LOGIN“เจ้าเข้ามาทำอะไรที่นี่”นางเห็นดวงตาคมดุดันนั่นจ้องมองมายังนาง มืดมิดไม่เห็นแม้กระทั่งก้นบึ้งของหุบเหว ใบหน้าเขาเรียบเฉยเสียจนนางคาดเดาความรู้สึกไม่ได้ด้วยซ้ำถึงกระนั้นอวิ๋นถิงกลับกระตุกริมฝีปาก“ข้าทำขนมให้อี้เอ๋อร์ จึงนำมาฝากท่าน”จ้าวเฟิงเยี่ยนฟังคำนั้นตากระตุก หากเป็นเมื่อก่อนเขาก็มิใคร่คิดสงสัย ทว่าในเวลานี้นางที่เปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่ชวนสงสัยก่อนหน้านี้จะมิทำให้เขานึกระแวงได้อย่างไรแม่ทัพบูรพามองนางด้วยแววตาอึมครึ้ม“ขอบใจเจ้า”อวิ๋นถิงหลบดวงตาคู่นั้นที่มองมาอย่างคาดคั้น“ข้าขอตัวกลับก่อน”“ถิงถิง...”เสียงทุ้มเรียกนางอ่อนโยน ทำให้คนที่กำลังจะหมุนตัวจากไปหยุดฝีเท้าลง แต่ถึงเป็นดังนั้นก็มิได้หันมามองหน้าเขา“ท่านโหวมีเรื่องอันใดหรือไม่เจ้าคะ”เมื่อเห็นนางไม่ยอมหันมาสนทนา ร่างกำยำจึงเป็นฝ่ายเดินอ้อมไปหยุดตรงหน้านาง“เจ้าโกรธแค้นข้ามากหรือไม่”อวิ๋นถิงกลืนน้ำลายลำตัวสั่นเทิ้ม ไม่กล้าแม้กระทั่งจะช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าเขาตอนนี้ ดวงตากลมโตที่สั่นระริกถึงได้จับจ้องอยู่บนแผงอกกว้างที่ห่างจากนางเพียงไม่กี่ก้าว“เรื่องใดกันเจ้าคะ”นางตอบเสียงสั่น“หนังสือหย่าที่ข้ามอบ
หวงจื่อเซียงเดินนำมาก่อนจะหยุดลงในซอยแคบๆ ซอยหนึ่งอวิ๋นถิงหันมองซ้ายขวาอย่างไม่เข้าใจนัก ในซอยนี้ค่อนข้างเปลี่ยว รวมไปถึงผู้คนผ่านไปมาหากไม่สังเกตดีๆ ก็ยากต่อการมองเห็นนักว่านางอยู่ที่นี่“พี่เซียงมีเรื่องอันใดหรือไม่เจ้าคะ”นางถามเสียงค่อย เห็นใบหน้าเขาตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนหวงจื่อเซียงมองนางนิ่ง“เจ้าได้ยินเรื่ององค์รัชทายาทแคว้นซูแล้วหรือไม่”อวิ๋นถิงก้มหน้าลงอย่างขบคิดจะว่าไปตอนที่นางออกจากจวนแม่ทัพมานางก็ได้ยินผู้คนพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อยู่บ้าง รวมไปถึงมีป้ายประกาศแปะอยู่ตามฝาผนัง หากแต่นางมิได้สนใจ“พวกคนเหล่านั้นเข้ามาถึงเมืองหลวงแล้ว ทางการยังตามจับมิได้...”หวงจื่อเซียงพยักหน้าเบาๆ ลอบมองดวงหน้าของนางอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงกลืนน้ำลายเสียอึกหนึ่ง“ข้าคือองค์รัชทายาทที่พวกเขากล่าวถึง”สิ้นประโยคคนฟังก็เบิกตาโพลง ละล่ำละลักถามอย่างไม่มั่นใจ“เป็นท่าน?”หวงจื่อเซียงเห็นแววตาคล้ายไม่ไว้วางใจนั่นก็รีบเอื้อมมือไปคว้ามือบอบบางทั้งคู่ของนางไว้“ข้ามิได้มีเจตนาปิดบังเจ้า...ข้าเองก็เพิ่งรู้ก่อนหน้านี้ไม่นานเท่านั้น” ว่าไปแล้วก็ยิ้มขมขื่น เขาเพิ่งจะรู้เรื่องนี้ก่อนที่เป่ยเว
