Share

บทที่ 5

Penulis: JustMoonLight
last update Tanggal publikasi: 2026-04-10 15:13:45

ห้องบนเรือที่พวกเขาอยู่กว้างขวางพอที่จะให้เจียงฝานจัดการใช้ผ้าบางๆมากั้นเป็นผ้าม่านแบ่งห้องเนื่องจากเตียงนอนมีอันเดียว เจียงฝานจึงยกให้ครอบครัวสี่คนพ่อแม่ลูกไป ส่วนตนเองมีฟูกที่ยัดนุ่นหนานำมาเป็นที่นอน เอาไว้ปูนอนกับพื้นในยามกลางคืน กลางวันก็พับเก็บเพื่อจะได้มีพื้นที่ให้ใช้ภายในห้อง

ในห้องมีแบ่งเป็นห้องขับถ่ายของเสียขนาดเล็กที่เพียงพอจะให้คนเข้าไปนั่งขับถ่ายได้คนเดียว และมีถังใส่น้ำหนึ่งใบเพื่อเอาไว้ใช้ น้ำจืดบนเรือต้องใช้อย่างประหยัด ซึ่งแต่ละห้องจะได้คนละหนึ่งถังเท่านั้น แต่เนื่องจากเจิ้งฝูหลิงเห็นหลานสาวยังเป็นเด็กทารก ตัวเขาเองมีบุตรชายหนึ่งคน จึงรู้ดีว่าเด็กทารก ต้องใช้น้ำเปลืองกว่าคนปกติ จึงกัดฟันขอซื้อน้ำจากพี่หู่เพิ่มวันล่ะหนึ่งถัง

ปกติน้ำจืดหนึ่งถังขายอยู่ที่ 50 อีแปะ 100 อีแปะมีค่าเท่ากับ1 ตำลึงเงิน 10 ตำลึงเงินเท่ากับ 1ตำลึงทอง

เจียงฝานอธิบายค่าเงินในแผ่นดินต้าหมิงให้ทุกคนฟัง สถานการณ์ตอนนี้เพิ่งก่อตั้งราชวงศ์ขึ้นมาใหม่เรียกว่าแคว้นต้าหมิง ค่าเงินตอนนี้ยังผันผวน แต่ประชาชนคนธรรมดาทำงานอยู่ในหมู่บ้านชนบท ใครมีเงินหนึ่งตำลึงทองคือร่ำรวย เพราะหนึ่งตำลึงทองคือเงิน1,000 อีแปะ

ซาลาเปาหนึ่งลูกราคา5 อีแปะ ดังนั้นน้ำจืดหนึ่งถังราคา 50 อีแปะหากเปลี่ยนเป็นซาลาเปาจะได้ซาลาเปา10 ลูก คนธรรมดาได้กินซาลาเปาหนึ่งลูกก็ถือว่าเป็นอาหารที่ล้ำค่าแล้ว ดังนั้นน้ำจืดหนึ่งถังนี้จึงต้องใช้อย่างประหยัด

โจวจื่อหยาจึงเริ่มรู้ว่าตนกลับมาเกิดใหม่ในยุคราชวงศ์หมิง แต่ชีวิตในชาติก่อนโจวจื่อหยามีอาชีพเป็นเภสัชกร บิดามารดาเปิดโรงงานผลิตยาสมุนไพรขาย ดังนั้นโจวจื่อหยาจึงสนใจศึกษาเรื่องพืชและสมุนไพรมากเป็นพิเศษ แต่ไม่เคยศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ ไม่เชี่ยวชาญด้านแผนที่ จึงไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่มุมไหนของโลก ยิ่งภาษาที่ได้ยินก่อนหน้านี้ไม่ใช่ภาษาจีนกลางที่ตนเคยใช้ และไม่รู้ว่าโลกใบนี้กับโลกเดิมที่ตนจากมาเป็นโลกใบเดียวกันหรือไม่

