Masukเขามองปลายนิ้วตัวเองด้วยความสับสน...เหตุใดสัมผัสจากธุลีท้อนางนี้ ถึงมีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของเขาถึงเพียงนี้
ทว่ายังไม่ทันที่มหาเทพจะได้หาคำตอบให้หัวใจตนเอง ท้องฟ้าเหนือตำหนักเพียวเสวี่ยกงพลันปรากฏแสงสีชาดสาดส่อง ระฆังสวรรค์ดังกังวานสิบสองกริ่ง สัญญาณแห่งวิกฤตการณ์ขั้นสูงสุด!
มหาเทพเฉิงหลันผุดลุกขึ้น แววตาสับสนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและเด็ดขาดแห่งเทพสงครามทันที
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!" เขาตวาดถามเซียนรับใช้ที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
"เรียนมหาเทพ! ผนึกที่ 'แดนหุบเหวกลืนดารา' แตกออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชันย์อสูรบรรพกาลกำลังนำทัพทะลวงขึ้นมา มหาเทพองค์อื่นๆ ขอให้ท่านรีบนำทัพสวรรค์ไปยับยั้งด่วนที่สุด!"
หุบเหวกลืนดารา... สถานที่ที่มืดมิดและเต็มไปด้วยมลพิษอสูรที่ร้ายกาจที่สุดในสามภพ!
เฉิงหลันสะบัดชายเสื้อ เกราะสงครามสีเงินยวงปรากฏขึ้นทาบทับสรีระสูงใหญ่ เขากลายร่างเป็นแสงสีขาวพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา หายลับไปในความมืดมิดของรัตติกาลทันที โดยทิ้งกล่องขนมที่ว่างเปล่าไว้บนโต๊ะหยก
****************
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ วังหิมะโปรย
"เมื่อวานข้าอาจจะเล่นผิดบทไปหน่อย วันนี้ข้าจะกลับมาเป็นตัวเองแล้ว! กำแพงน้ำแข็งของท่าน ข้าจะพังมันด้วยวิธีของข้าเอง!"
เสี่ยวเถาก้าวฉับๆ เข้ามาในเขตตำหนักด้วยสีหน้ามุ่งมั่น นางสลัดชุดกุลสตรีทิ้งไปแล้ว กลับมาสวมชุดสีชมพูพองลมทะมัดทะแมงเช่นเดิม ในมือถือไม้กวาดเซียนตั้งใจจะมากวาดลานหิมะเอาหน้าเสียหน่อย
ทว่าเมื่อมาถึงหน้าประตู นางกลับพบเพียงเซียนรับใช้ที่ยืนหน้าดำคร่ำเครียด
"อ้าว ท่านปิงอวี๋ มหาเทพหน้าหิน...เอ้ย มหาเทพเฉิงหลันเล่าเจ้าคะ ข้ามาทำภารกิจด่านเคราะห์!" เสี่ยวเถาชะโงกหน้ามองหา
"กลับไปเถิดแม่นางเสี่ยวเถา มหาเทพไม่อยู่แล้ว" เซียนรับใช้ถอนหายใจ "เมื่อคืนเกิดเหตุร้ายที่หุบเหวกลืนดารา มหาเทพเร่งนำทัพออกไปปราบมารตั้งแต่ยามจื่อ การศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก กว่าจะเสด็จกลับคงอีกหลายราตรี"
"หุบเหวกลืนดารา?" เสี่ยวเถาขมวดคิ้ว แม้นางจะไม่ค่อยตั้งใจเรียน แต่นางก็รู้ว่าสถานที่นั้นอันตรายเพียงใด ท้องร่องที่กลืนกินแสงสว่างและตบะเซียน จู่ๆ หัวใจดวงน้อยก็กระตุกวูบด้วยความกังวลอย่างประหลาด
นางเดินไหล่ลู่เข้าไปในศาลาเหมยชมจันทร์อย่างเหม่อลอย สายตาพลันสะดุดเข้ากับ 'กล่องไม้หอม' ของตนเองที่วางอยู่มุมโต๊ะ
เสี่ยวเถาเดินเข้าไปใกล้เพื่อจะเก็บมันกลับ ทว่าเมื่อเปิดฝาออก... ดวงตากลมโตก็เบิกกว้าง
ว่างเปล่า...ขนมกุยช่ายสวรรค์ไส้กลีบท้อของนาง... หายไปหมดเกลี้ยง!
