LOGINตี๋ลี่เสวี่ยครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจ หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว “ลุกขึ้นเถิด อาอิ๋ง”
“ลี่ลี่” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเรียกอีกฝ่ายเสียงแผ่วด้วยความหวั่นใจ เพราะนางไม่รู้เลยว่าคนตรงหน้าจะตัดสินใจเช่นไร
“ข้า... ข้าตกลงตามที่เจ้าขอแล้ว”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ในพริบตานั้น นางรู้ว่านางได้ ‘ซื้อ’ ชีวิตใหม่มาด้วยศักดิ์ศรีทั้งหมดที่นางมีในฐานะคุณหนูแล้ว
“ข้าสัญญานะ ลี่ลี่...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งย้ำคำเดิม “ข้าจะดูแลร่างของเจ้าและท่านลุงท่านป้าอย่างดีที่สุด”
ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าเล็กน้อยอย่างจำยอม “อื้อ ข้าเชื่อท่าน...”
พวกนางนับว่าเป็นสหายกันมานานนับสิบปี เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเป็นคนเช่นไร เหตุใดตี๋ลี่เสวี่ยจะไม่รู้...
แม้ว่าร่างกายของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะบอบบางอ่อนแอ หากแต่แท้จริงแล้ว นางไม่ใช่คนอ่อนแอเลยแม้แต่น้อย...
“เอาเถิด เอาเถิด...” ตี๋ลี่เสวี่ยโบกมือตัดบท “ท่านก็ลุกขึ้นมาเถอะ... ท่านคงไม่คิดที่จะทำให้ร่างของข้าเจ็บเข่าและหน้าผากปูดโปนอยู่เช่นนั้นหรอกนะ”
“อ๊ะ! ข้าขอโทษ” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งรีบลุกขึ้นด้วยความดีใจ นางรีบก้มลงไปดูแผลที่หัวเข่า ก่อนจะหยิบคันฉ่องมาส่องหน้าผากที่แดงเป็นแถบ “ประเดี๋ยวข้าจะหายามาทานะ ลี่ลี่”
“อื้อ” ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าอย่างขอไปที แล้วจึงทรุดตัวลงนั่งบนเตียงอย่างหมดแรง
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเห็นท่าทางหงอยเหงาของสหายเช่นนั้นแล้วก็ได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น
ข้อเสนอในวันนี้ล้วนมีแต่นางที่ได้รับผลประโยชน์ เป็นเพราะนางหวังที่จะหลีกหนีออกจากจวนโหวที่โหดร้ายเช่นนี้ เพื่อไปสู่อิสระที่เมืองหนิงเปียน รายล้อมด้วยความรักของบิดามารดา
กลับเป็นตี๋ลี่เสวี่ยที่จะต้องมาทนทุกข์อยู่ในชีวิตเศร้าสร้อยของนางแทน...
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งทิ้งตัวลงนั่งข้างกายตี๋ลี่เสวี่ย กางสองแขนโอบกอดร่างของตัวเองเข้ามากอดแนบแน่น ก่อนจะเอ่ยขอโทษเสียงเบา “ขอโทษนะ ลี่ลี่...”
“ท่านจะขอโทษข้าด้วยเหตุใด?” ตี๋ลี่เสวี่ยย้อนถาม ในขณะที่ซุกซบในอ้อมแขนของอีกฝ่าย “หรือว่าท่านรู้ว่าพวกเราสลับร่างกันด้วยเหตุใด?”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งหลับตา เม้มริมฝีปากแน่น จิตใต้สำนึกต่างต่อสู้กันอย่างหนักว่านางควรจะบอกความจริงกับสหายดีหรือไม่ จนสุดท้าย... คำที่หลุดออกจากปากคือ “ข้าไม่รู้...”
ขอโทษนะ ลี่ลี่...
ขอโทษที่ข้าเห็นแก่ตัว ข้ารู้ว่ามันเป็นเพราะจี้หยกของอี๋เหนียง แต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขแบบไหน? จึงจะแผลงฤทธิ์ทำให้พวกเราสลับร่างกันได้...
ขอโทษที่ข้าหวาดกลัว กลัวว่าหากเจ้ารู้ว่าเป็นเพราะจี้หยกนี้ แล้วเจ้าจะเร่งทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เราสลับร่างกลับมาใช้ชีวิตเฉกเช่นเดิม
ขอโทษนะ ขอโทษจริง ๆ ...
