ANMELDEN“โอ๊ย!” ชายคนนั้นส่งเสียงร้อง “ขอโทษที ฉันเป็นคนขวัญอ่อนน่ะ หากรู้สึกว่าไม่ชอบมาพากลมือมันก็เลยลั่น” น้ำเสียงของเสี่ยวเฉาทำให้ชายคนนี้รู้สึกขนลุก
“เด็ก ๆ พวกหนูหันหลังกลับไปก่อนนะ เอามืออุดหูเอาไว้ให้แน่นด้วยล่ะ” เด็กชายหญิงต่างปฏิบัติตามพี่สาวผู้ใจดีอย่างเชื่อฟัง
ในขณะเดียวกันแผ่นโลหะสีเงินวาวก็ดูเหมือนว่าจะเริ่มกดที่คอของโจรร้ายลึกมากขึ้น
“หากแกยังไม่อยาก....ก็บอกมาซะดี ๆ ว่าพวกแกมีกันทั้งหมดกี่คน ฉันขอเตือนเอาไว้ก่อนนะว่าอย่าตุกติก”
“สะ..สามคน” มันตอบเสียงสั่น
“มีอาวุธอะไรบ้าง” เสี่ยวเฉายังคงถามต่อ
“ปืนยาวหนึ่งกระบอก มีดยาวมีแค่นั้น” มันรีบตอบอย่างรวดเร็วเมื่อสัมผัสได้ว่าโลหะแผ่นเย็นกดลำคอของตนจนตอนนี้มันรู้สึกเจ็บ
“ดี ถ้าอย่างนั้น” พลั่ก!! เสี่ยวเฉาศอกเข้าที่จุดตายของมันบริเวณศีรษะทันที
ทำให้ร่างของมันไหลลู่ร่วงไปกองอยู่กับพื้นก่อนที่เธอจะมัดมือมัดเท้าอย่างแน่นหนาและไม่ลืมหาผ้ามาอุดปากของมันเอาไว้ด้วย ทุกการกระทำของเด็กหญิงนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วมาก
“ไปกันเถอะ ตามพี่มาเงียบ ๆ นะอย่าส่งเสียง”
เด็กสาวผู้มีอายุมากที่สุดก้าวเท้าขึ้นบันไดทีละขั้นอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งถึงบันไดขั้นสุดท้ายหูของเธอก็ได้ยินคำพูดของหนึ่งในสอง
“แกไปดูเจ้านั่นซิ” ผู้เป็นลูกพี่สั่ง
“ผมว่ามันคงไปเมาหลับที่ไหนแล้วนั่นแหละ” ผู้พูดไม่คิดขยับกาย
“แกรีบไป” คนเป็นลูกพี่ถีบเก้าอี้อีกตัวที่ว่างไปทางเขาอย่างหัวเสียจึงทำให้ลูกน้องของมันรีบลุกขึ้นอย่างร้อนรน
ฝีเท้าของมันเริ่มเข้ามาใกล้ ทันใดนั้นแผ่นหลังของเสี่ยวเฉาก็แข็งขึ้นด้วยความกังวล
“พวกหนูรอฉันอยู่ตรงนี้นะ อยู่กันเงียบ ๆ” เสียงของเธอเบาราวกระซิบทว่าเด็กทั้งหกกลับได้ยินอย่างชัดเจน
ชายร่างผอมเดินโซซัดโซเซพลางบ่นขึ้นอย่างหงุดหงิด มันสบถคำหยาบต่าง ๆ ออกมามากมาย โดยที่ไม่ทันได้สังเกตว่าในบัดนี้ได้มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมันราวพยัคฆ์หมายตะครุบเหยื่อ
“เพราะไอ้บ้านั่นคนเดียวทำให้ข้าต้องโดนลูกพี่ตำหนิ” สองเท้าของมันเดินไปก็พาลเตะเอาสิ่งของที่ขวางทางไปราวระบายอารมณ์
