LOGIN‘ตื่นตระหนกถึงเพียงนี้เชียวหรือ ท่านแม่’
‘ก่อนหน้านี้ยังหัวเราะเยาะข้าอยู่เลยมิใช่หรือ’
‘เหตุใดตอนนี้จึงหน้าซีดราวกับเห็นผีเสียเอง’
ความสะใจสายหนึ่งแล่นผ่านหัวใจของนาง หกปีที่ผ่านมา พวกมันสูบเลือดสูบเนื้อนางอย่างไร้ยางอาย ใช้เงินของนาง เสวยสุขบนความอดทนของนาง ยังคิดว่านางเป็นเพียงสตรีโง่งมผู้ไร้ที่พึ่ง บัดนี้เพียงถูกนางตอบแทนเล็กน้อย ก็พากันลนลานเหมือนสุนัขจนตรอกแล้วหรือ
“งิ้วโรงนี้...”
เสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากของเฉินหรงอัน เบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงสะอื้น มีเพียงชิงเฉียวที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดเท่านั้นที่ได้ยิน
“พวกเจ้าเป็นคนเริ่มมันขึ้นมาเอง”
ชิงเฉียวชะงักไปเล็กน้อย มือที่ประคองนายหญิงพลันเย็นเฉียบ เฉินหรงอันยังคงก้มหน้า ริมฝีปากใต้ผ้าเช็ดหน้าค่อย ๆ ยกขึ้น
“แต่อย่าหวัง... ว่าจะจบมันได้ง่าย ๆ” น้ำเสียงนั้นเบาเหลือเกิน แต่เย็นยะเยือกจนชิงเฉียวรู้สึกขนลุกไปทั้งร่าง
“รีบเอาฝาโลงมาปิดเดี๋ยวนี้ ยังจะยืนชักช้าอะไรอยู่อีก อย่าให้ลูกสะใภ้ต้องเห็นภาพสะเทือนใจจนคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก”
บ่าวไพร่กลุ่มหนึ่งรีบยกฝาโลงศพธรรมดาเข้ามา ทุกคนไม่กล้าชักช้า เพราะกลัวว่าฮูหยินจะเสียสติพุ่งเข้าไปกอดศพอีกครั้ง
ฮูหยินเฒ่ากู้เร่งเร้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เร็วเข้า! ปิดเดี๋ยวนี้!”
ในใจของนางมีเพียงความคิดเดียว ต้องปิดโลงให้เร็วที่สุด ต้องส่งเย่ว์เสวียนลงหลุมให้เร็วที่สุด ต้องกันนางเฉินหรงอันออกไปจากลูกชายของนางให้ไกลที่สุด
ทว่า... เฉินหรงอันที่ยืนอยู่ในอ้อมประคองของชิงเฉียวกลับค่อย ๆ ลดผ้าเช็ดหน้าลง แววตาคู่งามทอดมองฝาโลงใบนั้นอย่างสงบนิ่ง มุมปากยังคงแฝงรอยยิ้มเย็นเยียบ พวกมันคิดจริง ๆ หรือว่าเพียงปิดฝาโลงแล้วทุกอย่างจะปลอดภัย
ช่างโง่เง่าสิ้นดี หากงิ้วโรงนี้ต้องมีโลงศพเป็นฉากสำคัญ นางก็จะทำให้โลงใบนั้นสมจริงที่สุด
ในเมื่อก้าวแรกของแผนการสำเร็จลุล่วงแล้ว
ก้าวต่อไป... นางจะช่วยให้พวกมันได้รู้ซึ้งถึงคำว่าฝังทั้งเป็นอย่างแท้จริง
ภายในห้องโถงใหญ่ของจวนแม่ทัพกู้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
เสียงสะอื้นของบ่าวไพร่ดังเป็นระยะ กลิ่นธูปคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ขณะที่สัปเหร่อทั้งสี่คนกำลังช่วยกันยกแผ่นไม้ฝาโลงศพธรรมดาขึ้นสูง เตรียมปิดร่างของกู้เย่ว์เสวียนตามคำสั่งของฮูหยินเฒ่ากู้
ทุกคนต่างเร่งรีบ โดยเฉพาะฮูหยินเฒ่ากู้ที่คอยตะโกนเร่งอยู่ข้างโลงไม่หยุด
