LOGINเดิมทีจวนแม่ทัพเซียวที่มีเพียงแค่อนุไป๋คอยดูแลเรือนหลังก็ดูสงบสุขดีอยู่แล้ว แต่แล้ววันหนึ่งผู้เป็นเจ้าของจวนกลับได้รับสมรสพระราชทานที่ไม่อาจขัดขืน และจำต้องตบแต่งสตรีอื่นเข้ามา
เหล่าสาวใช้ก็ต่างพากันลอบถอนหายใจด้วยความลำบากใจ นึกหวั่นเกรงว่าวันข้างหน้าเสือสองตัวที่อยู่ถ้ำเดียวกันคงได้กัดกันจนพังพินาศแน่ ทว่าเพียงแค่เรื่องแต่งงานเดิมทีก็วุ่นวายมากพอแล้ว เมื่อสตรีที่แต่งเข้ามาหาใช่คุณหนูใหญ่สกุลซ่งที่สมควรเกี่ยวดองด้วยไม่ แต่กลับเป็นสตรีอีกคนที่ถูกสลับเปลี่ยนตัวมาแทน เพียงเท่านี้บรรยากาศภายในจวนก็ย่ำแย่จนชวนให้หายใจไม่ทั่วท้องแล้ว ไฉนเลยวันดีคืนดีผู้เป็นนายกลับไม่รู้คิดสิ่งใดอยู่…เหตุใดถึงได้พาสตรีอีกคนเข้าจวนมาเพิ่มอีกกัน ยามนี้บรรยากาศภายในจวนแม่ทัพจึงยิ่งคึกคักและวุ่นวายขึ้นกว่าเก่าเดิมเป็นเท่าตัว เหล่าสาวใช้จำนวนไม่น้อยเกือบทั้งจวนต่างพากันวิ่งวุ่นเข้าออกเรือนบุปผาทิศตะวันกันทั้งวันทั้งคืน ราวกับว่าเรือนรับรองหลังนั้นต่างหากที่ของเทพศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยเหลือผู้คน ขณะที่เรือนของฮูหยินเอกที่แท้จริงกลับเงียบเหงาจนน่าขัน “ฮูหยินเจ้าคะ! สาวใช้พวกนั้นดูจะเกินไปแล้วจริงๆ น่ะเจ้าค่ะ!” ชิงอวี้พลางกระแทกถาดอาหารลงบนโต๊ะเสียงดังลั่นอย่างดูลืมตัว ใบหน้าของสาวใช้เต็มไปด้วยความเดือดดาลฉายชัดเจน “วันนี้โรงครัวส่งอาหารมาเพียงแค่สามอย่าง ซ้ำร้ายยังเป็นของเหลือเดนจากเรือนอื่นอีกเจ้าค่ะ!” ซ่งชิงเยว่ทอดสายตามองอาหารบนโต๊ะด้วยความนิ่งสงบ ผักผัดที่ดูเย็นชืดจนน้ำมันจับตัวเป็นก้อนหนึ่งจาน หรือแกงจืดรสชาติชืดชาหนึ่งถ้วย และปลาทอดตัวเล็กที่เนื้อยุ่ยจนเห็นได้ชัดว่าหาใช่ของสดใหม่ ช่างแตกต่างจากเมื่อช่วงเช้าที่นางเห็นสาวใช้ขนย้ายวัตถุดิบล้ำค่าเข้าเรือนบุปผาทิศตะวันออกราวฟ้ากับเหว “คลังกลางของจวนส่งเงินประจำเดือนมาหรือยัง” นางเอ่ยถามเรียบ หันไปถามสาวใบ้คนสนิทผู้เดียวที่มีและไว้ใจได้ “ยังเลยเจ้าค่ะ” ชิงอวี้รีบเอ่ยฟ้องทันที “พอข้าเอ่ยปากทวงถาม คนดูแลบัญชีก็กลับทำท่าทางยโสโอหัง ซ้ำยังบอกว่าเรื่องเงินเงินทองทองนี่…ต้องรอคำสั่งอนุญาตจากเรือนอนุไป๋ซูอินเสียก่อนเจ้าค่ะ!” พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ออกมา ชิงอวี้ก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาลและเจ็บแค้นแทนผู้เป็นนายจนตัวสั่น