โจวจื่อหยาคิดอะไรมากมายก่อนจะหลับไปอย่างอ่อนเพลีย ตั้งแต่ใช้แก้วดวงจิตรักษาบาดแผลให้โจวจวิน โจวจื่อหยาก็ไม่กล้าเรียกแก้วดวงจิตออกมาใช้งานอีกเลย เพราะจำได้ว่าแก้วดวงจิตเคยบอกกับตนว่า หากแก้วดวงจิตดับ นางก็จะตาย ดังนั้นเมื่อเห็นว่าแก้วดวงจิตมีสีอ่อนจางจึงไม่กล้าเรียกมันออกมาใช้อีก

ยามนี้โจวจวินและบุตรชายกำลังนั่งฉีกเศษผ้าเป็นชิ้นๆและช่วยกันพันผ้าให้เป็นเชือก เพราะทุกคนบนเรือชื่นชอบเปลที่เจิ้งฝูหลิงนำไปนอนมาก ยามนอนมีลมพัดผ่านร่างทำให้ไม่ร้อน ยามนอนก็ไม่ปวดหลังเหมือนกับนอนไม้กระดานแข็งกระด้าง และยังใช้พื้นที่ไม่มาก เรือสินค้าเป็นเรือไม้ขนาดใหญ่ที่มีเสาและมีคานมากมาย ดังนั้นจะผูกแขวนเปลนอนตรงไหนก็ได้

เจิ้งฝูหลิงเป็นคนพูดเก่งอัธยาศัยดี และมีหัวทางการค้า เริ่มแรกเขานำเปลไปมอบเป็นของขวัญให้ลูกพี่หู่ เมื่อเห็นลูกพี่หู่ใช้นอนเล่นในยามกลางวัน และยังนำไปผูกนอนตอนกลางคืนเมื่อเขานอนไม่หลับ หลายๆคนจึงอยากมีบ้าง

เจิ้งฝูหลิงจึงให้น้องสาวและมารดาของเขาช่วยกันนั่งถักเปลให้เขานำไปขาย โดยขายบนเรือไม่แพงนักเพราะใช้เชือกที่ทำจากเศษผ้าที่ไม่ค่อยมีราคา เขาซื้อเศษผ้ามาในราคา 5ตำลึงเงิน และขายเปลอันล่ะ100 อีแปะหรือ 1ตำลึงเงิน เศษผ้าที่ซื้อมาทำเปลได้เกือบ 20 กว่าอัน จึงมีกำไรเกินครึ่ง

"อาผิง พี่รองขายเปลของเจ้าหมดแล้ว 20 อัน พี่รองขอหักค่าผ้าไป 5 ตำลึงเงิน อ่ะนี่ส่วนของเจ้า"

เจิ้งฮุ่ยผิงมองเงินที่อยู่ในมือพี่ชายคนรอง ที่ยามนี้มี15 ตำลึงเงิน นางจึงผลักออก และพูดว่า "พี่นำเงินจำนวนนี้ไปใช้เถิด ถือว่าเป็นค่าเหนื่อยที่พี่เป็นคนนำไปขาย อีกอย่างการถักเปลนี่ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไร มีอะไรให้ทำจึงไม่เบื่อ ดีกว่านั่งอยู่บนเรือเฉยๆ"

เจียงฝานอมยิ้มและบอกบุตรชายคนรองว่า "เจ้าเอาไปเถิด ยามนี้น้องสาวเจ้ายังไม่ขาดเงินในมือ ครอบครัวน้องสาวของเจ้ายังต้องพึ่งพาเจ้าในวันหน้าอีกมาก"

เจิ้งฝูหลิงไม่ยอมรับเงิน แต่ก็เถียงสู้คนอื่นไม่ได้ เขาจึงนำเงินที่ขายเปลได้กลับไป ก่อนจะกลับมาอีกครั้ง ในมือมีผ้ามาสามพับ เขายื่นมันส่งให้น้องสาวและพูดว่า "ผ้าเหล่านี้ข้าซื้อมาจากพ่อค้าผ้าในเรือ ราคาไม่แพงมาก เจ้านำไปตัดชุดใหม่ให้หลานๆใส่ หากไม่พอให้บอกพี่รอง จะได้ไปซื้อเพิ่ม"

เจิ้งฮุ่ยผิงจึงรับผ้ามาอย่างจำใจ ก่อนจะพูดคุยสอบถามเรื่องทั่วไป และได้รู้ว่าพี่รองของนางเดินทางมาในเรือลำนี้เพื่อมาทำการค้าด้วย เขานำพวกหนังสัตว์และเขาสัตว์มาขาย พอมีกำไรบ้างเล็กน้อย