เสี่ยวเฉาที่กำลังแอบอยู่หลังถังไม้ใบหนึ่งจ้องมองมันไม่วางตา จนกระทั่งมันเดินเลยเธอไปเด็กหญิงจึงใช้โอกาสนี้เรียกอาวุธลับชนิดหนึ่งออกมาแล้วก็
ฟุบ! ชายร่างผอมคนนี้ไม่ทันได้ส่งเสียงร้องด้วยซ้ำร่างของมันก็ล้มลงไปนอนกับพื้นเสียแล้ว
แต่ครั้งนี้โชคกลับไม่ได้เข้าข้างเสี่ยวเฉาเมื่อร่างอันสลบไสลของมันกระแทกเข้ากับถังน้ำมันและถังนั้นล้มลงไปกระแทกกับถังเหล็กจึงทำให้บนเรือเกิดเสียงดัง
“ซวยชะมัด” เด็กหญิงบ่น
คนเป็นลูกพี่ของพวกมันกระฉับปืนยาวในมือแน่น ก่อนที่จะค่อย ๆ เดินมาทางต้นเสียง ซึ่งในตอนนี้เสี่ยวเฉาได้ย้ายที่หลบซ่อนเรียบร้อยแล้ว
สายตาของชายคนนั้นกวาดตามองโดยรอบอย่างระแวดระวังภัย และเสียง ปัง! ก็ดังขึ้นเมื่อมันมองเห็นเงาสะท้อนของเด็กหญิงผมเปียยาวสองข้าง
“บ้าเอ้ย!!” เสี่ยวเฉาสบถ พลางกลิ้งตัวหลบกระสุนปืนนัดนั้น ยังไม่ทันที่เธอได้ตั้งตัวเสียงดังจากอาวุธร้ายก็ดังตามติดมาอีกครั้ง
เมื่อชายคนนั้นยิงไม่โดน มันก็ไล่ล่าเสี่ยวเฉาอย่างเอาเป็นเอาตาย “แกออกมาเดี๋ยวนี้” มันตะโกนขึ้นเสียงดัง
‘ออกไปให้โง่หรือไง’ เสี่ยวเฉาพึมพำก่อนที่เจ้าตัวจะเล็งอาวุธสั้นสีดำในมือไปทางคนผู้นั้นบ้าง
เปรี้ยง! ชายคนนั้นเสียหลักล้มลงเนื่องจากบริเวณน่องของมันถูกกระสุนเจาะเข้าไปจนของเหลวสีแดงไหลซึมออกมาตามกางเกงผ้าสีเข้ม
“แม่งเอ้ย” เจ้าตัวคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวด
ทว่าโจรร้ายก็ยังไม่สิ้นน้ำยาเมื่อมันได้ยกปืนเล็งไปทางเสียงที่ได้ยินเพราะมันคิดว่าเสี่ยวเฉาอยู่ตรงนั้น
“ไอ้โง่ ฉันอยู่ตรงนี้” เสี่ยวเฉาเอาอาวุธในมือจ่อไปยังด้านหลังกลางศีรษะของมัน
“วางอาวุธ ไม่อย่างนั้น” เสียงคริกดังขึ้นทำให้โจรร้ายเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผาก “โยนไปไกล ๆ” เสี่ยวเฉาพูดขึ้นอีกครั้ง
โจรร้ายจึงได้โยนอาวุธของตนออกไปตามคำสั่งก่อนที่มันจะพลิกตัวหมายจะหันมาต่อสู้กับเด็กหญิงเพราะคิดว่าหล่อนคงไม่น่าจะสู้แรงของตนได้ ซึ่งหากว่าร่างนี้ยังไม่มีเสี่ยวเฉาเข้ามาอยู่มันคิดถูก
แต่ทว่าเสี่ยวเฉาผู้ฝึกการต่อสู้มาทุกรูปแบบจะให้ตัวเองเป็นหมูในอวยได้อย่างไร จังหวะที่มันพลิกตัวมาเสี่ยวเฉาก็เอาสันอาวุธในมือกระแทกเข้าไปยังบริเวณกกหูของมันเข้าอย่างจัง
