LOGINเสียงกระทบของดาบและเกราะดังสะท้อนออกมาจากหุบเขาลึก แสงอาทิตย์เริ่มตกดิน ขณะที่ทัพสองฝ่ายเตรียมปะทะกันในสนามรบที่เต็มไปด้วยควันของธุลีดินและกลิ่นคาวเลือด
"หยุดก่อน! ถอยทัพ!!"
เสียงของแม่ทัพฝั่งฝ่ายหนึ่งตะโกน สั่งให้หยุดการเคลื่อนไหวชั่วขณะ แม้กระทั่งการสู้รบที่เกิดขึ้นก็หยุดลงอย่างไม่รู้สาเหตุ
คำสั่งให้ถอยทัพ ไม่ใช่เสียงของเขาแต่อย่างใด หากเป็นฝ่ายศัตรูต่างหากที่ค่อยๆ ล่าถอยกันออกไปท่ามกลางความงุนงงของทุกคน
“ท่านแม่ทัพ ทัพเสริมมาช่วยแล้วขอรับ”
นายทหารคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา ชี้ให้ดูไฟคบเพลิงมากมายที่เกิดสว่างเจิดจ้าขึ้นทั้งห้าทิศ ดูเหมือนว่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่กำลังมุ่งหน้ามาในสนามรบในครั้งนี้
หัวคิ้วของมู่หรงเฉินบ่นเข้าหากัน ด้วยระยะทางแล้ว แม้จะเร่งฝีเท้าอย่างไม่หยุดพัก ก็มิอาจเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็วได้ขนาดนี้
หรือนี่จะเป็นเพราะสตรีผู้นั้นบอกให้เขาถ่วงเวลาให้ได้จนถึงพระอาทิตย์ตกดิน?
“เจ้ารอดูอยู่ทางนี้”
พูดจบมู่หรงเฉินก็ควบอาชาหันกลับไปเบื้องหลังเพื่อจะถามสิ่งที่เกิดขึ้นให้รู้เรื่องในทันที
ภายในกระโจมหลังใหญ่ตอนนี้มีคนบาดเจ็บเหลือไม่เยอะนัก บางส่วนที่ยังพอจะมีแรงอยู่บ้างถูกนางรวบรวมเข้ากลอุบายที่วางเอาไว้ทั้งหมดแล้ว
“เจ้าทำอะไรกันแน่”
เสียงทุ้มเข้มดุดังขึ้นมาก่อนที่จะเห็นตัวเสียอีก แต่ดูเหมือนว่าหญิงสาวจะไม่ได้สนใจประโยคคำถามของเขาด้วยซ้ำ
“อ้าว! มาแล้วเหรอ”
“......”
มู่หรงเฉินถลึงตามองพร้อมกับก้าวออกไปประชิดตัวนาง
“นั่งลงตรงนี้แล้วยื่นแขนมา ข้าจะทำแผลให้"
“เจ้าทำอะไรกันแน่”
มู่หรงเฉินยังคงย้ำถามคำถามเดิมเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกวักมือไหวๆ เรียกเขาเข้าไปนั่งโดยไม่ได้สนใจความใคร่รู้ของเขาเลย
เมื่อเห็นว่าใบหน้าเขายังคงตึงเครียดอยู่แบบนั้น จ้าวลี่อิงจึงผ่อนลมหายใจออกมาแล้วกระตุกมุมปากขึ้นมา
“ก็ดูเหมือนมีคนมาช่วยเยอะแยะไปหมดไม่ใช่หรือ”
“.......”
มู่หรงเฉินไม่ตอบ หากแต่เดินเข้ามานั่งลงตรงหน้านาง มิหนำซ้ำยังจ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตา
ไฟคบเพลิงที่มากมายเช่นนั้นเป็นฝีมือของนางจริงๆ!
“ท่านมั่นใจใช่หรือไม่ว่าพรุ่งนี้เช้าทัพเสริมของท่านจะมาถึงที่นี่ กลอุบายที่ข้าใช้ คงจะใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น”
ถึงแม้ในยามค่ำคืนจะมองเห็นเปลวไฟที่ลุกโชน แน่นอนว่าพอเข้ารุ่งสางศัตรูก็จะสามารถรับรู้ได้ว่านั่นเป็นเพียงไม้คบเพลิงที่ถูกจัดวางเอาไว้โดยไร้เงาผู้คน
ถึงตอนนั้นหากทัพเสริมจากวังหลวงยังไม่มา...
