Home / รักโบราณ / เกล็ดหิมะกลางธุลีท้อ / บทที่ 7.2 บัญชาแห่งเทพมารดร

Share

บทที่ 7.2 บัญชาแห่งเทพมารดร

last update Petsa ng paglalathala: 2026-03-03 14:15:22

เสียงทรงอำนาจและแหบพร่าดังก้องมาจากหน้าประตู เหล่าเทพชั้นสูงต่างแหวกทางและคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เมื่อร่างของท่านย่าเทพมารดรจินหมู่ มารดาแห่งเทพชั้นฟ้าก้าวเดินเข้ามา

ท่านย่าจินหมู่คือเทพสตรีที่อาวุโสที่สุดในสวรรค์ แม้เส้นผมจะขาวโพลน แต่ดวงตากลับเฉียบคมและทรงพลัง นางเดินตรงไปที่เตียงหยก ปรายตามองรอยอักขระพิษบนร่างเฉิงหลันเพียงแวบเดียว ก่อนจะพยักหน้า

"เทพโอสถพูดถูก พิษนี้ไม่มียาถอน" ท่านย่าจินหมู่เอ่ยเสียงเรียบ "แต่มิใช่ว่าจะไม่มี 'ผู้รักษาสมดุล' ที่สามารถชำระล้างมันได้"

"ผู้รักษาสมดุลหรือพ่ะย่ะค่ะ? ใครกันที่มีตบะแก่กล้าพอจะรับพิษบรรพกาลแทนมหาเทพได้โดยไม่ตายเสียก่อน?" เทพโอสถถามอย่างตื่นเต้น

ท่านย่าจินหมู่ไม่ตอบคำถามนั้น ทว่าสายตาเฉียบคมของนางกลับตวัดวูบฝ่าฝูงชน ไปหยุดอยู่ที่มุมห้อง... ตรงที่สตรีร่างเล็กในชุดสีชมพูเปื้อนเลือดดำกำลังยืนกอดอสูรดอกท้อตัวสั่นงันงกอยู่

"เสี่ยวเถา...ก้าวออกมานี่"

เสี่ยวเถาสะดุ้งเฮือก นางชี้หน้าตัวเองอย่างงงๆ "ขะ... ข้าหรือเจ้าคะท่านย่า?"

"ใช่ เจ้าคือกุญแจเพียงดอกเดียว" ท่านย่าจินหมู่ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "เทพธิดาจากสวนท้อผู้นี้ มีแกนเซียนธาตุไม้ที่บริสุทธิ์ที่สุดในเก้าชั้นฟ้า นางเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถเข้าสู่ห้วงนิทราของเฉิงหลัน และใช้ร่างกายตนเองเป็น 'เตาหลอม' ดูดซับอักขระพิษอสูรออกมาได้!"

เทพธิดาไป๋เหลียนเบิกตากว้าง ค้านเสียงหลง "ท่านย่าจินหมู่! นางเป็นแค่เทพฝึกหัดต่ำต้อย หากให้นางแตะต้องพระวรกายมหาเทพ"

"ถ้าเจ้าเก่งนัก เจ้าจะรับพิษแทนเขาหรือไม่เล่าไป๋เหลียน" ท่านย่าจินหมู่ตวัดสายตาดุจคมมีดทำเอาอีกฝ่ายหุบปากฉับ ก่อนจะหันมามองเสี่ยวเถาด้วยแววตาที่อ่อนลงเล็กน้อย เพราะนางรู้ดีว่าร่างของเสี่ยวเถาคือหัวใจบรรพกาลที่ถูกผนึกไว้

"เสี่ยวเถา...ภารกิจนี้คือด่านเคราะห์ที่แท้จริงของเจ้า ยี่สิบสองราตรีที่เจ้าต้องชำระมลทินให้เขา เจ้าเต็มใจหรือไม่"