ตาหน้าหินที่บอกว่าเกลียดของหวาน...แอบกินขนมของข้าจนหมดเลยงั้นหรือ?!
มุมปากที่เคยตกลงพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้าง แก้มยุ้ยขึ้นสีแดงระเรื่อ ความหงอยเหงาเมื่อวานมลายหายไปสิ้น เสี่ยวเถากอดกล่องไม้เปล่าไว้แนบอก รู้สึกเหมือนกำแพงน้ำแข็งที่สูงตระหง่าน... เริ่มมีรอยร้าวเล็กๆ ให้เห็นแล้ว
"รีบกลับมานะเจ้าคะมหาเทพ... ข้าจะรอทำขนมให้ท่านกินอีก" นางพึมพำกับสายลมแผ่วเบา
แดนหุบเหวกลืนดารา ดินแดนที่ถูกลบเลือนจากแสงสว่าง ท้องฟ้าเบื้องบนถูกฉีกกระชากออกเป็นรอยแยกขนาดมหึมา พายุหมุนสีดำทมิฬดูดกลืนทุกสรรพสิ่งแม้กระทั่งดวงดาวเบื้องบน เสียงคำรามของเผ่ามารอสูรนับแสนดังกึกก้องปานจะถล่มสามภพให้ราบคาบ
ทว่า ท่ามกลางทะเลหมอกพิษและกองทัพมารที่มืดมิดดุจนรกอเวจี กลับมีแสงสว่างสีเงินยวงเพียงหนึ่งเดียวที่พุ่งทะยานลงมาดั่งดาวตก!
ตูม!!
ร่างสูงสง่าในเกราะสีเงินประทับลงบนพื้นดิน แรงกระแทกนั้นแฝงไปด้วยไอเย็นยะเยือกขั้นสุดยอด แช่แข็งอสูรนับพันที่ดาหน้าเข้ามาให้กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งในชั่วพริบตา ก่อนจะแตกสลายกลายเป็นธุลีผงเพียงแค่เขาสะบัดชายเสื้อ
มหาเทพเฉิงหลัน ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้ารอยแยกมิติ นัยน์ตาสีรัตติกาลคมกริบไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือปรานีใดๆ ผมสีดำสนิทปลิวสะบัดตามแรงลมเกรี้ยวกราด ในมือขวากระชับ 'กระบี่หานเหมย' อาวุธเทวะที่แผ่รังสีสังหารจนมิติรอบข้างบิดเบี้ยว
"เฉิงหลัน! เจ้าคิดว่าจะหยุดข้าผู้นี้ได้ด้วยตัวคนเดียวงั้นรึ!"
เสียงแหบพร่าดุจฟ้าผ่าดังออกมาจากรอยแยก ราชันย์อสูรบรรพกาล ปรากฏกายขึ้น ร่างของมันสูงใหญ่ดั่งภูเขา มีหกกรและดวงตาสีเลือดสิบสองดวง ไอหมอกสีดำมืดมิดพวยพุ่งออกจากร่าง กัดกร่อนทุกสิ่งที่สัมผัส
"ต่อให้มีเจ้าอีกหมื่นตัว ข้าก็จะฝังพวกเจ้าไว้ใต้กองหิมะของข้า" น้ำเสียงของเฉิงหลันเย็นชาดุจน้ำแข็ง
ราชันย์อสูรคำรามลั่น กวัดแกว่งง้าวศิลาโลหิตฟาดฟันลงมาหมายจะผ่าร่างมหาเทพให้ขาดสะบั้น พลังทำลายล้างมหาศาลทำให้แผ่นดินแยกออกเป็นสาย
ทว่าเฉิงหลันเพียงพลิกข้อมือเบาๆ กระบี่หานเหมยก็ตวัดขึ้นรับการโจมตี
เคร้ง!!!
คลื่นกระแทกจากการปะทะกวาดล้างกองทัพมารรอบข้างจนปลิวว่อน เฉิงหลันไม่รอให้ศัตรูตั้งตัว เขากระโดดเหยียบอากาศ พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วที่ตาทิพย์ยังมองไม่ทัน
"เพลงกระบี่เหมันต์ผลาญดารา... พิรุณเยือกแข็ง!"