พร้อมกันนั้นเจ้าตัวยังเตะซ้ำมันไปอีกหนึ่งทีทำให้ร่างของมันนั้นสลบเหมือด “ยังไม่ทันออกแรงเท่าไหร่เลยจอดซะแล้ว”
เจ้าตัวไม่พูดเปล่าเพราะในตอนนี้เธอยังได้เรียกเชือกเส้นใหญ่ออกมามัดมือมัดเท้าของมันอย่างแน่นหนาราวกับบ๊ะจ่างเช่นเดียวที่มันได้ลงมือทำกับเด็ก ๆ
ส่วนโจรร้ายอีกคนซึ่งเธอยังไม่รู้ว่าเด็กทั้งหกได้พากันขัดคำสั่งของตน หลังจากเสียงปืนเงียบลงเด็กพวกนี้ก็ได้หาเชือกที่อยู่บนเรือมามัดโจรที่เสี่ยวเฉาใช้ปืนยิงลูกดอกยาสลบเอาไว้อย่างแน่นหนาไม่ต่างราวกับหมู
“พวกหนูนี่เก่งเหมือนกันนะ มัดมันซะเหมือนหมูรอเชือดเลย เอาละพวกเราไปตามทหารมากันเถอะ แต่หากทหารถามให้พวกหนูบอกว่ามีคนอื่นมาช่วยและอาผู้ชายคนนั้นก็หายไปไหนแล้วไม่รู้นะ”
“ทำไมล่ะพี่สาว” เด็กชายวัยสิบขวบคนหนึ่งถามขึ้นอย่างสงสัย
“ก็เพราะว่าหากบอกว่าพี่เป็นคนช่วยพวกเขาอาจจะมองว่าพี่เป็นสายลับหรือคนน่าสงสัยได้นะสิเข้าใจไหม หลังจากนั้นพวกเขาก็อาจจะจับพี่สาวไปทรมาน” เสี่ยวเฉาแสร้งทำท่าทางหวาดกลัว
“พี่สาวไม่ต้องกลัว พวกเราจะไม่บอกใคร” เด็กทั้งหลายพากันตอบรับโดยที่เสี่ยวเฉายังไม่รู้ว่าหลังจากนี้เหตุการณ์ที่เธอกุขึ้นเด็กเหล่านี้ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องจริงและในสมองของพวกเขาก็จดจำเช่นนี้โดยที่ไม่มีเรื่องที่เสี่ยวเฉาทำลงไปหลงเหลืออยู่
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปกัน” เสี่ยวเฉานำไฟฉายออกมาส่องทางหลังจากพาเด็กทั้งหกขึ้นมาบนฝั่งเรียบร้อย
เธอก็เป็นผู้นำพาน้อง ๆ ไปแจ้งกับทหารซึ่งช่างเป็นเรื่องโชคดีที่มีทหารกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรวจตราห่างออกไปไม่ไกลเนื่องจากพวกเขาได้ยินเสียงของอาวุธร้ายนั่นเอง
“พี่ชาย ช่วยพวกเราด้วย” เสี่ยวเฉาตะโกนขึ้นเสียงดังทำให้ทหารสามสี่นายพากันหันมามอง
“หนูน้อยเกิดอะไรขึ้น” หนึ่งในสี่ถามพวกเขาอย่างเป็นห่วง
“พะ..พี่ชายมีโจรจับพวกเรามา ตอนนี้พวกมันถูกจับมัดอยู่บนเรือ” เสี่ยวเฉาละล่ำละลักบอกพลางชี้นิ้วไปทางที่พวกเธอเพิ่งจะวิ่งมา
“โจร แล้วพวกหนูหนีมาได้ยังไง” ทหารคนหนึ่งถามขึ้นอย่างไม่วางใจ “คือมีคุณอาคนหนึ่งช่วยเราไว้ครับ อาคนนั้นบอกว่าให้พวกเรามาแจ้งกับทหาร” เด็กชายที่อายุโตกว่าน้อง ๆ เป็นคนตอบ
