INICIAR SESIÓNจากนั้นจึงทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง แขนเสื้อยาวถูกยกขึ้นปิดใบหน้า เสียงร้องไห้โฮดังขึ้นอย่างเจ็บปวด
“ท่านแม่ทัพ...”
“เหตุใดท่านจึงจากไปเช่นนี้...”
น้ำเสียงสะอื้นนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียจนบ่าวไพร่รอบด้านต่างพากันน้ำตาคลอ ฮูหยินช่างน่าสงสารเหลือเกิน
แต่งงานมาหกปี สามีไม่เคยกลับบ้าน แม้แต่ห้องหอก็ยังไม่เคยได้เข้า บัดนี้กลับต้องกลายเป็นหม้ายเสียแล้ว
ทว่า ไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังแขนเสื้อผ้าไหมสีแดงเข้ม ไม่มีใครรู้ว่า ดวงตาของเฉินหรงอันไม่ได้มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ที่ต้องแต่งงานเพราะครอบครัว ความรักไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว
แววตาคู่งามค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี ริมฝีปากแดงชาดที่ถูกซ่อนเอาไว้ค่อย ๆ ยกขึ้นช้า ๆกลายเป็นรอยยิ้มเย็นชาและอำมหิต
ข่าวร้ายที่ทำให้คนทั้งจวนร่ำไห้ กลับเป็นข่าวดีที่สุดที่นางได้รับในรอบหกปี ถ้านางไม่ได้ยินแม่สามีคุยกับบ่าวรับใช้คนสนิทก่อนหน้านี้ว่าอยากหลอกใช้นางให้เติมเต็มจวนกู้แห่งนี้ และอยากให้ลูกชายแต่งงานใหม่ นางคงยังโง่งมต่อไป
‘กู้เย่ว์เสวียน ในที่สุดวันตายของเจ้าก็มาถึงเสียที’
ในเมื่อสามีไม่เคยส่งข่าวคราว ไม่เคยส่งจดหมายหากัน ความผูกพันระหว่างสามีภรรยาก็ไม่มี ดังนั้นนางก็สมควรพอแค่นี้
หกปีมานี้นางทำดีทุกอย่างเพราะหวังว่าสามีกลับมาจะครองคู่อยู่กันอย่างสงบสุข แม้จะไม่มีพื้นฐานความรักก็คงไม่เป็นไร แต่ทุกอย่างพังทลายลงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้ยินแม่สามีคุยกับคนสนิทของตนว่าที่แล้วๆ มาแค่หลอกใช้ตน ที่แต่งเพราะจวนกู้กำลังมีปัญหา อยากให้นางมาอุดรูรั่ว และลูกชายสุดที่รักของนางก็รู้ตั้งแต่แรก
แบบนี้เรียกหลอกแต่งงานชัด ๆ คนชั่วแบบเขาตายไปได้ก็ดี แต่พอคิดมาถึงตรงนี้ ขนาดหลอกแต่งงานยังหลอกได้ ไปคุกเข่าหน้าจวนสัญญาว่าจะรักนางคนเดียวยังทำได้ แล้วการตายครั้งนี้ล่ะ มีเงื่อนงำอะไรหรือเปล่า
นางยิ้มอย่างอำมหิต ถ้าเขาตายจริงก็สมควร แต่ถ้าไม่จริงล่ะ หึ! งั้นนางจะทำให้เขาตายจริง ๆ
ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะที่กำลังจะถาโถมใส่จวนแม่ทัพกู้เท่านั้น
ความมืดแห่งราตรีค่อย ๆ แผ่ปกคลุมทั่วทั้งจวนแม่ทัพกู้ ท้องฟ้าในคืนต้นฤดูสารทไร้แสงจันทร์ เมฆดำเคลื่อนตัวบดบังดวงดาวจนหมดสิ้น เหลือเพียงสายลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านยอดไม้ เกิดเสียงเสียดสีกันดังไม่ขาดสาย
เงากิ่งไม้ทอดยาวบนกำแพง ราวกับภูตผีปีศาจกำลังเริงระบำอยู่ท่ามกลางความมืด บรรยากาศทั้งจวนเงียบสงัดจนน่าอึดอัด
ข่าวการเสียชีวิตของแม่ทัพใหญ่แห่งแผ่นดินทำให้บ่าวไพร่ทุกคนพากันหดหู่ หลายคนร้องไห้จนตาบวมแดงก่อนแยกย้ายกลับเรือนพัก ส่วนภายในเรือนของฮูหยิน แสงเทียนเพียงไม่กี่เล่มส่องสว่างอย่างริบหรี่
เฉินหรงอันนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งอย่างสงบนิ่ง ใบหน้าที่เคยเปื้อนคราบน้ำตาในตอนกลางวันกลับสะอาดหมดจดราวกับไม่เคยร้องไห้มาก่อน นางค่อย ๆ ถอดปิ่นหยกออกจากเรือนผมทีละชิ้น ดวงตาคู่งามสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ ราวกับข่าวการตายของสามีไม่ได้สร้างความสะเทือนใจให้นางแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม นางกำลังคิด คิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน คิดถึงอนาคตของจวนแม่ทัพกู้หลังจากนี้ คิดถึงทรัพย์สินมหาศาลที่ตนเองทุ่มเทลงไปตลอดหกปี และคิดถึงบางอย่างที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจ
"ชิงเฉียว" เสียงเรียบนิ่งดังขึ้น สาวใช้คนสนิทรีบก้าวเข้ามา
"เจ้าค่ะ ฮูหยิน"
"นำเสื้อคลุมสีเข้มมาให้ข้า"
ชิงเฉียวชะงักไปเล็กน้อย
"ยามนี้หรือเจ้าคะ"
"ใช่"
"ท่านจะออกไปข้างนอกหรือเจ้าคะ" ดวงตาของสาวใช้เต็มไปด้วยความเป็นห่วง
"ฮูหยิน ท่านแม่ทัพเพิ่งเสียชีวิต ท่านร้องไห้มาทั้งวันแล้ว ควรพักผ่อนเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"
เฉินหรงอันยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ
"ข้าคือฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพ"
"เมื่อสามีพลีชีพในสนามรบ งานศพของเขาย่อมเป็นหน้าที่ของข้า ข้าควรไปหารือกับท่านแม่ให้เรียบร้อย" น้ำเสียงของนางสงบนิ่งจนแทบไร้อารมณ์ ทว่ากลับทำให้ชิงเฉียวรู้สึกขนลุกอย่างประหลาด สาวใช้คนสนิทไม่กล้าซักถามอีก
รีบหยิบเสื้อคลุมไหมสีดำสนิทมาสวมให้ผู้เป็นนายไม่นานนัก ร่างของคนทั้งสองก็เดินออกจากเรือนพัก ทางเดินภายในจวนทอดยาวเงียบเชียบ ไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยของบ่าวไพร่
เฉินหรงอันปฏิเสธการถือโคมไฟนำทาง นางให้เหตุผลว่าไม่ต้องการรบกวนผู้คนในยามวิกาล
แต่ความจริงแล้ว นางต้องการความเงียบ และต้องการมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความมืดของคืนนี้
ยิ่งเดินเข้าใกล้เรือนใหญ่ คิ้วเรียวของนางก็ยิ่งขมวดแน่นขึ้น
มารดาที่เพิ่งสูญเสียบุตรชายเพียงคนเดียวควรเป็นเช่นไร ควรร้องไห้ฟูมฟาย ควรเรียกหาลูกชาย ควรจุดธูปสวดมนต์ทั้งคืน แต่เรือนใหญ่กลับเงียบสงัดราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงแสงไฟสว่างลอดออกมาจากหน้าต่างบานหนึ่ง
เฉินหรงอันยกมือขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้ชิงเฉียวหยุดอยู่ห่าง ๆ
ก่อนที่นางจะค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้หน้าต่างอย่างเงียบเชียบ และแล้ว ความจริงอันสกปรกก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ภายในห้องโถงอันอบอุ่น ฮูหยินเฒ่ากู้นั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้หอมราคาแพง สีหน้าเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ไม่มีร่องรอยของความเศร้าแม้แต่น้อย ในมือของนางถือขนมโก๋ชิ้นหนึ่งกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย
ข้างกายมีแม่นมจางคอยรินชาชั้นดีให้อย่างประจบเอาใจ ภาพตรงหน้าช่างน่าขันเสียเหลือเกิน กลางวันร้องไห้แทบเป็นแทบตาย กลางคืนกลับกินขนมอย่างสำราญใจ
"ฮูหยินเฒ่า เบาเสียงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ" แม่นมจางกล่าวพลางชำเลืองมองประตู
"หากบ่าวไพร่ได้ยินเข้าอาจไม่ดี"
ฮูหยินเฒ่ากู้หัวเราะหึ ๆ ในลำคอ
"เจ้าจะกลัวอะไร ยามนี้คนทั้งจวนต่างพากันหลับหมดแล้ว" นางยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะหัวเราะอย่างสะใจ
"โดยเฉพาะนางแพศยาเฉินหรงอัน ป่านนี้คงร้องไห้ตาบวมอยู่ในเรือน ช่างน่าสมเพชเสียจริง"
ชิงเฉียวที่ยืนอยู่ไกล ๆ ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี แต่เฉินหรงอันยังคงนิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่การขยับตัว นางเงี่ยหูฟังทุกถ้อยคำอย่างตั้งใจ
"คุณชายใหญ่ช่างเก่งกาจนัก"
แม่นมจางยิ้มประจบ
"แผนแกล้งตายในศึกเป่ยเจียงครั้งนี้แนบเนียนจนแม้แต่ฮ่องเต้ก็ทรงเชื่อ"
ฮูหยินเฒ่ากู้หัวเราะลั่น
"แน่นอนอยู่แล้ว เย่ว์เสวียนของข้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ หากไม่ใช้แผนนี้ จะสลัดนังเฉินหรงอันออกไปได้อย่างไร" จากนั้นน้ำเสียงของนางก็เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
"หกปีมานี้นางทำตัวเป็นสะใภ้แสนดี ถือดีว่าตระกูลร่ำรวย เย่ว์เสวียนไม่เคยคิดแตะต้องนางแม้แต่น้อย โชคดีที่ไปออกศึกเสียก่อน ข้าเกลียดสายตาและท่าทีหยิ่งจองหองของนางนัก ส่วนเงินสินเดิมของนาง"
ฮูหยินเฒ่ากู้หัวเราะอย่างพอใจ
"ข้าจะเอามาเป็นของข้าให้หมด"
แม่นมจางหัวเราะตาม
"แล้วหลังจากนี้เล่าเจ้าคะ"
ฮูหยินเฒ่ากู้ยิ้มกว้าง แววตาเต็มไปด้วยความละโมบ
‘ตื่นตระหนกถึงเพียงนี้เชียวหรือ ท่านแม่’‘ก่อนหน้านี้ยังหัวเราะเยาะข้าอยู่เลยมิใช่หรือ’‘เหตุใดตอนนี้จึงหน้าซีดราวกับเห็นผีเสียเอง’ความสะใจสายหนึ่งแล่นผ่านหัวใจของนาง หกปีที่ผ่านมา พวกมันสูบเลือดสูบเนื้อนางอย่างไร้ยางอาย ใช้เงินของนาง เสวยสุขบนความอดทนของนาง ยังคิดว่านางเป็นเพียงสตรีโง่งมผู้ไร้ที่พึ่ง บัดนี้เพียงถูกนางตอบแทนเล็กน้อย ก็พากันลนลานเหมือนสุนัขจนตรอกแล้วหรือ“งิ้วโรงนี้...”เสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากของเฉินหรงอัน เบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงสะอื้น มีเพียงชิงเฉียวที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดเท่านั้นที่ได้ยิน“พวกเจ้าเป็นคนเริ่มมันขึ้นมาเอง”ชิงเฉียวชะงักไปเล็กน้อย มือที่ประคองนายหญิงพลันเย็นเฉียบ เฉินหรงอันยังคงก้มหน้า ริมฝีปากใต้ผ้าเช็ดหน้าค่อย