“เร็วเข้า! รีบปิดเสียที อย่าให้ฮูหยินต้องเห็นแล้วเสียใจไปมากกว่านี้!” น้ำเสียงของนางฟังดูเหมือนห่วงใยสะใภ้ แต่ความจริงแล้วกลับเต็มไปด้วยความร้อนรน เพราะยิ่งโลงถูกปิดเร็วเท่าใด ลูกชายของนางก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
ทว่า... ก่อนที่ฝาโลงจะถูกปิดสนิท น้ำเสียงเรียบสงบสายหนึ่งพลันดังขึ้น
“ช้าก่อน” เสียงนั้นไม่ดังนัก แต่กลับทำให้ทั้งห้องโถงตกอยู่ในความเงียบ สัปเหร่อทั้งสี่คนชะงักค้าง บ่าวไพร่รอบด้านหันมามองพร้อมกัน แม้แต่ฮูหยินเฒ่ากู้ยังสะดุ้งเฮือก
เฉินหรงอันค่อย ๆ ผละออกจากอ้อมแขนของชิงเฉียว นางเดินกลับมาหน้าโลงศพอีกครั้ง ก้าวเท้าเชื่องช้า สง่างาม และเต็มไปด้วยแรงกดดันที่อธิบายไม่ถูก ชุดไว้ทุกข์สีขาวปลิวไหวเบา ๆ ตามแรงลม ใบหน้างดงามยังคงซีดเซียวจากการร้องไห้ แต่ดวงตาคู่งามกลับนิ่งลึกจนยากจะหยั่งถึง นางหยุดยืนหน้าโลง ก้มมองโลงศพธรรมดาใบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ท่านแม่” เสียงของนางอ่อนโยน แต่กลับทำให้หัวใจของฮูหยินเฒ่ากู้กระตุกวูบ
“มีสิ่งใดหรือ” หญิงชราฝืนยิ้ม พยายามทำสีหน้าเป็นปกติ เฉินหรงอันทอดสายตามองโลงศพอีกครั้ง ก่อนกล่าวช้า ๆ
“ท่านพี่กู้เย่ว์เสวียนเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งแผ่นดินต้าฉู่ เขาสละชีวิตในสนามรบเพื่อบ้านเมือง สร้างเกียรติยศให้ราชสำนัก สร้างชื่อเสียงให้ตระกูลกู้ แล้วเหตุใด...” นางหยุดเล็กน้อย สายตากวาดมองโลงศพธรรมดาตรงหน้า
“เหตุใดท่านแม่จึงเลือกใช้โลงไม้สามัญเช่นนี้ให้เขาเล่าเจ้าคะ” ทั้งห้องโถงเงียบกริบ หลายคนเริ่มมองโลงศพตรงหน้าอย่างพินิจ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกแปลก โลงใบนี้ธรรมดาเกินไปจริง ๆ ไม่สมฐานะแม่ทัพขั้นหนึ่งของราชสำนักแม้แต่น้อย
“จริงด้วย แม่ทัพกู้สร้างความดีความชอบมากมาย เหตุใดจึงใช้โลงเช่นนี้ประกอบพิธี” เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นเป็นระลอก
ฮูหยินเฒ่ากู้หน้าซีดลงทันที เหงื่อเย็นผุดซึมตามขมับ เพราะไม่มีใครรู้ดีไปกว่านางแล้วว่าเหตุใดจึงต้องใช้โลงใบนี้ มันไม่ใช่โลงสำหรับศพ แต่มันคือโลงสำหรับคนเป็น ด้านล่างถูกดัดแปลงให้มีช่องลม ไม้ไม่ได้หนามาก รอยต่อถูกทำให้หลวมเป็นพิเศษ ทั้งหมดเพื่อให้กู้เย่ว์เสวียนหายใจ
“สะ... ลูกสะใภ้” ฮูหยินเฒ่ากู้รีบฝืนหัวเราะ
“เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว เย่ว์เสวียนยามมีชีวิตเป็นคนสมถะ เขาไม่ชอบความฟุ่มเฟือย ในฐานะแม่ ข้าย่อมต้องทำตามความปรารถนาของลูกชาย ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโลงให้ยุ่งยากหรอก” คำพูดนั้นเพิ่งจบลง เฉินหรงอันก็ส่ายหน้าอย่างหนักแน่น
“ไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะ” เสียงของนางดังชัดเจนจนทุกคนได้ยิน จากนั้นน้ำตาเม็ดโตพลันไหลลงมาอีกครั้ง