“เฮ้อ... เอาเถิด แต่ละคนย่อมมีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเอง” ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจอย่างปลงตก เริ่มที่จะยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น
“บางทีการที่เราสองคนสลับร่างกัน มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราแล้วก็ได้ เพียงแต่ในวันนี้เรายังไม่รู้เหตุผลนั่นก็เท่านั้นเอง เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นไปตามพระประสงค์ของอัลลอฮ์ผู้ทรงรอบรู้ และเราจะเข้าใจมันในสักวันหนึ่ง”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งคิดตาม ก่อนที่จะพยักหน้ารับคำ
ใช่ สักวัน เราคงจะรู้ว่าเหตุใดพวกเราจึงได้สลับร่างกัน ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์ตกน้ำเช่นเมื่อคืนเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่าครั้งนี้ที่ดันเกิดเหตุการณ์สลับร่างกันขึ้นมา
ดังนั้น อุบัติเหตุตกน้ำจึงไม่น่าจะเป็นเงื่อนไขของการสลับร่าง แล้วสิ่งใดเล่าที่เป็นเงื่อนไข?
เพราะเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้ นางจึงไม่อยากจะสร้างความหวังอื่นใดแก่ตี๋ลี่เสวี่ย
“แล้ว...” ตี๋ลี่เสวี่ยลากเสียง แลบลิ้นเลียริมฝีปากช้า ๆ “เช่นนั้น เราจะทำอย่างไรกันต่อดีเล่า?”
ยามเช้าของวันถัดมา ก่อนที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกไปตรวจตราทหารตามปกติ อาซือหลันในร่างของ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ก็แต่งกายเรียบร้อยมิดชิด เพื่อที่จะได้ตามนางออกไปตรวจตราด้วยหากแต่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ยื่นชุดคลุมแขนยาวให้เขาด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านแต่งกายมิดชิดได้ดีแล้ว แต่ข้าคิดว่าท่านสวมชุดคลุมนี้อีกชั้นเถิด ประเดี๋ยวผิวของข้าจะดำเสียหมด”อาซือหลัน “...”แต่เดิมผิวเจ้าก็มิได้ขาวผ่องเป็นยองใยเช่นสาวชาวฮั่นอยู่แล้วนะ แต่ก็สวยคมเข้มเช่นชาวอุยกูร์อย่างเจ้า แบบนั้นต่างหากที่ข้าชอบ…ความคิดที่น่าตกใจแวบผ่านเข้ามาอีกครั้ง อาซือหลันได้แต่เบิกตากว้าง แต่ต้องรีบกลบเกลื่อนด้วยการรับเสื้อนั้นมาสวม ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะปฏิเสธอาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งพากันเดินออกจากกระโจมหลัก หลังจากที่ตรวจตราเหล่าทหารเรียบร้อยแล้ว อาซือหลันจึงให้คนสนิทจัดเตรียมลานฝึกซ้อมส่วนตัว เพื่อให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ฝึกซ้อมดาบกับเขาอีกครั้งยามนี้คนสนิททั้งสามคนของอาซือหลันล้วนรู้เรื่องการสลับร่างของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว บาคียาร์จึงได้ใช้ผ้าผืนใหญ่มาขึงเ
“ระวัง!!”ในเสี้ยวพริบตาที่มือสังหารพุ่งเข้ามากรีดอากาศด้วยมีดสั้น อาซือหลันที่อยู่ในร่างของตี๋ลี่เสวี่ยก็ฉวยดาบของอาซือหลันออกจากฝักอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในใจจะกรีดร้องว่ามันหนักมากก็ตามเขาใช้พลังทั้งหมดที่มีในร่างบอบบางแทงสวนกลับไปยังลำตัวของคนร้ายอย่างแม่นยำและรุนแรง!ฉึก!! เสียงคมมีดเสียดแทงเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายเสียงดัง!คนร้ายล้มลงทันทีพร้อมกับมีดสั้นที่หลุดจากมือ เป็นจังหวะเดียวกับที่อาซือหลันใช้มืออีกข้างจับข้อมือหนาของ ‘อาซือหลัน’ ตวัดรั้งร่างกำยำเข้ามาในอ้อมแขนราวกับต้องการปกป้องอีกฝ่ายให้พ้นจากอันตรายทหารที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในบริเวณนั้นต่างตกตะลึงจนนิ่งงัน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด โดยเฉพาะภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าร่างสูงใหญ่กำยำของท่านแม่ทัพกำลังตกอยู่ในอ้อมแขนบอบบางของฮูหยิน โดยที่มือข้างหนึ่งของฮูหยินยังคงกำดาบที่เปื้อนเลือดของมือสังหารไว้อยู่ทหารแต่ละนายล้วนอ้าปากค้างกับภาพที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็น “!!!”ไม่ใช่เพียงคนสนิทและทหารที่ตกตะลึง ‘อาซือหลัน&rsq