ๆ ยกขึ้น“แต่อย่าหวัง... ว่าจะจบมันได้ง่าย ๆ” น้ำเสียงนั้นเบาเหลือเกิน แต่เย็นยะเยือกจนชิงเฉียวรู้สึกขนลุกไปทั้งร่าง“รีบเอาฝาโลงมาปิดเดี๋ยวนี้ ยังจะยืนชักช้าอะไรอยู่อีก อย่าให้ลูกสะใภ้ต้องเห็นภาพสะเทือนใจจนคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก”บ่าวไพร่กลุ่มหนึ่งรีบยกฝาโลงศพธรรมดาเข้ามา ทุกคนไม่กล้าชักช้า เพราะกลัวว่าฮูหยินจะเสียสติพุ่งเข้าไปกอดศพอี
ฝ่ามือเรียวบางฟาดลงกลางทรวงอกของร่างในผ้าห่อศพอย่างรุนแรง เสียงกระแทกดังสะท้านไปทั่วห้องโถงกู้เย่ว์เสวียนที่นอนนิ่งอยู่ในโลงถึงกับดวงตาเบิกโพลงใต้ผ้าขาว ความเจ็บปวดแล่นจากกลางอกทะลุไปถึงแผ่นหลัง ลมหายใจที่พยายามกลั้นไว้แทบสะดุดเขาเกือบส่งเสียงครางออกมา แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เฉินหรงอันก็ร้องไห้โฮขึ้นอีกครั้ง“ท่านฟื้นขึ้นมาสิ!”ตุบ!“ฟื้นขึ้นมามองหน้าข้า!”ตุบ!“เหตุใดท่านจึงทิ้งข้าไว้คนเดียว!”ตุบ!“เหตุใดจึงใจดำกับข้าเช่นนี้!”ตุบ! ตุบ! ตุบ!เสียงฝ่ามือและกำปั้นกระแทกร่างดังต่อเนื่องไม่หยุดเฉินหรงอันทุบลงบนอก บนท้อง และช่วงไหล่ของกู้เย่ว์เสวียนครั้งแล้วครั้งเล่าต่อหน้าผู้คน นางคือภรรยาผู้เสียสติจากความโศกเศร้า แต่ความจริงแล้ว ทุกครั้งที่ลงมือ นางเลือกจุดอย่างแม่นยำ แรงพอดีให้เจ็บปวดรุนแรง แต่ไม่พอให้เลือดกระอักออกมาจนผู้คนจับพิรุธได้ตรงอกซ้าย ใต้ชายโครง กลางลิ้นปี่ ทุกจุดล้วนเป็นตำแหน่งที่เจ็บที่สุดกู้เย่ว์เสวียนทรมานจนร่างเกร็งกระตุก ใบหน้าภายใต้ผ้าห่อศพบิดเบี้ยวเหยเก เขาอยากร้อง อยากลุกขึ้นผลักนางออกไป อยากตะโกนถามว่านางบ้าไปแล้วหรือ แต่ทำไม่ได้ หากเขาขยับ หากเขาส่งเสียง ทุกอ
"หลังจากนี้หรือ ก็ปล่อยให้นางเป็นหม้ายไปจนตายอย่างไรเล่า ตามกฎหมาย สตรีที่เป็นหม้ายและไม่มีบุตรสืบสกุล สินเดิมย่อมตกอยู่ในความดูแลของจวนสามี อีกไม่นานทรัพย์สมบัติทั้งหมดของนางจะเป็นของตระกูลกู้"นางหัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนกล่าวต่อ"ส่วนเย่ว์เสวียน เมื่อเรื่องเงียบลง เขาจะเปลี่ยนชื่อใหม่ ใช้ชีวิตอยู่กับเมียรักและลูกชายวัยห้าขวบที่ชายแดน เสวยสุขด้วยเงินของนังเฉินหรงอัน ฮ่า ๆ ๆ ๆ"เสียงหัวเราะของคนทั้งสองดังขึ้นภายในห้อง แต่สำหรับเฉินหรงอัน มันไม่ต่างจากเสียงปีศาจหัวเราะอยู่ข้างหู ทุกถ้อยคำที่ได้ยิน ราวกับคมมีดนับพันเล่มกรีดผ่านความอดทนที่นางมีมาตลอดหกปีหกปี... หกปีที่นางค้ำจุนจวนแห่งนี้ หกปีที่นางควักเงินนับแสนตำลึง หกปีที่นางดูแลแม่ผัวราวกับมารดาแท้ ๆ สุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงคำว่านังแพศยาและแผนการจะปล้นทุกสิ่งจากนาง ดวงตาคู่งามค่อย ๆ เย็นลง เย็นจนไร้ซึ่งอุณหภูมิใด ๆสงสัยอยู่แล้วเชียวว่าแต่งงานยังหลอกได้ แล้วเรื่องตายจะจริงหรือบัดนี้ความรู้สึกของนางพังทลายจนหมด ความเมตตาทั้งหมดถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียด เหลือเพียงจิตสังหารอันเงียบงัน ริมฝีปากแดงชาดค่อย ๆ ยกขึ้นช้า ๆ เป็นรอยยิ้