นางทรุดตัวลงคุกเข่ากลางห้องโถง ร้องไห้อย่างเจ็บปวด
“หกปีที่ผ่านมา ข้าไม่เคยได้ดูแลท่านพี่ในฐานะภรรยา ยามนี้เขาจากไปแล้ว หากข้ายังปล่อยให้เขานอนอยู่ในโลงเช่นนี้ ใต้หล้าจะมองตระกูลเฉินเช่นไร ผู้คนจะกล่าวหาว่าข้าละเลยสามีที่พลีชีพเพื่อแผ่นดินหรือไม่” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความอาลัย จนหลายคนเริ่มซาบซึ้ง หลายคนยังพยักหน้าเห็นด้วย
“ฮูหยินมีเหตุผล สมควรจัดงานศพให้สมเกียรติ แม่ทัพกู้ไม่ควรถูกปฏิบัติเช่นนี้”
ฮูหยินเฒ่ากู้แทบกระอักเลือด เพราะทุกคนกำลังเข้าข้างเฉินหรงอัน และนางไม่อาจโต้แย้งได้เลย
ทันใดนั้น เฉินหรงอันหันไปหาชิงเฉียว
“ชิงเฉียว”
“เจ้าค่ะ ฮูหยิน”
“เปิดคลังสินเดิมของข้า”
“นำโลงไม้จันทน์เหล็กตระการฟ้าที่ดีที่สุดออกมา”
“เปลี่ยนโลงให้ท่านแม่ทัพเดี๋ยวนี้”
สิ้นคำสั่ง ฮูหยินเฒ่ากู้ถึงกับหน้ามืด โลงไม้จันทน์เหล็ก ไม้ชนิดนั้นหนาแน่นราวกับเหล็กกล้า ปิดแน่นสนิทไร้ช่องอากาศ หากลูกชายของนางถูกขังอยู่ในนั้นจริง มีหวังขาดอากาศตายแน่นอน!
“ไม่ต้อง!” ฮูหยินเฒ่ากู้ร้องเสียงหลง
“ไม่จำเป็น สิ้นเปลืองเกินไป” แต่ยิ่งนางคัดค้าน ผู้คนกลับยิ่งรู้สึกว่าฮูหยินมีเหตุผลมากกว่า
หลายคนถึงกับขมวดคิ้ว เหตุใดมารดาของแม่ทัพจึงไม่ยินดีจัดพิธีให้สมเกียรติบุตรชาย ไม่มีใครเข้าใจ ยกเว้นฮูหยินเฒ่ากู้เพียงคนเดียว
ไม่นานนัก บ่าวตระกูลเฉินหลายสิบคนก็รีบยกโลงไม้จันทน์เหล็กสีดำสนิทเข้ามา
‘ตื่นตระหนกถึงเพียงนี้เชียวหรือ ท่านแม่’‘ก่อนหน้านี้ยังหัวเราะเยาะข้าอยู่เลยมิใช่หรือ’‘เหตุใดตอนนี้จึงหน้าซีดราวกับเห็นผีเสียเอง’ความสะใจสายหนึ่งแล่นผ่านหัวใจของนาง หกปีที่ผ่านมา พวกมันสูบเลือดสูบเนื้อนางอย่างไร้ยางอาย ใช้เงินของนาง เสวยสุขบนความอดทนของนาง ยังคิดว่านางเป็นเพียงสตรีโง่งมผู้ไร้ที่พึ่ง บัดนี้เพียงถูกนางตอบแทนเล็กน้อย ก็พากันลนลานเหมือนสุนัขจนตรอกแล้วหรือ“งิ้วโรงนี้...”เสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากของเฉินหรงอัน เบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงสะอื้น มีเพียงชิงเฉียวที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดเท่านั้นที่ได้ยิน“พวกเจ้าเป็นคนเริ่มมันขึ้นมาเอง”ชิงเฉียวชะงักไปเล็กน้อย มือที่ประคองนายหญิงพลันเย็นเฉียบ เฉินหรงอันยังคงก้มหน้า ริมฝีปากใต้ผ้าเช็ดหน้าค่อย ๆ ยกขึ้น“แต่อย่าหวัง... ว่าจะจบมันได้ง่าย ๆ” น้ำเสียงนั้นเบาเหลือเกิน แต่เย็นยะเยือกจนชิงเฉียวรู้สึกขนลุกไปทั้งร่าง“รีบเอาฝาโลงมาปิดเดี๋ยวนี้ ยังจะยืนชักช้าอะไรอยู่อีก อย่าให้ลูกสะใภ้ต้องเห็นภาพสะเทือนใจจนคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก”บ่าวไพร่กลุ่มหนึ่งรีบยกฝาโลงศพธรรมดาเข้ามา ทุกคนไม่กล้าชักช้า เพราะกลัวว่าฮูหยินจะเสียสติพุ่งเข้าไปกอดศพอี
