LOGINฝ่ามือเรียวบางฟาดลงกลางทรวงอกของร่างในผ้าห่อศพอย่างรุนแรง เสียงกระแทกดังสะท้านไปทั่วห้องโถง
กู้เย่ว์เสวียนที่นอนนิ่งอยู่ในโลงถึงกับดวงตาเบิกโพลงใต้ผ้าขาว ความเจ็บปวดแล่นจากกลางอกทะลุไปถึงแผ่นหลัง ลมหายใจที่พยายามกลั้นไว้แทบสะดุด
เขาเกือบส่งเสียงครางออกมา แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เฉินหรงอันก็ร้องไห้โฮขึ้นอีกครั้ง
“ท่านฟื้นขึ้นมาสิ!”
ตุบ!
“ฟื้นขึ้นมามองหน้าข้า!”
ตุบ!
“เหตุใดท่านจึงทิ้งข้าไว้คนเดียว!”
ตุบ!
“เหตุใดจึงใจดำกับข้าเช่นนี้!”
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
เสียงฝ่ามือและกำปั้นกระแทกร่างดังต่อเนื่องไม่หยุดเฉินหรงอันทุบลงบนอก บนท้อง และช่วงไหล่ของกู้เย่ว์เสวียนครั้งแล้วครั้งเล่า
ต่อหน้าผู้คน นางคือภรรยาผู้เสียสติจากความโศกเศร้า แต่ความจริงแล้ว ทุกครั้งที่ลงมือ นางเลือกจุดอย่างแม่นยำ แรงพอดีให้เจ็บปวดรุนแรง แต่ไม่พอให้เลือดกระอักออกมาจนผู้คนจับพิรุธได้
ตรงอกซ้าย ใต้ชายโครง กลางลิ้นปี่ ทุกจุดล้วนเป็นตำแหน่งที่เจ็บที่สุด
กู้เย่ว์เสวียนทรมานจนร่างเกร็งกระตุก ใบหน้าภายใต้ผ้าห่อศพบิดเบี้ยวเหยเก เขาอยากร้อง อยากลุกขึ้นผลักนางออกไป อยากตะโกนถามว่านางบ้าไปแล้วหรือ แต่ทำไม่ได้ หากเขาขยับ หากเขาส่งเสียง ทุกอย่างจะจบสิ้นทันที
แผนแกล้งตายจะถูกเปิดโปง ความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูงและหนีทัพอาจนำไปสู่โทษประหารทั้งตระกูล ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงกัดฟันทนอยู่ในความมืด ทนรับกำปั้นของภรรยาที่เขาไม่เคยแตะต้อง ทนจนเหงื่อเย็นผุดเต็มแผ่นหลัง ทนจนเกือบจะหมดสติไปจริง ๆ
“ท่านพี่! ท่านตอบข้าสิ!”
ตุบ!
“ฟื้นขึ้นมาสิ!”
ตุบ!
“ข้ารอท่านมาตั้งหกปีนะเจ้าคะ!”
ตุบ! ตุบ!
เสียงร้องไห้ปานขาดใจปะปนกับเสียงกระแทกดังเป็นจังหวะ คนรอบข้างยิ่งฟังก็ยิ่งสงสาร มีเพียงฮูหยินเฒ่ากู้ที่ใบหน้าซีดเผือดลงเรื่อย ๆ นางมองเห็นชัดเจนว่าร่างของลูกชายกำลังสั่นกระตุก
แม้ผ้าห่อศพจะปิดบังไว้ แต่แรงสั่นนั้นย่อมหลอกตาผู้เป็นแม่ไม่ได้ หากปล่อยให้นางเฉินหรงอันทุบต่อไป
เย่ว์เสวียนอาจถูกตีตายจริง ๆ
“ลูกสะใภ้” ฮูหยินเฒ่ากู้รีบถลาเข้าไปดึงตัวเฉินหรงอันออกจากโลง
“หยุดมือเดี๋ยวนี้ เขาตายไปแล้ว เจ้าทำเช่นนี้จะให้เขาจากไปอย่างสงบได้อย่างไร”
เฉินหรงอันถูกดึงออกมาอย่างแรง ร่างบอบบางเซถลาไปด้านหลัง ชิงเฉียวรีบเข้าประคองไว้ทันที นางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดใบหน้า เสียงสะอื้นยังคงดังแผ่ว
“ท่านแม่... ข้าเสียใจเหลือเกินเจ้าค่ะ”
“ข้าไม่อาจทำใจได้จริง ๆ”
“ข้าเพียงอยากให้ท่านพี่ฟื้นขึ้นมามองข้าสักครั้ง” คำพูดนั้นทำให้บ่าวไพร่หลายคนยิ่งสะเทือนใจ แต่ใต้ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น ริมฝีปากแดงชาดของเฉินหรงอันกลับค่อย ๆ เหยียดยิ้ม แววตาคู่งามฉายประกายเย็นชาและสะใจ