สิ้นคำราม พลังเวทสีขาวบริสุทธิ์ระเบิดออกจากร่างมหาเทพสงคราม ท้องฟ้าที่มืดมิดพลันแปรสภาพเป็นพายุหิมะคลั่ง เกล็ดหิมะนับล้านเกาะตัวเป็นปราณกระบี่แหลมคม พุ่งตกลงมาดั่งห่าฝนทะลวงร่างราชันย์อสูรและกองทัพมารอย่างไร้ปรานี
"อ๊ากกก!" ราชันย์อสูรกรีดร้องเมื่อปราณน้ำแข็งกรีดลึกถึงกระดูก มันรู้ตัวแล้วว่าไม่อาจต้านทานพลังระดับมหาเทพผู้ไร้พ่ายได้
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย ดวงตาสีเลือดทั้งสิบสองดวงของมันเบิกกว้างด้วยความเคียดแค้น มันตัดสินใจเผาผลาญแกนวิญญาณของตนเอง ระเบิดพลังเฮือกสุดท้าย!
"หากข้าต้องตาย... มหาเทพสงครามอย่างเจ้า ก็ต้องตกนรกขุมเดียวกับข้า!"
*ยามจื่อ (เวลาเที่ยงคืน)
เมื่อดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดเขาเหมยสวรรค์ บรรยากาศในตำหนักเพียวเสวี่ยกงก็กลับมาหนาวเหน็บและหนักอึ้งอีกครั้ง พิษอสูรฝันกลืนจิตที่ถูกระงับไว้ในตอนกลางวัน เริ่มปะทุขึ้นมาตามวัฏจักรของมันเสี่ยวเถาในชุดสีชมพูตัวเก่งที่ซักจนสะอาดสะอ้าน ก้าวเดินเข้ามาในห้องบรรทมอย่างเงียบเชียบ นางลอบมองใบหน้าหล่อเหลาของมหาเทพเฉิงหลันที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงหยก คิ้วเข้มของเขาขมวดแน่น เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก เส้นเลือดสีดำเริ่มลามขึ้นมาตามลำคออีกครั้ง"กลางวันหน้าตึงใส่ข้า กลางคืนกลับมานอนหมดสภาพ ท่านนี่มันภาระของธุลีท้อจริงๆ เลยนะเจ้าคะ" นางพึมพำเบาๆ พลางถอนหายใจแม้ปากจะบ่น แต่มือน้อยๆ กลับเอื้อมไปหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาซับหน้าให้เขาอย่างเบามือ ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนผิวแก้มที่เย็นเฉียบ ร่างสูงใหญ่ก็กระตุกเกร็ง พลังเวทสีดำเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศในห้องบิดเบี้ยว"เวลาหมดแล้วสินะ..." เสี่ยวเถากลืนน้ำลาย รวบรวมความกล้าแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงหยกนางพยายามขยับแขนขวาที่ยังคงปวดหนึบจากรอยอักขระเส้นแรกอย่างระมัดระวัง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกพลังจากหัวใจบรรพกาล ทาบสองมือลงบนแผ่นอกกว้าง แล้วร่ายอาค
แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักเพียวเสวี่ยกง กระทบเปลือกตาของบุรุษผู้หลับใหลมหาเทพเฉิงหลันค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือความเบาสบายในจุดตันเถียน ความเจ็บปวดเจียนตายจากพิษอสูรฝันบรรพกาลเมื่อคืนมลายหายไปกว่าครึ่ง ทว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลับเป็น 'รสหวาน' จางๆ ที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น และความรู้สึกโหยหาบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ในอกเขายันตัวลุกขึ้นนั่ง พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างเล็กๆ ในชุดสีชมพูที่นอนฟุบสลบไสลอยู่ข้างเตียงหยก"เสี่ยวเถา?"