ฝ่ามือเรียวบางฟาดลงกลางทรวงอกของร่างในผ้าห่อศพอย่างรุนแรง เสียงกระแทกดังสะท้านไปทั่วห้องโถงกู้เย่ว์เสวียนที่นอนนิ่งอยู่ในโลงถึงกับดวงตาเบิกโพลงใต้ผ้าขาว ความเจ็บปวดแล่นจากกลางอกทะลุไปถึงแผ่นหลัง ลมหายใจที่พยายามกลั้นไว้แทบสะดุดเขาเกือบส่งเสียงครางออกมา แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เฉินหรงอันก็ร้องไห้โฮขึ้นอีกครั้ง“ท่านฟื้นขึ้นมาสิ!”ตุบ!“ฟื้นขึ้นมามองหน้าข้า!”ตุบ!“เหตุใดท่านจึงทิ้งข้าไว้คนเดียว!”ตุบ!“เหตุใดจึงใจดำกับข้าเช่นนี้!”ตุบ! ตุบ! ตุบ!เสียงฝ่ามือและกำปั้นกระแทกร่างดังต่อเนื่องไม่หยุดเฉินหรงอันทุบลงบนอก บนท้อง และช่วงไหล่ของกู้เย่ว์เสวียนครั้งแล้วครั้งเล่าต่อหน้าผู้คน นางคือภรรยาผู้เสียสติจากความโศกเศร้า แต่ความจริงแล้ว ทุกครั้งที่ลงมือ นางเลือกจุดอย่างแม่นยำ แรงพอดีให้เจ็บปวดรุนแรง แต่ไม่พอให้เลือดกระอักออกมาจนผู้คนจับพิรุธได้ตรงอกซ้าย ใต้ชายโครง กลางลิ้นปี่ ทุกจุดล้วนเป็นตำแหน่งที่เจ็บที่สุดกู้เย่ว์เสวียนทรมานจนร่างเกร็งกระตุก ใบหน้าภายใต้ผ้าห่อศพบิดเบี้ยวเหยเก เขาอยากร้อง อยากลุกขึ้นผลักนางออกไป อยากตะโกนถามว่านางบ้าไปแล้วหรือ แต่ทำไม่ได้ หากเขาขยับ หากเขาส่งเสียง ทุกอ
"หลังจากนี้หรือ ก็ปล่อยให้นางเป็นหม้ายไปจนตายอย่างไรเล่า ตามกฎหมาย สตรีที่เป็นหม้ายและไม่มีบุตรสืบสกุล สินเดิมย่อมตกอยู่ในความดูแลของจวนสามี อีกไม่นานทรัพย์สมบัติทั้งหมดของนางจะเป็นของตระกูลกู้"นางหัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนกล่าวต่อ"ส่วนเย่ว์เสวียน เมื่อเรื่องเงียบลง เขาจะเปลี่ยนชื่อใหม่ ใช้ชีวิตอยู่กับเมียรักและลูกชายวัยห้าขวบที่ชายแดน เสวยสุขด้วยเงินของนังเฉินหรงอัน ฮ่า ๆ ๆ ๆ"เสียงหัวเราะของคนทั้งสองดังขึ้นภายในห้อง แต่สำหรับเฉินหรงอัน มันไม่ต่างจากเสียงปีศาจหัวเราะอยู่ข้างหู ทุกถ้อยคำที่ได้ยิน ราวกับคมมีดนับพันเล่มกรีดผ่านความอดทนที่นางมีมาตลอดหกปีหกปี... หกปีที่นางค้ำจุนจวนแห่งนี้ หกปีที่นางควักเงินนับแสนตำลึง หกปีที่นางดูแลแม่ผัวราวกับมารดาแท้ ๆ สุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงคำว่านังแพศยาและแผนการจะปล้นทุกสิ่งจากนาง ดวงตาคู่งามค่อย ๆ เย็นลง เย็นจนไร้ซึ่งอุณหภูมิใด ๆสงสัยอยู่แล้วเชียวว่าแต่งงานยังหลอกได้ แล้วเรื่องตายจะจริงหรือบัดนี้ความรู้สึกของนางพังทลายจนหมด ความเมตตาทั้งหมดถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียด เหลือเพียงจิตสังหารอันเงียบงัน ริมฝีปากแดงชาดค่อย ๆ ยกขึ้นช้า ๆ เป็นรอยยิ้