‘เป็นอย่างไรบ้าง ท่านแม่ทัพใหญ่’
‘รสชาติของกำปั้นภรรยาแสนดีของเจ้า... พอรับไหวหรือไม่’
อีกด้านหนึ่ง ฮูหยินเฒ่ากู้รีบโน้มตัวเข้าไปใกล้ร่างในโลง แสร้งทำเป็นจัดผ้าห่อศพให้เรียบร้อย
แต่แท้จริงแล้วนางรีบแตะชีพจรของลูกชายด้วยปลายนิ้วสั่นเทา
ยามสัมผัสได้ถึงชีพจรที่ยังเต้นอยู่ แม้จะเร็วและรุนแรงเพราะความเจ็บปวด แต่นางก็ยังพอลอบถอนหายใจออกมาได้ ยังไม่ตาย ดีที่ยังไม่ตาย ฮูหยินเฒ่ากู้กัดฟันแน่น ก่อนหันไปตวาดบ่าวไพร่ด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ปิดฝาโลง!”
“รีบเอาฝาโลงมาปิดเดี๋ยวนี้!”
“อย่าให้ลูกสะใภ้ต้องเห็นภาพสะเทือนใจอีก!”
บ่าวไพร่รีบรับคำแล้วขยับเข้ามาพร้อมฝาโลง บรรยากาศในห้องโถงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ฮูหยินเฒ่ากู้เอาแต่เร่งให้ปิดฝาโลง เพราะกลัวว่าเฉินหรงอันจะพุ่งเข้าไปทุบตีลูกชายอีกครั้ง
ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่า เฉินหรงอันยืนอยู่ในอ้อมประคองของชิงเฉียว ดวงตาหลุบต่ำ มุมปากแฝงรอยยิ้มเย็นเฉียบ ทุกอย่างเป็นไปตามที่นางต้องการ การรีบปิดฝาโลงในเวลานี้ คือก้าวแรกที่พวกเขาเดินเข้าสู่กับดักของนางด้วยตนเอง
ภายในห้องโถงใหญ่ของจวนแม่ทัพกู้ เสียงสะอื้นไห้ปานขาดใจของเฉินหรงอันยังคงดังสะท้อนอยู่ไม่ขาดสาย นางจึงอาละวาดทุบตีศพสามีอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับอยากให้เขาฟื้นขึ้นมา
เสียงนั้นปะปนกับเสียงฝ่ามือและกำปั้นกระแทกลงบนร่างในผ้าห่อศพดังเป็นระยะ
ตุบ!
ตุบ!
ตุบ!
ทุกครั้งที่เสียงนั้นดังขึ้น บ่าวไพร่ที่ยืนอยู่รอบด้านต่างพากันก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้าขึ้นมองภาพฮูหยินผู้กำลังคลุ้มคลั่งเพราะความอาลัย
ในสายตาของคนทั้งจวน เฉินหรงอันคือภรรยาผู้ทุกข์ระทม นางรอคอยสามีกลับมานานถึงหกปี แต่สุดท้ายกลับได้พบเขาในสภาพร่างไร้วิญญาณ ย่อมไม่แปลกที่นางจะเสียใจจนควบคุมตนเองไม่ได้
ทว่าใต้ผ้าห่อศพสีขาวหนาทึบนั้น กู้เย่ว์เสวียนกำลังทรมานราวกับตกนรกทั้งเป็น
ทุกครั้งที่กำปั้นของเฉินหรงอันกระแทกลงมา กระดูกชายโครงของเขาก็ราวกับส่งเสียงลั่นประท้วง ความเจ็บปวดแผ่ซ่านจากหน้าอกลามไปทั่วร่าง เลือดลมในอกตีรวนจนแทบขาดใจ ใบหน้าภายใต้ผ้าขาวบิดเบี้ยวเหยเก เหงื่อเย็นไหลซึมทั่วแผ่นหลัง
ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่อศพเกร็งแน่นจนแทบจิกเข้าไปในฝ่ามือตนเอง เขาอยากร้อง อยากผลักนางออกอยากลุกขึ้นมาถามว่านางเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร แต่ทำไม่ได้ หากส่งเสียงออกมาเพียงครึ่งคำ แผนการจะพังพินาศ ความผิดฐานหนีทัพและหลอกลวงเบื้องสูงจะลากเขาเข้าสู่แท่นประหารทันที ดังนั้นแม่ทัพใหญ่ผู้เคยกุมชีวิตผู้คนในสนามรบ บัดนี้จึงทำได้เพียงนอนนิ่ง ปล่อยให้ภรรยาที่เขาไม่เคยแตะต้องทุบตีจนแทบกระอักเลือด
ตุบ!