"พี่รองค่าห้องบนเรือและค่าใช้จ่ายที่ซื้ออาหาร พี่รองช่วยคำนวณให้ข้าด้วยเจ้าค่ะว่าเป็นเงินเท่าไหร่ ข้าจะได้เตรียมเงินจ่ายได้เพียงพอ"

"เจ้าไม่ต้องจ่ายเงินส่วนนี้ท่านพ่อและพี่ใหญ่ต่างรวบรวมเงินมามอบให้ข้าจ่ายเพื่อเจ้าและท่านแม่แล้ว"

"จะใช้เงินของท่านพ่อและพี่ใหญ่พี่รองได้อย่างไร พวกท่านก็ไม่ได้มีชีวิตร่ำรวยหรูหรามากนัก พี่ใหญ่ยังมีบุตรชายอีกสองคนให้เลี้ยงดู พี่รองเองก็มีบุตรชายแล้วหนึ่งคน แค่พี่รองมารับข้าด้วยตัวเอง เสียเวลาทำการค้าของพี่รองไปตั้งเท่าไหร่ เงินส่วนนี้ให้ข้าจ่ายเถิดเจ้าค่ะ ข้าพอมีเงินเก็บมาบ้าง"

"เจ้าเก็บเงินไว้เถิด เห็นน้องเขยบอกกับข้าว่า เขาจะไปตั้งบ้านใหม่ที่หมู่บ้านเถียนซี พวกเจ้ายังต้องซื้อที่ ยังต้องสร้างบ้าน และน้องเขยคิดจะทำโรงตีเหล็ก นั่นต้องใช้เงินทั้งนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าก็ส่งเงินกลับมาให้ที่บ้านไม่ใช่น้อย ตอนนี้ฐานะทางบ้านเจิ้งของเราไม่ได้แย่และลำบากเหมือนเมื่อก่อน เจ้าวางใจเถิดเงินส่วนนี้พวกพี่ชายและท่านพ่อยินดีจ่ายให้ครอบครัวเจ้าและท่านแม่"

"แต่ว่า..." เจิ้งฮุ่ยผิงกำลังจะพูดโต้แย้ง

"อาผิง เจ้าอย่าเกรงใจพ่อกับพี่ชายของเจ้านักเลย หนนี้ให้พวกเขาออกไปก่อนเถิด อาหลิงพูดถูก เจ้ายังต้องใช้เงินอีกมาก" เจียงฝานเอ่ยขัดคำพูดของบุตรสาว และตบลงไปบนมือของเจิ้งฮุ่ยผิงเบาๆ ปกติเจียงฝานจะเรียกบุตรสาวแท้ๆของตนว่าฮุ่ยผิง แต่ยามนี้นางเปลี่ยนมาเรียกบุตรสาวคนนี้ว่าอาผิง

โจวจวินขมวดคิ้ว ก่อนจะเรียกภรรยาของตนว่าอาผิงตามเจียงฝานผู้ที่เป็นแม่ยายของตน "อาผิง ทำตามที่พี่รองพูดเถิด เจ้าวางใจได้วันหน้าครอบครัวของเราต้องตอบแทนท่านพ่อพี่ใหญ่และพี่รองอย่างดีแน่นอน"

เจิ้งฝูหลิงเห็นน้องสาวยังมีสีหน้าเกรงใจอยู่จึงพูดว่า "ในเมื่อเจ้าเกรงใจพี่รองเช่นนี้ เอาอย่างนี้พี่รองคิดจะขายเปลเพิ่มอีก หากเรือสินค้าจอดแวะเทียบท่า พี่รองจะนำเปลที่เจ้าทำนำไปขายแลกเงิน ดังนั้นเจ้ากับท่านแม่ช่วยนั่งถักเปลให้พี่รองเพิ่มดีหรือไม่"

"ได้เจ้าค่ะ เรือสินค้ายังจะมีแวะเทียบท่าเรือที่อื่นอีกหรือเจ้าคะ"

