LOGINถ้าหากไม่ติดว่าครั้งหนึ่งเขาเคยขับไล่นางออกจากจวนแม่ทัพพร้อมหนังสือหย่า นางคงจะเทคะแนนให้หมอนี้เต็มร้อย
คนอะไร...เท่ชะมัด!
จ้าวลี่อิงใช้มือตีลงที่หน้าผากของตัวเองแรงๆ ครั้งหนึ่งเพื่อขับไล่ความคิดที่ไม่เข้าท่าเข้ามาในหัว
ถึงแม้เขาจะดีต่อคนทั้งโลกแล้วอย่างไร ในเมื่อหมอนั่นร้ายกับนางเพียงคนเดียว!!
“ท่านหมอ เป็นอะไรไปหรือขอรับ”
นายทหารคนหนึ่งที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ชะโงกหน้าเข้ามาถาม
“ไม่มีอะไร เจ้ารู้สึกเจ็บตรงไหนล่ะ!”
ในที่สุดเมื่อหันมาเห็นจำนวนคนบาดเจ็บที่รอคอยนางอยู่ ในสมองของนางก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นอีก ตอนนี้ก็ทำได้เพียงรักษาอาการเบื้องต้นจากหนึ่งคนไปอีกหนึ่งคน
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ในความรู้สึกของจ้าวลี่อิง นางไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าตัวเองให้การรักษาผ่านไปกี่คน จนกระทั่งเริ่มเห็นแสงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้ามาแล้วนั่นแหละนางถึงได้เดินไปชะโงกดูด้านนอกอย่างหนักอึ้ง
กลอุบายของนางไร้ผลแล้ว!
เฮ!
“ทัพเสริมมาแล้ว ทัพเสริมมาถึงแล้ว”
เสียงตะโกนแพร่กระจายข่าวสารเสียงดังทำให้เกิดเสียงโห่ร้องดังตามมาอย่างยินดี แม้กระทั่งในกระโจมเองสีหน้าของทุกคนก็เต็มไปด้วยความเบิกบานใจ
ในที่สุดก็มีโอกาสชนะแล้ว!
ยังไม่ทันที่จ้าวลี่อิงจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ชายในชุดสีเขียวอ่อนก็เดินเข้ามาราวห้าคน ทุกคนล้วนมีย่ามสะพายติดตัวมาด้วย ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ทหารแน่
“พวกเราคือหมอหลวงที่ฝ่าบาทส่งมาให้ช่วยเหลือกองทัพ”
ผู้ที่นำคนเหล่านี้มาบอกกล่าวก่อนที่จ้าวลี่อิงจะเปิดทางให้พวกเขาเดินเข้าไปกระจายตัวตามจุดต่างๆ
ได้พักเสียที!
เมื่อหมดห่วง หญิงสาวก็นั่งชันเข่าอยู่กับพื้น มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาปาดเหงื่อของตัวเองที่เกิดขึ้นเพื่อขับไล่ความเหน็ดเหนื่อย ตอนนี้เองนางเพิ่งจะรู้ว่าเรี่ยวแรงที่มีแทบไม่หลงเหลืออยู่อีก
สายตาของนางมองภาพตรงหน้าพร้อมกระตุกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม
เห็นคนป่วยที่ใกล้ตายค่อยๆ ฟื้นฟูตัวเองแบบนั้นแล้วก็รู้สึกดีเหลือเกิน!
จ้าวลี่อิงนั่งมองความชุลมุนวุ่นวายที่เกิดขึ้นอย่างเหม่อลอย ถึงแม้จะรู้ว่าพวกเขาจะต้องเผชิญกับงานหนักมากเพียงไร แต่ทว่าตอนนี้นางก็ไม่สามารถแม้จะชูคอได้อยู่อีก
ใบหน้าที่อิดโรยพิงกับเสาแล้วหลับตาลง ในขณะเดียวกันร่างสูงใหญ่ที่นางคุ้นเคยก็ก้าวเข้ามา สายตากวาดมองหาบางอย่างจนมีคนเอ่ยถาม
“ท่านแม่ทัพหาอะไรหรือขอรับ”
“หมอหญิงเล่า?”
