ANMELDEN“เสี่ยวหนิง เจ้าพอใจเงินจำนวนนี้หรือไม่ ว่ากันตามความเป็นจริงนะ ยุคนี้ใคร ๆ ต่างก็ต้องรัดเข็มขัด บางคนบางครอบครัวต่างต้องกินดินแทะรากไม้เพราะความอดยากจากสงคราม
จะมีใครมาสนใจเรื่องเครื่องประดับกัน สหายน้อยเจ้าเห็นด้วยหรือไม่ แล้วอีกอย่างแม้หยกของสหายจะเป็นของดีแต่ทว่ามันกลับไม่ใช่ของเก่าเงินจึงได้ไม่มากนัก”
เสี่ยวเฉามองชายชราตรงหน้าด้วยความเข้าใจแต่ใครจะคิดว่าแหวนหยกหนึ่งวงจากหยกหายากในยุคปัจจุบันที่มีราคาแพงลิ่วจะนำมาแลกเงินได้แค่ห้าหยวน
เฮ้อ! เอาเถอะได้แค่นี้ก็มากพอแล้ว ห้าหยวนสำหรับยุคนี้บางครอบครัวต้องอดออมถึงหลายปีทีเดียว เจ้าตัวคิดพลางทอดถอนใจ
“ขอบคุณท่านปู่ผู้ดูแลมากค่ะ เสี่ยวหนิงขอลาก่อน” เด็กหญิงผู้ถักผมเปียสองข้างสวมเสื้อบุนวมสีหม่นค้อมตัว
ในขณะที่เธอเดินไปตามท้องถนนภายในหัวก็คิดหาข้ออ้างในการนำอาหารไปฝากคนในครอบครัวรวมถึงหมอตู้ผู้มีเมตตา โดยที่เสี่ยวเฉาเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลคล้ายกับว่ามีสิ่งอันตรายคืบคลานเข้ามาใกล้
“ใคร?” ฟุบ! ความมืดเข้าจู่โจมหล่อนอย่างกะทันหันโดยไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว
“ลูกพี่ เด็กคนนี้หน้าตาดีทีเดียวอย่างนี้คงขายได้เงินมากเป็นแน่ฮิฮิ” เสียงหัวเราะแหลมสูงทำให้เสี่ยวเฉาที่กระเด้งกระดอนไปบ่นบ่าของมันรู้สึกปวดหู
ไอ้บ้า พวกนี้กล้าจับเจ๊ใส่กระสอบ พวกมันช่างไม่กลัวตายเสียจริง ๆ เจ้าหล่อนคิดก่อนที่จะเรียกมีดเล่มบางออกมาเพื่อกรีดกระสอบดูว่าคนพวกนี้พาตนไปทางไหน
ในระหว่างนี้เธอก็เปิดประสาทสัมผัสของตนออกทั้งหมดเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมอีกด้วย
มีเสียงหวูดของเรือ พวกมันคิดจะพาเราหนีไปทางเรืออย่างนั้นเหรอ ไม่สิเมื่อกี้อีกคนหนึ่งบอกว่าอยากได้เหยื่อเพิ่มอีกสักสองสามคน ถ้าอย่างนั้นพวกมันอาจจะนำตัวเราไปซ่อนเอาไว้ก่อน เสี่ยวเฉาครุ่นคิดโดยที่สายตามองเห็นแต่พื้นดินอันเฉอะแฉะกับจมูกได้กลิ่นคาวคละคลุ้งลอยมาตามลม
ที่นี่น่าจะเป็นทะเล แต่คือที่ไหนกันล่ะ เจ้าตัวตั้งข้อสังเกต
พวกมันพาตัวของเสี่ยวเฉาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวากระโดดลงเรือเดินผ่านมาหลายลำจนในที่สุดพวกมันทั้งคู่จึงได้หยุดฝีเท้าลง
“ลูกพี่” ชายผู้มีหน้าที่เฝ้าเรือลำนี้ทักหนึ่งในสอง “อืม ไม่มีเหตุกาณ์อะไรใช่ไหม” ผู้พูดกวาดตามองโดยรอบเพื่อจับสังเกตรอบ ๆ ตัวอย่างหวาดระแวง