“ถิงถิงขอสิ้นวาสนากับท่านนับตั้งแต่วันนี้เช่นกัน...”เสียงของนางแผ่วเบานักแต่ก็ดังอยู่ในใจของเขา เพียงแค่เห็นนางกล่าวตัดวาสนาแล้วภายในอกก็บีบรัดเสียจนปวดหนึบเขาเห็นมารดาและมู่ลี่เจินลอบยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วก็ได้แต่เพิกเฉย หลายปีที่ผ่านมาแม้ปากจะบอกว่าแค้นเคืองสกุลอวิ๋น อยากให้นางได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจ ทนเห็นครอบครัวเขารังแกนางครั้งแล้วครั้งเล่ากลับเป็นเขาเองที่ทนไม่ไหวหลายคราที่เขาเห็นนางแอบร้องไห้เงียบๆ แต่กลับคลี่ยิ้มอย่างจริงใจต่อหน้าเขามันทำให้ในใจรู้สึกผิดมหันต์ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นหนึ่งเดียวในใจเขา...อวิ๋นถิงและสาวใช้ของนางเดินออกไปจากเรือนเซียงอี้อย่างเร่งรีบในขณะที่ดวงตาชำเลืองตามไปอย่างอาลัย“เยี่ยนเอ๋อร์...” ฮูหยินผู้เฒ่าก้าวเข้ามาหาพร้อมกับใช้มือแตะไหล่กำยำ “ในที่สุดเจ้าก็คิดได้ว่าสตรีผู้นั้นมิมีอันใดเหมาะที่จะเป็นฮูหยินเอกของเจ้า ในเมื่อเจ้าหย่านางแล้ว เจ้าก็แต่งตั้งเจินเอ๋อร์เป็นสะใภ้เอกของแม่ได้แล้ว”นัยน์ตาคนพูดพราวระยับในขณะที่จ้าวเฟิงเยี่ยนขบกรามแน่น“เวลานี้หาใช่เวลามงคล วันพรุ่งนี้ลูกต้องออกเดินทางไปชายแดนเพื่อทำศึก ยังมิทราบว่าจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด”กล่าวจบก็ห
ร่างกายเขาเริ่มคลายลงแล้ว...จ้าวเฟิงเยี่ยนใช้มือกุมขมับ เป็นเวลาร่วมสี่ชั่วยามที่เขาทนทรมานอยู่กับยาปลุกกำหนัดที่เล่นงานเสียจนร่างกายอ่อนล้าไปหมด จากความรู้สึกรุ่มร้อนดั่งถูกไฟลามเลียเมื่อคืนเริ่มเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บจากการนอนแช่ในน้ำอยู่ทั้งคืนเรือนร่างกำยำยืดตัวขึ้นลุกจากอ่าง เสียงน้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว รวมไปถึงกางเกงตัวในที่เปียกน้ำจนหยดลงกับพื้นเขาถอดกางเกงที่ชุ่มด้วยน้ำออก จากนั้นจึงไปหยิบชุดคลุมของอวิ๋นถิงขึ้นมาถือไว้อย่างครุ่นคิด สุดท้ายจึงตัดสินใจหยิบมันมาสวมใส่อย่างทุลักทุเล ถึงแม้จะตัวเล็กจนแทบผูกเชือกไม่ได้ แต่มันก็ทำให้ปิดบังร่างกายได้อยู่บ้างทันทีที่ออกมาจากหลังฉากกั้น เขาเห็นร่างบอบบางนั่งพิงอยู่ที่หัวเตียงด้วยใบหน้าอ่อนเพลีย ริมฝีปากหยักจึงกระตุกยิ้มขึ้นครั้งหนึ่งร่างเล็กถูกอ้อมแขนแข็งแรงช้อนขึ้นอุ้ม วางนางลงนอนในท่วงท่าที่แสนสบายอย่างอ่อนโยน ทว่ายังไม่ทันจะได้ผละออก ดวงตากลมโตก็ลืมขึ้นมอง ขาของนางถีบเขาออกไปแรงๆ อย่างลืมตัว!โครม!!“ท่าน”อวิ๋นถิงลุกขึ้นนั่งเลิ่กลั่ก มองดูร่างสูงใหญ่ที่หงายหลังล้มตึงจนเสื้อคลุมของนางเปิดออก เสื้อคลุมที่แสนเล็กจนแทบปิดบังอะไรนั่นไม