คนอื่นๆ ได้แต่มองหน้ากันอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรท่านแม่ทัพจะต้องตามหาหมอหญิงคนเก่งผู้นั้นอย่างร้อนรนเช่นนั้นด้วย
“นางอยู่ตรงนั้นขอรับ”
พลั่ก!
เพียงแค่หันสายตาไปปะทะกับจ้าวลี่อิง ไม่ทันไรร่างบอบบางก็หงายหลังไปแล้ว โชคดีที่มู่หรงเฉินได้รับการฝึกวิทยายุทธมาเป็นอย่างดีสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตาเดียวก็สามารถใช้ท่อนแขนแข็งแรงรองรับเรือนร่างเล็กเอาไว้ก่อนที่นางจะกระแทกลงบนพื้นแข็งๆ
สตรีผู้นี้อดหลับอดนอนมาตั้งหลายคืน เมื่อถึงเวลาที่วางใจได้ก็หมดสติไปทันที
ช่างเป็นสตรีที่สามารถสร้างเรื่องให้ตัวเองได้ดีเหลือเกิน!
ทุกคนต่างมองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความเลิ่กลั่ก นอกจากท่านแม่ทัพจะรองรับร่างของหมอหญิงได้อย่างแม่นยำแล้ว ท่านแม่ทัพยังช้อนนางเข้ามาโอบอุ้มไว้ในอ้อมกอดอย่าง ทะนุถนอม และ สนิทสนม อีกด้วย
“ท่านแม่ทัพ ให้ข้าช่วยท่านเถอะ ท่านกำลังบาดเจ็บ...”
มีนายทหารใจดีคนหนึ่งยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยความห่วงใยเพราะเห็นแล้วว่าบริเวณต้นแขนของอีกฝ่ายเริ่มมีโลหิตไหลซึมออกมา
ทว่าสิ่งที่เขาได้รับตอบแทนนั่นก็คือแววตาที่แข็งกร้าวชำเลืองมองเขาเพียงหางตาแล้วอุ้มจ้าวลี่อิงที่หมดสติออกไปทันที
-------------------------------------------------------------------------------------------
แผ่นหลังที่แนบอยู่กับเบาะขนสัตว์นุ่มนิ่ม ขาและแขนทั้งสองข้างอ้าออกเต็มที่อย่างสบาย ลองขยับเล็กน้อยก็รู้สึกได้ทันทีว่าความเมื่อยล้าที่เกิดขึ้นมาได้รับการบรรเทาแล้ว
ว่าแต่ตอนนั้นนางเพียงแค่นั่งงีบอยู่กับเสาต้นหนึ่งไม่ใช่หรือ?
คิดได้แบบนั้นแล้วดวงตากลมโตก็เบิกโพลงขึ้นมา เด้งตัวลุกขึ้นนั่งในทันที นางมองไปรอบๆ อย่างเคลือบแคลงใจอยู่หลายส่วน
ภายในนี้ดูเหมือนกับกระโจมที่พักของคนบาดเจ็บจากการสู้รบ เพียงแต่ที่นี่ดูสบายและเล็กกว่า ความกว้างเพียงแค่หนึ่งหรือสองคนนอนเท่านั้น
จ้าวลี่อิงตั้งใจฟังเสียงที่พูดคุยกันดังขึ้นจากภายนอก เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีเสียงอาวุธกระทบกันก็ลอบผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หญิงสาวก้มมองชุดตัวเองที่ไม่ได้มีอะไรผิดปกติไป ทุกอย่างยังเรียบร้อยดีทุกประการ เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วก็ค่อยๆ ลงจากเตียงแล้วออกไปดูภายนอกอย่างรวดเร็ว
แสงจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องมาทำให้หญิงสาวหรี่ตกเล็กลงเพื่อทำความคุ้นเคย ทว่ายังไม่ทันที่จะได้สอดส่องมองสิ่งที่เกิดขึ้นว่าใครกำลังทำอะไรที่ไหน เบื้องหน้าของนางตอนนี้ก็มีชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่ยืนยิ้มกว้างจนตาหยี
ไม่ใช่มู่หรงเฉิน...หากแต่เป็นบุรุษวัยคึกคะนองที่มู่หรงเฉินหามเข้ามาให้นางรักษาในตอนนั้น
“แม่นาง ข้าเป็นห่วงท่านเหลือเกิน ท่านมิเป็นอันใดใช่หรือไม่”
“ข้าแค่ง่วงนิดเดียว”
“นิดเดียวอะไรกันขอรับ แม่นางสลบไปถึงสามวันสามคืน”
“ข้าหลับไปนานขนาดนั้นเลยหรือ!”