“จะมีอะไรได้ พี่ก็รู้เด็กที่เราจับมาหากไม่เป็นพวกขอทานก็เป็นคนต่างถิ่น อีกอย่างตอนนี้ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายไม่มีใครมาสนใจใครหรอก” ชายคนนั้นพูดไปพลางเหยียดแขนบิดขี้เกียจ
“ไม่มีก็ดีแต่แกก็อย่าประมาท วันนี้ข้าเห็นพวกทหารหลายคนเริ่มเดินตรวจตราอยู่ไม่น้อย รีบเปิดประตูเถอะข้าจะเอาเด็กใหม่ลงไปซ่อน” ชายคนเดิมติงก่อนที่จะสั่งชายผู้มีหน้าที่เฝ้าเรือ
เสียงเปิดประตูลับที่ถูกซ่อนเอาไว้ตรงพื้นเรือเปิดออกเสี่ยวเฉาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดนอกจากความมืดแต่ฉับพลันสิ่งที่เธอไม่คาคคิดก็เกิดขึ้น
เมื่อจู่ ๆ เธอก็สามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจนราวกับกลางวันโดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้เลยว่าในตอนนี้ดวงตาของตนได้กลายเป็นสีเขียวสว่างเรืองรอง
“เฮ้ย!” เจ้าตัวเผลอร้องอุทานด้วยความตกใจจึงรีบเอามือปิดปากของตนทันที “ลูกพี่เหมือนผมได้ยินเสียงร้อง”
“แกคิดมากเกินไปแล้วอาจจะเป็นเสียงของเครื่องจักรก็ได้รีบเอานังเด็กคนนี้ไปรวมกับเด็กพวกนั้นเถอะ จากนั้นจะได้รีบออกไปเหม็นชะมัด”
ชายสองคนอาศัยแสงตะเกียงเพียงเล็กน้อยก้าวเท้าตามความเคยชิน หลังจากลงบันไดมาได้คนทั้งคู่ก็ช่วยกันยกกระสอบใส่ร่างของเสี่ยวเฉาวางลง
“มัดมือเท้ามันด้วยเอาให้แน่นหนานะ” คนเป็นลูกพี่สั่ง
เสี่ยวเฉาแสร้งปิดเปลือกตากระทั่งเมื่อหูได้ยินว่าเสียงฝีเท้าของพวกมันเดินห่างออกไปไกลเธอจึงได้เริ่มสำรวจรอบด้าน
‘ไอ้เลวพวกนี้จะชั่วเกินไปแล้ว’ เด็กหญิงสบถเมื่อเธอพบว่ามีเด็กที่ถูกจับมาจำนวนหลายคนนั่งบ้างนอนคุดคู้อยู่กับพื้นบ้างด้วยสภาพถูดมัดราวบ๊ะจ่าง
“พี่สาว” เสียงเล็ก ๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้เสี่ยวเฉาหลุดจากภวังค์ในขณะที่เธอกำลังแกะเชือกบริเวณข้อมือ
“หืม? หนูเห็นฉันเหรอ” เจ้าตัวถามด้วยความประหลาดใจเพราะในที่แห่งนี้มืดมาก
“ใช่ พี่สาวมีตาสีเขียวสวยมากเลยหนูก็เลยเห็น” เด็กหญิงตัวน้อยตอบเสียงแผ่วก่อนจะตามมาด้วยเสียงไออย่างทรมาน
“ตาสีเขียว” เสี่ยวเฉาไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดนานนักเมื่อเธอได้ยินเสียงไอของเด็กคนนั้น
“เด็กน้อย หนูไม่สบายเหรออดทนเอาไว้นะ พี่สาวให้สัญญาว่าจะช่วยทุกคนออกไปให้ได้” คำพูดของเด็กหญิงเริ่มทำให้เด็กน้อยหลายคนมีความหวัง
