Masukเมื่อดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดเขาเหมยสวรรค์ บรรยากาศในตำหนักเพียวเสวี่ยกงก็กลับมาหนาวเหน็บและหนักอึ้งอีกครั้ง พิษอสูรฝันกลืนจิตที่ถูกระงับไว้ในตอนกลางวัน เริ่มปะทุขึ้นมาตามวัฏจักรของมัน
เสี่ยวเถาในชุดสีชมพูตัวเก่งที่ซักจนสะอาดสะอ้าน ก้าวเดินเข้ามาในห้องบรรทมอย่างเงียบเชียบ นางลอบมองใบหน้าหล่อเหลาของมหาเทพเฉิงหลันที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงหยก คิ้วเข้มของเขาขมวดแน่น เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก เส้นเลือดสีดำเริ่มลามขึ้นมาตามลำคออีกครั้ง
"กลางวันหน้าตึงใส่ข้า กลางคืนกลับมานอนหมดสภาพ ท่านนี่มันภาระของธุลีท้อจริงๆ เลยนะเจ้าคะ" นางพึมพำเบาๆ พลางถอนหายใจ
แม้ปากจะบ่น แต่มือน้อยๆ กลับเอื้อมไปหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาซับหน้าให้เขาอย่างเบามือ ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนผิวแก้มที่เย็นเฉียบ ร่างสูงใหญ่ก็กระตุกเกร็ง พลังเวทสีดำเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศในห้องบิดเบี้ยว
"เวลาหมดแล้วสินะ..." เสี่ยวเถากลืนน้ำลาย รวบรวมความกล้าแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงหยก
นางพยายามขยับแขนขวาที่ยังคงปวดหนึบจากรอยอักขระเส้นแรกอย่างระมัดระวัง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกพลังจากหัวใจบรรพกาล ทาบสองมือลงบนแผ่นอกกว้าง แล้วร่ายอาคมเชื่อมจิตทันที
เพียงพริบตาเดียว ร่างของเสี่ยวเถาก็ถูกดูดกลืนเข้ามาในโลกจำลอง... ทว่าคืนนี้นางไม่ได้ยืนอยู่กลางป่าเหมยเหมือนคืนก่อน แต่นางกลับร่วงหล่นลงมาบนเตียงน้ำแข็งขนาดใหญ่กลางพายุหิมะ!
ยังไม่ทันที่นางจะยันตัวลุกขึ้น ร่างสูงใหญ่ของเฉิงหลันก็ทาบทับลงมาดั่งราชสีห์ตะครุบเหยื่อ!
"อ๊ะ! มะ... มหาเทพ!"
เสี่ยวเถาร้องเสียงหลง ทว่าเสียงของนางกลับถูกกลืนกินหายไปในลำคอทันที เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวบดขยี้ลงมาอย่างดุดันและหิวกระหายยิ่งกว่าคืนแรก!
เฉิงหลันในค่ำคืนนี้ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิง ดวงตาของเขาแดงก่ำดั่งโลหิต พิษร้ายที่ลุกลามทำให้เขากลายเป็นเพียงอสูรที่โหยหารสหวานจากโอสถตรงหน้า เขาไม่ได้มองนางในฐานะม้าดีดกะโหลก หรือเทพฝึกหัดที่น่ารังเกียจ เขารู้เพียงแค่ว่า สตรีใต้ร่างนี้คือน้ำทิพย์ชโลมใจที่เขาขาดไม่ได้
"อื้อออ!" เสี่ยวเถาประท้วงในลำคอ พยายามเบือนหน้าหนีเพื่อกอบโกยอากาศหายใจ ทว่ามือหนากลับรวบข้อมือทั้งสองข้างของนางตรึงไว้เหนือศีรษะอย่างง่ายดายด้วยมือเพียงข้างเดียว
จุมพิตของเขาเปลี่ยนจากริมฝีปาก เลื่อนต่ำลงมาที่ซอกคอขาวผ่อง ปลายลิ้นร้อนชื้นลากไล้ไปตามแนวชีพจร ทำเอาเสี่ยวเถาสะท้านเฮือก ร่างกายอ่อนระทวยราวกับขี้ผึ้งลนไฟ
"หวาน...เจ้าช่างหอมหวานเหลือเกิน" เสียงทุ้มแหบพร่าครางกระหึ่มในลำคอราวกับสัตว์ป่าที่กำลังหลงใหลในรสชาติเหยื่อ
"ปล่อย... ข้าเจ็บ..." นางครางเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้า
แต่คำขอร้องของนางไม่อาจส่งไปถึงจิตสำนึกของเขา เฉิงหลันฝังคมเขี้ยวลงบนลาดไหล่ขวาของนางอย่างแรง!