จ้าวลี่อิงทวนคำอย่างตื่นตกใจ นางรู้สึกว่าเพิ่งจะนอนหลับไปได้ไม่นาน แต่เวลากลับผ่านมาแล้วถึงสามวันสามคืน
มิน่าเล่านางถึงได้รู้สึกว่าภายในกระเพาะอาหารของนางตอนนี้ว่างเปล่าและส่งเสียงร้อง จ๊อกๆ ออกมา
“เห็นแม่นางไม่เป็นอะไรข้าก็สบายใจ”
“ว่าแต่เจ้าเถอะ แผลที่ขาเป็นอย่างไรบ้าง”
คำถามนั่นทำให้ดวงตาของอีกฝ่ายเป็นประกายเจิดจ้าขึ้นมาอย่างเบิกบานใจ
“แม่นางจำข้าได้?”
“อ่าฮะ”
หญิงสาวผงกศีรษะตอบรับ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะดีอกดีใจอะไรขนาดนั้น จะไม่ให้นางจำเขาได้อย่างไร ในกองทัพนี้มีแต่หมอนี่เท่านั้นแหละที่ถูกฟันเอาหน้าขา
ตอนทำสงครามยกขาขึ้นรับหรือ?
“เช่นนั้นข้าขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ข้าชื่อจางเหวิน เป็นนายกองหนุนทัพหลัง เพิ่งจะเข้ามารับราชการได้ไม่นาน”
ขณะที่พูดใบหูของอีกฝ่ายก็แดงก่ำขึ้นมาจนจ้าวลี่อิงฝืนยิ้มที่แสนแห้งเหือดออกไป
รุกหนักขนาดนี้ฟันธงได้เลยว่าไม่ใช่แค่การ ห่วงใย ในฐานะหมอและคนไข้แน่นอน
“หากมิรังเกียจ แม่นางบอกชื่อแซ่ของท่านให้ข้าได้หรือไม่”
“ข้าได้ยินชัดเจนแล้วว่าเจ้าแซ่จาง เพิ่งเข้ารับราชการที่กองหนุนทัพหลัง”
ไม่ใช่เสียงของสตรี แต่เป็นเสียงของบุรุษ!