การกระทำของคนเหล่านั้นไม่ใช่เพียงแค่เหยียบย่ำเกียรติของฮูหยินเอกเท่านั้น ทว่านี่ไม่ต่างอะไรจากการบดขยี้ศักดิ์ศรีจนแหลกลาญไม่มีชิ้นดี! ทว่าทันทีที่สิ้นถ้อยคำนั้น แสงสว่างในห้องพลันหม่นแสงลงพร้อมกับความเงียบงันและเย็นเยียบที่เริ่มก่อตัว เรือนของไป๋ซูอินอย่างงั้นหรือ… ซ่งชิงเยว่นั่งนิ่ง หากแต่นัยน์ตาเมล็ดซิ่งกลับวูบไหงฉายแววครุ่นคิดหนัก เห็นได้ชัดว่ายามนี้ อีกฝ่ายได้เริ่มสอดมือเข้ามาถึงเรื่องบัญชีรายรับรายจ่ายและทรัพย์สินในจวนอย่างไม่ปิดบัง มิหนำซ้ำก็หาได้มีผู้ใดขัดไม่เว้นแม้แต่บุรุษผู้นั้น ชิงอวี้กัดฟันกรอดด้วยความอัดอั้นก่อนจะพูดต่อ “นี่มันอันใดกัน!เจ้าค่ะคุณหนู! ท่านต่างหากที่เป็นฮูหยินเอก ที่แต่งเข้าจวนมาอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม…เหตุใดสาวใช้ในจวนถึงต้องไปฟังคำสั่งของอนุไป๋ด้วยเล่าเจ้าคะ!” นางเอ่ยออกมาอย่างฉุนเฉียวด้วยความไม่เข้าใจ ซ่งชิงเยว่พลางยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก ก่อนจะยกขึ้นจิบช้าๆ อย่างละเมียดละไม ท่วงท่ายังคงสง่างาม นัยน์ตาเมล็ดซิ่งคู่งามสงบนิ่งสนิทอีกครั้ง…จนยากจะหยั่งถึงอารมณ์ภายใน ในที่สุดซ่งชิงเยว่ก็กระจ่างแจ้งแล้ว ที่ผ่านมาคนเหล่านี้กล้าดูแคลนและไม่ให้เกียรตินาง ก็เพราะนางมีเพียงตำแหน่งแต่หาได้มีอำนาจที่แท้จริงในมือไม่ ต่อให้มีฐานะสูงส่งเพียงใด แต่หากมิอาจแตะต้องสมุดบัญชีในจวน ไม่อาจควบคุมสาวใช้ในจวนก็ไม่มีผู้ใดยำเกรง…เช่นนั้นคำว่าฮูหยินเอกก็เป็นเพียงฐานะว่างเปล่าไร้ราคาผืนหนึ่งเท่านั้น “ชิงอวี้” ซ่งชิงเยว่เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เจ้าคะคุณหนู” “ไปตามผู้ดูแลบัญชีและหัวหน้าสาวใชช้ทั้งหมดมาพบข้าที่เรือนได้หรือไม่” ชิงอวี้ได้ยินคำสั่งนั้นแล้วชะงักกึก หัวคิ้วของนางขมวดมุ่น “ยามนี้เลยหรือเจ้าคะ” “อืม” น้ำเสียงของซ่งชิงเยว่ยังคงเรียบราบไร้อารมณ์ใดๆ “ในเมื่อข้าเป็นฮูหยินเอกของจวนแห่งนี้ ก็สมควรจะเริ่มลงมือทำหน้าที่ของตนเองเสียที” หากคิดจะเหยียบย่ำอยู่บนหัวนางอย่างงั้นหรือ เช่นนั้นก็คงต้องเป็นฝ่ายนางที่ก้าวขึ้นไปเหยียบสั่งสอนให้จมดินเสียก่อน อย่าได้ริอาจคิดมาข้ามหัวสตรีเช่นนางเป็นอันขาด! หนึ่งชั่วยามต่อมา… พ่อบ้านที่ดูแลบัญชี แม่นมจ้าวที่เปรียบดังฮูหยินผู้เฒ่าจวน คนครัว คนดูแลคลังพัสดุ สาวใช้คนอื่นๆ รวมไปถึงสาวใช้ซักล้างต่างถูกตามตัวมารวมกันที่เรือนของฮูหยินเอก ทว่าสีหน้าของแต่ละคนดูอึกอักลำบากใจไม่น้อย บางคนถึงก็ขั้นส่งสายตาเลิกลั่กมองหน้ากันไปมาอย่างมีนัย “คารวะฮูหยิน...” น้ำเสียงของสาวใช้ดังขึ้นพร้อมเพรียงพอเห็นซ่งชิงเยว่นั่งรอตระหง่านอยู่ ในชุดอาภรณ์สีอ่อนเรียบง่าย ไร้ซึ่งเครื่องประดับหรือปิ่นปักผมฟุ่มเฟือย บรรยากาศโดยรอบก็แผ่ซ่านความกดดันออกมาจนคนมองต้องลอบกลืนน้ำลาย “ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาในวันนี้เพราะอยากจะตรวจตราสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายทั้งหมดของจวนแม่ทัพ” เมื่อเห็นว่าคล้ายทุกคนจะมากันครบหมดแล้ว ซ่งชิงเยว่เอ่ยขึ้นทันทีโดยไม่รอคอยหรืออ้อมค้อมให้เสียเวลา สายตาตาองนางจับจ้องทอดมองเบื้องหน้านิ่งๆ หาได้ฉายอารมณ์ใดออกมาให้เห็น สิ้นคำกล่าวเรียบง่าย สีหน้าของสาวใช้หลายคนก็พลันถอดสีซีดเผือด จนมีบุรุษรูปร่างกำยำวัยกลางคนผู้หนึ่งรีบก้าวเท้าออกมาข้างหน้า เอ่ยปากแย้งด้วยท่าทางนอบน้อมทว่าแฝงความดื้อรั้น “เรียนฮูหยินเอก…เรื่องบัญชีของจวน เดิมทีแล้วเป็นหน้าที่ของอนุไป๋เป็นผู้ดูแลจัดการขอรับ” “อนุไป๋งั้นหรือ” ซ่งชิงเยว่เลิกคิ้วทวนถามย้ำ ริมฝีปากบางโค้งยกขึ้นยิ้มจางๆ แววตากลับรู้สึกชวนให้รู้สึกมีคมดาบพาดคอ “นับตั้งแต่เมื่อใดกัน ที่ธรรมเนียมวังเมืองหลวงอนุญาตให้อนุมีสิทธิ์สอดมือเข้ามาดูแลสมุดบัญชีของจวนแทนผู้เป็นฮูหยินเอกที่เป็นนายหญิงของจวน” ถ้อยคำย้อนถามนั้นตรงประเด็นเฉียบขาด ราวกับกระชากมวลอากาศโดยรอบให้สูญสิ้นไปในพริบตา…จนผู้คนทั้งหมดในเรือนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นก็เริ่มมีหยาดเหงื่อเย็นผุดซึมขึ้นตามไรผมด้วยความหวั่นเกรง “บ่าว…บ่าวมิได้มีเจตนาล่วงเกินเช่นนั้นขอรับ” “เช่นนั้นก็ส่งสมุดบัญชีมาให้ข้า…” ซ่งชิงเยว่กล่าวต่อทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้พร่ำเพ้อ ทว่ากลับไร้เสียงตอบรับ บรรยากาศภายในเรือนเริ่มมีความอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ลใหายใจขาดห้วง จนกระทั่งในที่สุด พ่อบ้านชราก็กัดฟันเอ่ยปากอ้างผู้เป็นนายหญิง “หากไม่มีคำสั่งอนุญาตจากท่านแม่ทัพ…เกรงว่าพวกบ่าวคงไม่อาจ” ปัง! เสียงจอกน้ำชาเคลือบเนื้อดีกระทบลงบนโต๊ะน้ำชาดังสนั่นหวั่นไหว บ่าวไพร่ทุกคนในที่นั้นสะดุ้งสุดตัวด้วยความขวัญหนีดีฝ่อ ซ่งชิงเยว่ค่อยๆ ละมือออกจากจอกชาอย่างช้าๆ แม้ใบหน้าคนงามจะยังคงประดับรอยยิ้มละมุน ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ “เช่นนั้น พวกเจ้ากำลังจะบอกข้าว่าฮูหยินเอกจวนแม่ทัพที่กราบไหว้ฟ้าดินตามธรรมเนียมมาอย่างถูกต้องนั้น…ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะชายตามองบัญชีทรัพย์สินในจวนของตนเองอย่างนั้นหรือ” หัวคิ้วเรียวเลิกขึ้นเอ่ยตามเสียงราบเรียบอย่างคาดเค้น ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงตอบคำถามมีเพียงความเงียบงันชวนน่าหวาดหวั่น นางกวาดสายตามองงนิ่งๆ ก่อนจะหยิบป้ายหยกสลักลายประจำตำแหน่งฮูหยินเอกขึ้นมาวางกระแทกบนโต๊ะอย่างแรง “ตราประทับประจำจวนอยู่ที่ข้า” “หนังสือสมรสพระราชทานอยู่ที่ข้า” “ตำแหน่งนายหญิงของจวนแม่ทัพแห่งนี้…ก็อยู่ที่ข้า” ซ่งชิงเยว่เว้นจังหวะสายตาไปชั่วครู่ นางพลางอดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะเยาะออกมา “หรือพวกเจ้าคิดว่าสตรีที่นั่งชูคออยู่เรือนข้างหลังอื่นต่างหาก…คือเจ้าของจวนที่แท้จริง” นางคงไม่ต้องลงมือทำถึงเพียงนี้ หากว่าคนพวกนี้ไม่บีบคั้นต้อนให้นางต้องจนมุม และไร้ซึ่งหนทางถอยด้วยตัวเองก่อน พอสิ้นประโยค ทุกคนในเรือนพลันหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย ประโยคประชดประชันนี้หากหลุดรอดออกไป จวนแม่ทัพคงได้ถูกครหาว่าให้ท้ายอนุภรรยาจนเสียเกียรติเป็นแน่ บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นงรีบทรุดเข่าลงกระแทกพื้น “บ่าวมิกล้า! บ่าวมิกล้าล่วงเกินขอรับ!” และเมื่อมีคนเริ่ม คนอื่นๆ ก็รีบทรุดเข่าคุกเข่าลงราบกับพื้นตามๆ กันด้วยความตื่นตระหนก ซ่งชิงเยว่เพียงกวาดสายตามองเบื้องตรงหน้าด้วยความพึงใจ…นี่ต่างหากคือสิ่งที่นางต้องการในยามนี้ความยำเกรง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” น้ำเสียงหวานเอ่ยขั้นช้าๆ แต่เฉียบขาดไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้ง “สมุดบัญชีของทุกเรือนในจวนต้องส่งมาให้ข้าตรวจตราทุกๆ สามวันก็พอ ส่วนค่าเบี้ยหวัดและค่าใช้จ่ายในจวนจะถูกจัดสรรแบ่งส่วนใหม่ให้ตามฐานะ” ไฉนเลยจะมีผู้ใดกล้าโต้แย้ง…เหล่าสาวใช้หลายคนลอบมองหน้ากันด้วยความตระหนก เพราะต่างรู้ดีแก่ใจว่าที่ผ่านมาเรือนของอนุไป๋ซูอินนั้นเบิกเงินใช้สอยเกินส่วนมาเนิ่นนานเพียงใด ทั้งเครื่องหอมราคาแพง ผ้าไหมเนื้อละเอียด