น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงเร้นไปด้วยไอสังหารและอำนาจสะกดขวัญที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีนั้น เปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางใจของมู่หนี่ลา จนร่างทั้งร่างของนางเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ห้วงจังหวะหัวใจพลันสะดุดกึกด้วยความหวาดหวั่น... น้ำเสียงที่ทรงพลังและเยือกเย็นถึงเพียงนี้ เหตุใดนางจะจำไม่ได้กัน!!แม่ทัพใหญ่เย่! เย่อี้หมิง!!พญามัจจุราชแห่งสมรภูมิ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพชาวฮั่นที่ประจำการ ณ เมืองหนิงเปียนแห่งแคว้นต้าจิ้ง ชายผู้มีฐานะอันสูงส่งเกินกว่าที่ใครจะกล้าต่อกรนอกจากจะเป็นเจ้าตระกูลเย่ ตระกูลแม่ทัพที่สืบทอดสายเลือดนักรบปกป้องแผ่นดินมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เขายังมีฐานะเป็นถึงพระมาตุลาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และเป็นอนุชาสุดที่รักของเย่ไทเฮา ผู้กุมอำนาจกึ่งหนึ่งของราชสำนัก!!แม่ทัพใหญ่เย่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนมานานเกือบสิบปี โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สาเหตุว่าเขาขอย้ายตนเองมาประจำการที่เมืองชายแดนอันห่างไกลเช่นนี้ทำไมด้วยความที่เขาเป็นถึงเจ้าตระกูลเย่และเป็นอนุชาเพียงคนเดียวของเย่ไทเฮา แล้วเหตุใดจึงต้องมาทนทรมานกายที่ชา
“ตายแล้ว! อาซือหลันตายแล้ว!!” เสียงสาวใช้ในเรือนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานในห้องด้วยสีหน้ายินดีปรีดา “สำเร็จแล้วเจ้าค่ะ! คนของเราส่งข่าวกลับมาบอกว่าอาซือหลันตายแล้ว!”ดวงตาของผู้ที่ได้รับรายงานเปล่งประกายแห่งชัยชนะเจือความอำมหิต ก่อนจะหัวเราะเสียงแหลมออกมาอย่างควบคุมไม่ได้“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ในที่สุด! ในที่สุดข้าก็สามารถฆ่าอาซือหลันได้สักที! เพราะมัน! มันจึงทำให้ข้าต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้!” เจ้าของเรือนผุดลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ สองมือกำแน่นใต้ชายแขนเสื้อ“ใช่แล้วเจ้าค่ะ! เพราะอาซือหลันยกทัพมาบุกตีเผ่าของเราจนแตกพ่าย หากนายท่านมาห์มุดไม่ยอมจำนนและยกท่านให้เป็นอนุของมัน มันก็คงไม่เลิกรา” กาซีพูดออกมาด้วยความคับแค้นใจดวงตาของมู่หนี่ลาฉายแววเหี้ยมเกรียม เชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง “สามปี! สามปีที่ข้าต้องอดทนอยู่ในจวน ยอมเสียสละเรือนร่างให้มันเชยชม แสร้งทำเป็นว่ารักทั้งที่ขยะแขยงสัมผัสของมันเป็นยิ่งนัก!”“บุตรสาวหัวหน้าเผ่าคาร์ลุกอย่างข้าน่ะหรือ? จำต้องมาเป็นอนุในจวนผู้อื่น สิ่งนี้คู่ควรกับข้าหรือ
แม้ว่าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกอาการงอแงเพราะนอนไม่พอไปบ้าง แต่สุดท้ายก็จำต้องลุกขึ้นตามแรงลากจูงของอาซือหลัน เพื่อไปเดินตรวจตราลานฝึกซ้อมตามหน้าที่ของแม่ทัพใหญ่อยู่ดีกลางลานฝึกซ้อมของค่ายเหยี่ยวดำ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบร่างของทหารม้าหลายสิบนายที่กำลังเปลือยกายท่อนบนฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคล่องตัวผิวกายส่วนบนของพวกเขามีสีแทนเข้มจากการกรำแดดและลมหนาวมานานหลายปี