"ใช้แล้ว อีกสองสามวันจะมีเทียบท่าเรืออีกแห่ง หากเจ้าสนใจก็ลงไปเดินเที่ยวดูสินค้าแปลกตาได้"

"เจ้าค่ะ พี่รองผ้าที่พี่นำมาให้ข้าถักเป็นเปลใกล้จะหมดแล้วพี่รองคงต้องไปหาซื้อมาเพิ่มให้ข้าแล้วเจ้าค่ะ"

"ได้เช่นนั้นข้าจะไม่เกรงใจเจ้าแล้ว จะซื้อมาเยอะๆหน่อย ฮ่าๆ นำไปขายที่ท่าเรือน่าจะได้กำไรมากกว่านี้ แต่ไม่ต้องฝืนร่างกายทำจนเหน็ดเหนื่อยล่ะ เงินสำคัญแต่สุขภาพร่างกายสำคัญยิ่งกว่า"

เจียงฝานอมยิ้มและพูดว่า "อาหลิง ถ่านที่ใช้ต้มน้ำใกล้จะหมดแล้ว เจ้าซื้อมาเพิ่มด้วย แล้วก็ซื้อขิงมาเพิ่มอีก น้องสาวของเจ้าต้องกินน้ำขิงเพื่อเรียกน้ำนม"

โจวจวินได้ยินอย่างนั้นจึงลุกขึ้น และนำห่อผ้ามาเปิดก่อนจะส่งเงินหนึ่งตำลึงทองให้เจิ้งฝูหลิง "ค่ากินและของใช้ พวกข้าขอจ่ายเอง หากไม่พอพี่รองมาเอาที่ข้าเพิ่มได้"

"โอ้ว นี่มันคือเงินหนึ่งพันอีแปะเชียวนะ ซื้อขิง 1 จิน ราคาแค่ 5 อีแปะเท่านั้น ถ่านหนึ่งชั่ง 30อีแปะ น้องเขยไม่จำเป็นต้องให้เงินข้าเยอะถึงเพียงนี้หรอก"

"ข้าไม่มีเศษเงิน" โจวจวินพูดสั้นๆแล้วกลับนั่งทำเชือกจากเศษผ้าต่อ

"........" เจิ้งฝูหลิง

"เอิ่ม...สามีของข้าแลกเงินตำลึงทองมาไว้ในมือเพื่อให้สะดวกในการเดินทาง จึงไม่ได้แลกเงินอีแปะหรือตำลึงเงินมาไว้นะเจ้าค่ะ เขาเป็นคนพูดห้วนๆสั้นๆ เพราะยังพูดภาษาของเราไม่เก่ง พี่รองอย่าโกรธเคืองเขานะเจ้าคะ"

โจวจวินเลิกคิ้วและหันไปมองหน้าภรรยาของตน ส่วนเจิ้งฝูหลิงมองเห็นแผลเป็นบนใบหน้าของน้องเขยแล้วเขารู้สึกกลัวเล็กน้อยก่อนจะฝืนยิ้มพูดว่า

"เรื่องเล็กน้อยๆ พี่รองจะโกรธเขาไปทำไม ฮ่าๆพี่รองขอตัวเพื่อไปหาซื้อผ้ามาให้เจ้าเพิ่มก่อนนะ รวมถึงซื้อถ่านและขิงด้วย" เมื่อพูดจบ เจิ้งฝูหลิงก็รีบเดินออกจากห้องไปทันที

เจียงฝานหันมาพูดกับโจวจวินว่า "อาหลิงขี้ขลาดแต่เขามีจิตใจดี ท่าน..เอ้ย ลูกเขยอย่าถือสาเขาเลยนะ เขาอาจจะพูดมากไปสักหน่อย"

"อืม เขาเป็นคนดี" โจวจวินพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะก้มหน้าทำเชือกจากเศษผ้าให้ภรรยาต่อไป และเริ่มศึกษาวิธีการถักเปล เพราะเขาอยากให้ภรรยาของเขาได้นอนพักผ่อน งานไหนที่เหนื่อยเขายินดีจะทำแทนนางเอง