ยาบำรุงวิเศษ รวมถึงของล้ำค่าที่เบิกจากคลังไปโดยไร้ความจำเป็น หากฮูหยินเอกลงมือชำระบัญชีใหม่จริงๆ เกรงว่าฝ่ายนั้นย่อมต้องเสียผลประโยชน์และหน้าไม่น้อยแน่ “หากผู้ใดมีปัญหาหรือไม่พอใจในคำสั่งของข้าก็ไปเชิญท่านแม่ทัพมาเจรจาความกับข้าด้วยตนเองเถิด” แน่นอนว่าหาได้มีผู้ใดกล้าโต้แย้งแม้แต่ครึ่งคำ ทั้งพ่อบ้านก็ต่างตกปากรับคำด้วยความหนักอึ้งและกระอักกระอ่วน เห็นทีว่าวันข้างหน้าจวนแม่ทัพคงวุ่นวายจนยากจะหาความสงบได้ ข่าวเรื่องฮูหยินเอกเรียกสาวใช้ทั้งจวนไปพบส่วนตัวก่อนจะประกาศริบอำนาจและยึดสมุดบัญชีคืนก็แพร่กระจายไปทั่วทุกซอกทุกมุมของจวนในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน ภายในเรือนของไป๋ซูอินในยามนี้ ดูมืดครึ้มราวกับจะมีพายห่าใหญ่พัดผ่านมา นางกำหมัดแน่นจนเล็บดูแทบจิกเข้าเนื้อ ใบหน้าคนงามดูบิดเบี้ยวด้วยความโกรธไม่น้อย “สตรีหน้าหนา! กล้าดีอย่างไรมาตัดค่าใช้จ่ายของเรือนข้า” แม่บ้านจ้าวรีบก้มหน้าจนคางชิดอก รีบใส่สีตีไข่ทันที “เจ้าค่ะ…ยามนี้คลังพัสดุกลางไม่ยินยอมส่งเครื่องหอมและผ้าไหมมาให้เรือนของอนุไป๋แล้วเจ้าค่ะ” ไป๋ซูอินแค่นเสียงฮึดฮัด นางกัดฟันกรอดอย่างอดกลั้น “หรือหลงคิดว่าตนเองเป็นฮูหยินจริงๆ อย่างงั้นหรือ”หนึ่งเดือนต่อมา...บรรยากาศทั่วทั้งเมืองหลวงพลันกลับมาคึกคักดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครากลบเสียงกระซิบกระซาบไปจนหมดสิ้น เมื่อแม่ทัพหนุ่มผู้เกรียงไกรได้ส่งเทียบเชิญจัดงานเลี้ยงไปจวนขุนนางแทบทั้งหมดจนได้กลายเป็นความสงสัยที่ผู้คนคาดเดาไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าท่านแม่ทัพใหญ่คิดจะเปิดจวนรับอนุภรรยา บ้างก็ว่าเขาเตรียมจะประกาศแต่งตั้งสตรีในดวงใจที่แท้จริงขึ้นเป็นฮูหยิน เอกคนใหม่แทนสตรีสกุลซ่งผู้นั้นที่ตัดขาดจากกันไปโดยเฉพาะคุณหนูเสิ่นหรูเยียน…นางถึงกับตื่นขึ้นมาแต่งตัวสวมใส่ด้วยอาภรณ์หรูหราดูงดงามปานบุปผาแย้มบานตั้งแต่ยามเช้าใบหน้าคนงามแต่งแต้มเครื่องประทินผิวอย่างประณีต แววตาเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจอย่างถึงที่สุดดูไร้เค้าโครงอาการเจ็บ ป่วยที่เคยเป็นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา นางหลงปักใจเชื่อมาโดยตลอดว่าเซียวจิ้งเฉินก็เพียงแค่ตามืดบอดหลงใหลในตัวซ่งชิงเยว่ชั่วคราวด้วยความรู้สึกผิดเท่านั้น...สุดท้ายแล้วสตรีที่เหมาะสมที่จะเคียงข้างกายแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ ก็ย่อมต้องตกเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียววันยังค่ำจวนสกุลเซียววันนี้ถูกตกแต่งประดับด้วยผ้าแพรพรรณเนื้อดีและโคมไฟน้อยใหญ่อย่างโอ่อ่าสมเกียรติ ทั่วทั้งจวนข