ทหารทั้งสี่นายมองหน้ากันไปมาท่าทางลังเล “พี่ชายหากยังไม่ไป เกิดคุณอาคนนั้นเป็นอะไรขึ้นมาจะแย่นะ ได้โปรดเถอะไปช่วยเขาด้วย” เสี่ยวเฉาเน้นย้ำลงไปอีก
“โจรมีกี่คน” หนึ่งในสี่ถาม
“มีสามคนค่ะ พวกมันมีอาวุธปืนยาวหนึ่ง เพราะพวกหนูได้ยินเสียงของมัน เสียงมันดังพอ ๆ กับประทัดเลย” เสี่ยวเฉาตอบทำตัวสั่น
“พวกเธอวิ่งไปทางนั้นนะไปถามหานายกองหม่าบอกเขาให้ละเอียด ส่วนพวกเราจะไปช่วยชายคนนั้นก่อน” หลังจากทหารทั้งสี่นายตัดสินใจกันได้
หนึ่งในพวกเขาก็หันไปสั่งความกับเสี่ยวเฉาที่ตนคิดว่าหล่อนน่าจะรู้เรื่องที่สุด
“ได้ค่ะ พวกพี่ชายระวังตัวกันด้วยนะ”
คล้อยหลังทหารทั้งสี่นายจากไปกลุ่มของเด็กน้อยนำโดยเสี่ยวเฉาก็ไปทำตามที่ทหารทั้งสี่นายกล่าว
นายกองหม่าก็ถามเสี่ยวเฉาเช่นที่ทหารของตนถาม “พวกหนูรออยู่ที่นี่นะ สหายนายช่วยดูแลพวกเขาด้วย” “รับทราบ”
นายกองหม่าพาทหารชุดหนึ่งวิ่งออกไป เสี่ยวเฉาจึงได้พาน้อง ๆ ทั้งหกนั่งลงบ้างก่อนที่พวกเขาจะเอามือผิงไฟที่ทหารพวกนี้จุดเอาไว้
“หนาวหน่อยนะหิวกันหรือเปล่า ตอนนี้พวกเรามีเพียงมันเผากินรองท้องกันไปก่อนนะ” ทหารชายคนหนึ่งที่มีน้องวัยไล่เลี่ยกับเด็กพวกนี้พูดพลางส่งมันเผาให้พวกเขาอย่างเอื้อเฟื้อ
“ขอบคุณครับ/ค่ะพี่ชาย” เมื่อเด็กทั้งหกมองมาทางเสี่ยวเฉาแล้วเห็นว่าเธอพยักหน้าให้ พวกเขาจึงได้เอื้อมมือไปรับพลางกล่าวขอบคุณ
“เด็กดีจริง ๆ น้องสาวเธอเป็นพี่สาวของเด็กพวกนี้อย่างนั้นเหรอ” นายทหารคนนั้นกล่าวชมก่อนหันไปถามเด็กหญิงที่ตัวโตที่สุด
“ไม่ใช่ค่ะ พวกเราเจอกันตอนถูกจับ” เสี่ยวเฉาตอบหลังจากกลืนมันเผาสีเหลืองหอมกรุ่นลงคอ
“อย่างนั้นเหรอ แล้วพวกหนูบ้านอยู่ที่ไหนเอาไว้วันพรุ่งนี้พอฟ้าสว่างพวกพี่จะพาไปส่ง” คำถามของทหารคนนี้ทำให้เด็กชายหญิงห้าคนชะงักมือที่กำลังจะยกมันเผาเข้าปาก
“พ่อตายฮือ ๆ แม่หายไปไหนไม่รู้ฮือ ๆ” เด็กชายที่อายุน้อยที่สุดร้องไห้เสียงดัง
เมื่อมีหนึ่งคนร้องเด็กอีกห้าคนก็พากันร้องตามไม่เว้นแม้แต่เด็กชายวัยสิบขวบคนหนึ่งที่เจ้าตัวยังรู้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน แต่สำหรับพ่อแม่นั้นได้จากเขาไปตั้งแต่ช่วงอพยพ
“ไม่ต้องร้องนะ หยุดร้องก่อน” นายทหารคนนั้นเริ่มลนลานเพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้