เสี่ยวเฉาเริ่มปวดหัวเพราะตอนนี้เด็กแต่ละคนเริ่มส่งเสียงดังหากเป็นเช่นนี้เกรงว่าโจรด้านบนจะต้องได้ยินเป็นแน่
“ชู่ว์!! พวกหนูเงียบ ๆ กันก่อน หากเป็นอย่างนี้พวกเราจะหนีไปไม่ได้นะ” ดูเหมือนว่าคำพูดของหล่อนจะได้ผลจนเจ้าตัวยังรู้สึกประหลาดใจ เพราะเด็กทั้งหญิงชายพากันกลั้นเสียงของตนเอาไว้อย่างเชื่อฟัง
“ดีมาก เอาละพี่จะเริ่มแก้เชือกให้ทีละคนนะ จากนั้นให้นั่งหรือนอนกันอยู่นิ่ง ๆ ยามเมื่อมีคนเข้ามาเข้าใจไหม” เด็กทั้งหลายพยักหน้าทำให้เสี่ยวเฉารู้สึกโล่งใจ
ก่อนที่เธอจะเริ่มตัดเชือกออกจากเท้าและมือของเด็กผู้มีอายุน้อยกว่าทีละคน
“พวกหนูหิวกันไหม”
เด็กทุกคนพยักหน้ารับซึ่งเฉี่ยวเฉาไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนถูกจับมานานแค่ไหน ดังนั้นจึงตั้งใจจะเอาอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่ายออกมาให้พวกเขากินแต่การจะทำเช่นนี้ได้ภายในห้องที่มืดสนิทแห่งนี้คงต้องมีแสงมากพอ
“หากพี่สาวทำอะไรพวกหนูห้ามถามห้ามตกใจตกลงไหม” น้ำเสียงของเสี่ยวเฉาฟังดูจริงจัง
และเมื่อเด็ก ๆ ตอบรับเป็นอย่างดีเจ้าตัวจึงได้เรียกไฟฉายออกมา ซึ่งการกระทำของเธอทำให้เด็กผู้อายุน้อยทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกใจกระนั้นพวกเขาก็ไม่ส่งเสียง
“พี่สาวเป็นเทพธิดาเหรอ” เด็กหญิงคนหนึ่งถามขึ้นอย่างเลื่อมใส
“คิดว่ายังงั้นก็ได้นะ เอาละตอนนี้ก็รีบมากินโจ๊กกันก่อนหากออกไปได้เมื่อไหร่พี่สาวจะเลี้ยงอาหารดี ๆ”
เด็กทั้งหมดที่ถูกจับมามีหกคนไม่รวมเสี่ยวเฉา อายุมากที่สุดคือสิบขวบ เด็กคนนี้ก็คือเด็กหญิงที่พูดกับเสี่ยวเฉาเป็นคนแรกนั่นเองและยังมีเด็กชายอยู่อีกคน
“พวกเจ้าค่อย ๆ กินไม่ต้องรีบพี่สาวจะคอยดูต้นทางให้” เสี่ยวเฉาค่อย ๆ คลานเข่าอย่างเงียบเชียบหูก็คอยฟังความเคลื่อนไหวของคนด้านบน
ในตอนนี้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครทราบได้ ยกเว้นคนที่อยู่ด้านนอกโดยเฉพาะแม่ของเด็กหญิงที่กำลังเป็นห่วงลูกสาวคนโต
“สหายฟู่มาเดินวนไปวนมาหน้าประตูเพราะอะไร” ชายวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของเรือนถามอย่างสงสัยหลังสังเกตอยู่พักใหญ่ยามเห็นนางฟู่เดินไปเดินมาด้วยท่าทางร้อนใจ
“ท่านหมอ เสี่ยวหนิงลูกสาวของฉันยังไม่กลับมาเลย” น้ำตาของคนเป็นแม่ไหลอาบแก้มด้วยความเป็นห่วงบุตร