นับหลังจากวันคุกเข่ากลางสายฝนผ่านพ้นไป เซียวจิ้งเฉินก็ยังคงแวะเวียนมาที่เรือนหลังเล็กแห่งนี้อยู่ทุกวัน ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือเขาไม่เคยเอ่ยปากพูดคำว่ากลับจวนออกมาอีกเลยแม้แต่คำเดียวสำหรับเขาแล้ว…หากที่ใดมีนาง ที่นั่นนับว่าเป็นบ้านบางวันเขาก็นำอาหารที่นางชอบมาให้ บางวันก็ช่วยปีนขึ้นไปซ่อมแซมแผ่นกระเบื้องหลังคาที่ทรุดโทรม หรือบางวัน…เขาก็ทำเพียงแค่ยืนสงบอยู่ห่างๆ ทอดสายตามองดูนางรดน้ำพรวนดินให้แก่แปลงผักอย่างเงียบเชียบ ก่อนหันหลังกลับออกไปโดยไม่คิดส่งเสียงรบกวนเวลาส่วนตัวของนางเลยแม้แต่น้อยราวกับท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกร…กำลังเริ่มต้นเรียนรู้บทเรียนบทใหม่ในชีวิต บทเรียนที่ว่า การจะอยู่เคียงข้างใครสักคนด้วยความจริงใจนั้น หาจำเป็นต้องใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญไม่ช่วงบ่ายของวันนี้…บรรยากาศภายในห้องโถงเล็ก ซ่งชิงเยว่กำลังนั่งฝนหมึก คิดคำนวณบัญชีรายรับรายจ่ายให้แก่ร้านขายผ้าในตลาดเพื่อแลกกับค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆทว่าทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายและถ้อยคำทะเลาะเบาะแว้งจากภายนอกประตูเรือนก็ดังแทรกเข้ามา“ข้าไม่ขายเรือนหลังนี้ให้แก่สตรีตัวคนเดียวเช่นเจ้าหรอก!”น้ำเสียงดุดันของบุรุษวัยกลางคนซึ่งเป็นเจ้า
หากยามนี้นางไม่อยากจะกลับไป…เขาก็จะไม่บังคับในใจให้นางต้องอึดอัดหรือลำบากใจ แม้ลึกๆ ภายในใจเซียวจิ้งเฉินจะรู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อยกลัวว่านางจะหนีหายไป เรือนหลังเล็กริมชายแดนทิศตะวันออกยังคงตกอยู่ในความเงียบสงบเฉกเช่นเดิมซ่งชิงเยว่ยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย นางลืมตาตื่นแต่เช้าตรู่ล้างหน้าบ้วนปากและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ จากนั้นจึงรดน้ำพรวนดินให้แก่ต้นไม้ ใบหญ้า คัดลอกตำรา และแบ่งเวลาไปช่วยคนในละแวกนั้นคิดบัญชีร้านค้าเพื่อแลกพืชผักกับค่าอาหารเล็กๆ น้อยๆ ราวกับว่านางไม่เคยมีฐานะเป็นถึงฮูหยินผู้สูงศักดิ์ของจวนแม่ทัพมาก่อนกล่าวได้ว่าชีวิตในหนึ่งวันของซ่งชิงเยว่ดูวุ่นวายยิ่งกว่าตอนที่ยังอยู่จวนสกุลเซียวเสียอีกทว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว นางจะได้ไม่มีเวลาไปนึกถึงสิ่งใดส่วนเซียวจิ้งเฉิน…แม้ว่าวันนั้นเขาจะกลับไปมือเปล่าพร้อมกับความขมขื่น ทว่าเขากลับกลายเป็นแขกประจำผู้ที่มาเยือนโดยไม่เคยได้รับเชิญและแม้ว่าจะโดนหมางเมินเขาก็หาได้สนใจวันแรกที่เซียวจิ้งเฉินกลับมาอีกครั้ง เขาก็ถูกปล่อยให้ยืนรออยู่เพียงลำพังหน้าประตูรั้วโดยไม่มีผู้ใดเปิดต้อนรับ พอวันที่สองเขานำขนมที่นางชอบจากโรงเตี๊ยมชื่อดังมามอบให้ แ
หลายวันผ่านไป… สุดท้ายแล้วความลับที่จวนสกุลซ่งคิดจะขุดหลุมกลบฝังดินเอาไว้ก็ถูกขุดกระชากขึ้นมาเปิดโปงจนหมดเปลือกทั้งข่าวลือเรื่องคุณหนูใหญ่ซ่งอวี่เหยาหนีตามบุรุษ…หรือจะเป็นนายท่านซ่งและหลินฮูหยินบังคับฝืนใจลูกเลี้ยงข่มขู่ที่จะพังป้ายวิญญาณของมารดาเพื่อลากคุณหนูรองขึ้นเกี้ยวแต่งแทน กลายเป็นงิ้วฉากใหญ่ที่ผู้คนต่างด่าทอไม่ไว้หน้าด้วยความรังเกียจหน้าประตูจวนสกุลซ่งที่เคยมีขุนนางแวะเวียนมาหมายจะผูกมิตร บัดนี้กลับแห้งแล้งฝุ่นตลบไม่มีใครอยากเอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วกับตระกูลหน้าหนาคดโกงได้แม้กระทั่งกับสมรสพระราชทานนายท่านซ่งถึงกับล้มป่วยไข้ขึ้นสูงด้วยความอับอายและอดสู ทว่าความทุกข์ทนของเขายังไม่อาจจบลงเพียงเท่านี้ เมื่อทัพทหารของเซียวจิ้งเฉินยื่นฎีกาตรงต่อราชสำนัก รายงานเรื่องการทรยศหักหน้าและลบหลู่เกียรติของกองทัพและเมื่อเรื่องอื้อฉาวนี้ล่วงรู้ไปถึงหูของมังกรผู้นั่งบนบัลลังก์ทองคำ ยามเมื่อโอรสสวรรค์ได้ฟังรายละเอียดทุกถ้อยคำแล้วก็พลันเกิดโทสะขึ้นมาจนสั่นสะท้าน!เหตุใดสกุลซ่งถึงกล้าปั่นหัวราชสำนักและกล้าลบหลู่เกียรติ ทำให้แม่ทัพผู้เกรียงไกรคู่บัลลังก์ของเขาอารมณ์ขุ่นมัว!ฮ่องเต้หนุ่มจึงได้
หลังจากที่เซียวจิ้งเฉินสั่งการทหารเกือบทั้งค่ายออกตามหาตัวซ่งชิงเยว่จนพลิกเมืองหลวง กระแสข่าวลือที่เคยเป็นเพียงคลื่นใต้น้ำก็ยิ่งโหมกระพือรุนแรงราวกับพายุจากเดิมที่ผู้คนในเมืองหลวงเคยพากันหัวเราะเยาะหยันว่าฮูหยินเอกไร้ค่าถูกหย่าทิ้งขว้าง ยามนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นคำถามว่าเหตุใดมหาแม่ทัพผู้เกรียงไกรและแสนเย็นชาปานนั้น ถึงได้ดูร้อนรนลนลาน ออกตามหาสตรีที่เคยทอดทิ้งไม่ไยดีถึงเพียงนี้?