เสี่ยวเฉาเองก็รู้สึกสงสารเด็กน้อยพวกนี้เป็นอย่างมากโดยเฉพาะสองเด็กชายผู้ตัวเล็กมากที่สุด คะเนน่าจะอายุไม่เกินหกปี
“พวกเจ้าเงียบก่อนนะหากไม่มีที่ไปก็ไปอยู่กับพี่” คำพูดของเสี่ยวเฉาทำให้เด็ก ๆ พากันยกมือปาดน้ำตาก่อนมองมาทางเธอพร้อมกัน
“พี่สาวพูดจริงเหรอ” เด็กหญิงคนแรกที่คุยกับเธอในตอนถูกจับถามก่อนจะไอจนตัวโยน
“จริงสิ”
เสียงไอของเด็กคนนั้นเริ่มหนักขึ้น เสี่ยวเฉาจึงได้ขอน้ำอุ่นจากนายทหารคนนั้น เพื่อนำมาให้เด็กคนนี้ดื่มก่อนที่จะล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อบุนวมเรียกยาอมแก้ไอออกมา
“เด็กน้อยอมสิ่งนี้ก่อนนะหากไม่หายดีพี่จะให้หมอรักษาเธอ” เสี่ยวเฉากระซิบเสียงเบา
“ค่ะ”
พวกเขานั่งผิงไฟจนเริ่มรู้สึกง่วง เด็กแต่ละคนจึงได้เริ่มผล็อยหลับไปทีละคนยกเว้นเพียงเสี่ยวเฉาที่ยังคงนั่งมองไปยังทิศทางของท่าเรือ
เวลาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่ นายกองหม่าก็นำทหารกลับมาโดยที่พวกเขาได้นำผู้ร้ายทั้งสามกลับมาด้วย
“หนูน้อยพวกเราไม่เจอชายคนนั้นนะ เจอแต่คนพวกนี้หนูจำได้ไหมว่าใช่โจรลักพาตัวหรือเปล่า” ทหารวัยกลางคนถามกับเสี่ยวเฉาก่อนที่จะนำผู้ร้ายทั้งสามเดินจากไปเมื่อเธอตอบว่าใช่แม้ว่าพวกมันจะต่อต้านก็ตาม
แววตาของพวกมันจ้องเขม็งมาทางเสี่ยวเฉาอย่างอาฆาตจนเจ้าหน้าที่กระทุ้งด้ามปืนไปที่ท้องของมันด้วยความโมโห “พวกแกยังกล้าทำให้หล่อนกลัวอีกเหรอ”
ผู้ร้ายทั้งสามคนต่างพากันก้มหน้าหลบตาลงต่ำด้วยความคับแค้นใจ
(เด็กบ้านั่นเหรอจะกลัว ถ้าพวกข้าไม่กลัวเสียหน้าคงเปิดโปงมันไปแล้ว) น่าแปลกที่ความคิดนี้ต่างก็เป็นของพวกมัน
เสียงแตกประกายของไม้ดังขึ้นทำให้มีสะเก็ดไฟสีส้มแดงลอยขึ้นตามลมที่กำลังพัดมา เสี่ยวเฉายกมือขึ้นห่อตัวก่อนที่เธอจะปิดเปลือกตาลงหลังจากทหารพาโจรร้ายทั้งสามเดินจากไป
เวลาผ่านไปจนเข้าสู่เช้าวันใหม่ เสียงกุกกักดังขึ้นทำให้เด็กหญิงลืมตาตื่นซึ่งตอนนี้เป็นเวลาเช้ามืดของอีกวัน
“ตื่นแล้วเหรอดื่มน้ำก่อนสิ”
ทหารนายหนึ่งส่งแก้วน้ำร้อนที่เขาเพิ่งเทออกจากกระติกสีเขียวใบขนาดย่อมที่มักพกติดตัวให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ” เจ้าตัวรับน้ำมาเป่าก่อนที่จะค่อย ๆ ยกขึ้นดื่มอย่างเชื่องช้า