“พวกเราจะต้องรอด”
เขาตอบนางในทันทีที่เห็นว่าแววตาของนางสั่นไหว ก่อนหน้านี้เขาต้องการเพียงแค่ค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปได้เท่านั้น มาถึงตอนนี้แล้วยังมีความไม่มั่นใจอะไรอีก
จ้าวลี่อิงได้แต่ช้อนสายตามองเขาที่ถลกแขนเสื้อขึ้นแล้ววางแขนลงตรงหน้า
“เจ้าจะทำแผลให้ข้ามิใช่หรือ”
“อืม ให้ข้าดูหน่อย”
หญิงสาวลงมือทำความสะอาดบาดแผลและโรยผงยาลงไปอย่างเบามือ ในขณะที่สายตากำลังจดจ้องอยู่กับสิ่งที่กำลังทำ นางก็กล่าวขึ้นมาโดยไม่มองหน้าคู่สนทนา
“แผลผ่าตัดของท่านไม่มีอาการอะไรใช่หรือไม่”
“หายดีแล้ว”
นี่ไม่ใช่คำโป้ปด...แต่แผลผ่าตัดที่นางรักษาเขาหายแล้วจริงๆ
จ้าวลี่อิงมองดูร่องรอยฉีกขาดอย่างละเอียด
“ข้าจะเย็บแผล”
“ไม่ต้อง”
“มาถึงตอนนี้แล้วยังไม่ไว้ใจข้าอีก?”
นางถามเสียงสูงขึ้นมาใบหน้าบิดเบี้ยว ในขณะที่แววตาของชายหนุ่มเป็นประกายขึ้นมาวาววับ
“เอาเวลาเย็บแผลให้ข้าช่วยพวกเขาเถิด”
ถึงแม้ว่าจ้าวลี่อิงจะใช้เวลาอยู่ในกระโจมแห่งนี้สองวันสองคืนไปแล้ว ทว่าจำนวนผู้บาดเจ็บก็ยิ่งมีมากขึ้น ไม่สัมพันธ์กับหมอที่มีอยู่เพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้
“เหตุใดถึงทำเช่นนี้”
“ข้าทำอะไร”
“แบบที่เจ้าทำอยู่”
นับตั้งแต่วัยเยาว์ที่ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวยังลำบาก หรือจนถึงตอนที่เป็นแม่ทัพ มีทรัพย์สินมากมายมาวางกองอยู่ตรงหน้า เขาไม่เคยพบเห็นคนที่ทำอะไรโดยไม่ได้รับผลตอบแทน
จ้าวลี่อิงกลอกสายตาไปมาอย่างขบคิด
“ท่านเป็นแม่ทัพเพราะอะไร”
“ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”
เขาตอบออกมาแทบจะไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ อีกอย่างเขาต้องการใช้อำนาจที่มีทำลายล้างสกุลจ้าวให้สิ้นซากอย่างที่ทำสำเร็จไปแล้ว
“ข้าคงมองท่านผิดไปแล้ว” จ้าวลี่อิงหัวเราะออกมา สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่เรื่องผิด แต่นางคงจะมองเขาในแง่ดีเกินไป “ข้าคิดว่าท่านรู้สึกภาคภูมิใจที่รักษาบ้านเมืองไว้ได้เสียอีก”
“.......”
ชายหนุ่มครุ่นคิดอย่างเงียบๆ ที่ผ่านมาเขาพยายามดิ้นรนให้ตัวเองหลุดออกจากความลำบาก ต้องการแก้แค้นคนที่ทำให้ชะตาชีวิตในวัยเด็กของเขาเป็นเช่นนั้น
เขาเคยคิดว่าความต้องการของตนมีเพียงเท่านี้
“อันที่จริงการเสียสละตัวเองของท่านก็ดูเหมือนจะเกินจากเหตุผลที่ท่านมีอยู่นะ”
ถ้าหากเขาต้องการเพียงเท่านั้นจริงๆ มีหรือที่จะยอมเสี่ยงพานายทหารเล็กๆ หนีตายออกมาจากสมรภูมิรบ
ถ้าหากเขาไม่มีความเป็นผู้นำที่ดี คนของเขาทั้งหมดจะห่วงใยเขาถึงเพียงนี้เลยหรือ...นี่เป็นสิ่งที่นางปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเหมาะแก่การเป็นแม่ทัพจริงๆ
มู่หรงเฉินก้มลงมองอีกฝ่ายพร้อมกับกับกระตุกมุมปากขึ้นมาเล็กน้อย นัยน์ตามีความหมายบางอย่างเกิดขึ้นมาครู่หนึ่งก่อนจะจางหายไป
“ข้าต้องออกไปแล้ว”