และในขณะที่สายตาทุกคู่ในเมืองหลวงกำลังจับจ้องมองไปยังจวนแม่ทัพ...อีกด้านหนึ่งจวนสกุลซ่ง บรรยากาศกลับดูคุกรุ่นและไม่ได้สงบสุขเลยแม้แต่น้อยภายในห้องโถง...นายท่านซ่งนั่งหน้าดำคร่ำเครียด สีหน้าดูตึงเครียดจนน่ากลัว ข้างๆ กันนั้นมีมารดาเลี้ยงของซ่งชิงเยว่ที่นั่งกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนนิ้วซีดขาวนับตั้งแต่มีข่าวแว่วมาว่าซ่งชิงเยว่หายตัวไปจากจวนแม่ทัพ หัวใจของคนทั้งสองก็แทบจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว…ทว่าหาใช่เพราะมีความกังวลหรือห่วงใยในความปลอดภัยของบุตรสาวเลยแม้แต่น้อยทว่าสิ่งที่พวกเขากำลังหวาดกลัวจนหัวหด...คือความลับในวันแต่งงานจะถูกเปิดเผยออกสู่ภายนอก!ทันใดนั้น สาวใช้ผู้หนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยท่าทางลนลาน ส
ยามสายของวันเดียวกัน...บรรยากาศของเมืองวันนี้ดูกลับคล้ายมีคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวและกระเพื่อมไหวอย่างเงียบเชียบ เหล่าทหารต่างพากันกระจายกำลังออกไปสืบข่าวไม่ว่าจะเป็นโรงเตี๊ยม โรงน้ำชา ประตูเมืองหลวงทั้งสี่ทิศ ร้านเช่ารถม้า หรือแม้กระทั่งท่าเรือข้ามฟากริมแม่น้ำก็ล้วนไม่ถูกละเว้น พอมีผู้คนภายนอกที่พบเห็นต่างอดแปลกใจไม่ได้ ว่าเหตุใดแม่ทัพเซียวผู้แสนเย็นชาและสุขุมลุ่มลึกปานนั้น ยามนี้กลับดูร้อนรนคล้ายกำลังพลิกแผ่นดินเพื่อตามหาผู้ใดอยู่กันแน่หรือแท้จริงแล้วเรื่องที่พูดในยามนี้หาใช่เพียงแค่ข่าวลือ?ท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นของน้ำชาและขนมหวาน เสียงของผู้คนซุบซิบกระซิบกระซาบวันนี้กลับคึกคักเผ็ดร้อนจนแทบทำให้น้ำชาในถ้วยเดือดพล่าน“พวกเจ้าเห็นเหล่าทหารกองทัพที่วิ่งกันวุ่นอยู่ข้างนอกนั่นหรือไม่? ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าผู้ใดช่างกล้าไม่กลัวตาย…ถึงขั้นทำให้ท่านแม่ทัพเซียวสติหลุด สั่งเคลื่อนกำลังพลพลิกเมืองหลวงหาตัวได้ถึงเพียงนี้!”คุณชายผู้หนึ่งที่สวมใส่อาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดีราคาแพงลิบลิ่วเอ่ยขึ้นทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พลางยกพัดขึ้นโบกด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น“หึ! ไม่รู้จริงๆ รึ…แอบไปมุดหัวอยู่







