เข้าสู่ระบบหนู่เอ๋อร์เจียงส่งยิ้มอ่อนโยน ในขณะที่กู่ลี่น่าปราดเข้ามาจับมือของนางอย่างปลอบประโลม “คุณหนู... ขอบคุณที่มาส่งพวกเราถึงที่นี่นะเจ้าคะ”
ตี๋ลี่เสวี่ยจับมือกู่ลี่น่าไว้แน่นราวกับต้องการยื้อเวลาในตอนนี้ให้ได้นานที่สุด กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านมะ… ป้า นี่เป็นหน้าที่ที่ข้าควรทำ... พวกท่านเองก็... ดูแลตัวเองให้ดีนะเจ้าคะ”
นางเงยหน้าไปมองหนู่เอ๋อร์เจียงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ราวกับพยายามจดจำทุกรายละเอียดของผู้ให้กำเนิดนางมาให้ได้มากที่สุด “ท่านลุง… ท่านจะเดินทางไกล โปรดรักษาสุขภาพให้ดี... ลูก... ข้าขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย”
ตี๋ลี่เสวี่ยไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ความรู้สึกที่ตระหนักได้ว่านี่คือการอำลาครั้งสุดท้ายของชีวิตที่มีต่อบิดามารดาที่นางรัก ทำให้นางตัดสินใจทำตามสัญชาตญาณของบุตรสาว
นางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างกะทันหันบนพื้นหญ้าข้างประตูวัด
หนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาไม่คิดว่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์จะคุกเข่าให้พวกเขา ซึ่งเป็นเพียงบ่าวใช้แรงงานในจวน
หนู่เอ๋อร์เจียงรีบก้าวเข้ามาพยายามพยุง หากแต่กู่ลี่น่าไวกว่า นางรีบเข้าไปจับแขนของตี๋ลี่เสวี่ยให้ลุกขึ้นยืน “คุณหนู! ทำอะไรเช่นนี้! ท่านลุกขึ้นเถิด! พวกเราไม่อาจรับการคำนับของท่านได้!”
ตี๋ลี่เสวี่ยฝืนแรงดึงนั้น ก่อนจะก้มศีรษะลงต่ำ เพื่อซ่อนน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม “ให้... ให้ข้าทำเถิดเจ้าค่ะ!”
“ข้า... ข้าขอขอบคุณบิดามารดาผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูมา... บุญคุณนี้... ข้าคงตอบแทนท่านไม่ได้ในชาตินี้...”
ตี๋ลี่เสวี่ยเลือกใช้คำว่า ‘บิดามารดาผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูมา’ ทำให้หนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าเข้าใจไปว่าคุณหนูรองตรงหน้ากำลังระลึกถึงมารดาที่จากไป
กู่ลี่น่าเห็นท่าทางคำนับอย่างนอบน้อมเช่นนั้น พลันนางรู้สึกถึงความว่างเปล่าในอก ทำให้มีดวงตาแดงก่ำ “คุณหนู... อี๋เหนียงของท่านต้องรับรู้ถึงความกตัญญูของท่านแน่ ๆ เจ้าค่ะ ท่านอย่าได้โศกเศร้านักเลย ลุกขึ้นเถิดนะ”
ตี๋ลี่เสวี่ยยันกายลุกขึ้นตามแรงพยุงของกู่ลี่น่า ก่อนจะสบตากับเจิ่งเสวี่ยอิ๋งที่ยืนมองอยู่ ดวงตากลมโตของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็คลอไปด้วยหยาดน้ำตา นางพยักหน้าเล็กน้อยอย่างเข้าใจถึงความเสียสละของตี๋ลี่เสวี่ย
สองสหายโอบกอดกันแน่น ใบหน้าพวกนางเกยอยู่บนบ่าของอีกฝ่าย
“ขอบคุณมากนะ ลี่ลี่” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งกระซิบเสียงแผ่ว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความขอบคุณ
“ข้าขอฝากท่านพ่อท่านแม่ด้วยนะ” ตี๋ลี่เสวี่ยกระซิบเสียงเบาตอบกลับมา
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยักหน้าเล็กน้อย “ข้าจะดูแลพวกท่านให้ดีเท่าชีวิตของข้า”
สิ้นเสียงกระซิบต่างก็ผละออกจากกัน เป็นเจิ่งเสวี่ยอิ๋งที่กล่าวขึ้นก่อน “เมื่อพวกเราไปถึงเมืองหนิงเปียนแล้ว ข้าจะเขียนจดหมายมาหาท่านนะ อาอิ๋ง”
“อื้อ! แล้วข้าจะรอจดหมายจากเจ้านะ ลี่ลี่” ตี๋ลี่เสวี่ยตอบรับ พร้อมทั้งสะอื้นในอก แล้วจึงตัดใจกล่าวถ้อยคำที่ยากที่สุดออกมา “ขอให้พวกท่านเดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ”