เขาตรวจดูความเรียบร้อนที่ต้นแขนของตัวเองแวบหนึ่งก่อนที่จะปลดเสื้อลงมาปกคลุมเอาไว้
“ตั้งแต่มาถึงที่นี่ ข้ายังมิเห็นท่านพัก ตอนนี้สงครามหยุดอยู่มิใช่หรือ”
ตั้งแต่ที่เริ่มอุบายขึ้น นางรู้สึกว่าเสียงการสู้รบเงียบหายไปแล้วครู่ใหญ่ก่อนที่มู่หรงเฉินจะมาถึงที่นี่
“ข้าต้องอยู่เป็นขวัญกำลังใจให้พวกเขา”
พูดจบก็กระตุกยิ้มให้หญิงสาวครั้งหนึ่งและผลุนผลันเดินออกไปทันที ปล่อยให้จ้าวลี่อิงมองตามแผ่นหลังกำยำนั่นไปอย่างไม่รู้ตัวอยู่บ้าง
ถ้าหากไม่ติดว่าครั้งหนึ่งเขาเคยขับไล่นางออกจากจวนแม่ทัพพร้อมหนังสือหย่า นางคงจะเทคะแนนให้หมอนี้เต็มร้อย
เสียงที่ดังขึ้นขัดจังหวะของคนทั้งคู่ทำให้จางเหวินสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ เพราะนอกจากน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตรแล้วใบหน้าของคนที่มาใหม่ยังมีแต่ความตึงเครียดอาบอยู่“ท่านแม่ทัพ”“....”หางตาของมู่หรงเฉินกระตุก มองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าจนคนตรงหน้าตัวแข็งทื่อด้วยความหวาดหวั่นทั้งๆ ที่สงครามสิ้นสุดลงแล้ว เหตุใดท่านแม่ทัพต้องมองเขาด้วยสายตาเชือดเฉือนเช่นนั้นด้วยเล่า!“ขาของเจ้าหายแล้วหรือ”ที่แท้ชายผู้นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่เกือบจะสิ้นลมในสมรภูมิที่เขาอุตส่าห์หอบหิ้วมาให้นางรักษา“ดะ...ดีขึ้นแล้วขอรับท่านแม่ทัพ”ดีขึ้นก็คิดจะมาเกี้ยวสตรีของเขาเลย? รู้แบบนี้ทิ้งเอาไว้กลางสนามรบก็ดีไม่สิ...แกล้งๆ เข้าไปช่วยเหลือช้าอีกนิดก็คงจะอาการสาหัสกว่านี้ จะได้ไม่มีแรงมายืนมองผู้หญิงของเขาดวงตาเปล่งประกายเช่นนี้!“มีอะไรก็รีบไปทำเสีย”“ขอรับท่านแม่ทัพ”จางเหวินรีบเดินหนีออกไปทันที ถึงแม้ว่าเขายังคงต้องใช้ไม้ช่วยพยุงในการเดินอยู่ก็ตามหลังจากที่จางเหวินเดินหายไปจนลับสายตาแล้ว ดูเหมือนว่ารังสีอำมหิตที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็มลายหายไปในทันทีเช่นเดียวกันตอนนี้ใบหน้าของมู่หรงเฉินที่
ถ้าหากไม่ติดว่าครั้งหนึ่งเขาเคยขับไล่นางออกจากจวนแม่ทัพพร้อมหนังสือหย่า นางคงจะเทคะแนนให้หมอนี้เต็มร้อยคนอะไร...เท่ชะมัด!จ้าวลี่อิงใช้มือตีลงที่หน้าผากของตัวเองแรงๆ ครั้งหนึ่งเพื่อขับไล่ความคิดที่ไม่เข้าท่าเข้ามาในหัวถึงแม้เขาจะดีต่อคนทั้งโลกแล้วอย่างไร ในเมื่อหมอนั่นร้ายกับนางเพียงคนเดียว!!“ท่านหมอ เป็นอะไรไปหรือขอรับ”นายทหารคนหนึ่งที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ชะโงกหน้าเข้ามาถาม“ไม่มีอะไร เจ้ารู้สึกเจ็บตรงไหนล่ะ!”ในที่สุดเมื่อหันมาเห็นจำนวนคนบาดเจ็บที่รอคอยนางอยู่ ในสมองของนางก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นอีก ตอนนี้ก็ทำได้เพียงรักษาอาการเบื้องต้นจากหนึ่งคนไปอีกหนึ่งคนเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ในความรู้สึกของจ้าวลี่อิง นางไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าตัวเองให้การรักษาผ่านไปกี่คน จนกระทั่งเริ่มเห็นแสงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้ามาแล้วนั่นแหละนางถึงได้เดินไปชะโงกดูด้านนอกอย่างหนักอึ้งกลอุบายของนางไร้ผลแล้ว!