"โอ๊ย!!"
ความเจ็บปวดราวกับถูกฟ้าผ่าแล่นปราดไปทั่วร่างเสี่ยวเถา! รอยอักขระอสูรเส้นที่สองกำลังสลักลึกลงไปบนผิวเนื้อขาวเนียน ซ้อนทับกับรอยเดิม พลังธาตุไม้ในตัวนางถูกสูบออกไปเพื่อชำระล้างพิษสีดำที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาแทนที่
เสี่ยวเถากัดริมฝีปากตนเองจนห้อเลือดเพื่อกลั้นเสียงร้องไห้ ร่างเล็กสั่นเทาอย่างรุนแรงภายใต้การเกาะกุมของบุรุษผู้แข็งแกร่ง เขาโอบกอดนางไว้แน่น กอดรัดราวกับจะบดขยี้กระดูกนางให้แหลกเหลวแล้วกลืนกินเข้าไปทั้งตัว
ในโลกความจริง เขาคือเกล็ดหิมะที่ผลักไสนางให้ห่างไกล แต่ในความฝันนี้... เขาคือเปลวเพลิงที่พันธนาการนางไว้ด้วยความปรารถนาอันบ้าคลั่ง!
เสี่ยวเถาหลับตาลงปล่อยให้น้ำตาหยดใสไหลรินอาบแก้ม นางต้องทนรับรสจูบที่เร่าร้อนและการกัดกินที่แสนเจ็บปวดนี้ไปจนกว่าพิษของราตรีที่สองจะถูกถ่ายเทจนหมด
...ท่านจำอะไรไม่ได้เลยมหาเทพ ท่านเห็นข้าเป็นแค่ยาวิเศษที่รองรับสัญชาตญาณดิบของท่าน แล้วเมื่อใดเล่า ที่ยี่สิบสองราตรีนี้จะสิ้นสุดลงเสียที คำตัดพ้อดังก้องอยู่ในใจของธุลีท้อผู้น่าสงสาร ก่อนที่สติของนางจะดับวูบไปพร้อมกับพายุหิมะในห้วงฝันที่ค่อยๆ สงบลง
***************
เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน แสงสีทองประกายเจิดจ้าก็ทาบทับลงบนยอดหลังคาศิลาของวังหิมะโปรย
มหาเทพเฉิงหลันลืมตาขึ้นช้าๆ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอและทรงพลังยิ่งกว่าเมื่อวาน พิษอสูรฝันที่เคยแผดเผาชีพจรสงบราบคาบราวกับถูกน้ำแข็งพันปีสะกดไว้ ทว่าสิ่งที่ทำให้คิ้วเข้มต้องขมวดเข้าหากัน คือความรู้สึกโหว่งเหวงข้างกาย... และ 'กลิ่นหอมหวาน' ของดอกท้อที่ยังคงอวลฝังลึกอยู่ในลมหายใจ
เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง กวาดสายตามองไปรอบห้องบรรทมที่กว้างขวาง
ว่างเปล่า... ไม่มีเงาของสตรีร่างเล็กที่ชอบทำตัวเป็นม้าดีดกะโหลก ไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วที่น่ารำคาญ มีเพียงรอยยับย่นจางๆ บนผ้าปูเตียงหยก และ 'กลีบท้อสีชมพู' กลีบหนึ่งที่ร่วงหล่นอยู่หมิ่นเหม่
เฉิงหลันหยิบกลีบดอกไม้นั้นขึ้นมา นัยน์ตาสีรัตติกาลหรี่ลง... ในห้วงฝันที่เลือนราง เขารับรู้เพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความหิวกระหายที่ถูกเติมเต็ม รสชาติหวานล้ำที่เขากลืนกินอย่างตะกละตะกลามนั้นยังคงตราตรึงอยู่ที่ปลายลิ้น
"นางไปไหน?" มหาเทพเอ่ยถามเสียงเรียบ เมื่อเซียนรับใช้ยกอ่างล้างหน้าเข้ามา
"เรียนมหาเทพ แม่นางเสี่ยวเถาตื่นตั้งแต่ก่อนฟ้าสางแล้วพ่ะย่ะค่ะ เห็นว่ามีท่าทีรีบร้อนและเดินกะเผลกเล็กน้อย... พอพวกข้าน้อยจะเข้าไปประคอง นางก็บอกเพียงว่าปวดเมื่อยจากการนอนผิดท่า แล้วก็รีบกลับป่าเหมยไปเลยพ่ะย่ะค่ะ"
เฉิงหลันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ท่าทางหลบๆ ซ่อนๆ ของนางยิ่งทำให้ความหงุดหงิดระคนสงสัยตีตื้นขึ้นมาในอก... นางบอกเองมิใช่หรือว่าด่านเคราะห์ของนางคือข้า? แล้วเหตุใดพอเช้าขึ้นมาถึงได้หนีหน้าไปเสียทุกครั้ง?