หนู่เอ๋อร์เจียง กู่ลี่น่า และเจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มจาง ก่อนจะทยอยกันขึ้นไปบนรถม้า
ตี๋ลี่เสวี่ยยืนมองรถม้าที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวจากไปพร้อมกับหัวใจที่รู้สึกราวกับถูกฉีกทึ้ง แรงสะอื้นในอกรุนแรงจนนางต้องประคองควบคุมลมหายใจ
จากนี้ไป นางต้องอยู่ให้ได้ด้วยตนเองตามลำพังเสียแล้ว…
ยามเช้าของวันถัดมา ก่อนที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกไปตรวจตราทหารตามปกติ อาซือหลันในร่างของ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ก็แต่งกายเรียบร้อยมิดชิด เพื่อที่จะได้ตามนางออกไปตรวจตราด้วยหากแต่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ยื่นชุดคลุมแขนยาวให้เขาด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านแต่งกายมิดชิดได้ดีแล้ว แต่ข้าคิดว่าท่านสวมชุดคลุมนี้อีกชั้นเถิด ประเดี๋ยวผิวของข้าจะดำเสียหมด”อาซือหลัน “...”แต่เดิมผิวเจ้าก็มิได้ขาวผ่องเป็นยองใยเช่นสาวชาวฮั่นอยู่แล้วนะ แต่ก็สวยคมเข้มเช่นชาวอุยกูร์อย่างเจ้า แบบนั้นต่างหากที่ข้าชอบ…ความคิดที่น่าตกใจแวบผ่านเข้ามาอีกครั้ง อาซือหลันได้แต่เบิกตากว้าง แต่ต้องรีบกลบเกลื่อนด้วยการรับเสื้อนั้นมาสวม ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะปฏิเสธอาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งพากันเดินออกจากกระโจมหลัก หลังจากที่ตรวจตราเหล่าทหารเรียบร้อยแล้ว อาซือหลันจึงให้คนสนิทจัดเตรียมลานฝึกซ้อมส่วนตัว เพื่อให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ฝึกซ้อมดาบกับเขาอีกครั้งยามนี้คนสนิททั้งสามคนของอาซือหลันล้วนรู้เรื่องการสลับร่างของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว บาคียาร์จึงได้ใช้ผ้าผืนใหญ่มาขึงเ
“ระวัง!!”ในเสี้ยวพริบตาที่มือสังหารพุ่งเข้ามากรีดอากาศด้วยมีดสั้น อาซือหลันที่อยู่ในร่างของตี๋ลี่เสวี่ยก็ฉวยดาบของอาซือหลันออกจากฝักอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในใจจะกรีดร้องว่ามันหนักมากก็ตามเขาใช้พลังทั้งหมดที่มีในร่างบอบบางแทงสวนกลับไปยังลำตัวของคนร้ายอย่างแม่นยำและรุนแรง!ฉึก!! เสียงคมมีดเสียดแทงเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายเสียงดัง!คนร้ายล้มลงทันทีพร้อมกับมีดสั้นที่หลุดจากมือ เป็นจังหวะเดียวกับที่อาซือหลันใช้มืออีกข้างจับข้อมือหนาของ ‘อาซือหลัน’ ตวัดรั้งร่างกำยำเข้ามาในอ้อมแขนราวกับต้องการปกป้องอีกฝ่ายให้พ้นจากอันตรายทหารที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในบริเวณนั้นต่างตกตะลึงจนนิ่งงัน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด โดยเฉพาะภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าร่างสูงใหญ่กำยำของท่านแม่ทัพกำลังตกอยู่ในอ้อมแขนบอบบางของฮูหยิน โดยที่มือข้างหนึ่งของฮูหยินยังคงกำดาบที่เปื้อนเลือดของมือสังหารไว้อยู่ทหารแต่ละนายล้วนอ้าปากค้างกับภาพที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็น “!!!”ไม่ใช่เพียงคนสนิทและทหารที่ตกตะลึง ‘อาซือหลัน&rsq