เฮ!“ทัพเสริมมาแล้ว ทัพเสริมมาถึงแล้ว”เสียงตะโกนแพร่กระจายข่าวสารเสียงดังทำให้เกิดเสียงโห่ร้องดังตามมาอย่างยินดี แม้กระทั่งในกระโจมเองสีหน้าของทุกคนก็เต็มไปด้วยความเบิกบานใจในที่สุดก็มีโอกาสชนะแล้ว!ยั
เสียงกระทบของดาบและเกราะดังสะท้อนออกมาจากหุบเขาลึก แสงอาทิตย์เริ่มตกดิน ขณะที่ทัพสองฝ่ายเตรียมปะทะกันในสนามรบที่เต็มไปด้วยควันของธุลีดินและกลิ่นคาวเลือด"หยุดก่อน! ถอยทัพ!!"เสียงของแม่ทัพฝั่งฝ่ายหนึ่งตะโกน สั่งให้หยุดการเคลื่อนไหวชั่วขณะ แม้กระทั่งการสู้รบที่เกิดขึ้นก็หยุดลงอย่างไม่รู้สาเหตุคำสั่งให้ถอยทัพ ไม่ใช่เสียงของเขาแต่อย่างใด หากเป็นฝ่ายศัตรูต่างหากที่ค่อยๆ ล่าถอยกันออกไปท่ามกลางความงุนงงของทุกคน“ท่านแม่ทัพ ทัพเสริมมาช่วยแล้วขอรับ”นายทหารคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา ชี้ให้ดูไฟคบเพลิงมากมายที่เกิดสว่างเจิดจ้าขึ้นทั้งห้าทิศ ดูเหมือนว่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่กำลังมุ่งหน้ามาในสนามรบในครั้งนี้หัวคิ้วของมู่หรงเฉินบ่นเข้าหากัน ด้วยระยะทางแล้ว แม้จะเร่งฝีเท้าอย่างไม่หยุดพัก ก็มิอาจเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็วได้ขนาดนี้หรือนี่จะเป็นเพราะสตรีผู้นั้นบอกให้เขาถ่วงเวลาให้ได้จนถึงพระอาทิตย์ตกดิน?“เจ้ารอดูอยู่ทางนี้”พูดจบมู่หรงเฉินก็ควบอาชาหันกลับไปเบื้องหลังเพื่อจะถามสิ่งที่เกิดขึ้นให้รู้เรื่องในทันทีภายในกระโจมหลังใหญ่ตอนนี้มีคนบาดเจ็บเหลือไม่เยอะนัก บางส่วนที่ยังพอจะมีแรงอยู่บ้างถูกนางร
“อ๊ากกก”คนที่นอนหอบหายใจยอมหลับตาลงแต่โดยดี หญิงสาวหยิบมีดขนาดเล็กขึ้นมากรีดผิวหนังออกเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เห็นเส้นเลือดใหญ่ภายใน จากนั้นจึงค่อยๆ ต่อเส้นเลือดนั้นให้ติดกันถึงแม้จะไม่ถูกหลักทางการแพทย์นัก แต่นี่คือการแก้ไขเฉพาะหน้า ในเรื่องการติดเชื้ออาจจะต้องเฝ้าระวัง แต่ที่แน่ๆ หากนางไม่ลงมือทำเขาจะต้องสูญเสียเลือดจนตายไปก่อนจ้าวลี่อิงใช้เวลาอยู่กับบาดแผลบริเวณต้นขาราวหนึ่งชั่วยาม ถึงแม้จะต้องใช้สมาธิและรู้สึกเคร่งเครียดกว่าการเข้าห้องผ่าตัดในยุคปัจจุบันอยู่มาก แต่มือของนางก็ไม่สั่นคลอนเลยแม้แต่นิดเดียวในที่สุดการเย็บบาดแผลใหญ่ก็สิ้นสุดลง ชายคนนั้นหลุบตาต่ำลงมองดูจ้าวลี่อิงที่ค่อยๆ พันบาดแผลด้วยผ้าสีขาวสะอาด สายตาของเขาจับจ้องไปยังเสี้ยวใบหน้าด้านข้างของหญิงสาวอย่างชื่นชม“เดี๋ยวข้าจะเตรียมยาแก้ปวดเอาไว้ให้”“ขอบคุณแม่นาง”ประโยคชอบคุณนั่นทำให้หญิงสาวกระแอมไอออกมา คราวนี้ไม่ใช่ ท่านหมอ แต่เป็น แม่นาง ถึงแม้นางจะไม่เคยมีคนรักมาก่อนในชีวิต แต่ก็ไม่ได้โง่จนดูไม่ออกว่าแววตาของเขามีความสนใจซ่อนอยู่“เจ้านอนพักเถอะ”หญิงสาวเก็บของและเดินเลี่ยงออกไป ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรไปมากกว่านั้นป
