LOGINคำถามของตี๋ลี่เสวี่ย ทำให้สองดรุณีน้อยต้องมองตากันอีกคราว ก่อนจะหลุดหัวเราะแผ่วเบา
“อืม... ตอนนี้ ข้าคือเจ้า ส่วนเจ้าก็คือข้า อย่างแรก เราคงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คล้ายคลึงคนเดิมก่อนกระมัง” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งบอก ก่อนจะเห็นตี๋ลี่เสวี่ยกางแขนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงของตัวเองอย่างหมดแรง
“ท่านจะให้ข้าแสร้งวางตัวเรียบร้อยอ่อนโยนอย่างนั้นหรือ?” ตี๋ลี่เสวี่ยถามด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “มันมิใช่ตัวข้าเลยแม้แต่น้อย”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเห็นเช่นนั้นก็เลียนแบบท่าทางของสหาย กางแขนแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียงข้างกัน “ส่วนเจ้าก็จะให้ข้าแสร้งวางตัวท้าตีท้าต่อยกับผู้อื่นอย่างนั้นหรือ? มันก็มิใช่ตัวข้าเลยแม้แต่น้อย”
“อุ๊บ! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” สองสหายหัวเราะเริงร่า เมื่อถูกอีกฝ่ายหยอกเย้าถึงพฤติกรรมส่วนตัว
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งหัวเราะจนเสียงสั่นเครือ ก่อนจะถอนหายใจ “เจ้ามิจำเป็นต้องเรียบร้อยอ่อนโยนหรอก แต่เดิมข้าก็มิใช่แม่นางเช่นนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่สุขภาพและฐานะของข้า มันจำเป็นต้องโอนอ่อนตามผู้อื่น”
“หากไม่โอนอ่อน แล้วไปฟ้องท่านพ่อ ก็มิวายโดนพี่หญิงใหญ่รังแกหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ ข้าจึงต้องจำยอมอยู่เช่นนั้น เพราะรู้ดีว่าต่อให้ฟ้องไปก็ไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น”
“แต่ในยามนี้ สุขภาพของข้าดีขึ้นมากแล้ว และตัวข้าในตอนนี้ก็เป็นของเจ้าแล้ว เจ้าปรารถนาที่จะทำสิ่งใด เจ้าก็ทำได้อย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย”
ตี๋ลี่เสวี่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจในคำอนุญาตของเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง “ท่านก็เช่นกัน... ยามนี้ ท่านเป็นชาวอุยกูร์แล้ว พวกเรารักอิสระ เลือกกระทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเปิดเผย ท่านสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสรเสรี ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงกรอบประเพณีเช่นแม่นางในห้องหออีกต่อไปแล้ว”
“อื้อ!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพยักหน้ารับ “จริงสิ... พวกเครื่องประดับและตั๋วเงินทั้งหมดที่ข้ามี ข้ายกให้เจ้าทั้งหมดเลยนะ”
“หื้ม?” ตี๋ลี่เสวี่ยถึงกับลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะหมุนตัวมามองสหายที่นอนเล่นอยู่บนเตียง “ท่านจะไม่เอาพวกของมีค่าเหล่านั้นไปเลยหรือ?”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งยกยิ้มย้อนถาม “ยามนี้ ข้าเป็นชาวอุยกูร์นะ แล้วข้าจะเอาเครื่องประดับของสาวในเมืองหลวงไปด้วยเหตุใด เจ้าต่างหากที่ยังต้องอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ เครื่องประดับและตั๋วเงินเหล่านั้นมีความจำเป็นสำหรับเจ้ามากกว่าข้านะ”
ตี๋ลี่เสวี่ยคิดตามก็เห็นด้วย “ได้ เช่นนั้น ข้าก็จะรับไว้”
“อ๊ะ! แต่ว่าข้าจะขอของจากเจ้าหนึ่งชิ้น” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งยันกายลุกขึ้นนั่งด้วยเช่นกัน ก่อนจะยกนิ้วชี้ไปที่คอของอีกฝ่าย “ข้าอยากจะขอจี้หยกของอี๋เหนียงของข้าน่ะ”
ตี๋ลี่เสวี่ยก้มลงมองสาบเสื้อชั้นใน “อ่อ! จริงด้วย จี้หยกนี้เป็นของอนุอวี้ อี๋เหนียงของท่านนี่เนอะ”
ตี๋ลี่เสวี่ยถอดจี้หยกนั้นส่งให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอย่างว่าง่าย
“ขอบใจนะ ลี่ลี่” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งบอก พร้อมรับจี้หยกนั้นมาถือไว้ แวบหนึ่งที่ปลายนิ้วลูบผ่านหยกเนื้อละเอียด เจิ่งเสวี่ยอิ๋งสัมผัสได้ถึงรอยแตกร้าวเล็ก ๆ ที่พาดผ่านกลางจี้หยกกลมกลึง
จี้หยกมีรอยร้าวได้อย่างไร? ตั้งแต่วัยเยาว์ แม้ว่านางจะมิได้ทะนุถนอมจี้หยกนี้มากเท่าใด แต่รอยบิ่นเล็ก ๆ ก็ยังไม่เคยปรากฏ หากแต่ผ่านไปเพียงแค่คืนเดียว กลับมีรอยร้าวขึ้นมาเสียอย่างนั้น
‘…มันมีพลังจำกัดเพียงสามครั้งเท่านั้น…’
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งหลุบตาลงครุ่นคิด หรือว่ารอยร้าวที่เกิดขึ้นจะเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่ทำให้รู้ว่าได้มีการใช้งานไปแล้ว? และตอนนี้ นางก็ได้ใช้งานจี้หยกนี้ไปแล้วหนึ่งครั้ง...