เมื่อดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดเขาเหมยสวรรค์ บรรยากาศในตำหนักเพียวเสวี่ยกงก็กลับมาหนาวเหน็บและหนักอึ้งอีกครั้ง พิษอสูรฝันกลืนจิตที่ถูกระงับไว้ในตอนกลางวัน เริ่มปะทุขึ้นมาตามวัฏจักรของมันเสี่ยวเถาในชุดสีชมพูตัวเก่งที่ซักจนสะอาดสะอ้าน ก้าวเดินเข้ามาในห้องบรรทมอย่างเงียบเชียบ นางลอบมองใบหน้าหล่อเหลาของมหาเทพเฉิงหลันที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงหยก คิ้วเข้มของเขาขมวดแน่น เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก เส้นเลือดสีดำเริ่มลามขึ้นมาตามลำคออีกครั้ง"กลางวันหน้าตึงใส่ข้า กลางคืนกลับมานอนหมดสภาพ ท่านนี่มันภาระของธุลีท้อจริงๆ เลยนะเจ้าคะ" นางพึมพำเบาๆ พลางถอนหายใจแม้ปากจะบ่น แต่มือน้อยๆ กลับเอื้อมไปหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาซับหน้าให้เขาอย่างเบามือ ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนผิวแก้มที่เย็นเฉียบ ร่างสูงใหญ่ก็กระตุกเกร็ง พลังเวทสีดำเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศในห้องบิดเบี้ยว"เวลาหมดแล้วสินะ..." เสี่ยวเถากลืนน้ำลาย รวบรวมความกล้าแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงหยกนางพยายามขยับแขนขวาที่ยังคงปวดหนึบจากรอยอักขระเส้นแรกอย่างระมัดระวัง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกพลังจากหัวใจบรรพกาล ทาบสองมือลงบนแผ่นอกกว้าง แล้วร่ายอาค
แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักเพียวเสวี่ยกง กระทบเปลือกตาของบุรุษผู้หลับใหลมหาเทพเฉิงหลันค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือความเบาสบายในจุดตันเถียน ความเจ็บปวดเจียนตายจากพิษอสูรฝันบรรพกาลเมื่อคืนมลายหายไปกว่าครึ่ง ทว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลับเป็น 'รสหวาน' จางๆ ที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น และความรู้สึกโหยหาบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ในอกเขายันตัวลุกขึ้นนั่ง พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างเล็กๆ ในชุดสีชมพูที่นอนฟุบสลบไสลอยู่ข้างเตียงหยก"เสี่ยวเถา?"เฉิงหลันขมวดคิ้วมุ่น ยัยม้าดีดกะโหลกผู้นี้เข้ามาในห้องบรรทมของเขาตั้งแต่เมื่อใด? ทว่าเมื่อเพ่งมองชัดๆ เขากลับต้องชะงัก ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยกวนประสาทเขาบัดนี้ซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามกรอบหน้า แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือ ริมฝีปากอวบอิ่มของนาง มันทั้งแดงช้ำและเจ่อบวม ราวกับเพิ่งถูกบดขยี้มาอย่างหนักหน่วง!หัวใจของเกล็ดหิมะผู้สูงส่งกระตุกวูบอย่างประหลาด เขาเอื้อมมือหมายจะปลุกนาง ทว่าเสียงฝีเท้าของเซียนรับใช้และเทพโอสถก็ดังขึ้นเสียก่อน"มหาเทพ! ทรงฟื้นแล้ว!" เซียนรับใช้รีบกรูเข้ามาพร้อมกับถาดหยกที่มีถ้วยยาโอสถควันฉุยสองถ้วย"เกิดอะไร