ท้องฟ้ากลายเป็นสีเทาหม่นของเมฆราวกับเป็นสัญญาณของพายุร้ายที่กำลังเกิดขึ้น การรบระหว่างสองแคว้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มิหนำซ้ำยังได้ยินเสียงอาวุธกระทบกันอย่างต่อเนื่องร่างสูงใหญ่กระโดดลงจากหลังอาชาพร้อมกับรับตัวจ้าวลี่อิงที่กระโดดลงมาอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาดุร้ายจ้องมองศึกที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ทว่าในใจกลับร้อนรุ่มดุจเปลวไฟแผดเผาสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิดเสียอีก!“อาวุธของท่านแม่ทัพ ข้าให้คนจัดเตรียมเอาไว้แล้ว”ไฉฟานกล่าวขึ้นมาอย่างมีความหวัง เขารู้ดีว่าเมื่อท่านแม่ทัพได้สวมใส่ชุดเกราะ ถืออาวุธสงครามครบมือแล้ว อีกฝ่ายจะเต็มไปด้วยพละกำลังที่น่าเกรงขามและพร้อมทำลายศัตรูในทันที“คนบาดเจ็บเล่า”ถึงแม้ภาพที่เห็นตรงหน้าจะทำให้ภายในใจของจ้าวลี่อิงเกิดความหวาดหวั่นขึ้น ฉากสงครามที่เคยเห็นในจอแก้วเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว แม้กระทั่งจิตสังหารก็ทำให้นางรู้สึกแทบอยากจะอาเจียนออกมา“ข้าจะนำทางท่านหมอขอรับ”“รีบไป”หญิงสาวจับกล่องปฐมพยาบาล กระเป๋าย่ามที่บรรจุสมุนไพรเอาไว้แน่น แต่ก่อนที่จะหมุนตัวเดินจากไปดวงตาก็เหลือบมองมู่หรงเฉินที่กำลังก้มหน้าลงมาหานางเช
“ข้ารอดูว่าเจ้าจะกล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อใด เจ้าก็ยังนิ่งเฉย”ประโยคนั่นยิ่งทำให้ใบหน้าของคนฟังเหลอหลา นางก็คิดไปว่าเขาคงไม่พอใจที่นางกลั่นแกล้งมารดาเขาจนเกือบหมดสติไปรอบที่สอง แต่นี่ภายในใจของเขากลับรอนางเชิญชวนเข้าห้อง?“ไม่ต้องแล้ว”“หมายความว่าอย่างไร”น้ำเสียงของเขาเค้นต่ำลงเมื่อนางเอ่ยปฏิเสธ สิ่งที่เขาทำลงไปทำให้นางไม่พอใจตรงไหน ในเมื่อเขาอุตส่าห์ลงแรงช่วยเหลือนางไม่ให้เจ็บปวดอีกด้วยหากกล่าวว่าการร่วมอภิรมย์กับเขาไม่น่าประทับใจเท่าชายอื่น เห็นทีก็คงไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้นทำให้เขามั่นใจว่านางเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว“ครั้งเดียวก็เกินพอ”ในเมื่อนางเป็นคนเลือกวันที่ตรงเป๊ะที่สุดแบบนั้นแล้ว เชื่อใจได้เลยว่าไม่มีพลาด เพราะฉะนั้นนางจะไม่ร่วมหลับนอนกับเขาซ้ำเป็นครั้งที่สองให้เจ็บตัวโดยเปล่าประโยชน์แต่ดูเหมือนว่าทั้งหมดทั้งมวลนั่น ร่างสูงใหญ่ที่ทำท่าฮึดฮัดอยู่ตรงหน้าจะยังไม่เข้าใจ“เจ้ามิพอใจขั้นตอนไหนกันแน่”“ข้าไม่ได้ไม่พอใจขั้นตอนไหนทั้งนั้น”“เหตุใดถึงมิยอมให้ข้าร่วมเตียงกับเจ้าอีก”“เพราะว่ามันเจ็บ” จะถามเซ้าซี้อะไรนักหนา“ครั้งต่อไปไม่เจ็บแล้ว!”หญิงสาวกะพริบตาปร