“อาอิ๋ง?” ตี๋ลี่เสวี่ยเอ่ยเรียก เมื่อเห็นว่าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเงียบไป “มีอันใดรึ? ข้าเก็บจี้หยกของท่านไม่ดีหรือ?”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งส่ายหน้า ก่อนจะสวมใส่จี้หยกนั้นไว้ที่คอของตนเองเหมือนเดิม “จริงสิ ตัวเจ้าเองก็มีตั๋วเงินอยู่มิใช่รึ? เจ้าจงเอาไปด้วยเถิด”
“ได้อย่างไรกัน ท่านมอบของมีค่าทั้งหมดของท่านให้แก่ข้าไปแล้วนะ หากข้ายังเอาของของข้ามาอีก จะไม่กลายเป็นว่าท่านไม่มีเงินติดตัวเลยนะ”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเอียงคอตอบยิ้ม ๆ “เจ้ายังต้องอยู่เมืองหลวง ของมีค่ามากมายเพียงใดก็ไม่พอใช้หรอก ข้ากำลังจะไปเมืองชายแดน อีกทั้งยังกำลังจะได้แต่งงาน อย่างไรพวกเขาก็คงไม่ปล่อยให้ข้าอดตายหรอก เจ้าว่าจริงหรือไม่?”
วันเวลาผ่านไป จนกระทั่งมาถึงวันแต่งงานของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งและอาซือหลัน ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งมาถึงเมืองหนิงเปียน นางยังไม่เคยได้พบหน้าอาซือหลัน คู่หมั้นของตนเลยแม้แต่ครั้งเดียวหากแต่มีหีบของขวัญ เครื่องประดับ และเสื้อผ้าอาภรณ์มาส่งที่จวนอันจวี๋มิได้ขาดในนามว่าที่สามีของนาง ด้วยข้ออ้างที่ว่าแม่ทัพอาซือหลันติดภารกิจทางการทหารเร่งด่วนจึงไม่อาจปลีกตัวมาได้ และต้องเร่งภารกิจให้เสร็จสิ้นก่อนวันวิวาห์ดังนั้น ต้าปาถู หนู่เอ๋อร์เจียง และกู่ลี่น่าจึงเข้ามาเป็นเจ้าภาพคอยจัดแจงงานทุกอย่างอย่างเต็มตัว โดยพวกเขาตกลงกันว่าจะจัดงานเป็นสามช่วงหลัก คือ พิธีต้อนรับเจ้าสาวแบบจงหยวน พิธีนิกะห์ตามศาสนาของอุยกูร์ และพิธีทางการและงานเลี้ยงตอนค่ำแม้ว่าทั้งสองครอบครัวจะเป็นชาวอุยกูร์ หากแต่สถานะทางสังคมทางฝ่ายเจ้าบ่าวที่กึ่งรับราชการกับทางแคว้นต้าจิ้ง และมีผู้เข้าร่วมแสดงความยินดีในงานหลากหลายชนเผ่า ดังนั้น งานแต่งงานของอาซือหลันจึงจำเป็นต้องจัดแบบครบทุกพิธีการ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับแขกผู้มาเยือนทุกคนชุดเจ้าสาวของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้รับการสั่งทำข
ขบวนรถม้าของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ผ่านซุ้มประตูเมืองหนิงเปียน ทิ้งความอึกทึกครึกโครมของการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ไว้เบื้องหลังเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในร่างของตี๋ลี่เสวี่ยอดไม่ได้ที่จะเลื่อนม่านหน้าต่างออกมามองสองข้างทางอย่างตื่นเต้นนี่คือชีวิตที่นางได้เลือกไว้แล้ว โดยแลกกับการทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เพื่อเริ่มต้นใหม่ และนี่คือดินแดนแห่งใหม่ที่นางใฝ่ฝัน!