จากนั้นจึงทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง แขนเสื้อยาวถูกยกขึ้นปิดใบหน้า เสียงร้องไห้โฮดังขึ้นอย่างเจ็บปวด“ท่านแม่ทัพ...”“เหตุใดท่านจึงจากไปเช่นนี้...”น้ำเสียงสะอื้นนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียจนบ่าวไพร่รอบด้านต่างพากันน้ำตาคลอ ฮูหยินช่างน่าสงสารเหลือเกินแต่งงานมาหกปี สามีไม่เคยกลับบ้าน แม้แต่ห้องหอก็ยังไม่เคยได้เข้า บัดนี้กลับต้องกลายเป็นหม้ายเสียแล้วทว่า ไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังแขนเสื้อผ้าไหมสีแดงเข้ม ไม่มีใครรู้ว่า ดวงตาของเฉินหรงอันไม่ได้มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ที่ต้องแต่งงานเพราะครอบครัว ความรักไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้วแววตาคู่งามค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี ริมฝีปากแดงชาดที่ถูกซ่อนเอาไว้ค่อย ๆ ยกขึ้นช้า ๆกลายเป็นรอยยิ้มเย็นชาและอำมหิตข่าวร้ายที่ทำให้คนทั้งจวนร่ำไห้ กลับเป็นข่าวดีที่สุดที่นางได้รับในรอบหกปี ถ้านางไม่ได้ยินแม่สามีคุยกับบ่าวรับใช้คนสนิทก่อนหน้านี้ว่าอยากหลอกใช้นางให้เติมเต็มจวนกู้แห่งนี้ และอยากให้ลูกชายแต่งงานใหม่ นางคงยังโง่งมต่อไป‘กู้เย่ว์เสวียน ในที่สุดวันตายของเจ้าก็มาถึงเสียที’ในเมื่อสามีไม่เคยส่งข่าวคราว ไม่เคยส่งจดหมายหากัน ความผูก
เสียงประทัดมงคลที่เพิ่งเงียบหายไปไม่นานยังคงทิ้งกลิ่นควันกำยานจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ทั่วจวนแม่ทัพกู้ ผืนผ้าแพรสีแดงชาดถูกประดับแขวนไว้ตามชายคาและระเบียงเรือน อักษรฮี้สีทองอร่ามสะท้อนแสงโคมจนดูงดงามจับตาคืนนี้ควรเป็นคืนที่มีความสุขที่สุดของจวนแม่ทัพและควรเป็นคืนเริ่มต้นชีวิตคู่ของคนสองคนภายในเรือนหอที่ตกแต่งอย่างวิจิตร ‘เฉินหรงอัน’ บุตรสาวคนโตแห่งจวนเสนาบดีกรมพระคลังนั่งนิ่งอยู่บนเตียงมงคลอย่างสำรวมผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงปักดิ้นทองปกปิดใบหน้าอันงดงาม มือน้อยวางซ้อนกันบนตักอย่างเรียบร้อย แม้จะนั่งรอมาเป็นเวลานาน แต่นางยังคงรักษากิริยามารยาทอันงดงามไร้ที่ติสตรีทุกคนล้วนเคยวาดฝันถึงคืนเข้าหอ เฉินหรงอันเองก็ไม่ต่างกัน แม้การแต่งงานครั้งนี้จะเป็นการสมรสที่ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลเห็นชอบ หากนางก็เคยได้ยินชื่อเสียงของกู้เย่ว์เสวียนมานาน แม่ทัพหนุ่มผู้เก่งกาจ วีรบุรุษแห่งแผ่นดินต้าฉู่ บุรุษที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากฮ่องเต้นางไม่ถึงกับหลงรักบุรุษที่ไม่เคยพบหน้ามาก่อน แต่ก็พร้อมจะทำหน้าที่ภรรยาที่ดีอย่างสุดความสามารถทว่า... เสียงฝีเท้าเร่งรีบที่ดังขึ้นจากด้านนอกกลับทำลายค่ำคืนอันแสนสงบลง