น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงเร้นไปด้วยไอสังหารและอำนาจสะกดขวัญที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีนั้น เปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางใจของมู่หนี่ลา จนร่างทั้งร่างของนางเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ห้วงจังหวะหัวใจพลันสะดุดกึกด้วยความหวาดหวั่น... น้ำเสียงที่ทรงพลังและเยือกเย็นถึงเพียงนี้ เหตุใดนางจะจำไม่ได้กัน!!แม่ทัพใหญ่เย่! เย่อี้หมิง!!พญามัจจุราชแห่งสมรภูมิ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพชาวฮั่นที่ประจำการ ณ เมืองหนิงเปียนแห่งแคว้นต้าจิ้ง ชายผู้มีฐานะอันสูงส่งเกินกว่าที่ใครจะกล้าต่อกรนอกจากจะเป็นเจ้าตระกูลเย่ ตระกูลแม่ทัพที่สืบทอดสายเลือดนักรบปกป้องแผ่นดินมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เขายังมีฐานะเป็นถึงพระมาตุลาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และเป็นอนุชาสุดที่รักของเย่ไทเฮา ผู้กุมอำนาจกึ่งหนึ่งของราชสำนัก!!แม่ทัพใหญ่เย่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนมานานเกือบสิบปี โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สาเหตุว่าเขาขอย้ายตนเองมาประจำการที่เมืองชายแดนอันห่างไกลเช่นนี้ทำไมด้วยความที่เขาเป็นถึงเจ้าตระกูลเย่และเป็นอนุชาเพียงคนเดียวของเย่ไทเฮา แล้วเหตุใดจึงต้องมาทนทรมานกายที่ชา
“ตายแล้ว! อาซือหลันตายแล้ว!!” เสียงสาวใช้ในเรือนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานในห้องด้วยสีหน้ายินดีปรีดา “สำเร็จแล้วเจ้าค่ะ! คนของเราส่งข่าวกลับมาบอกว่าอาซือหลันตายแล้ว!”ดวงตาของผู้ที่ได้รับรายงานเปล่งประกายแห่งชัยชนะเจือความอำมหิต ก่อนจะหัวเราะเสียงแหลมออกมาอย่างควบคุมไม่ได้“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ในที่สุด! ในที่สุดข้าก็สามารถฆ่าอาซือหลันได้สักที! เพราะมัน! มันจึงทำให้ข้าต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้!” เจ้าของเรือนผุดลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ สองมือกำแน่นใต้ชายแขนเสื้อ“ใช่แล้วเจ้าค่ะ! เพราะอาซือหลันยกทัพมาบุกตีเผ่าของเราจนแตกพ่าย หากนายท่านมาห์มุดไม่ยอมจำนนและยกท่านให้เป็นอนุของมัน มันก็คงไม่เลิกรา” กาซีพูดออกมาด้วยความคับแค้นใจดวงตาของมู่หนี่ลาฉายแววเหี้ยมเกรียม เชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง “สามปี! สามปีที่ข้าต้องอดทนอยู่ในจวน ยอมเสียสละเรือนร่างให้มันเชยชม แสร้งทำเป็นว่ารักทั้งที่ขยะแขยงสัมผัสของมันเป็นยิ่งนัก!”“บุตรสาวหัวหน้าเผ่าคาร์ลุกอย่างข้าน่ะหรือ? จำต้องมาเป็นอนุในจวนผู้อื่น สิ่งนี้คู่ควรกับข้าหรือ
แม้ว่าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกอาการงอแงเพราะนอนไม่พอไปบ้าง แต่สุดท้ายก็จำต้องลุกขึ้นตามแรงลากจูงของอาซือหลัน เพื่อไปเดินตรวจตราลานฝึกซ้อมตามหน้าที่ของแม่ทัพใหญ่อยู่ดีกลางลานฝึกซ้อมของค่ายเหยี่ยวดำ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบร่างของทหารม้าหลายสิบนายที่กำลังเปลือยกายท่อนบนฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคล่องตัวผิวกายส่วนบนของพวกเขามีสีแทนเข้มจากการกรำแดดและลมหนาวมานานหลายปี เหงื่อไหลอาบเป็นทางลงไปตามร่องกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ชัดเจนจนมันวาวราวกับทาด้วยน้ำมันกล้ามเนื้อแต่ละมัดที่ต้นแขนและไหล่ เกร็งกระตุกและยืดหดตัวทุกครั้งที่พวกเขาเหวี่ยงดาบหนัก หรือยกกระสอบทรายขนาดใหญ่เสียง ‘ฮึบ’ จากการออกแรงดังสลับกับเสียงกระทบของโลหะและหนังที่ใช้ในการฝึกซ้อม ทั่วร่างของหลายคนมีรอยแผลเป็นสีจาง ๆ พาดผ่านหน้าอกและซี่โครงในระหว่างที่พวกเขากำลังเดินผ่านนั้น ดวงตาคู่คมของ ‘อาซือหลัน’ ก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันทีด้วยความสนใจในเรือนร่างกำยำของบุรุษนักรบ“อื้อหืม...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดลากเสียงในลำคอไม่ได้ พร้อมทั้งกลืนน้
จากการประชุมในช่วงสายวันนั้น ทำให้อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งทราบความคืบหน้าในหลายประเด็น โดยหมอทหารได้รายงานว่าทหารส่วนใหญ่ที่ถูกพิษได้รับการรักษาทันท่วงที เพียงแค่พักฟื้นก็หายดีดังเดิม โดยทหารที่มีอาการสาหัสนั้น มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นส่วนเรื่องเสบียง จากเดิมที่ได้มีการขนส่งเสบียงไปที่แนวหน้าแล้วเมื่อวาน ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนเสบียงของด่านหน้าไปได้มาก นอกจากนี้ ทางเผ่าคีตันเอง ซุลฟิการ์ก็ได้สั่งให้กองทัพล่าถอยออกจากเขตชายแดนเป็นที่เรียบร้อยแล้วสายที่ส่งไปสืบที่กองทัพของเผ่าบาสมิลกลับมารายงานว่า อิสกันดาร์ ผู้นำของเผ่าบาสมิลเดือดดาลไม่น้อยที่อยู่ ๆ ซุลฟิการ์ก็กลับลำ ไม่ยอมให้ความร่วมมือมาสนับสนุนกองทัพ เขาจึงต้องระดมพลในเผ่าใหม่อีกครั้งเป็นจำนวนมากและจากที่สายสังเกตเห็น ก็พบว่ารายการเสบียง อาวุธ ยา และม้าศึกที่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งกำลังตามหาว่าหายไปจากค่ายทหารได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านั้นล้วนแต่ปรากฏอยู่ในค่ายทหารของเผ่าบาสมิลทั้งสิ้นเพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าทั้งจวนแม่ทัพและค่ายทหารของเขาล้วนแต่มีไส้ศึกซ่อนอยู่ทั้งนั้น ดวงตากลมโตของอาซือหลันเ
เช้าตรู่วันที่สองของการเริ่มต้นชีวิตในฐานะชายาเอกแห่งจวนแม่ทัพมาถึง พร้อมกับบรรยากาศที่กดดันเกินบรรยาย แสงแดดรำไรที่พยายามสาดส่องผ่านม่านหมอกยามเช้ายังคงเย็นเยียบและมัวซัว ราวกับจะเตือนถึงมรสุมที่ยังไม่สงบลงเจิ่งเสวี่ยอิ๋งลุกขึ้นจากเตียงนอนด้วยความระมัดระวัง นางบรรจงสวมใส่ชุดที่ผ่านการเลื
เช้าวันที่สามตามธรรมเนียมของจงหยวนคือวันกลับเรือนเยี่ยมญาติของเจ้าสาว เจิ่งเสวี่ยอิ๋งตื่นแต่เช้ามาสวมชุดที่เรียบร้อยและสง่างามตามธรรมเนียม เพื่อเตรียมตัวกลับไปเยี่ยมหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าที่จวนอันจวี๋นางยืนรออาซือหลันอยู่ที่ลานเรือนจวิ้นเหอ โดยมีหีบของขวัญหลายสิบหีบวางอยู่เคียงข้าง ข
ยามบ่ายเข้ามาถึงอย่างรวดเร็ว ความอับอายจากเรื่องเมื่อเช้ายังคงเป็นตะกอนอยู่ในใจของเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง แต่นางกลับไม่มีเวลาให้จมอยู่กับความรู้สึกนั้นนานนักเพราะว่านเฟยลี่ก็มาปรากฏตัวที่เรือนจวิ้นเหอ พร้อมกับสาวใช้อีกสองคนและกองบัญชีสูงใหญ่ว่านเฟยลี่ส่งยิ้มเล็กน้อยอย่างอ่อนเพลีย “พี่หญิง
ว่านเฟยลี่เห็นว่าวันนี้ บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว จึงได้ลุกขึ้น เตรียมกล่าวลา “เป็นความผิดของน้องเองที่ไม่สั่งสอนสาวใช้ให้ดี เช่นนั้น ข้าขอพาเมี่ยวจินกลับไปอบรม แล้วจะส่งนางมาดูแลพี่หญิงใหม่นะเจ้าคะ”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยักหน้าอนุญาต ก่อนที่จะก้มหน้าหน้าตรวจสอบบัญชีในมือต่อ ในขณะที่ว่านเฟยลี่เดินน