โจวจื่อหวายรู้สึกง่วงนอน จึงปีนขึ้นไปนอนบนเปลก่อนจะดึงเชือกของเปลน้องสาวแกว่งไกวไปมาทำให้เปลของเขาขยับตามไปด้วย เจียงฝานจึงรีบดึงเชือกให้เปลของหลานทั้งสองคนแกว่งไกว เพื่อให้เด็กน้อยทั้งคู่นอนหลับสบาย

ตั้งแต่ที่โจวจื่อหยาสนทนากับเจิ้งฮุ่ยผิงได้ เวลานางหิวหรือจะขับถ่าย ก็จะส่งคำพูดไปทางความคิดเพื่อบอกมารดา หลังจากนั้น โจวจื่อหยาก็ไม่ร้องไห้อีกเลย ทำให้คนอื่นๆแปลกใจที่ไม่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ดังมาออกจากห้องนี้เลย

หมายเหตุ :ค่าเงินในนิยายเรื่องนี้ (เรื่องสมมุติ)

1 ตำลึงเงิน = 100 อีแปะ

1 ตำลึงทอง = 1,000 อีแปะ

1 ตำลึงทอง = 10 ตำลึงเงิน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 200 ตอนจบ

    แคว้นต้าหมิงผลัดเปลี่ยนผู้ครองบัลลังก์ใหม่อีกครั้ง ฮ่องเต้จูหย่งตี้ขึ้นครองบัลลังก์ท่ามกลางปัญหามากมายในแคว้นต้าหมิง ทรงปราบปรามอ๋องทั้งหลายที่ก่อกบฏ ทรงแจกเสบียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ทรงก่อตั้งทหารเรือเพื่อกำจัดเหล่าโจรสลัดที่มักปล้นทรัพย์ชาวบ้านตามบริเวณชายฝั่งทะเลที่ปรึกษาเซี่ยคงเสวียนได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านอัครเสนาบดีผู้คุมการทำงานของขุนนางในราชสำนัก บุตรเขยคนโตของเขาเจิ้งหรงเจี้ยนเป็นเสนาบดีฝ่ายขวาเลื่อนขึ้นมาเป็นขุนนางขั้นสองทั้งที่อายุยังน้อย เจิ้งหรงมู่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางขั้นสามเป็นเสนาบดีควบคุมกองคลัง เจิ้งหรงจิ้งเป็นแม่ทัพใหญ่ถูกย้ายมาประจำชายแดนทางเหนือ โจวจื่อหวายบุตรเขยคนรองของท่านอัครเสนาบดีได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพควบคุมทหารองครักษ์และรับผิดชอบทหารที่ใช้ปกป้องเมืองหลวงฮ่องเต้จูหย่งตี้ทรงย้ายเมืองหลวงมาตั้งใหม่ที่เมืองเป่ยจิง และสร้างปรับปรุงพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นแทนที่จวนเอียนอ๋อง ช่วงปรับเปลี่ยนเมืองหลวงมีผู้คนต่อต้านและสร้างข่าวลือมากมาย มีบางคนได้ยินข่าวลือมาว่าฮ่องเต้จูจางเหวินยังไม่ตายและได้หลบลี้หนีภัยไปทางทะเล หม่าชางเหวินผู้ที่สังหารจ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 199

    หม่าชางเหวินบุกเข้าไปในพระตำหนักคุณหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของฮ่องเต้จูจางเหวิน เขารู้ดีว่าโจวจวินเปิดทางให้เขาเป็นผู้ลงมือ เพราะเอียนอ๋องจะได้ไม่มีความแค้นเคืองกับโจวจวินในภายหลังไท่ซ่างหวงเอ่ยต่อรองกับหม่าชางเหวินท่ามกลางผู้คนที่คอยคุ้มกันเขาว่า "อาชางเอ๋ย อาจางผู้นี้เขามีศักดิ์เป็นพี่ชายของเจ้า ไว้ชีวิตของเขาได้หรือไม่""เสด็จปู่ คนผู้นี้สังหารเสด็จอาไปตั้งหลายคน แล้วเขายังก่อเรื่องทำให้เสด็จย่าของข้าต้องปลิดชีพตนเองเช่นนั้น ท่านยังจะขอให้ข้าไว้ชีวิตเขาอีกหรือ"จูจางเหวินมองกำลังทหารที่คุ้มครองตนแล้วมองไปยังคนที่อยู่ด้านหลังหม่าชางเหวินด้วยความท้อใจ "ข้าคงไม่มีหนทางถอยแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าขอร้องให้เจ้าปล่อยคนที่ตำหนักเฟิ่งหนิงไปได้หรือไม่ นางกำลังตั้งครรภ์บุตรของข้า ลู่ฮองเฮาดีต่อโจวจื่อหยามากมาโดยตลอดเจ้าปล่อยนางไปได้หรือไม่"หม่าชางเหวินเหยียดยิ้มก่อนจะพูดด้วยใบหน้าโกรธแค้นว่า "ในที่นี้ข้าละเว้นได้เพียงชีวิตของเสด็จปู่เท่านั้น ส่วนสตรีของเจ้าเหตุใดข้าต้องละเว้นพวกนางด้วย ในเมื่อเจ้ายังไม่ละเว้นฮูหยินของข้าเลย" หม่าชางเหวินรับรู้แล้วว่ายามนี้โจวจื่อหยานอนหลับยังไม่ฟื้นเนื่องจา