เมืองหนิงเปียนไม่ได้เป็นเมืองที่มีบรรยากาศเคร่งขรึมหรือต้องระมัดระวังสงวนวาจาท่าทางให้อยู่ในกรอบคุณธรรมอันดีเฉกเช่นที่เมืองหลวง แต่ที่นี่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวเสียงตะโกนห้าว ๆ เพื่อขายเนื้อแกะย่างของพ่อค้าชาวอุยกูร์ดังสลับกับสำเนียงจงหยวนที่กำลังต่อรองราคาผ้าไหมอย่างสนุกสนาน สองข้างทางเต็มไปด้วยภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจผ้าไหมหรูหราจากเมืองหลวงถูกวางเคียงคู่กับเครื่องเทศสีสันสดใสจากดินแดนตะวันตก และพรมทอขนสัตว์หนานุ่มจากชนเผ่าต่าง ๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง แล้วนำมาวางขายแลกเปลี่ยนกันชาวเมืองสวมเสื้อผ้าที่ผสมผสานกันอย่างอิสระ ทั้งชุดยาวแบบจงหยวนและเสื้อคลุมขนสั
เสียงของจาฟฟาร์ร้องบอกขึ้นนอกรถม้า เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นดีใจรีบเลิกม่านขึ้นมาทันใด ในขณะที่กู่ลี่น่าตรวจสอบความเรียบร้อยของผ้าคลุมผมอีกครั้ง “ดิลลี่ เจ้าติดดอปป้าดีแล้วรึ?”“ดีแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งรีบตอบด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองบรรยากาศที่นอกรถม้าต่ออย่างสนอกสนใจขบวนคุ้มกันเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ จนมาหยุดที่หน้ากำแพงเมืองหนิงเปียน ทันทีที่ล้อเกวียนหยุดลง กลองศึกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนป้อมปราการก็ถูกตีขึ้นมาสามครั้งตึง! ตึง! ตึง!เบื้องหน้าประตูเมืองหนิงเปียน ปรากฏขบวนทหารม้าและหน่วยองครักษ์ในชุดเกราะที่สะอาดตาและเครื่องแบบแบบอุยกูร์ผสมจงหยวนอย่างสง่างามแม่ทัพต้าปาถู ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่และมีเคราดกดำแบบชายชาวอุยกูร์ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลาง เขาสวมชุดแม่ทัพที่เต็มยศ แสดงถึงอำนาจและเกียรติยศที่สั่งสมมาจากสงครามอย่างช้านานเขาก้าวออกมาจากแถวทหารด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างจริงใจ เขาเดินตรงไปยังรถม้าที่หนู่เอ๋อร์เจียงและครอบครัวกำลังก้าวลงมา“หนู่เอ๋อร์เจียง! ในที่สุด ข้าก็ตามหาเจ้าจนเจอเสี
จากเดิมที่อัยย์จามัล ภรรยาของต้าปาถูมีแผนการที่จะขยายสาขาของโรงเตี๊ยมหงเหอออกไปตามจุดสำคัญบนเส้นทางสายไหมที่เชื่อมระหว่างชายแดนกับเมืองหลวง เพื่อสร้างศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข่าวสารและจุดพักของกองทัพเหยี่ยวเพลิงของสามีต้าปาถูจึงได้อาศัยแผนการขยายสาขาของโรงเตี๊ยมหงเหอนี้ในการตามหาครอบครัวของสหายไปในตัว ด้วยโรงเตี๊ยมหงเหอมีความหมายถึงหงส์นกกระเรียนดังนั้น สำหรับโรงเตี๊ยมหงเหอสาขาย่อยต่าง ๆ อัยย์จามัลจึงให้เพิ่มสีสันต่อท้ายชื่อของโรงเตี๊ยมหงเหอ จึงเกิดขึ้นเป็นโรงเตี๊ยมหงเหอชิง โรงเตี๊ยมหงเหอหลัน โรงเตี๊ยมหงเหอไป๋ และโรงเตี๊ยมหงเหอหลากหลายสีสันตามเมืองต่าง ๆในเมืองต่าง ๆ โรงเตี๊ยมหงเหอสาขาย่อยจะกลายเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข่าวสารทางการทหาร อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นในการตามหาครอบครัวของหนู่เอ๋อร์เจียงในพื้นที่ใกล้เคียงนั้นอีกด้วยก่อนที่จะขยายพื้นที่ออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นโรงเตี๊ยมหงเหอจินที่เป็นสาขาย่อยสาขาสุดท้ายที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวงมากที่สุด คนของต้าปาถูก็สามารถตามหาหนู่เอ๋อร์เจียงและครอบครัวจนพบ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาถึงสิบปีก็ตามนับได้ว