พอน้ำร้อนไหลผ่านจากลำคอลงสู่กระเพาะทำให้ร่างกายรู้สึกอบอุ่นขึ้นหล่อนจึงได้ดื่มลงไปอีก
ในเวลานี้กองไฟที่ถูกจุดให้ความอบอุ่นมาตลอดคืนเริ่มมอดลง
และทันทีที่แสงแรกของวันจับขอบฟ้าเสี่ยวเฉาก็ไล่ปลุกเด็กทั้งหก “พี่สาว” เด็กทุกคนงัวเงียยกมือขยี้ตา
“ตื่นขึ้นมาดื่มน้ำแต่ระวังนะ ค่อย ๆ เพราะมันร้อน” เสี่ยวเฉารินน้ำร้อนส่งให้พวกเขาทีละคน
ในตอนนี้ผู้กองหม่าผู้เป็นหัวหน้าของทหารทั้งกลุ่มรับรู้เรื่องของเด็กน้อยพวกนี้หมดแล้วเขาได้แต่ทอดถอนใจ
“เพราะสงครามแท้ ๆ ที่ทำให้พวกเขาต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าแล้วเด็กผู้หญิงที่โตกว่าคนอื่นล่ะหล่อนอยู่ที่ไหน” เขาถามกับลูกน้อง
“หล่อนบอกว่าตอนนี้อาศัยอยู่บ้านหมอตู้ครับ” เมื่อคืนหลังเด็กทั้งหกหลับเขาได้พูดคุยกับหล่อนจึงได้รู้เรื่องนี้มา
“ถ้าอย่างนั้นจัดคนของเราไปส่งพวกเขาที่นั่นก็แล้วกันเอาเงินนี้ให้เด็กคนนั้นด้วยเพราะการรับเลี้ยงเด็กอีกหกคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย” ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยยื่นเงินจำนวนสองหยวนออกไป
“รับทราบ”
ในระหว่างที่ทหารกลุ่มหนึ่งเดินไปส่งพวกเด็ก ๆ หนึ่งในเด็กชายคนหนึ่งจึงถามกับเสี่ยวเฉาด้วยความอยากรู้
“พี่สาว บ้านของพี่อยู่ที่ไหน”
“ในหมู่บ้านอวี๋ถง” เสี่ยวเฉาตอบตามตรง
“แล้วตอนนี้พวกเราจะไปที่ไหน ผมคิดว่าทางนี้เป็นทางเดียวกับที่ไปบ้านปู่เลย” คำพูดของเด็กชายคนนี้ทำให้เสี่ยวเฉามองหน้าเขาด้วยความอยากรู้
“น้องชายชื่ออะไร”
“ผมแซ่ตู้ ชื่อซีห่าว”
“แซ่ตู้ น้องชายรู้จักท่านหมอตู้ไหม”
คำถามของเสี่ยวเฉาทำให้เด็กชายมองเธออย่างประหลาดใจ
“พี่สาวรู้จักปู่ด้วยเหรอ” ยังไม่ทันที่เสี่ยวเฉาจะตอบเธอก็ได้ยินเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งเรียกชื่อของร่างเดิมขึ้นเสียก่อน “เสี่ยวหนิง หนิงหนิงลูกแม่” นางฟู่วิ่งมาทางเสี่ยวเฉาทั้งน้ำตา
แม้ว่าหลี่ลู่เหอจะรอดพ้นจากปากนรกมาได้ทว่ามั่วเฉิงกับเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้โชคดีอย่างเขา ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำภายใต้ร่มคันสีดำที่เสี่ยวหนิงเป็นผู้ยืนกางให้เนื่องจากแขนของเจ้าตัวมีเชือกห้อยเฝือกคล้องไว้ที่คอ “มั่วเฉิง