"มหาเทพ! ท่านอยู่ที่ใด!" นางตะโกนฝ่าพายุ ทว่าเสียงกลับกลืนหายไปในอากาศทันใดนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ก็พุ่งทะยานลงมาจากกิ่งเหมยบรรพกาล ความเร็วนั้นเหนือชั้นจนเสี่ยวเถาตั้งตัวไม่ติด ร่างบอบบางของนางถูกกระชากอย่างแรงจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่!"อ๊ะ!"นางครางด้วยความจุก ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น สองตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงบุรุษที่ตรึงร่างนางไว้กับต้นไม้คือ เฉิงหลัน ทว่าเขาไม่ใช่เทพสงครามผู้เคร่งขรึมเจ้าระเบียบอีกต่อไป อาภรณ์สีขาวหลุดลุ่ยเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เส้นผมสีดำสนิทสยายไปตามสายลม ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งเขาหอบหายใจหนักหน่วง โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่องของนางทันที!"ดะ...เดี๋ยว! มหาเทพ! นี่ข้าเอง เสี่ยวเถา!" นางพยายามใช้สองมือเล็กๆ ดันแผงอกเขาออก แต่อีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งดั่งภูผาหินเฉิงหลันไม่ฟังเสียงประท้วงใดๆ พิษอสูรฝันได้ทำลายสติสัมปชัญญะและกำแพงน้ำแข็งในใจเขาจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความปรารถนาลึกล้ำ จมูกโด่งสันสูดดมกลิ่นหอมหวานของดอกท้อที่แผ่ออกมาจากกายเนื้อของนางราวกับคนเสพติด"หอมเหลือเกิ
เสียงทรงอำนาจและแหบพร่าดังก้องมาจากหน้าประตู เหล่าเทพชั้นสูงต่างแหวกทางและคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เมื่อร่างของท่านย่าเทพมารดรจินหมู่ มารดาแห่งเทพชั้นฟ้าก้าวเดินเข้ามาท่านย่าจินหมู่คือเทพสตรีที่อาวุโสที่สุดในสวรรค์ แม้เส้นผมจะขาวโพลน แต่ดวงตากลับเฉียบคมและทรงพลัง นางเดินตรงไปที่เตียงหยก ปรายตามองรอยอักขระพิษบนร่างเฉิงหลันเพียงแวบเดียว ก่อนจะพยักหน้า"เทพโอสถพูดถูก พิษนี้ไม่มียาถอน" ท่านย่าจินหมู่เอ่ยเสียงเรียบ "แต่มิใช่ว่าจะไม่มี 'ผู้รักษาสมดุล' ที่สามารถชำระล้างมันได้""ผู้รักษาสมดุลหรือพ่ะย่ะค่ะ? ใครกันที่มีตบะแก่กล้าพอจะรับพิษบรรพกาลแทนมหาเทพได้โดยไม่ตายเสียก่อน?" เทพโอสถถามอย่างตื่นเต้นท่านย่าจินหมู่ไม่ตอบคำถามนั้น ทว่าสายตาเฉียบคมของนางกลับตวัดวูบฝ่าฝูงชน ไปหยุดอยู่ที่มุมห้อง... ตรงที่สตรีร่างเล็กในชุดสีชมพูเปื้อนเลือดดำกำลังยืนกอดอสูรดอกท้อตัวสั่นงันงกอยู่"เสี่ยวเถา...ก้าวออกมานี่"เสี่ยวเถาสะดุ้งเฮือก นางชี้หน้าตัวเองอย่างงงๆ "ขะ... ข้าหรือเจ้าคะท่านย่า?""ใช่ เจ้าคือกุญแจเพียงดอกเดียว" ท่านย่าจินหมู่ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "เทพธิดาจากสวนท้อผู้นี้ มีแกนเซีย
