนก็ดังแทรกเข้ามา“ข้าไม่ขายเรือนหลังนี้ให้แก่สตรีตัวคนเดียวเช่นเจ้าหรอก!”น้ำเสียงดุดันของบุรุษวัยกลางคนซึ่งเป็นเจ้า
หากยามนี้นางไม่อยากจะกลับไป…เขาก็จะไม่บังคับในใจให้นางต้องอึดอัดหรือลำบากใจ แม้ลึกๆ ภายในใจเซียวจิ้งเฉินจะรู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อยกลัวว่านางจะหนีหายไป เรือนหลังเล็กริมชายแดนทิศตะวันออกยังคงตกอยู่ในความเงียบสงบเฉกเช่นเดิมซ่งชิงเยว่ยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย นางลืมตาตื่นแต่เช้าตรู่ล้างหน้าบ้วนปากและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ จากนั้นจึงรดน้ำพรวนดินให้แก่ต้นไม้ ใบหญ้า คัดลอกตำรา และแบ่งเวลาไปช่วยคนในละแวกนั้นคิดบัญชีร้านค้าเพื่อแลกพืชผักกับค่าอาหารเล็กๆ น้อยๆ ราวกับว่านางไม่เคยมีฐานะเป็นถึงฮูหยินผู้สูงศักดิ์ของจวนแม่ทัพมาก่อนกล่าวได้ว่าชีวิตในหนึ่งวันของซ่งชิงเยว่ดูวุ่นวายยิ่งกว่าตอนที่ยังอยู่จวนสกุลเซียวเสียอีกทว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว นางจะได้ไม่มีเวลาไปนึกถึงสิ่งใดส่วนเซียวจิ้งเฉิน…แม้ว่าวันนั้นเขาจะกลับไปมือเปล่าพร้อมกับความขมขื่น ทว่าเขากลับกลายเป็นแขกประจำผู้ที่มาเยือนโดยไม่เคยได้รับเชิญและแม้ว่าจะโดนหมางเมินเขาก็หาได้สนใจวันแรกที่เซียวจิ้งเฉินกลับมาอีกครั้ง เขาก็ถูกปล่อยให้ยืนรออยู่เพียงลำพังหน้าประตูรั้วโดยไม่มีผู้ใดเปิดต้อนรับ พอวันที่สองเขานำขนมที่นางชอบจากโรงเตี๊ยมชื่อดังมามอบให้ แ
หลายวันผ่านไป… สุดท้ายแล้วความลับที่จวนสกุลซ่งคิดจะขุดหลุมกลบฝังดินเอาไว้ก็ถูกขุดกระชากขึ้นมาเปิดโปงจนหมดเปลือกทั้งข่าวลือเรื่องคุณหนูใหญ่ซ่งอวี่เหยาหนีตามบุรุษ…หรือจะเป็นนายท่านซ่งและหลินฮูหยินบังคับฝืนใจลูกเลี้ยงข่มขู่ที่จะพังป้ายวิญญาณของมารดาเพื่อลากคุณหนูรองขึ้นเกี้ยวแต่งแทน กลายเป็นงิ้วฉากใหญ่ที่ผู้คนต่างด่าทอไม่ไว้หน้าด้วยความรังเกียจหน้าประตูจวนสกุลซ่งที่เคยมีขุนนางแวะเวียนมาหมายจะผูกมิตร บัดนี้กลับแห้งแล้งฝุ่นตลบไม่มีใครอยากเอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วกับตระกูลหน้าหนาคดโกงได้แม้กระทั่งกับสมรสพระราชทานนายท่านซ่งถึงกับล้มป่วยไข้ขึ้นสูงด้วยความอับอายและอดสู ทว่าความทุกข์ทนของเขายังไม่อาจจบลงเพียงเท่านี้ เมื่อทัพทหารของเซียวจิ้งเฉินยื่นฎีกาตรงต่อราชสำนัก รายงานเรื่องการทรยศหักหน้าและลบหลู่เกียรติของกองทัพและเมื่อเรื่องอื้อฉาวนี้ล่วงรู้ไปถึงหูของมังกรผู้นั่งบนบัลลังก์ทองคำ ยามเมื่อโอรสสวรรค์ได้ฟังรายละเอียดทุกถ้อยคำแล้วก็พลันเกิดโทสะขึ้นมาจนสั่นสะท้าน!เหตุใดสกุลซ่งถึงกล้าปั่นหัวราชสำนักและกล้าลบหลู่เกียรติ ทำให้แม่ทัพผู้เกรียงไกรคู่บัลลังก์ของเขาอารมณ์ขุ่นมัว!ฮ่องเต้หนุ่มจึงได้