จากนั้นจึงทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง แขนเสื้อยาวถูกยกขึ้นปิดใบหน้า เสียงร้องไห้โฮดังขึ้นอย่างเจ็บปวด“ท่านแม่ทัพ...”“เหตุใดท่านจึงจากไปเช่นนี้...”น้ำเสียงสะอื้นนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียจนบ่าวไพร่รอบด้านต่างพากันน้ำตาคลอ ฮูหยินช่างน่าสงสารเหลือเกินแต่งงานมาหกปี สามีไม่เคยกลับบ้าน แม้แต่ห้องหอก็ยังไม่เคยได้เข้า บัดนี้กลับต้องกลายเป็นหม้ายเสียแล้วทว่า ไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังแขนเสื้อผ้าไหมสีแดงเข้ม ไม่มีใครรู้ว่า ดวงตาของเฉินหรงอันไม่ได้มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ที่ต้องแต่งงานเพราะครอบครัว ความรักไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้วแววตาคู่งามค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี ริมฝีปากแดงชาดที่ถูกซ่อนเอาไว้ค่อย ๆ ยกขึ้นช้า ๆกลายเป็นรอยยิ้มเย็นชาและอำมหิตข่าวร้ายที่ทำให้คนทั้งจวนร่ำไห้ กลับเป็นข่าวดีที่สุดที่นางได้รับในรอบหกปี ถ้านางไม่ได้ยินแม่สามีคุยกับบ่าวรับใช้คนสนิทก่อนหน้านี้ว่าอยากหลอกใช้นางให้เติมเต็มจวนกู้แห่งนี้ และอยากให้ลูกชายแต่งงานใหม่ นางคงยังโง่งมต่อไป‘กู้เย่ว์เสวียน ในที่สุดวันตายของเจ้าก็มาถึงเสียที’ในเมื่อสามีไม่เคยส่งข่าวคราว ไม่เคยส่งจดหมายหากัน ความผูก
เสียงประทัดมงคลที่เพิ่งเงียบหายไปไม่นานยังคงทิ้งกลิ่นควันกำยานจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ทั่วจวนแม่ทัพกู้ ผืนผ้าแพรสีแดงชาดถูกประดับแขวนไว้ตามชายคาและระเบียงเรือน อักษรฮี้สีทองอร่ามสะท้อนแสงโคมจนดูงดงามจับตาคืนนี้ควรเป็นคืนที่มีความสุขที่สุดของจวนแม่ทัพและควรเป็นคืนเริ่มต้นชีวิตคู่ของคนสองคนภายในเรือนหอที่ตกแต่งอย่างวิจิตร ‘เฉินหรงอัน’ บุตรสาวคนโตแห่งจวนเสนาบดีกรมพระคลังนั่งนิ่งอยู่บนเตียงมงคลอย่างสำรวมผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงปักดิ้นทองปกปิดใบหน้าอันงดงาม มือน้อยวางซ้อนกันบนตักอย่างเรียบร้อย แม้จะนั่งรอมาเป็นเวลานาน แต่นางยังคงรักษากิริยามารยาทอันงดงามไร้ที่ติสตรีทุกคนล้วนเคยวาดฝันถึงคืนเข้าหอ เฉินหรงอันเองก็ไม่ต่างกัน แม้การแต่งงานครั้งนี้จะเป็นการสมรสที่ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลเห็นชอบ หากนางก็เคยได้ยินชื่อเสียงของกู้เย่ว์เสวียนมานาน แม่ทัพหนุ่มผู้เก่งกาจ วีรบุรุษแห่งแผ่นดินต้าฉู่ บุรุษที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากฮ่องเต้นางไม่ถึงกับหลงรักบุรุษที่ไม่เคยพบหน้ามาก่อน แต่ก็พร้อมจะทำหน้าที่ภรรยาที่ดีอย่างสุดความสามารถทว่า... เสียงฝีเท้าเร่งรีบที่ดังขึ้นจากด้านนอกกลับทำลายค่ำคืนอันแสนสงบลง