เหงื่อไหลอาบเป็นทางลงไปตามร่องกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ชัดเจนจนมันวาวราวกับทาด้วยน้ำมันกล้ามเนื้อแต่ละมัดที่ต้นแขนและไหล่ เกร็งกระตุกและยืดหดตัวทุกครั้งที่พวกเขาเหวี่ยงดาบหนัก หรือยกกระสอบทรายขนาดใหญ่เสียง ‘ฮึบ’ จากการออกแรงดังสลับกับเสียงกระทบของโลหะและหนังที่ใช้ในการฝึกซ้อม ทั่วร่างของหลายคนมีรอยแผลเป็นสีจาง ๆ พาดผ่านหน้าอกและซี่โครงในระหว่างที่พวกเขากำลังเดินผ่านนั้น ดวงตาคู่คมของ ‘อาซือหลัน’ ก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันทีด้วยความสนใจในเรือนร่างกำยำของบุรุษนักรบ“อื้อหืม...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดลากเสียงในลำคอไม่ได้ พร้อมทั้งกลืนน้
จากการประชุมในช่วงสายวันนั้น ทำให้อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งทราบความคืบหน้าในหลายประเด็น โดยหมอทหารได้รายงานว่าทหารส่วนใหญ่ที่ถูกพิษได้รับการรักษาทันท่วงที เพียงแค่พักฟื้นก็หายดีดังเดิม โดยทหารที่มีอาการสาหัสนั้น มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นส่วนเรื่องเสบียง จากเดิมที่ได้มีการขนส่งเสบียงไปที่แนวหน้าแล้วเมื่อวาน ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนเสบียงของด่านหน้าไปได้มาก นอกจากนี้ ทางเผ่าคีตันเอง ซุลฟิการ์ก็ได้สั่งให้กองทัพล่าถอยออกจากเขตชายแดนเป็นที่เรียบร้อยแล้วสายที่ส่งไปสืบที่กองทัพของเผ่าบาสมิลกลับมารายงานว่า อิสกันดาร์ ผู้นำของเผ่าบาสมิลเดือดดาลไม่น้อยที่อยู่ ๆ ซุลฟิการ์ก็กลับลำ ไม่ยอมให้ความร่วมมือมาสนับสนุนกองทัพ เขาจึงต้องระดมพลในเผ่าใหม่อีกครั้งเป็นจำนวนมากและจากที่สายสังเกตเห็น ก็พบว่ารายการเสบียง อาวุธ ยา และม้าศึกที่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งกำลังตามหาว่าหายไปจากค่ายทหารได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านั้นล้วนแต่ปรากฏอยู่ในค่ายทหารของเผ่าบาสมิลทั้งสิ้นเพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าทั้งจวนแม่ทัพและค่ายทหารของเขาล้วนแต่มีไส้ศึกซ่อนอยู่ทั้งนั้น ดวงตากลมโตของอาซือหลันเ
เช้าวันที่สามตามธรรมเนียมของจงหยวนคือวันกลับเรือนเยี่ยมญาติของเจ้าสาว เจิ่งเสวี่ยอิ๋งตื่นแต่เช้ามาสวมชุดที่เรียบร้อยและสง่างามตามธรรมเนียม เพื่อเตรียมตัวกลับไปเยี่ยมหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าที่จวนอันจวี๋นางยืนรออาซือหลันอยู่ที่ลานเรือนจวิ้นเหอ โดยมีหีบของขวัญหลายสิบหีบวางอยู่เคียงข้าง ข
ยามบ่ายเข้ามาถึงอย่างรวดเร็ว ความอับอายจากเรื่องเมื่อเช้ายังคงเป็นตะกอนอยู่ในใจของเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง แต่นางกลับไม่มีเวลาให้จมอยู่กับความรู้สึกนั้นนานนักเพราะว่านเฟยลี่ก็มาปรากฏตัวที่เรือนจวิ้นเหอ พร้อมกับสาวใช้อีกสองคนและกองบัญชีสูงใหญ่ว่านเฟยลี่ส่งยิ้มเล็กน้อยอย่างอ่อนเพลีย “พี่หญิง
ว่านเฟยลี่เห็นว่าวันนี้ บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว จึงได้ลุกขึ้น เตรียมกล่าวลา “เป็นความผิดของน้องเองที่ไม่สั่งสอนสาวใช้ให้ดี เช่นนั้น ข้าขอพาเมี่ยวจินกลับไปอบรม แล้วจะส่งนางมาดูแลพี่หญิงใหม่นะเจ้าคะ”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยักหน้าอนุญาต ก่อนที่จะก้มหน้าหน้าตรวจสอบบัญชีในมือต่อ ในขณะที่ว่านเฟยลี่เดินน
จวบจนกาลเวลาล่วงเข้ากลางยามโหย่ว บรรดาสาวใช้จัดเตรียมอาหารมื้อเย็นบนโต๊ะไม้แกะสลักขนาดใหญ่ ซึ่งถูกปูด้วยผ้าลินินสะอาดตาในเรือนจวิ้นเหออย่างเรียบร้อยในจวนแม่ทัพแห่งนี้ มีหัวหน้าแม่ครัวคอยควบคุมเรื่องอาหารทั้งแบบแคว้นต้าจิ้งและเผ่าอุยกูร์ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นเมื่อเช้า