นายเป็นวีรบุรุษของพวกเราฉันขอให้นายนอนหลับให้สบาย ส่วนเรื่องทางบ้านของนายนับจากนี้ฉันจะเป็นคนดูแลเอง แม่ของนายก็คือแม่ของฉัน” หลี่ลู่เหอมองใบหน้าของคนในรูปถ่ายที่ส่งยิ้มอันสดใสให้กับตนหยาดน้ำตาของเขาไหลออกมากระทบเข้ากับแสงตะวันก่อนจะใช้มืออีกข้างปาดมันทิ้ง “ไปกันเถอะ” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งหัวใจของชายหนุ่มเจ็บปวดทั้งนี้เป็นเพราะมั่วเฉิงกับเขานั้นนับได้ว่าเป็นเสมือนพี่น้องร่วมอุทร&nbs
เสียงล้อรถดังเอี๊ยดอ๊าดขับไล่กวดกันไปมาอย่างเอาเป็นเอาตายตามท้องถนนในตรอกซอกซอยทำให้ผู้คนที่กำลังสัญจรพากันอกสั่นขวัญแขวน เปรี้ยง! รถคันที่ถูกยิงส่ายไปมาเนื่องจากยางแตก “บ้าเอ้ย! สหายหลี่เมื่อถึงบริเวณโรงงานร้างด้านหน้าคุณรีบพาเสี่ยวหมี่ไปหาที่รับส่งข่าว ส่วนผมจะเป็นตัวล่อให้พวกมันไปอีกด้าน” “มันอันตรายเกินไป” หลี่ลู่เหอค้านทั้งนี้เป็นเพราะเขาคิดว่าฝ่ายตรงข้ามคงเตรียมกำลังมามากกว่านี้ “ผมยอมตายขอให้แผนขององค์กรสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีก็พอ” ชายคนนั้นพูดโดยที่เขาพยายามบังคับรถให้ไปทางเป้าหมายที่เล็งไว้อีกทั้งยังต้องคอยหลบกระสุนที่พวกมันสาดมาด้วย ทางด้านมั่วเฉิงสถานการ
“พี่ใหญ่!! เกิดเรื่องกับพี่เขยแล้วครับ” ซีห่าวตะโกนขึ้นเสียงดังพลางชูกระดาษหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวเกี่ยวกับคนที่ตนเพิ่งกล่าวถึงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เสี่ยวหนิงรับหนังสือพิมพ์จากมือน้องชายก่อนกวาดตาอ่านเนื้อหาในนั้นอย่างรวดเร็วใบหน้าของหล่อนซีดเผือด ในขณะที่เธอกำลังช่วยคนกำลังลำบากจากน้ำท่วมอยู่ตรงข้ามคนละมณฑลกับคู่หมั้นหนุ่ม ซึ่งทางนั้นเองก็กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดซึ่งเธอรู้ดีว่าเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง มือของหญิงสาวสั่นน้ำตารื้นขึ้นก่อนที่หยาดน้ำนั้นจะหยดลงบนน้ำหมึกจึงทำให้ตัวอักษรเริ่มพร่าเลือน ร่างของเธอคล้ายซวนเซโชคดีที่ว่ามีเก้าอี้อยู่ตรงนี้หล่อนจึงนั่งลงอย่างอ่อนแรง ในข่าวร