เทพธิดาผู้ดูแลป่าเหมยมองร่างที่นอนไม่ได้สติบนเตียงหยก ชายผู้ที่เคยปากร้ายและเย็นชาใส่ตนสารพัด แต่ในอกของนางกลับบีบรัดด้วยความเจ็บปวดอย่างประหลาด นางนึกถึงกล่องขนมเปล่าๆ ที่เขาแอบกินจนหมด

ร่างเล็กกำหมัดแน่น สููดลมหายใจลึก แล้วเชิดหน้าขึ้น

"ข้าเต็มใจเจ้าค่ะท่านย่า! ต่อให้เขาตื่นมาแล้วจะด่าว่าข้าเป็นม้าดีดกะโหลกอีก...ข้าก็จะรักษาเขาให้จงได้!"

***************

เมื่อบานประตูวังหิมะโปรยปิดลง ความเงียบสงัดก็เข้าปกคลุมห้องบรรทมกว้างขวางอีกครั้ง ท่านย่าจินหมู่และเหล่าเทพเซียนถอยร่นออกไปเฝ้าระวังอยู่รอบนอกเขตอาคม ทิ้งให้เสี่ยวเถาอยู่ตามลำพังกับร่างของมหาเทพสงครามที่นอนลมหายใจรวยริน

เสี่ยวเถากลืนน้ำลายอึกใหญ่ นางค่อยๆ ปีนขึ้นไปบนเตียงหยกเย็นเฉียบ นั่งพับเพียบอยู่ข้างกายบุรุษที่นางเคยคิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันญาติดีกันได้

นิ้วเรียวเล็กเอื้อมไปปัดปอยผมสีดำสนิทที่ปรกหน้าผากเขาออกอย่างเบามือ แม้ใบหน้าหล่อเหลาจะซีดเซียวและมีเส้นเลือดสีดำปูดโปน ทว่าเค้าโครงความสง่างามดุจเทพบุตรก็ยังคงอยู่

"ยามตื่นท่านเอาแต่ดุด่าและตำหนิข้า...พอหลับแล้วก็ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อยนะเจ้าคะ" นางพึมพำยิ้มๆ พยายามพูดติดตลกเพื่อคลายความประหม่าที่เต้นตุบๆ อยู่ในอก

นางสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี สองมือเล็กทาบทับลงบนแผ่นอกกว้างที่เย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง ปลดปล่อยพลังตบะธาตุไม้จาก 'หัวใจบรรพกาล' ที่นางไม่รู้ตัวว่าครอบครองอยู่ให้ไหลเวียนออกไป

"ด้วยนามแห่งธุลีท้อ ข้าขอเปิดประตูแห่งจิต... เชื่อมวิญญาณ!"

แสงสีชมพูอ่อนจางสว่างวาบขึ้น โอบล้อมร่างของทั้งสองเอาไว้ ก่อนที่สติของเสี่ยวเถาจะถูกกระชากดิ่งลงสู่ความมืดมิด...

ณ ห้วงฝันจำลอง...ป่าดอกเหมยท่ามกลางพายุคลั่ง

เสี่ยวเถาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ลมพายุหิมะที่เกรี้ยวกราดพัดกระหน่ำจนชุดสีชมพูของนางปลิวสะบัด ทัศนียภาพรอบกายคือป่าดอกเหมยที่นางคุ้นเคย ทว่าบัดนี้มันกลับดูมืดมนและน่ากลัว ท้องฟ้าเป็นสีแดงฉานดุจสีเลือด สะท้อนถึงพิษอสูรที่กำลังกัดกินจิตใจของเจ้าของฝัน

"มหาเทพ! ท่านอยู่ที่ใด!" นางตะโกนฝ่าพายุ ทว่าเสียงกลับกลืนหายไปในอากาศ

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เกล็ดหิมะกลางธุลีท้อ    บทที่ 9.1 ราตรีที่ 2 สัญชาตญาณดิบเถื่อน