เมื่อเสียงกระแทกดังขึ้นอีกครั้ง ร่างของกู้เย่ว์เสวียนก็สั่นกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ ฮูหยินเฒ่ากู้เห็นภาพนั้นชัดเจน ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกับกระดาษ หัวใจแทบหล่นไปอยู่ที่ปลายเท้า นางรีบสั่งให้คนจับตัวลูกสะใภ้อะไร
“หยุดบ้าได้แล้ว” ฮูหยินเฒ่ากู้ตวาดลั่น
“ข้าเพียง... ข้าเพียงทำใจไม่ได้”
นางยกผ้าเช็ดหน้าผืนบางขึ้นซับใบหน้า ไหล่ทั้งสองสั่นไหวไม่หยุด ท่าทางคล้ายสตรีผู้เจ็บปวดจนแทบยืนไม่อยู่ บ่าวไพร่รอบด้านเห็นแล้วต่างพากันน้ำตาคลอ
บางคนถึงกับลอบถอนหายใจด้วยความเวทนา ฮูหยินช่างน่าสงสารนัก
หญิงชรากำลังลนลานก้มลงตรวจร่างของกู้เย่ว์เสวียนอีกครั้ง เฉินหรงอันลอบหัวเราะในใจ
‘ตื่นตระหนกถึงเพียงนี้เชียวหรือ ท่านแม่’‘ก่อนหน้านี้ยังหัวเราะเยาะข้าอยู่เลยมิใช่หรือ’‘เหตุใดตอนนี้จึงหน้าซีดราวกับเห็นผีเสียเอง’ความสะใจสายหนึ่งแล่นผ่านหัวใจของนาง หกปีที่ผ่านมา พวกมันสูบเลือดสูบเนื้อนางอย่างไร้ยางอาย ใช้เงินของนาง เสวยสุขบนความอดทนของนาง ยังคิดว่านางเป็นเพียงสตรีโง่งมผู้ไร้ที่พึ่ง บัดนี้เพียงถูกนางตอบแทนเล็กน้อย ก็พากันลนลานเหมือนสุนัขจนตรอกแล้วหรือ“งิ้วโรงนี้...”เสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปากของเฉินหรงอัน เบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงสะอื้น มีเพียงชิงเฉียวที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดเท่านั้นที่ได้ยิน“พวกเจ้าเป็นคนเริ่มมันขึ้นมาเอง”ชิงเฉียวชะงักไปเล็กน้อย มือที่ประคองนายหญิงพลันเย็นเฉียบ เฉินหรงอันยังคงก้มหน้า ริมฝีปากใต้ผ้าเช็ดหน้าค่อย ๆ ยกขึ้น“แต่อย่าหวัง... ว่าจะจบมันได้ง่าย ๆ” น้ำเสียงนั้นเบาเหลือเกิน แต่เย็นยะเยือกจนชิงเฉียวรู้สึกขนลุกไปทั้งร่าง“รีบเอาฝาโลงมาปิดเดี๋ยวนี้ ยังจะยืนชักช้าอะไรอยู่อีก อย่าให้ลูกสะใภ้ต้องเห็นภาพสะเทือนใจจนคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก”บ่าวไพร่กลุ่มหนึ่งรีบยกฝาโลงศพธรรมดาเข้ามา ทุกคนไม่กล้าชักช้า เพราะกลัวว่าฮูหยินจะเสียสติพุ่งเข้าไปกอดศพอี