ร่างของราชันย์อสูรพองออกและระเบิดตูม กลายเป็นเข็มหมอกสีดำสนิทนับพันเล่ม พุ่งทะลวงฝ่ากำแพงน้ำแข็งของเฉิงหลันเข้ามาทุกทิศทาง มันคือ 'พิษอสูรฝันกลืนจิต' คำสาปบรรพกาลที่ไร้ซึ่งยารักษา!เฉิงหลันตวัดกระบี่ปัดป้องด้วยความเร็วสูงสุด ทว่ามีเข็มหมอกเพียงเล่มเดียวที่รอดพ้นคมกระบี่...มันพุ่งเสียบเข้าที่หัวไหล่ขวาของเขาอย่างจัง!ฉึก!"อึก!" เฉิงหลันกัดฟันกรอด คิ้วเข้มกระตุกเข้าหากัน พิษร้ายนั้นไม่ได้สร้างบาดแผลทางกาย แต่มันแทรกซึมผ่านเกราะเงิน ทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรและแกนเซียนโดยตรง ความเจ็บปวดราวกับถูกไฟนรกแผดเผาแล่นปราดไปทั่วร่างแม้จะถูกพิษ แต่มหาเทพสงครามหาได้ทรุดลงไม่ เขากัดข่มความเจ็บปวด รวบรวมตบะเฮือกสุดท้ายฟาดฟันกระบี่หานเหมย ปลดปล่อยพลัง 'ศูนย์องศาสัมบูรณ์' แช่แข็งรอยแยกมิติและปิดผนึกแดนกลืนดาราได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อการศึกสงบลง แสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องลงมา ทว่าร่างสูงสง่าที่ยืนตระหง่านอยู่บนกองซากศพอสูรกลับโซเซเล็กน้อยเฉิงหลันใช้กระบี่ยันพื้นดินไว้เพื่อพยุงตัว เขากระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาคำโต หยดเลือดเปื้อนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์จนดูน่ากลัว พิษอสูรฝันเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เขามองปลายนิ้วตัวเองด้วยความสับสน...เหตุใดสัมผัสจากธุลีท้อนางนี้ ถึงมีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของเขาถึงเพียงนี้ทว่ายังไม่ทันที่มหาเทพจะได้หาคำตอบให้หัวใจตนเอง ท้องฟ้าเหนือตำหนักเพียวเสวี่ยกงพลันปรากฏแสงสีชาดสาดส่อง ระฆังสวรรค์ดังกังวานสิบสองกริ่ง สัญญาณแห่งวิกฤตการณ์ขั้นสูงสุด!มหาเทพเฉิงหลันผุดลุกขึ้น แววตาสับสนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและเด็ดขาดแห่งเทพสงครามทันที"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!" เขาตวาดถามเซียนรับใช้ที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา"เรียนมหาเทพ! ผนึกที่ 'แดนหุบเหวกลืนดารา' แตกออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชันย์อสูรบรรพกาลกำลังนำทัพทะลวงขึ้นมา มหาเทพองค์อื่นๆ ขอให้ท่านรีบนำทัพสวรรค์ไปยับยั้งด่วนที่สุด!"หุบเหวกลืนดารา... สถานที่ที่มืดมิดและเต็มไปด้วยมลพิษอสูรที่ร้ายกาจที่สุดในสามภพ!เฉิงหลันสะบัดชายเสื้อ เกราะสงครามสีเงินยวงปรากฏขึ้นทาบทับสรีระสูงใหญ่ เขากลายร่างเป็นแสงสีขาวพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา หายลับไปในความมืดมิดของรัตติกาลทันที โดยทิ้งกล่องขนมที่ว่างเปล่าไว้บนโต๊ะหยก****************เช้าวันรุ่งขึ้น ณ วังหิมะโปรย"เมื่อวานข้าอาจจะเล่นผิดบทไปหน่อย วันนี้ข้าจะกลับมาเป็นตัวเองแล้ว! กำแพ