ถ้าหากไม่ติดว่าครั้งหนึ่งเขาเคยขับไล่นางออกจากจวนแม่ทัพพร้อมหนังสือหย่า นางคงจะเทคะแนนให้หมอนี้เต็มร้อยคนอะไร...เท่ชะมัด!จ้าวลี่อิงใช้มือตีลงที่หน้าผากของตัวเองแรงๆ ครั้งหนึ่งเพื่อขับไล่ความคิดที่ไม่เข้าท่าเข้ามาในหัวถึงแม้เขาจะดีต่อคนทั้งโลกแล้วอย่างไร ในเมื่อหมอนั่นร้ายกับนางเพียงคนเดียว!!“ท่านหมอ เป็นอะไรไปหรือขอรับ”นายทหารคนหนึ่งที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ชะโงกหน้าเข้ามาถาม“ไม่มีอะไร เจ้ารู้สึกเจ็บตรงไหนล่ะ!”ในที่สุดเมื่อหันมาเห็นจำนวนคนบาดเจ็บที่รอคอยนางอยู่ ในสมองของนางก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นอีก ตอนนี้ก็ทำได้เพียงรักษาอาการเบื้องต้นจากหนึ่งคนไปอีกหนึ่งคนเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ในความรู้สึกของจ้าวลี่อิง นางไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าตัวเองให้การรักษาผ่านไปกี่คน จนกระทั่งเริ่มเห็นแสงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้ามาแล้วนั่นแหละนางถึงได้เดินไปชะโงกดูด้านนอกอย่างหนักอึ้งกลอุบายของนางไร้ผลแล้ว!เฮ!“ทัพเสริมมาแล้ว ทัพเสริมมาถึงแล้ว”เสียงตะโกนแพร่กระจายข่าวสารเสียงดังทำให้เกิดเสียงโห่ร้องดังตามมาอย่างยินดี แม้กระทั่งในกระโจมเองสีหน้าของทุกคนก็เต็มไปด้วยความเบิกบานใจในที่สุดก็มีโอกาสชนะแล้ว!ยั
เสียงกระทบของดาบและเกราะดังสะท้อนออกมาจากหุบเขาลึก แสงอาทิตย์เริ่มตกดิน ขณะที่ทัพสองฝ่ายเตรียมปะทะกันในสนามรบที่เต็มไปด้วยควันของธุลีดินและกลิ่นคาวเลือด"หยุดก่อน! ถอยทัพ!!"เสียงของแม่ทัพฝั่งฝ่ายหนึ่งตะโกน สั่งให้หยุดการเคลื่อนไหวชั่วขณะ แม้กระทั่งการสู้รบที่เกิดขึ้นก็หยุดลงอย่างไม่รู้สาเหตุคำสั่งให้ถอยทัพ ไม่ใช่เสียงของเขาแต่อย่างใด หากเป็นฝ่ายศัตรูต่างหากที่ค่อยๆ ล่าถอยกันออกไปท่ามกลางความงุนงงของทุกคน“ท่านแม่ทัพ ทัพเสริมมาช่วยแล้วขอรับ”นายทหารคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา ชี้ให้ดูไฟคบเพลิงมากมายที่เกิดสว่างเจิดจ้าขึ้นทั้งห้าทิศ ดูเหมือนว่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่กำลังมุ่งหน้ามาในสนามรบในครั้งนี้หัวคิ้วของมู่หรงเฉินบ่นเข้าหากัน ด้วยระยะทางแล้ว แม้จะเร่งฝีเท้าอย่างไม่หยุดพัก ก็มิอาจเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็วได้ขนาดนี้หรือนี่จะเป็นเพราะสตรีผู้นั้นบอกให้เขาถ่วงเวลาให้ได้จนถึงพระอาทิตย์ตกดิน?“เจ้ารอดูอยู่ทางนี้”พูดจบมู่หรงเฉินก็ควบอาชาหันกลับไปเบื้องหลังเพื่อจะถามสิ่งที่เกิดขึ้นให้รู้เรื่องในทันทีภายในกระโจมหลังใหญ่ตอนนี้มีคนบาดเจ็บเหลือไม่เยอะนัก บางส่วนที่ยังพอจะมีแรงอยู่บ้างถูกนางร