ฝ่ามือเรียวบางฟาดลงกลางทรวงอกของร่างในผ้าห่อศพอย่างรุนแรง เสียงกระแทกดังสะท้านไปทั่วห้องโถงกู้เย่ว์เสวียนที่นอนนิ่งอยู่ในโลงถึงกับดวงตาเบิกโพลงใต้ผ้าขาว ความเจ็บปวดแล่นจากกลางอกทะลุไปถึงแผ่นหลัง ลมหายใจที่พยายามกลั้นไว้แทบสะดุดเขาเกือบส่งเสียงครางออกมา แต่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว เฉินหรงอันก็ร้องไห้โฮขึ้นอีกครั้ง“ท่านฟื้นขึ้นมาสิ!”ตุบ!“ฟื้นขึ้นมามองหน้าข้า!”ตุบ!“เหตุใดท่านจึงทิ้งข้าไว้คนเดียว!”ตุบ!“เหตุใดจึงใจดำกับข้าเช่นนี้!”ตุบ! ตุบ! ตุบ!เสียงฝ่ามือและกำปั้นกระแทกร่างดังต่อเนื่องไม่หยุดเฉินหรงอันทุบลงบนอก บนท้อง และช่วงไหล่ของกู้เย่ว์เสวียนครั้งแล้วครั้งเล่าต่อหน้าผู้คน นางคือภรรยาผู้เสียสติจากความโศกเศร้า แต่ความจริงแล้ว ทุกครั้งที่ลงมือ นางเลือกจุดอย่างแม่นยำ แรงพอดีให้เจ็บปวดรุนแรง แต่ไม่พอให้เลือดกระอักออกมาจนผู้คนจับพิรุธได้ตรงอกซ้าย ใต้ชายโครง กลางลิ้นปี่ ทุกจุดล้วนเป็นตำแหน่งที่เจ็บที่สุดกู้เย่ว์เสวียนทรมานจนร่างเกร็งกระตุก ใบหน้าภายใต้ผ้าห่อศพบิดเบี้ยวเหยเก เขาอยากร้อง อยากลุกขึ้นผลักนางออกไป อยากตะโกนถามว่านางบ้าไปแล้วหรือ แต่ทำไม่ได้ หากเขาขยับ หากเขาส่งเสียง ทุกอ
"หลังจากนี้หรือ ก็ปล่อยให้นางเป็นหม้ายไปจนตายอย่างไรเล่า ตามกฎหมาย สตรีที่เป็นหม้ายและไม่มีบุตรสืบสกุล สินเดิมย่อมตกอยู่ในความดูแลของจวนสามี อีกไม่นานทรัพย์สมบัติทั้งหมดของนางจะเป็นของตระกูลกู้"นางหัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนกล่าวต่อ"ส่วนเย่ว์เสวียน เมื่อเรื่องเงียบลง เขาจะเปลี่ยนชื่อใหม่ ใช้ชีวิตอยู่กับเมียรักและลูกชายวัยห้าขวบที่ชายแดน เสวยสุขด้วยเงินของนังเฉินหรงอัน ฮ่า ๆ ๆ ๆ"เสียงหัวเราะของคนทั้งสองดังขึ้นภายในห้อง แต่สำหรับเฉินหรงอัน มันไม่ต่างจากเสียงปีศาจหัวเราะอยู่ข้างหู ทุกถ้อยคำที่ได้ยิน ราวกับคมมีดนับพันเล่มกรีดผ่านความอดทนที่นางมีมาตลอดหกปีหกปี... หกปีที่นางค้ำจุนจวนแห่งนี้ หกปีที่นางควักเงินนับแสนตำลึง หกปีที่นางดูแลแม่ผัวราวกับมารดาแท้ ๆ สุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงคำว่านังแพศยาและแผนการจะปล้นทุกสิ่งจากนาง ดวงตาคู่งามค่อย ๆ เย็นลง เย็นจนไร้ซึ่งอุณหภูมิใด ๆสงสัยอยู่แล้วเชียวว่าแต่งงานยังหลอกได้ แล้วเรื่องตายจะจริงหรือบัดนี้ความรู้สึกของนางพังทลายจนหมด ความเมตตาทั้งหมดถูกเหยียบย่ำจนแหลกละเอียด เหลือเพียงจิตสังหารอันเงียบงัน ริมฝีปากแดงชาดค่อย ๆ ยกขึ้นช้า ๆ เป็นรอยยิ้