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 198

    โจวจวินขี่ม้ามารับขบวนรถม้าของบุตรชายและบุตรสาว เนื่องจากเขาเองก็โดนคนลอบโจมตีเช่นกันจึงทำให้เสียเวลา เมื่อเขาไม่ได้พบกับขบวนรถม้าของบุตรทั้งสองที่จุดนัดพบ จึงเร่งม้าเดินทางต่อเพราะคาดเดาได้ว่าขบวนรถม้าผิดเวลาเช่นนี้ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นโจวจื่อหยาสั่งให้จงลู่ช่วยแบกโจวจื่อหวายมาขึ้นรถม้าของนางโดยให้สาวใช้คนสนิทย้ายไปขึ้นรถม้าคันอื่น และสั่งให้จงลู่พาคนเจ็บเคลื่อนย้ายเดินทางออกจากบริเวณนี้ ส่วนคนเสียชีวิตก็ให้นำศพกลับไปด้วย แม้จะทำให้การเดินทางล่าช้าลง แต่โจวจื่อหยาเลือกจะไม่ทิ้งใครเอาไว้ด้านหลัง แม้คนเหล่านั้นจะไม่มีลมหายใจแล้วก็ตามเมื่อขึ้นรถม้ามาอยู่คันเดียวกับโจวจื่อหวายเพียงสองคน นางก็ตรวจพบว่าลมหายใจของเขาแผ่วเบาแม้จะฝังเข็มที่บาดแผลเพื่อหยุดเลือดแต่อวัยวะภายในเสียหายมาก โจวจื่อหยารู้ดีว่าหากเป็นคนทั่วไปโจวจื่อหวายต้องเสียชีวิตแล้วไม่มีหนทางรักษาเพราะเขาโดนลูกธนูยิงทะลุปอดไปหนึ่งข้างโจวจื่อหยาเลือกที่จะเสี่ยงใช้พลังแก้วดวงจิตของตน ทั้งที่มีเสียงเตือนภายในใจว่าหากนางใช้พลังพิเศษรักษาโจวจื่อหวายจนหาย ถือว่าเกินขีดจำกัดตามธรรมชาติมากไปพลังชีวิตของนางอาจจะหมดลงได้แต่เมื่อคิดว่าไม่ใ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 197