เฉิงหลันขมวดคิ้วมุ่น ยัยม้าดีดกะโหลกผู้นี้เข้ามาในห้องบรรทมของเขาตั้งแต่เมื่อใด? ทว่าเมื่อเพ่งมองชัดๆ เขากลับต้องชะงัก ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยกวนประสาทเขาบัดนี้ซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามกรอบหน้า แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือ ริมฝีปากอวบอิ่มของนาง มันทั้งแดงช้ำและเจ่อบวม ราวกับเพิ่งถูกบดขยี้มาอย่างหนักหน่วง!หัวใจของเกล็ดหิมะผู้สูงส่งกระตุกวูบอย่างประหลาด เขาเอื้อมมือหมายจะปลุกนาง ทว่าเสียงฝีเท้าของเซียนรับใช้และเทพโอสถก็ดังขึ้นเสียก่อน"มหาเทพ! ทรงฟื้นแล้ว!" เซียนรับใช้รีบกรูเข้ามาพร้อมกับถาดหยกที่มีถ้วยยาโอสถควันฉุยสองถ้วย"เกิดอะไร
"มหาเทพ! ท่านอยู่ที่ใด!" นางตะโกนฝ่าพายุ ทว่าเสียงกลับกลืนหายไปในอากาศทันใดนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ก็พุ่งทะยานลงมาจากกิ่งเหมยบรรพกาล ความเร็วนั้นเหนือชั้นจนเสี่ยวเถาตั้งตัวไม่ติด ร่างบอบบางของนางถูกกระชากอย่างแรงจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่!"อ๊ะ!"นางครางด้วยความจุก ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น สองตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงบุรุษที่ตรึงร่างนางไว้กับต้นไม้คือ เฉิงหลัน ทว่าเขาไม่ใช่เทพสงครามผู้เคร่งขรึมเจ้าระเบียบอีกต่อไป อาภรณ์สีขาวหลุดลุ่ยเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เส้นผมสีดำสนิทสยายไปตามสายลม ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งเขาหอบหายใจหนักหน่วง โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่องของนางทันที!"ดะ...เดี๋ยว! มหาเทพ! นี่ข้าเอง เสี่ยวเถา!" นางพยายามใช้สองมือเล็กๆ ดันแผงอกเขาออก แต่อีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งดั่งภูผาหินเฉิงหลันไม่ฟังเสียงประท้วงใดๆ พิษอสูรฝันได้ทำลายสติสัมปชัญญะและกำแพงน้ำแข็งในใจเขาจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความปรารถนาลึกล้ำ จมูกโด่งสันสูดดมกลิ่นหอมหวานของดอกท้อที่แผ่ออกมาจากกายเนื้อของนางราวกับคนเสพติด"หอมเหลือเกิ
เสียงทรงอำนาจและแหบพร่าดังก้องมาจากหน้าประตู เหล่าเทพชั้นสูงต่างแหวกทางและคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เมื่อร่างของท่านย่าเทพมารดรจินหมู่ มารดาแห่งเทพชั้นฟ้าก้าวเดินเข้ามาท่านย่าจินหมู่คือเทพสตรีที่อาวุโสที่สุดในสวรรค์ แม้เส้นผมจะขาวโพลน แต่ดวงตากลับเฉียบคมและทรงพลัง นางเดินตรงไปที่เตียงหยก ปรายตามองรอยอักขระพิษบนร่างเฉิงหลันเพียงแวบเดียว ก่อนจะพยักหน้า"เทพโอสถพูดถูก พิษนี้ไม่มียาถอน" ท่านย่าจินหมู่เอ่ยเสียงเรียบ "แต่มิใช่ว่าจะไม่มี 'ผู้รักษาสมดุล' ที่สามารถชำระล้างมันได้""ผู้รักษาสมดุลหรือพ่ะย่ะค่ะ? ใครกันที่มีตบะแก่กล้าพอจะรับพิษบรรพกาลแทนมหาเทพได้โดยไม่ตายเสียก่อน?" เทพโอสถถามอย่างตื่นเต้นท่านย่าจินหมู่ไม่ตอบคำถามนั้น ทว่าสายตาเฉียบคมของนางกลับตวัดวูบฝ่าฝูงชน ไปหยุดอยู่ที่มุมห้อง... ตรงที่สตรีร่างเล็กในชุดสีชมพูเปื้อนเลือดดำกำลังยืนกอดอสูรดอกท้อตัวสั่นงันงกอยู่"เสี่ยวเถา...ก้าวออกมานี่"เสี่ยวเถาสะดุ้งเฮือก นางชี้หน้าตัวเองอย่างงงๆ "ขะ... ข้าหรือเจ้าคะท่านย่า?""ใช่ เจ้าคือกุญแจเพียงดอกเดียว" ท่านย่าจินหมู่ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "เทพธิดาจากสวนท้อผู้นี้ มีแกนเซีย