จากนั้นจึงทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง แขนเสื้อยาวถูกยกขึ้นปิดใบหน้า เสียงร้องไห้โฮดังขึ้นอย่างเจ็บปวด“ท่านแม่ทัพ...”“เหตุใดท่านจึงจากไปเช่นนี้...”น้ำเสียงสะอื้นนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียจนบ่าวไพร่รอบด้านต่างพากันน้ำตาคลอ ฮูหยินช่างน่าสงสารเหลือเกินแต่งงานมาหกปี สามีไม่เคยกลับบ้าน แม้แต่ห้องหอก็ยังไม่เคยได้เข้า บัดนี้กลับต้องกลายเป็นหม้ายเสียแล้วทว่า ไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังแขนเสื้อผ้าไหมสีแดงเข้ม ไม่มีใครรู้ว่า ดวงตาของเฉินหรงอันไม่ได้มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ที่ต้องแต่งงานเพราะครอบครัว ความรักไม่มีอยู่ตั้งแต่แรกแล้วแววตาคู่งามค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี ริมฝีปากแดงชาดที่ถูกซ่อนเอาไว้ค่อย ๆ ยกขึ้นช้า ๆกลายเป็นรอยยิ้มเย็นชาและอำมหิตข่าวร้ายที่ทำให้คนทั้งจวนร่ำไห้ กลับเป็นข่าวดีที่สุดที่นางได้รับในรอบหกปี ถ้านางไม่ได้ยินแม่สามีคุยกับบ่าวรับใช้คนสนิทก่อนหน้านี้ว่าอยากหลอกใช้นางให้เติมเต็มจวนกู้แห่งนี้ และอยากให้ลูกชายแต่งงานใหม่ นางคงยังโง่งมต่อไป‘กู้เย่ว์เสวียน ในที่สุดวันตายของเจ้าก็มาถึงเสียที’ในเมื่อสามีไม่เคยส่งข่าวคราว ไม่เคยส่งจดหมายหากัน ความผูก
เสียงประทัดมงคลที่เพิ่งเงียบหายไปไม่นานยังคงทิ้งกลิ่นควันกำยานจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ทั่วจวนแม่ทัพกู้ ผืนผ้าแพรสีแดงชาดถูกประดับแขวนไว้ตามชายคาและระเบียงเรือน อักษรฮี้สีทองอร่ามสะท้อนแสงโคมจนดูงดงามจับตาคืนนี้ควรเป็นคืนที่มีความสุขที่สุดของจวนแม่ทัพและควรเป็นคืนเริ่มต้นชีวิตคู่ของคนสองคนภายในเรือนหอที่ตกแต่งอย่างวิจิตร ‘เฉินหรงอัน’ บุตรสาวคนโตแห่งจวนเสนาบดีกรมพระคลังนั่งนิ่งอยู่บนเตียงมงคลอย่างสำรวมผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงปักดิ้นทองปกปิดใบหน้าอันงดงาม มือน้อยวางซ้อนกันบนตักอย่างเรียบร้อย แม้จะนั่งรอมาเป็นเวลานาน แต่นางยังคงรักษากิริยามารยาทอันงดงามไร้ที่ติสตรีทุกคนล้วนเคยวาดฝันถึงคืนเข้าหอ เฉินหรงอันเองก็ไม่ต่างกัน แม้การแต่งงานครั้งนี้จะเป็นการสมรสที่ผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูลเห็นชอบ หากนางก็เคยได้ยินชื่อเสียงของกู้เย่ว์เสวียนมานาน แม่ทัพหนุ่มผู้เก่งกาจ วีรบุรุษแห่งแผ่นดินต้าฉู่ บุรุษที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากฮ่องเต้นางไม่ถึงกับหลงรักบุรุษที่ไม่เคยพบหน้ามาก่อน แต่ก็พร้อมจะทำหน้าที่ภรรยาที่ดีอย่างสุดความสามารถทว่า... เสียงฝีเท้าเร่งรีบที่ดังขึ้นจากด้านนอกกลับทำลายค่ำคืนอันแสนสงบลง