    โจวจื่อหยากลับมาพักผ่อนอยู่ที่จวนหม่ากั๋วกง แต่ภายในใจยังคงวนเวียนอยู่กับความคิดที่แอบอ่านมาได้จากผู้คนในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นภายในวังหลวงค่ำคืนนี้หลังจากผ่านบทรักที่ชุ่มฉ่ำใจ หม่าชางเหวินกอดจูบร่างบางอย่างรักใคร่ ก่อนจะยื่นนิ้วเรียวยาวไปคลึงหัวคิ้วของโจวจื่อหยาอย่างเอาใจ"มีเรื่องอันใดหรือ ทำไมเจ้าจึงดูกลุ้มใจเช่นนี้""ท่านพี่ในงานเลี้ยงวันนี้ข้าเพิ่งค้นพบว่า ฮ่องเต้จูจางเหวินไม่มีทางปล่อยท่านไป ฮ่องเต้ทรงคิดว่าตระกูลหม่าไม่สมควรมีอยู่และทรงระแวงหม่าไทเฮารวมถึงเอียนอ๋อง" เมื่อพูดจบเงยหบน้ามองหม่าชางเหวินด้วยท่าทางไม่แน่ใจก่อนจะพูดเพิ่มเติมว่า " อีกเหตุผลก็เป็นเพราะฮ่องเต้จูจางเหวินสนใจในตัวจื่อหยา พระองค์คิดอยากได้จื่อหยาไปเป็นส่วนหนึ่งในสตรีที่ทรงโปรดปราน จึงคิดอยากกำจัดท่านพี่ที่ขวางทางอยู่ วันนี้พวกเราหลบเลี่ยงได้แต่วันต่อๆไปไม่รู้ว่าพวกเราจะพลาดเมื่อไหร่จื่อหยาจึงรู้สึกไม่สบายใจเลยเจ้าค่ะ"เมื่อโจวจื่อหยาพูดจบหม่าชางเหวินมีสีหน้าดำมืด แต่ยังคงพยายามพูดปลอบใจโจวจื่อหยา "เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลใจ ท่านพ่อตาเริ่มแผนการที่วางไว้แล้ว ยามนี้พวกเรามีหน้าที่กวนน้ำในวังหลวงให้ขุ่นเท่านั้น

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 196

    ก่อนที่โจวจื่อหยาจะออกจากวังได้มอบของขวัญให้แก่ลู่ฮองเฮา เป็นกำยานหอม และน้ำอาบแช่กายสูตรพิเศษ โจวจื่อหยาได้กระซิบบอกวิธีการใช้ของเหล่านี้เป็นพิเศษมอบให้แก่ลู่ฮองเฮาอีกด้วย โจวจื่อหยามั่นใจว่าของขวัญเหล่านี้ ฮ่องเต้จูจางเหวินจะได้รับการปรนนิบัติเป็นพิเศษจากลู่ฮองเฮา ถือได้ว่านี่เป็นการมอบผลประโยชน์ให้กับฮ่องเต้จูจางเหวินทางอ้อมสามวันต่อมาหม่าชางเหวินพาโจวจื่อหยาเข้าวังหลวงอีกครั้ง เพื่อมาตามเทียบเชิญของพระสนมหลี่เฟย ที่เชิญโจวจื่อหยาไปร่วมงานเลี้ยงที่พระตำหนักเฟิ่งจี๋พระสนมหลี่เฟย สั่งให้คนจัดโต๊ะอาหารตัวยาวพร้อมทั้งเชิญแขกเป็นฮูหยินคนสำคัญของขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงมามากมายหลายคนวันนี้พระสนมหลี่เฟยทรงแต่งตัวงดงามหรูหราดูสูงส่ง ต่างจะคุณหนูหลี่หวงซินคนเดิมเป็นอย่างมาก จากเดิมเคยแต่งตัวเรียบง่ายด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์ แต่วันนี้พระนางเลือกสวมชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายเป็นดอกไห่ถังและประดับตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้เมื่อถึงเวลางานหม่าชางเหวินเดินเคียงคู่มากับโจวจื่อหยา ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของคนผู้นี้ยังคงทำให้จิตใจของพระสนมหลี่เฟยเกิดความหวั่นไหวได้เหมือนเดิม พระสนมหลี่เฟยมองหม่าชางเหวินอยู่นานแล้วจ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 195