หลังจากคิดแผนการกับสะใภ้ได้สำเร็จ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงตั้งหน้าตั้งตารอจ้าวเฟิงเยี่ยนกลับจวนด้วยความมุ่งมั่นทันทีที่ได้ยินเสียงควบม้ามาถึง นางรีบลุกขึ้นยืน กวักมือเรียกจางจิ้งที่นั่งอยู่ไม่ไกล“เจ้ารีบไปตักซุปในครัวออกมาเร็วเข้า ลูกชายข้ากลับมาแล้ว”“เจ้าค่ะ”จางจิ้งที่กึ่งหลับกึ่งตื่นเบิกตาโพลงเมื่อได้ยินประโยคคำสั่งนั่นนางรีบวิ่งหายเข้าไปในครัวอย่างรวดเร็ว ภายในใจรู้สึกสงสัยอยู่บ้างว่าเพราะเหตุใดคืนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าถึงได้ดูขยันต้มซุปมันฝรั่งให้ท่านแม่ทัพทั้งที่ปกติแล้วนี่ควรจะเป็นเวลาเข้านอนของอีกฝ่ายทันทีที่ก้าวเข้ามาภายในห้องโถง ดวงตาคมก็เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของมารดาพร้อมทั้งร่างอวบเล็กน้อยนั่นเข้ามาใกล้ มือทั้งสองลูบไล้แก้มสากแผ่วเบา“ลูกแม่ ภายในวังวุ่นวายมากเลยหรือ”“ขอรับ”จ้าวเฟิงเยี่ยนตอบกลับไปด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง หลังจากนั้นจึงได้กลิ่นซุปหอมอบอวลค่อยๆ ลอยแตะเข้าจมูก“แม่เห็นว่าเจ้าทำงานหนัก แถมกลับมาเสียดึกดื่น กลัวเจ้าจะหิวจึงต้มซุปไว้ให้เจ้าอิ่มท้องก่อนจะนอน” ฮูหยินผู้เฒ่ากวักมือเรียกจางจิ้งให้ยกซุปเข้ามาใกล้ๆ หยิบถ้วยขนาดพอดีมือไปให้บุตรชาย “เจ้าดื่มตอนร้อนๆ เถิด”จ้าวเ
“องค์หญิง เจินเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง”ฮูหยินผู้เฒ่าเดินเข้ามาหาสะใภ้ทั้งสองด้วยรอยยิ้ม งานเลี้ยงฉลองวันนี้นางทราบดีว่าบุตรชายตั้งใจปิดบังมิบอกนางเพื่อไม่ให้คนทั้งสองไปหน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง...นางคิดอย่างมีเลศนัย เหตุใดนางจะปล่อยให้สตรีแซ่อวิ๋นผู้นั้นได้เดินเฉิดฉายเคียงกายกับจ้าวเฟิงเยี่ยนอย่างมีความสุข“ท่านแม่...”มู่ลี่เจินแสร้งตีสีหน้าเศร้าสร้อย รีบเข้าไปโอบกอดอีกฝ่ายอย่างออดอ้อน นัยน์ตาคู่สวยเต็มไปด้วยหยาดน้ำพร่างพราว เห็นดังนั้นแล้วองค์หญิงผิงหยางก็ได้แต่โคลงศีรษะเบาๆ“ท่านแม่ ผิงหยางเหนื่อยมากแล้ว ขอตัวไปพักผ่อนก่อนเจ้าค่ะ”ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้ารับอย่างไม่สนใจนัก สิ่งที่นางสนใจคือกิริยาของสะใภ้แสนรักของนางตรงหน้าที่แท้แล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ นางควรจะต้องเดินเข้ามาด้วยความยินดีที่ได้ทำให้อวิ๋นถิงขายหน้ามิใช่หรือ!ฮูหยินผู้เฒ่าประคองร่างอีกฝ่ายให้นั่งลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความขึ้งเครียด“เจ้าเล่ามา มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกันแน่”มู่ลี่เจินสะอึกสะอื้น ปาดน้ำตาออกอย่างน่าเวทนา“พี่เยี่ยนหลงเด็กคนนั้นเหลือเกินเจ้าค่ะ ถึงกับประกาศต่อหน้าผู้คนว่าเป็นบุตรชายของพี่เยี่ยนกับแม่นางอวิ๋น...”