สายลมหนาวพัดโชยท่ามกลางป่าเขาที่ต้นไม้ยืนต้นตายแห้งเหี่ยวเนื่องจากสภาพอากาศอันเลวร้ายที่มองไปทางไหนก็เห็นเพียงสีขาวโพลนของหิมะที่ทอดยาว ครอบครัวเสือทั้งสี่ตัวที่บัดนี้ได้คืนร่างเดิมเป็นการชั่วคราวได้แยกย้ายกันวิ่งสำรวจป่าแห่งนี้ราวกับเป็นบ้านของตน โดยหญิงสาวผู้อยู่ในชุดเสื้อโค้ทตัวยาวสีน้ำเงินเข้มยืนกอดอกมองการกระทำของพวกมันแต่ละตัว “ระวังตัวกันด้วยล่ะ” เสี่ยวหนิงตะโกนไล่หลังสัตว์ทั้งสี่ที่กำลังวิ่งห่างออกไปไกลซึ่งมีเพียงเสียงคำรามตอบกลับมา แปลได้ว่าไม่ต้องเป็นห่วง เสี่ยวหนิงได้แต่ยกยิ้มโคลงศีรษะก่อนที่จะเดินย้อนกลับลงเขาตามลำพังท่ามกลางเกร็ดละอองสีขาวจากฟ้าเบื้องบน เพียงพริบตาเว
เสียงเคาะประตูจากด้านนอกดังขึ้นขัดการสนทนาของคนทั้งสอง เมื่อบานประตูไม้หนาหนักเปิดออกชายหนุ่มในเครื่องแบบคนนั้นก็ยกมือป้องปากข้างหูคนเป็นเจ้านาย ผู้เป็นใหญ่ของสถานที่เริ่มคิ้วขมวดหลังฟังจบเขาก็โบกมือให้ชายคนนี้เป็นสัญญาณให้เดินถอยไป “ฉันกลับบ้านพร้อมกับคู่หมั้นได้แล้วใช่ไหมคะ” หญิงสาวขยับกายของตนด้วยกิริยานุ่มนวลถามขึ้นด้วยรอยยิ้มละไม “ใช่ครับ ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณหนูใหญ่หยางเสียเวลา” แม้ปากเขาจะพูดเช่นนี้ทว่าใบหน้ากับการกระทำนั้นค่อนข้างสวนทางเป็นอย่างยิ่ง ภายในอกของเขารู้สึกผิดหวังที่หนึ่งหญิงหนึ่งชายไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อคืน เสียงประตูห้องเปิดออกโดยไม่มีการแจ้งเตือนจ
ความภาคภูมิใจฉายชัดบนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจนจนทำให้ผู้ที่หลุดออกมาจากสมาธิหลังจากเย็บแผลจนเสร็จสมบูรณ์หันมาเห็น “ฉันเก่งมากใช่ไหมคะ” หล่อนถามอย่างไร้อาการเก้อเขิน “ใช่ครับ ทั้งเก่งทั้งสวยและยังฉลาดมากที่สุด” คำชมของเขาทำให้คนถูกชมหน้าแดงซ่านหล่อนหลุบตาลงต่ำด้วยสะท้านกับสายตาของคนพูดที่ไม่ดูเวล่ำเวลา เสียงละเมอของคนเจ็บดังขึ้นจึงทำให้บรรยากาศระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวหายไปหลี่ลู่เหอกระแอมในลำคอเปลี่ยนเป็นมานั่งตัวตรงมองไปทางคนเจ็บที่ยังไม่ลืมตา “เขาจะฟื้นตอนไหนหรือครับ” เขาบ่ายหน้ามาถามหญิงคนรักที่กำลังถอดถุงมือ “ฉันคิดว่าน่าจะเช้าค่ะ พี่เหอคะช่วยฉันปลดเชือกด้านหลังหน่อยไม่รู้ว่ามันติดอะไร” เสี่ยวหนิงตอบพลางพยายามแก้ปมเชือกชุดที่ใช้ผ่าตัดคนไข้จำเป็นของตน