    โจวจื่อหยาและหม่าชางเหวินเข้าพักที่จวนหม่ากั๋วกงในเมืองหลวง ในขณะที่เหล่าพี่ชายแยกย้ายกลับไปพักที่บ้านตระกูลเจิ้งและจวนเหมันต์เพ่ยเพ่ยพาไป๋จือและไป่เหอมารอต้อนรับโจวจื่อหยาที่จวนหม่ากั๋วกง โจวจื่อหยาไม่ได้มองพวกนางเป็นสาวใช้ทั่วไป แต่มองพวกนางเป็นสหายต่างวัยเสียมากกว่า เมื่อได้มาพบหน้ากันจึงพูดคุยถามไถ่เหตุการณ์ในชีวิตของแต่ล่ะคน"อะไรกันคนของสำนักอินทรีย์เหตุใดจึงคิดจะมาแย่งคนของข้าไปอีกแล้ว แต่งพี่เพ่ยเพ่ยออกไปแล้วหนึ่งคนยังไม่พอนี่ยังจะมาขอแต่งไป๋จือเพิ่มอีกหรือนี่" โจวจือหยาแกล้งเอ่ยหยอกเย้าไป๋จือที่ยามนี้กำลังปลูกต้นรักอยู่กับข่งเจียซ่าน"หากคุณหนูไม่เห็นด้วยไป๋จือก็จะไม่แต่งเจ้าค่ะ"ไป๋จือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ฮ่าๆ ข้าเพียงพูดแกล้งหยอกเจ้า ใยถือเป็นจริงเป็นจัง หากเจ้าคิดว่าแต่งงานออกเรือนแล้วมีความสุขข้าย่อมสนับสนุน ไม่ใช่เพียงไป๋จือนะรวมถึงไป่เหอด้วย""ข้าจะไม่แต่งงานเจ้าค่ะ ชาตินี้ข้าจะอยู่รับใช้คุณหนูไปตลอดชีวิต"ไป่เหอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง 'หากไม่มีคุณหนูชีวิตของนางในยามนี้คงจบลงที่หอโคมแดงไปแล้วดังนั้นชาตินี้นางจะอยู่เพื่อทดแทนคุณให้กับคุณหนู'โจวจื่อหยาอ่านความคิดของไป่เ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 4

    เจิ้งฝูหลิงยืนอยู่กับลูกพี่หู่ของตนบริเวณท่าเรือ เขานัดแนะกับมารดาผู้ให้กำเนิดว่าจะมารวมตัวกันที่ท่าเรือในเย็นวันนี้ เขาไม่ได้พบเจอกับเจียงฝานผู้เป็นมารดามานานถึงห้าปีแล้ว เขาจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก และยังมีอีกหนึ่งคนที่เขาไม่เคยพบเจอ แต่เขาคิดอยากจะพบหน้านางมาโดยตลอด คนผู้นั้นก็คือน้องสาวคนเดียวของเข

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 3

    โจวจวินเป็นคนฉลาด แม้ฮูหยินของเขาไม่พูดอธิบายตัวเขาที่เป็นเจ้าของร่างของตน มีหรือจะไม่รู้ว่าบาดแผลสาหัสเมื่อวานจางหายไปแล้ว ยามนี้เขามีพลังแข็งแกร่งพร้อมที่จะปกป้องคนในครอบครัวอีกครั้งสายตาที่มีแต่ความกังวลใจมองไปยังห่อผ้าที่มีเด็กทารกนอนหลับอยู่ในนั้น ตัวเขาแม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต แต่เขายังมีห่วง

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 2

    โจวจื่อหยาเพ่งมองดวงแก้วสว่างไสวลูกนั้นที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของตนโดยไม่มีใครมองเห็น มิเช่นนั้นคนในรถม้าคงตื่นเต้นที่มีดวงแก้วสว่างและลอยไปลอยมาได้แล้ว'นี่คืออะไร' โจวจื่อหยาคิดในใจ'เรียกข้าว่าแก้วดวงจิตก็ได้ ข้าเป็นแก้วดวงจิตของท่าน หากท่านอยากรู้เรื่องอะไรเชิญท่านถามข้าได้เลย ข้ามีความรู้มากมาย ข

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 1

    โจวจื่อหยารู้สึกเจ็บปวดใจเกินจะรับไหวเมื่อได้รับรู้ความจริงจากปากของคนที่ตัวเองรัก ที่แท้ครอบครัวที่เลี้ยงดูนางมาจนเติบโต กลับไม่ใช่ครอบครัวที่แท้จริง น้องสาวที่โจวจื่อหยาเอ็นดูรักใคร่มาโดยตลอด จึงจะเป็นบุตรเพียงสาวคนเดียวของบิดามารดาวันนี้คือวันแต่งงานของโจวจื่อหยา ชุดเจ้าสาวที่สวยงามสวมใส่อยู่บน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status