“หล่อนไปไหน” หมอวัยกลางคนถามขึ้นอย่างตกใจเนื่องจากช่วงนี้ยังคงอยู่ในความวุ่นวายแม้ว่าสงครามจะเริ่มยุติกระนั้นจำนวนผู้คนอพยพหรือย้ายถิ่นเข้ามาก็มีมาก ไม่แน่ว่าเด็กคนนั้นอาจจะประสบเคราะห์กรรมอย่างเช่นหลานชายของเขา
“เธอบอกว่าจะไปรับจ้าง” นางฟู่ตอบตามตรง
“รับจ้าง สหายไม่รู้หรือว่าตอนนี้สภาพบ้านเมืองเป็น แบบไหนทุกหนแห่งมีแต่ความวุ่นวายโจรผู้ร้ายก็เยอะ” ชายวัยกลางคนเอ็ดตะโรเสียงดัง
“ท่านหมอ ละ...แล้วฉันควรทำยังไงดีเสี่ยวหนิงหายไปตั้งนานแล้วยังไม่กลับมาเลย” นางฟู่คุกเข่าร่ำไห้แม้ว่าจะไร้เสียงแต่ท่าทางของหล่อนนั้นช่างชวนให้ผู้คนรู้สึกสงสารจับใจ
“เอาเถอะ สหายเงียบก่อนหากยังร้องอยู่แบบนี้ลูกอีกสองคนของสหายจะเป็นห่วง ข้าจะออกไปดูให้เอง” ชายวัยกลางคนพูดพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมา
“ขอบคุณท่านหมอ” นางฟู่โขกหัวไปทางเขาสามครั้ง
“พอเถอะ สหายรีบไปดูเด็ก ๆ ได้แล้ว”
หมอวัยกลางคนกระชับเสื้อคลุมของตนแน่นเดินไปได้สักพักเขาก็ยกมือขึ้นมาจ่อปากก่อนเป่าลมร้อนของตนขับไล่ความหนาวเย็น
“เห็นทีปีนี้น่าจะหนาวจัดขนาดเพิ่งเข้าสู่ฤดูหนาวยังหนาวถึงเพียงนี้” ชายวัยกลางคนพึมพำสองเท้าย่ำผ่านเศษซากความเสียหายจากลูกเห็บที่บางก้อนเริ่มละลาย
สองสายตาก็มองหาเด็กหญิงผู้มีดวงตาเฉลียวฉลาดไปตลอดทางในใจก็พลันเริ่มเกิดความกังวล
เขาตามหาเด็กหญิงตั้งแต่ช่วงบ่ายจนกระทั่งฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจึงได้เดินกลับบ้าน
ใบหน้าห่อเหี่ยวของหมอตู้ทำให้นางฟู่ผู้นั่งรอการกลับมาของทั้งลูกสาวและหมอผู้มีบุญคุณดวงตาแดงเรื่อ
“เอาไว้หากหล่อนยังไม่กลับมาวันพรุ่งข้าจะพาสหายไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่รัฐ” เขาตอบเสียงหม่น
สาเหตุที่ชายวัยกลางคนเห็นใจครอบครัวนี้เป็นเพราะในยามนี้เขาเองก็คิดถึงหลานชายคนเดียวเป็นอย่างมากนั่นเอง ย้อนกลับไปช่วงที่เขาอพยพมาที่นี่ใหม่ ๆ ในตอนนั้นเขาได้กระเตงหอบหิ้วเอาญาติหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่มาด้วย
ทว่าในระหว่างที่ออกไปรักษาชาวบ้านในเช้าวันหนึ่งพอกลับมาถึงเรือนเขากลับไม่พบหลานชายอย่างที่ควรเป็น
เขาออกตามหาไปทุกหนทุกแห่งก็ยังไม่เจอตัว นับตั้งแต่วันนั้นผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลามากกว่าร่วมสัปดาห์
ยิ่งพอมาเห็นเด็กคนเมื่อคืนความคิดถึงที่มีต่อหลานชายก็ยิ่งทวีความรุนแรง ทั้งหมดทั้งมวลนี้แหละจึงทำให้เขาไม่คิดไล่สี่แม่ลูก