    เมื่อดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดเขาเหมยสวรรค์ บรรยากาศในตำหนักเพียวเสวี่ยกงก็กลับมาหนาวเหน็บและหนักอึ้งอีกครั้ง พิษอสูรฝันกลืนจิตที่ถูกระงับไว้ในตอนกลางวัน เริ่มปะทุขึ้นมาตามวัฏจักรของมันเสี่ยวเถาในชุดสีชมพูตัวเก่งที่ซักจนสะอาดสะอ้าน ก้าวเดินเข้ามาในห้องบรรทมอย่างเงียบเชียบ นางลอบมองใบหน้าหล่อเหลาของมหาเทพเฉิงหลันที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงหยก คิ้วเข้มของเขาขมวดแน่น เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก เส้นเลือดสีดำเริ่มลามขึ้นมาตามลำคออีกครั้ง"กลางวันหน้าตึงใส่ข้า กลางคืนกลับมานอนหมดสภาพ ท่านนี่มันภาระของธุลีท้อจริงๆ เลยนะเจ้าคะ" นางพึมพำเบาๆ พลางถอนหายใจแม้ปากจะบ่น แต่มือน้อยๆ กลับเอื้อมไปหยิบผ้าชุบน้ำอุ่นมาซับหน้าให้เขาอย่างเบามือ ทว่าทันทีที่ปลายนิ้วของนางสัมผัสโดนผิวแก้มที่เย็นเฉียบ ร่างสูงใหญ่ก็กระตุกเกร็ง พลังเวทสีดำเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศในห้องบิดเบี้ยว"เวลาหมดแล้วสินะ..." เสี่ยวเถากลืนน้ำลาย รวบรวมความกล้าแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงหยกนางพยายามขยับแขนขวาที่ยังคงปวดหนึบจากรอยอักขระเส้นแรกอย่างระมัดระวัง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกพลังจากหัวใจบรรพกาล ทาบสองมือลงบนแผ่นอกกว้าง แล้วร่ายอาค

  • เกล็ดหิมะกลางธุลีท้อ    บทที่ 8.2 ราตรีแรก พันธนาการในห้วงฝัน

    แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างตำหนักเพียวเสวี่ยกง กระทบเปลือกตาของบุรุษผู้หลับใหลมหาเทพเฉิงหลันค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือความเบาสบายในจุดตันเถียน ความเจ็บปวดเจียนตายจากพิษอสูรฝันบรรพกาลเมื่อคืนมลายหายไปกว่าครึ่ง ทว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลับเป็น 'รสหวาน' จางๆ ที่ติดอยู่ที่ปลายลิ้น และความรู้สึกโหยหาบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ในอกเขายันตัวลุกขึ้นนั่ง พลันสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างเล็กๆ ในชุดสีชมพูที่นอนฟุบสลบไสลอยู่ข้างเตียงหยก"เสี่ยวเถา?"เฉิงหลันขมวดคิ้วมุ่น ยัยม้าดีดกะโหลกผู้นี้เข้ามาในห้องบรรทมของเขาตั้งแต่เมื่อใด? ทว่าเมื่อเพ่งมองชัดๆ เขากลับต้องชะงัก ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยกวนประสาทเขาบัดนี้ซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามกรอบหน้า แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือ ริมฝีปากอวบอิ่มของนาง มันทั้งแดงช้ำและเจ่อบวม ราวกับเพิ่งถูกบดขยี้มาอย่างหนักหน่วง!หัวใจของเกล็ดหิมะผู้สูงส่งกระตุกวูบอย่างประหลาด เขาเอื้อมมือหมายจะปลุกนาง ทว่าเสียงฝีเท้าของเซียนรับใช้และเทพโอสถก็ดังขึ้นเสียก่อน"มหาเทพ! ทรงฟื้นแล้ว!" เซียนรับใช้รีบกรูเข้ามาพร้อมกับถาดหยกที่มีถ้วยยาโอสถควันฉุยสองถ้วย"เกิดอะไร