“อ๊ากกก”คนที่นอนหอบหายใจยอมหลับตาลงแต่โดยดี หญิงสาวหยิบมีดขนาดเล็กขึ้นมากรีดผิวหนังออกเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เห็นเส้นเลือดใหญ่ภายใน จากนั้นจึงค่อยๆ ต่อเส้นเลือดนั้นให้ติดกันถึงแม้จะไม่ถูกหลักทางการแพทย์นัก แต่นี่คือการแก้ไขเฉพาะหน้า ในเรื่องการติดเชื้ออาจจะต้องเฝ้าระวัง แต่ที่แน่ๆ หากนางไม่ลงมือทำเขาจะต้องสูญเสียเลือดจนตายไปก่อนจ้าวลี่อิงใช้เวลาอยู่กับบาดแผลบริเวณต้นขาราวหนึ่งชั่วยาม ถึงแม้จะต้องใช้สมาธิและรู้สึกเคร่งเครียดกว่าการเข้าห้องผ่าตัดในยุคปัจจุบันอยู่มาก แต่มือของนางก็ไม่สั่นคลอนเลยแม้แต่นิดเดียวในที่สุดการเย็บบาดแผลใหญ่ก็สิ้นสุดลง ชายคนนั้นหลุบตาต่ำลงมองดูจ้าวลี่อิงที่ค่อยๆ พันบาดแผลด้วยผ้าสีขาวสะอาด สายตาของเขาจับจ้องไปยังเสี้ยวใบหน้าด้านข้างของหญิงสาวอย่างชื่นชม“เดี๋ยวข้าจะเตรียมยาแก้ปวดเอาไว้ให้”“ขอบคุณแม่นาง”ประโยคชอบคุณนั่นทำให้หญิงสาวกระแอมไอออกมา คราวนี้ไม่ใช่ ท่านหมอ แต่เป็น แม่นาง ถึงแม้นางจะไม่เคยมีคนรักมาก่อนในชีวิต แต่ก็ไม่ได้โง่จนดูไม่ออกว่าแววตาของเขามีความสนใจซ่อนอยู่“เจ้านอนพักเถอะ”หญิงสาวเก็บของและเดินเลี่ยงออกไป ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรไปมากกว่านั้นป
ท้องฟ้ากลายเป็นสีเทาหม่นของเมฆราวกับเป็นสัญญาณของพายุร้ายที่กำลังเกิดขึ้น การรบระหว่างสองแคว้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มิหนำซ้ำยังได้ยินเสียงอาวุธกระทบกันอย่างต่อเนื่องร่างสูงใหญ่กระโดดลงจากหลังอาชาพร้อมกับรับตัวจ้าวลี่อิงที่กระโดดลงมาอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาดุร้ายจ้องมองศึกที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ทว่าในใจกลับร้อนรุ่มดุจเปลวไฟแผดเผาสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิดเสียอีก!“อาวุธของท่านแม่ทัพ ข้าให้คนจัดเตรียมเอาไว้แล้ว”ไฉฟานกล่าวขึ้นมาอย่างมีความหวัง เขารู้ดีว่าเมื่อท่านแม่ทัพได้สวมใส่ชุดเกราะ ถืออาวุธสงครามครบมือแล้ว อีกฝ่ายจะเต็มไปด้วยพละกำลังที่น่าเกรงขามและพร้อมทำลายศัตรูในทันที“คนบาดเจ็บเล่า”ถึงแม้ภาพที่เห็นตรงหน้าจะทำให้ภายในใจของจ้าวลี่อิงเกิดความหวาดหวั่นขึ้น ฉากสงครามที่เคยเห็นในจอแก้วเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว แม้กระทั่งจิตสังหารก็ทำให้นางรู้สึกแทบอยากจะอาเจียนออกมา“ข้าจะนำทางท่านหมอขอรับ”“รีบไป”หญิงสาวจับกล่องปฐมพยาบาล กระเป๋าย่ามที่บรรจุสมุนไพรเอาไว้แน่น แต่ก่อนที่จะหมุนตัวเดินจากไปดวงตาก็เหลือบมองมู่หรงเฉินที่กำลังก้มหน้าลงมาหานางเช