รถม้าของหนู่เอ๋อร์เจียง กู่ลี่น่า และเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเคลื่อนออกมาได้ไม่นาน ก็เดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมหงเหอจิน จุดนัดพบกับขบวนคุ้มกันของต้าปาถูบุรุษร่างกายกำยำหลายนายในชุดทะมัดทะแมงอย่างเช่นชาวอุยกูร์ต่างยืนรออยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยม ใบหน้าดุดัน ต่างมีอาวุธครบมือหนู่เอ๋อร์เจียงก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรก ก่อนจะเห็นบุรุษหน้าบากก้าวเท้าออกมาเป็นคนแรก“อัสสาลามู อะลัยคุม ท่านหนู่เอ๋อร์เจียง”หนู่เอ๋อร์เจียงตอบกลับ “วะอะลัยคุม อัสสาลาม”“ข้าชื่อจาฟฟาร์ เป็นคนสนิทของท่านแม่ทัพใหญ่ต้าปาถู ซึ่งท่านแม่ทัพได้มอบหมายให้ข้ามารับพวกท่านกลับเมืองหนิงเปียนขอรับ”แม้ว่าเขาจะมีใบหน้าที่ดุดัน หากแต่กลับมีมารยาททางสังคมที่ดีมาก“เช่นนั้น ข้าคงต้องขอรบกวนท่านจาฟฟาร์คอยดูแลพวกเราตลอดการเดินทางเสียแล้ว”จาฟฟาร์ไม่ตอบสิ่งใด เพียงแต่ก้มศีรษะรับ จากนั้นจึงหันไปตะโกนร้องสั่ง “ออกเดินทางได้!!”เพราะหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าได้บอกเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เมื่อมาพบกับขบวนคุ้มกันของต้าปาถู พวกเขาจะเร่งออกเดินทางในทันที เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า
หนู่เอ๋อร์เจียงส่งยิ้มอ่อนโยน ในขณะที่กู่ลี่น่าปราดเข้ามาจับมือของนางอย่างปลอบประโลม “คุณหนู... ขอบคุณที่มาส่งพวกเราถึงที่นี่นะเจ้าคะ”ตี๋ลี่เสวี่ยจับมือกู่ลี่น่าไว้แน่นราวกับต้องการยื้อเวลาในตอนนี้ให้ได้นานที่สุด กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านมะ… ป้า นี่เป็นหน้าที่ที่ข้าควรทำ... พวกท่านเองก็... ดูแลตัวเองให้ดีนะเจ้าคะ”นางเงยหน้าไปมองหนู่เอ๋อร์เจียงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ราวกับพยายามจดจำทุกรายละเอียดของผู้ให้กำเนิดนางมาให้ได้มากที่สุด “ท่านลุง… ท่านจะเดินทางไกล โปรดรักษาสุขภาพให้ดี... ลูก... ข้าขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย”ตี๋ลี่เสวี่ยไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ความรู้สึกที่ตระหนักได้ว่านี่คือการอำลาครั้งสุดท้ายของชีวิตที่มีต่อบิดามารดาที่นางรัก ทำให้นางตัดสินใจทำตามสัญชาตญาณของบุตรสาวนางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างกะทันหันบนพื้นหญ้าข้างประตูวัดหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาไม่คิดว่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์จะคุกเข่าให้พวกเขา ซึ่งเป็นเพียงบ่าวใช้แรงงานในจวนหนู่เอ๋อร์เจียงรีบก้าวเข้ามาพยายามพยุง