“แม่ พี่ใหญ่ไปไหน” เด็กหญิงตัวเล็กยกมือเช็ดน้ำตาให้มารดาถามอย่างสงสัย
“พี่ของลูกไปทำงาน เดี๋ยวเธอก็กลับมา” คนเป็นแม่พยายามกลั้นน้ำตาเอ่ยเสียงแห้งอย่างมีความหวัง
“แม่อย่าร้อง” เถาเถาเอาหัวซุกเข้าไปกลางหน้าอกของคนเป็นแม่
คนทั้งสองต่างพากันนั่งอยู่ที่ธรณีประตูอยู่เนิ่นนานด้วยสายตาแห่งการรอคอยจนกระทั่งท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้ม
“พวกเจ้าแม่ลูกเข้ามาเถอะ” หมอวัยกลางคนส่งเสียงเรียก
“ท่านหมอลูกสาวฉัน...” นางฟู่ยกมือปาดน้ำตา
“สหายเป็นแม่เหตุใดจึงขี้แยนัก สหายฟู่อย่าลืมสิว่าตัวเองยังมีลูกอีกสองคน สหายควรจะเข้มแข็งเพื่อพวกเขาสิ หากแผ่นดินไม่กลบหน้าและยังมีวาสนาข้าเชื่อว่ายังไงซะสักวันเจ้าแม่ลูกย่อมต้องได้พบกันแน่” หมอวัยกลางคนพูดซึ่งไม่รู้ว่าเจ้าตัวพูดเพื่อปลอบใจตนด้วยหรือเปล่า
บนเรือในตอนนี้หลังจากชายสองคนที่จับเสี่ยวเฉามาล่าสุดกลับมา พวกเขาก็พากันดื่มกินอย่างเอร็ดอร่อยแม้ว่าจะไม่ได้เหยื่อมาเพิ่มก็ตาม
“แกเอาข้าวเอาน้ำไปให้พวกมันหรือยัง” คนเป็นลูกพี่ถามหลังจากกระดกไหสุราร้อนผ่าวไหลลงคอ
“ยังเลยลูกพี่ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้ามา” มันพูดก่อนที่จะไปนำห่อข้าวกับไหน้ำดื่มลงไปด้านล่างด้วยท่าทางโงนเงน
“แกเอาไปอีกห่อ มีเด็กเจ็ดคนแค่นั้นจะไปพออะไร เดี๋ยวพวกมันก็ตายก่อนขายได้พอดี” คนเป็นลูกพี่โยนห่อกระดาษเคลือบไปทางมัน
“วันนี้ลูกพี่ใจดีเสียจริงทั้งเลี้ยงเหล้าพวกข้าและยังเลี้ยงข้าวพวกมันอีก” น้ำเสียงอ้อแอ้ของชายคนนั้นพูด
เสียงกุกกักจากทางประตูห้องใต้ท้องเรือดังขึ้น เสี่ยวเฉาผู้กำลังรอการมาของพวกมันตื่นตัวทันที
“ชู่ว์!!” เธอเอามือจุปากเพื่อเตือนเด็กชายหญิงทั้งหลาย
“ตื่น ๆ ข้าเอาข้าวเอาน้ำมาให้กินโว้ย” มันตะโกนขึ้นเสียงดังโดยอาศัยแสงตะเกียงจากช่องประตูด้านบนเพียงเล็กน้อย
และเมื่อเห็นเด็กทั้งหมดนอนตัวงออยู่กับพื้นมันจึงได้เดินลงมาจากบันได
ในจังหวะที่มันไม่ได้ให้ความสนใจสภาพแวดล้อมรอบตัว เสี่ยวเฉาได้ย่องมาทางด้านหลังของมัน ก่อนที่เธอจะกดแผ่นโลหะอันเย็นเยียบเข้าบริเวณลำคอของโจรผู้นี้
โชคดีนะที่มันตัวเตี้ยไม่อย่างนั้นเราคงลำบาก เจ้าตัวคิด
“หากแกแหกปากล่ะก็ หึหึ” น้ำเสียงราวปีศาจร้ายในความคิดของมันทำให้โจรคนนี้ไม่กล้าขยับสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะมันรับรู้ได้ว่าที่คอในตอนนี้เริ่มมีของเหลวสีแดงไหลซึมออกมา