“ข้ารอดูว่าเจ้าจะกล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อใด เจ้าก็ยังนิ่งเฉย”ประโยคนั่นยิ่งทำให้ใบหน้าของคนฟังเหลอหลา นางก็คิดไปว่าเขาคงไม่พอใจที่นางกลั่นแกล้งมารดาเขาจนเกือบหมดสติไปรอบที่สอง แต่นี่ภายในใจของเขากลับรอนางเชิญชวนเข้าห้อง?“ไม่ต้องแล้ว”“หมายความว่าอย่างไร”น้ำเสียงของเขาเค้นต่ำลงเมื่อนางเอ่ยปฏิเสธ สิ่งที่เขาทำลงไปทำให้นางไม่พอใจตรงไหน ในเมื่อเขาอุตส่าห์ลงแรงช่วยเหลือนางไม่ให้เจ็บปวดอีกด้วยหากกล่าวว่าการร่วมอภิรมย์กับเขาไม่น่าประทับใจเท่าชายอื่น เห็นทีก็คงไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้นทำให้เขามั่นใจว่านางเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว“ครั้งเดียวก็เกินพอ”ในเมื่อนางเป็นคนเลือกวันที่ตรงเป๊ะที่สุดแบบนั้นแล้ว เชื่อใจได้เลยว่าไม่มีพลาด เพราะฉะนั้นนางจะไม่ร่วมหลับนอนกับเขาซ้ำเป็นครั้งที่สองให้เจ็บตัวโดยเปล่าประโยชน์แต่ดูเหมือนว่าทั้งหมดทั้งมวลนั่น ร่างสูงใหญ่ที่ทำท่าฮึดฮัดอยู่ตรงหน้าจะยังไม่เข้าใจ“เจ้ามิพอใจขั้นตอนไหนกันแน่”“ข้าไม่ได้ไม่พอใจขั้นตอนไหนทั้งนั้น”“เหตุใดถึงมิยอมให้ข้าร่วมเตียงกับเจ้าอีก”“เพราะว่ามันเจ็บ” จะถามเซ้าซี้อะไรนักหนา“ครั้งต่อไปไม่เจ็บแล้ว!”หญิงสาวกะพริบตาปร
“อา...ตรงนั้น แรงๆ หน่อย”เสียงหวานกล่าวออกมา ดวงตาหลับพริ้มอย่างสุขสบาย ฝ่ามือของอีกฝ่ายก็เพิ่มแรงนวดคลึงขึ้นตามคำร้องขอ“เมื่อคืนนี้...”“ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างเรียบร้อยดี”จ้าวลี่อิงเอ่ยออกมาอย่างภาคภูมิใจ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่นางวางเอาไว้ แต่ไม่คิดเลยว่าร่างกายจะปวดเมื่อยราวกับออกกำลังกายติดต่อกันเป็นสิบชั่วโมงแบบนี้แม้แต่ลัคกี้ที่นอนหมอบอยู่ข้างๆ ก็ยังอยากมีส่วนร่วม ลุกขึ้นมาใช้สองขาหน้านวดคลึงตักนุ่มนิ่ม“วันนี้ข้าจะต้มซุปไก่บำรุงร่างกายให้คุณหนู ดีหรือไม่เจ้าคะ”“ซุปไก่ของเจ้ารสชาติถูกปากข้าที่สุด”เสียงสนทนาที่เต็มไปด้วยความสุขเช่นนั้นทำให้คนที่กำลังเดินออกมาแสดงความไม่สบอารมณ์หงจื่อเดินตรงมาทางจ้าวลี่อิงทันที“เจ้าเอาลูกของข้าไปไว้ที่ไหน”ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ที่มู่หรงเฉินออกไป ก็ไม่กลับเข้ามาอีก...จนกระทั่งถึงตอนนี้แล้วนางก็ยังไม่เจอบุตรชายเลยด้วยซ้ำหญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะแสร้งทำหน้าตกใจ ยกมือขึ้นทาบอก“ท่านแม่ทัพออกจากห้องของข้าไปตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง ยังมิกลับไปหาท่านอีกหรือเจ้าคะ”“เหตุใดเฉิงเฉิงถึงไปอยู่ในห้องของเจ้า”น้ำเสียงของคนพูดมีแต่ความร้อนรนเกิดขึ้น นี่ไม่ได้