  • เกล็ดหิมะกลางธุลีท้อ    บทที่ 8.1 ราตรีแรก พันธนาการในห้วงฝัน

    "มหาเทพ! ท่านอยู่ที่ใด!" นางตะโกนฝ่าพายุ ทว่าเสียงกลับกลืนหายไปในอากาศทันใดนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่ก็พุ่งทะยานลงมาจากกิ่งเหมยบรรพกาล ความเร็วนั้นเหนือชั้นจนเสี่ยวเถาตั้งตัวไม่ติด ร่างบอบบางของนางถูกกระชากอย่างแรงจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่!"อ๊ะ!"นางครางด้วยความจุก ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น สองตาก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงบุรุษที่ตรึงร่างนางไว้กับต้นไม้คือ เฉิงหลัน ทว่าเขาไม่ใช่เทพสงครามผู้เคร่งขรึมเจ้าระเบียบอีกต่อไป อาภรณ์สีขาวหลุดลุ่ยเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เส้นผมสีดำสนิทสยายไปตามสายลม ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดุจสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งเขาหอบหายใจหนักหน่วง โน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ที่ซอกคอขาวผ่องของนางทันที!"ดะ...เดี๋ยว! มหาเทพ! นี่ข้าเอง เสี่ยวเถา!" นางพยายามใช้สองมือเล็กๆ ดันแผงอกเขาออก แต่อีกฝ่ายกลับแข็งแกร่งดั่งภูผาหินเฉิงหลันไม่ฟังเสียงประท้วงใดๆ พิษอสูรฝันได้ทำลายสติสัมปชัญญะและกำแพงน้ำแข็งในใจเขาจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความปรารถนาลึกล้ำ จมูกโด่งสันสูดดมกลิ่นหอมหวานของดอกท้อที่แผ่ออกมาจากกายเนื้อของนางราวกับคนเสพติด"หอมเหลือเกิ

  • เกล็ดหิมะกลางธุลีท้อ    บทที่ 7.2 บัญชาแห่งเทพมารดร

    เสียงทรงอำนาจและแหบพร่าดังก้องมาจากหน้าประตู เหล่าเทพชั้นสูงต่างแหวกทางและคุกเข่าลงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เมื่อร่างของท่านย่าเทพมารดรจินหมู่ มารดาแห่งเทพชั้นฟ้าก้าวเดินเข้ามาท่านย่าจินหมู่คือเทพสตรีที่อาวุโสที่สุดในสวรรค์ แม้เส้นผมจะขาวโพลน แต่ดวงตากลับเฉียบคมและทรงพลัง นางเดินตรงไปที่เตียงหยก ปรายตามองรอยอักขระพิษบนร่างเฉิงหลันเพียงแวบเดียว ก่อนจะพยักหน้า"เทพโอสถพูดถูก พิษนี้ไม่มียาถอน" ท่านย่าจินหมู่เอ่ยเสียงเรียบ "แต่มิใช่ว่าจะไม่มี 'ผู้รักษาสมดุล' ที่สามารถชำระล้างมันได้""ผู้รักษาสมดุลหรือพ่ะย่ะค่ะ? ใครกันที่มีตบะแก่กล้าพอจะรับพิษบรรพกาลแทนมหาเทพได้โดยไม่ตายเสียก่อน?" เทพโอสถถามอย่างตื่นเต้นท่านย่าจินหมู่ไม่ตอบคำถามนั้น ทว่าสายตาเฉียบคมของนางกลับตวัดวูบฝ่าฝูงชน ไปหยุดอยู่ที่มุมห้อง... ตรงที่สตรีร่างเล็กในชุดสีชมพูเปื้อนเลือดดำกำลังยืนกอดอสูรดอกท้อตัวสั่นงันงกอยู่"เสี่ยวเถา...ก้าวออกมานี่"เสี่ยวเถาสะดุ้งเฮือก นางชี้หน้าตัวเองอย่างงงๆ "ขะ... ข้าหรือเจ้าคะท่านย่า?""ใช่ เจ้าคือกุญแจเพียงดอกเดียว" ท่านย่าจินหมู่ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "เทพธิดาจากสวนท้อผู้นี้ มีแกนเซีย

  • เกล็ดหิมะกลางธุลีท้อ    บทที่ 7.1 : บัญชาแห่งเทพมารดร

    ร่างของราชันย์อสูรพองออกและระเบิดตูม กลายเป็นเข็มหมอกสีดำสนิทนับพันเล่ม พุ่งทะลวงฝ่ากำแพงน้ำแข็งของเฉิงหลันเข้ามาทุกทิศทาง มันคือ 'พิษอสูรฝันกลืนจิต' คำสาปบรรพกาลที่ไร้ซึ่งยารักษา!เฉิงหลันตวัดกระบี่ปัดป้องด้วยความเร็วสูงสุด ทว่ามีเข็มหมอกเพียงเล่มเดียวที่รอดพ้นคมกระบี่...มันพุ่งเสียบเข้าที่หัวไหล่ขวาของเขาอย่างจัง!ฉึก!"อึก!" เฉิงหลันกัดฟันกรอด คิ้วเข้มกระตุกเข้าหากัน พิษร้ายนั้นไม่ได้สร้างบาดแผลทางกาย แต่มันแทรกซึมผ่านเกราะเงิน ทะลวงเข้าสู่เส้นชีพจรและแกนเซียนโดยตรง ความเจ็บปวดราวกับถูกไฟนรกแผดเผาแล่นปราดไปทั่วร่างแม้จะถูกพิษ แต่มหาเทพสงครามหาได้ทรุดลงไม่ เขากัดข่มความเจ็บปวด รวบรวมตบะเฮือกสุดท้ายฟาดฟันกระบี่หานเหมย ปลดปล่อยพลัง 'ศูนย์องศาสัมบูรณ์' แช่แข็งรอยแยกมิติและปิดผนึกแดนกลืนดาราได้อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อการศึกสงบลง แสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องลงมา ทว่าร่างสูงสง่าที่ยืนตระหง่านอยู่บนกองซากศพอสูรกลับโซเซเล็กน้อยเฉิงหลันใช้กระบี่ยันพื้นดินไว้เพื่อพยุงตัว เขากระอักโลหิตสีดำสนิทออกมาคำโต หยดเลือดเปื้อนอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์จนดูน่ากลัว พิษอสูรฝันเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเขาอย่างบ้าคลั่ง

  • เกล็ดหิมะกลางธุลีท้อ    บทที่ 6 : หุบเหวกลืนดารา

    เขามองปลายนิ้วตัวเองด้วยความสับสน...เหตุใดสัมผัสจากธุลีท้อนางนี้ ถึงมีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของเขาถึงเพียงนี้ทว่ายังไม่ทันที่มหาเทพจะได้หาคำตอบให้หัวใจตนเอง ท้องฟ้าเหนือตำหนักเพียวเสวี่ยกงพลันปรากฏแสงสีชาดสาดส่อง ระฆังสวรรค์ดังกังวานสิบสองกริ่ง สัญญาณแห่งวิกฤตการณ์ขั้นสูงสุด!มหาเทพเฉิงหลันผุดลุกขึ้น แววตาสับสนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันและเด็ดขาดแห่งเทพสงครามทันที"เกิดเรื่องอันใดขึ้น!" เขาตวาดถามเซียนรับใช้ที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา"เรียนมหาเทพ! ผนึกที่ 'แดนหุบเหวกลืนดารา' แตกออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชันย์อสูรบรรพกาลกำลังนำทัพทะลวงขึ้นมา มหาเทพองค์อื่นๆ ขอให้ท่านรีบนำทัพสวรรค์ไปยับยั้งด่วนที่สุด!"หุบเหวกลืนดารา... สถานที่ที่มืดมิดและเต็มไปด้วยมลพิษอสูรที่ร้ายกาจที่สุดในสามภพ!เฉิงหลันสะบัดชายเสื้อ เกราะสงครามสีเงินยวงปรากฏขึ้นทาบทับสรีระสูงใหญ่ เขากลายร่างเป็นแสงสีขาวพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา หายลับไปในความมืดมิดของรัตติกาลทันที โดยทิ้งกล่องขนมที่ว่างเปล่าไว้บนโต๊ะหยก****************เช้าวันรุ่งขึ้น ณ วังหิมะโปรย"เมื่อวานข้าอาจจะเล่นผิดบทไปหน่อย วันนี้ข้าจะกลับมาเป็นตัวเองแล้ว! กำแพ

  • เกล็ดหิมะกลางธุลีท้อ    บทที่ 5 : ธุลีท้อเช่นข้า ช่างไม่เจียมตัว

    เสี่ยวเถาแทบอยากจะเอาหัวโขกต้นเหมย! ขาแพลงบ้าบออะไร ข้ากำลังเดินนวยนาดแบบกุลสตรีต่างหากเล่า!นางสูดลมหายใจเข้าลึก ปั้นยิ้มหวานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วค่อยๆ เดิน (ที่พยายามให้ดูชดช้อย) เข้าไปในศาลา"คารวะมหาเทพเฉิงหลัน คารวะเทพธิดาไป๋เหลียนเจ้าค่ะ" น้ำเสียงของนางถูกดัดให้เล็กและนุ่มนวลจนแทบจะเป็นเส

  • เกล็ดหิมะกลางธุลีท้อ    บทที่ 4 : มหาเทพโปรดระงับโทสะ

    เสี่ยวเถาที่กำลังย่องปลายเท้าสะดุ้งโหยง นางยิ้มแฉ่งพลางชูถาดชาเซียนในมือขึ้นระดับอก "มหาเทพโปรดระงับโทสะ ข้ามิได้พาก้อนขน... เอ้ย อสูรดอกท้อมาด้วยนะเจ้าคะ ข้ามาตัวคนเดียว พร้อมกับชาอุ่นๆ ที่ตั้งใจชงมาให้ท่าน"เฉิงหลันลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีรัตติกาลตวัดมองร่างเล็กสมส่วนในชุดสีชมพูที่ดูขัดหูขัดตานั่น "ข้

  • เกล็ดหิมะกลางธุลีท้อ    บทที่ 3 : ด่านเคราะห์ของข้าคือหน้าหิน

    ‘เจ้ามันก็แค่เศษธุลีท้อที่ล่องลอยมาตกผิดที่...’ คำพูดดูแคลนและสายตาเย็นเยียบของมหาเทพเฉิงหลันยังคงดังก้องอยู่ในหัว คอยเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่กระตุ้นให้นางขยันขันแข็งผิดหูผิดตา"คอยดูเถอะ...ถ้าข้าสอบผ่าน ได้สวมอาภรณ์เทพชั้นสูงเมื่อไหร่ ข้าจะเดินไปเชิดหน้าใส่เขากลางตำหนักเพียวเสวี่ยกงเลย! ให้รู้เสียบ

  • เกล็ดหิมะกลางธุลีท้อ    บทที่ 2 : ป่าเหมยที่มีดอกท้อแซม

    ท่ามกลางวิหารทองคำหุ้มเมฆา ณ ใจกลางสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เหล่าเทพเซียนชั้นสูงต่างมารวมตัวกันเพื่อประชุมหารือเรื่องสมดุลของโลกธาตุ บรรยากาศเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขาม โดยมีมหาเทพเฉิงหลัน นั่งประทับอยู่ในตำแหน่งประธานฝ่ายสงครามท่วงท่าของเขาสงบนิ่งทว่าเปี่ยมด้วยแรงกดดัน ผมสีดำสนิทรวบไว้อย่างปร

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status