แม้ว่าหลี่ลู่เหอจะรอดพ้นจากปากนรกมาได้ทว่ามั่วเฉิงกับเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้โชคดีอย่างเขา ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำภายใต้ร่มคันสีดำที่เสี่ยวหนิงเป็นผู้ยืนกางให้เนื่องจากแขนของเจ้าตัวมีเชือกห้อยเฝือกคล้องไว้ที่คอ “มั่วเฉิง นายเป็นวีรบุรุษของพวกเราฉันขอให้นายนอนหลับให้สบาย ส่วนเรื่องทางบ้านของนายนับจากนี้ฉันจะเป็นคนดูแลเอง แม่ของนายก็คือแม่ของฉัน” หลี่ลู่เหอมองใบหน้าของคนในรูปถ่ายที่ส่งยิ้มอันสดใสให้กับตนหยาดน้ำตาของเขาไหลออกมากระทบเข้ากับแสงตะวันก่อนจะใช้มืออีกข้างปาดมันทิ้ง “ไปกันเถอะ” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งหัวใจของชายหนุ่มเจ็บปวดทั้งนี้เป็นเพราะมั่วเฉิงกับเขานั้นนับได้ว่าเป็นเสมือนพี่น้องร่วมอุทร&nbs
เสียงล้อรถดังเอี๊ยดอ๊าดขับไล่กวดกันไปมาอย่างเอาเป็นเอาตายตามท้องถนนในตรอกซอกซอยทำให้ผู้คนที่กำลังสัญจรพากันอกสั่นขวัญแขวน เปรี้ยง! รถคันที่ถูกยิงส่ายไปมาเนื่องจากยางแตก “บ้าเอ้ย! สหายหลี่เมื่อถึงบริเวณโรงงานร้างด้านหน้าคุณรีบพาเสี่ยวหมี่ไปหาที่รับส่งข่าว ส่วนผมจะเป็นตัวล่อให้พวกมันไปอีกด้าน” “มันอันตรายเกินไป” หลี่ลู่เหอค้านทั้งนี้เป็นเพราะเขาคิดว่าฝ่ายตรงข้ามคงเตรียมกำลังมามากกว่านี้ “ผมยอมตายขอให้แผนขององค์กรสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีก็พอ” ชายคนนั้นพูดโดยที่เขาพยายามบังคับรถให้ไปทางเป้าหมายที่เล็งไว้อีกทั้งยังต้องคอยหลบกระสุนที่พวกมันสาดมาด้วย ทางด้านมั่วเฉิงสถานการ
“พี่ใหญ่!! เกิดเรื่องกับพี่เขยแล้วครับ” ซีห่าวตะโกนขึ้นเสียงดังพลางชูกระดาษหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวเกี่ยวกับคนที่ตนเพิ่งกล่าวถึงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เสี่ยวหนิงรับหนังสือพิมพ์จากมือน้องชายก่อนกวาดตาอ่านเนื้อหาในนั้นอย่างรวดเร็วใบหน้าของหล่อนซีดเผือด ในขณะที่เธอกำลังช่วยคนกำลังลำบากจากน้ำท่วมอยู่ตรงข้ามคนละมณฑลกับคู่หมั้นหนุ่ม ซึ่งทางนั้นเองก็กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดซึ่งเธอรู้ดีว่าเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง มือของหญิงสาวสั่นน้ำตารื้นขึ้นก่อนที่หยาดน้ำนั้นจะหยดลงบนน้ำหมึกจึงทำให้ตัวอักษรเริ่มพร่าเลือน ร่างของเธอคล้ายซวนเซโชคดีที่ว่ามีเก้าอี้อยู่ตรงนี้หล่อนจึงนั่งลงอย่างอ่อนแรง ในข่าวร