หลังจากที่เซียวจิ้งเฉินสั่งการทหารเกือบทั้งค่ายออกตามหาตัวซ่งชิงเยว่จนพลิกเมืองหลวง กระแสข่าวลือที่เคยเป็นเพียงคลื่นใต้น้ำก็ยิ่งโหมกระพือรุนแรงราวกับพายุจากเดิมที่ผู้คนในเมืองหลวงเคยพากันหัวเราะเยาะหยันว่าฮูหยินเอกไร้ค่าถูกหย่าทิ้งขว้าง ยามนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นคำถามว่าเหตุใดมหาแม่ทัพผู้เกรียงไกรและแสนเย็นชาปานนั้น ถึงได้ดูร้อนรนลนลาน ออกตามหาสตรีที่เคยทอดทิ้งไม่ไยดีถึงเพียงนี้?และในขณะที่สายตาทุกคู่ในเมืองหลวงกำลังจับจ้องมองไปยังจวนแม่ทัพ...อีกด้านหนึ่งจวนสกุลซ่ง บรรยากาศกลับดูคุกรุ่นและไม่ได้สงบสุขเลยแม้แต่น้อยภายในห้องโถง...นายท่านซ่งนั่งหน้าดำคร่ำเครียด สีหน้าดูตึงเครียดจนน่ากลัว ข้างๆ กันนั้นมีมารดาเลี้ยงของซ่งชิงเยว่ที่นั่งกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนนิ้วซีดขาวนับตั้งแต่มีข่าวแว่วมาว่าซ่งชิงเยว่หายตัวไปจากจวนแม่ทัพ หัวใจของคนทั้งสองก็แทบจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว…ทว่าหาใช่เพราะมีความกังวลหรือห่วงใยในความปลอดภัยของบุตรสาวเลยแม้แต่น้อยทว่าสิ่งที่พวกเขากำลังหวาดกลัวจนหัวหด...คือความลับในวันแต่งงานจะถูกเปิดเผยออกสู่ภายนอก!ทันใดนั้น สาวใช้ผู้หนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยท่าทางลนลาน ส
ยามสายของวันเดียวกัน...บรรยากาศของเมืองวันนี้ดูกลับคล้ายมีคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวและกระเพื่อมไหวอย่างเงียบเชียบ เหล่าทหารต่างพากันกระจายกำลังออกไปสืบข่าวไม่ว่าจะเป็นโรงเตี๊ยม โรงน้ำชา ประตูเมืองหลวงทั้งสี่ทิศ ร้านเช่ารถม้า หรือแม้กระทั่งท่าเรือข้ามฟากริมแม่น้ำก็ล้วนไม่ถูกละเว้น พอมีผู้คนภายนอกที่พบเห็นต่างอดแปลกใจไม่ได้ ว่าเหตุใดแม่ทัพเซียวผู้แสนเย็นชาและสุขุมลุ่มลึกปานนั้น ยามนี้กลับดูร้อนรนคล้ายกำลังพลิกแผ่นดินเพื่อตามหาผู้ใดอยู่กันแน่หรือแท้จริงแล้วเรื่องที่พูดในยามนี้หาใช่เพียงแค่ข่าวลือ?ท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นของน้ำชาและขนมหวาน เสียงของผู้คนซุบซิบกระซิบกระซาบวันนี้กลับคึกคักเผ็ดร้อนจนแทบทำให้น้ำชาในถ้วยเดือดพล่าน“พวกเจ้าเห็นเหล่าทหารกองทัพที่วิ่งกันวุ่นอยู่ข้างนอกนั่นหรือไม่? ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าผู้ใดช่างกล้าไม่กลัวตาย…ถึงขั้นทำให้ท่านแม่ทัพเซียวสติหลุด สั่งเคลื่อนกำลังพลพลิกเมืองหลวงหาตัวได้ถึงเพียงนี้!”คุณชายผู้หนึ่งที่สวมใส่อาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีราคาแพงลิบลิ่วเอ่ยขึ้นทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พลางยกพัดขึ้นโบกด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น“หึ! ไม่รู้จริงๆ รึ…แอบไปมุดหัวอยู่