ร่างของราชันย์อสูรพองออกและระเบิดตูม กลายเป็นเข็มหมอกสีดำสนิทนับพันเล่ม พุ่งทะลวงฝ่ากำแพงน้ำแข็งของเฉิงหลันเข้ามาทุกทิศทาง มันคือ 'พิษอสูรฝันกลืนจิต' คำสาปบรรพกาลที่ไร้ซึ่งยารักษา!เฉิงหลันตวัดกระบี่ปัดป้องด้วยความเร็วสูงสุด ทว่ามีเข็มหมอกเพียงเล่มเดียวที่รอดพ้นคมกระบี่...มันพุ่งเสียบเข้าที่หัวไหล่ขวาของเขาอย่างจัง!ฉึก!"อึก!" เฉิงหลันกัดฟันกรอด คิ้วเข้มกระตุกเข้าหากัน พิษร้ายนั้นไม่ได้สร้างบาดแผลทางกาย แต่มันแทรกซึมผ่านเกราะเงิน ทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรและแกนเซียนโดยตรง ความเจ็บปวดราวกับถูกไฟนรกแผดเผาแล่นปราดไปทั่วร่างแม้จะถูกพิษ แต่มหาเทพสงครามหาได้ทรุดลงไม่ เขากัดข่มความเจ็บปวด รวบรวมตบะเฮือกสุดท้ายฟาดฟันกระบี่หานเหมย ปลดปล่อยพลัง 'ศูนย์องศาสัมบูรณ์' แช่แข็งรอยแยกมิติและปิดผนึกแดนกลืนดาราได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อการศึกสงบลง แสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องลงมา ทว่าร่างสูงสง่าที่ยืนตระหง่านอยู่บนกองซากศพอสูรกลับโซเซเล็กน้อยเฉิงหลันใช้กระบี่ยันพื้นดินไว้เพื่อพยุงตัว เขากระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาคำโต หยดเลือดเปื้อนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์จนดูน่ากลัว พิษอสูรฝันเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เขามองปลายนิ้วตัวเองด้วยความสับสน...เหตุใดสัมผัสจากธุลีท้อนางนี้ ถึงมีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของเขาถึงเพียงนี้ทว่ายังไม่ทันที่มหาเทพจะได้หาคำตอบให้หัวใจตนเอง ท้องฟ้าเหนือตำหนักเพียวเสวี่ยกงพลันปรากฏแสงสีชาดสาดส่อง ระฆังสวรรค์ดังกังวานสิบสองกริ่ง สัญญาณแห่งวิกฤตการณ์ขั้นสูงสุด!มหาเทพเฉิงหลันผุดลุกขึ้น แววตาสับสนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและเด็ดขาดแห่งเทพสงครามทันที"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!" เขาตวาดถามเซียนรับใช้ที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา"เรียนมหาเทพ! ผนึกที่ 'แดนหุบเหวกลืนดารา' แตกออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชันย์อสูรบรรพกาลกำลังนำทัพทะลวงขึ้นมา มหาเทพองค์อื่นๆ ขอให้ท่านรีบนำทัพสวรรค์ไปยับยั้งด่วนที่สุด!"หุบเหวกลืนดารา... สถานที่ที่มืดมิดและเต็มไปด้วยมลพิษอสูรที่ร้ายกาจที่สุดในสามภพ!เฉิงหลันสะบัดชายเสื้อ เกราะสงครามสีเงินยวงปรากฏขึ้นทาบทับสรีระสูงใหญ่ เขากลายร่างเป็นแสงสีขาวพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา หายลับไปในความมืดมิดของรัตติกาลทันที โดยทิ้งกล่องขนมที่ว่างเปล่าไว้บนโต๊ะหยก****************เช้าวันรุ่งขึ้น ณ วังหิมะโปรย"เมื่อวานข้าอาจจะเล่นผิดบทไปหน่อย วันนี้ข้าจะกลับมาเป็นตัวเองแล้ว! กำแพ