สายลมหนาวพัดโชยท่ามกลางป่าเขาที่ต้นไม้ยืนต้นตายแห้งเหี่ยวเนื่องจากสภาพอากาศอันเลวร้ายที่มองไปทางไหนก็เห็นเพียงสีขาวโพลนของหิมะที่ทอดยาว ครอบครัวเสือทั้งสี่ตัวที่บัดนี้ได้คืนร่างเดิมเป็นการชั่วคราวได้แยกย้ายกันวิ่งสำรวจป่าแห่งนี้ราวกับเป็นบ้านของตน โดยหญิงสาวผู้อยู่ในชุดเสื้อโค้ทตัวยาวสีน้ำเงินเข้มยืนกอดอกมองการกระทำของพวกมันแต่ละตัว “ระวังตัวกันด้วยล่ะ” เสี่ยวหนิงตะโกนไล่หลังสัตว์ทั้งสี่ที่กำลังวิ่งห่างออกไปไกลซึ่งมีเพียงเสียงคำรามตอบกลับมา แปลได้ว่าไม่ต้องเป็นห่วง เสี่ยวหนิงได้แต่ยกยิ้มโคลงศีรษะก่อนที่จะเดินย้อนกลับลงเขาตามลำพังท่ามกลางเกร็ดละอองสีขาวจากฟ้าเบื้องบน เพียงพริบตาเว
เสียงเคาะประตูจากด้านนอกดังขึ้นขัดการสนทนาของคนทั้งสอง เมื่อบานประตูไม้หนาหนักเปิดออกชายหนุ่มในเครื่องแบบคนนั้นก็ยกมือป้องปากข้างหูคนเป็นเจ้านาย ผู้เป็นใหญ่ของสถานที่เริ่มคิ้วขมวดหลังฟังจบเขาก็โบกมือให้ชายคนนี้เป็นสัญญาณให้เดินถอยไป “ฉันกลับบ้านพร้อมกับคู่หมั้นได้แล้วใช่ไหมคะ” หญิงสาวขยับกายของตนด้วยกิริยานุ่มนวลถามขึ้นด้วยรอยยิ้มละไม “ใช่ครับ ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณหนูใหญ่หยางเสียเวลา” แม้ปากเขาจะพูดเช่นนี้ทว่าใบหน้ากับการกระทำนั้นค่อนข้างสวนทางเป็นอย่างยิ่ง ภายในอกของเขารู้สึกผิดหวังที่หนึ่งหญิงหนึ่งชายไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อคืน เสียงประตูห้องเปิดออกโดยไม่มีการแจ้งเตือนจ
ความภาคภูมิใจฉายชัดบนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจนจนทำให้ผู้ที่หลุดออกมาจากสมาธิหลังจากเย็บแผลจนเสร็จสมบูรณ์หันมาเห็น “ฉันเก่งมากใช่ไหมคะ” หล่อนถามอย่างไร้อาการเก้อเขิน “ใช่ครับ ทั้งเก่งทั้งสวยและยังฉลาดมากที่สุด” คำชมของเขาทำให้คนถูกชมหน้าแดงซ่านหล่อนหลุบตาลงต่ำด้วยสะท้านกับสายตาของคนพูดที่ไม่ดูเวล่ำเวลา เสียงละเมอของคนเจ็บดังขึ้นจึงทำให้บรรยากาศระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวหายไปหลี่ลู่เหอกระแอมในลำคอเปลี่ยนเป็นมานั่งตัวตรงมองไปทางคนเจ็บที่ยังไม่ลืมตา “เขาจะฟื้นตอนไหนหรือครับ” เขาบ่ายหน้ามาถามหญิงคนรักที่กำลังถอดถุงมือ “ฉันคิดว่าน่าจะเช้าค่ะ พี่เหอคะช่วยฉันปลดเชือกด้านหลังหน่อยไม่รู้ว่ามันติดอะไร” เสี่ยวหนิงตอบพลางพยายามแก้ปมเชือกชุดที่ใช้ผ่าตัดคนไข้จำเป็นของตน







