Mag-log inความเงียบโรยตัวลงกลางห้องโถง ก่อนที่มารดาของหลี่เจี้ยนกั๋วจะหลุดเสียงหัวเราะพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
โกดังหมายเลขเจ็ดอย่างนั้นหรือ ใครในเมืองนี้บ้างที่ไม่รู้ว่ามันเป็นเพียงเศษซากปรักหักพัง หลังคาสังกะสีสนิมเขรอะ ผนังปูนแตกร้าว แถมยังตั้งอยู่สุดขอบที่ดินโรงงานซึ่งมีแต่วัชพืชขึ้นรกชัฏ จะเอาไปทำประโยชน์อะไรได้นอกจากทิ้งไว้ให้หนูวิ่งเล่น “อวี้หนิง หนูจะเอาโกดังสับปะรังเคนั่นไปทำอะไร” มารดาของเธอเอื้อมมือมากระตุกแขนเสื้อบุตรสาวอย่างแรง ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ “ฉันแค่อยากมีพื้นที่ส่วนตัวไว้เก็บของกระจุกกระจิกและรับจ้างทำของชิ้นเล็กชิ้นน้อยหารายได้เสริมค่ะ” หญิงสาวหันไปตอบมารดาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะหันกลับมาทางครอบครัวหลี่ “หากทางบ้านหลี่ยอมโอนสิทธิ์โกดังนั้นให้เป็นชื่อของฉันก่อนวันแต่งงาน เรื่องสินสอดอื่นๆ และเงินทอง ฉันจะไม่เรียกร้องเพิ่มแม้แต่เหมาเดียว” บิดาของหลี่เจี้ยนกั๋วหรี่ตามองว่าที่ลูกสะใภ้ โกดังนั่นไม่ได้อยู่ในแผนการใช้งานของโรงงานมานานแล้ว การทำเรื่องโอนสิทธิ์ให้บุคคลภายนอกสำหรับเขานั้นง่ายเสียยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ ใช้เงินจัดการใต้โต๊ะเพียงไม่กี่สิบหยวนก็เรียบร้อย คุ้มค่ากว่าการควักเงินหลายร้อยหยวนไปซื้อจักรยานและนาฬิกาให้หล่อนเป็นไหนๆ “หนูแน่ใจนะอวี้หนิง ลุงไม่อยากให้คนอื่นเอาไปพูดได้ว่าครอบครัวเราเอาเปรียบหนู” บิดาของเขาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ท่าทางราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังประทานพรให้เด็กไม่ประสีประสา “แน่ใจค่ะ ขอแค่คุณลุงจัดการเรื่องเอกสารโอนสิทธิ์ให้เรียบร้อยก็พอ” หลี่เจี้ยนกั๋วมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด เขารู้สึกว่าเธอต่างไปจากเด็กสาวหัวอ่อนคนเดิมเล็กน้อย แต่ความหยิ่งผยองในใจก็บอกเขาว่า เธอทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาหน้าให้ครอบครัวของเขา และนั่นทำให้เขารู้สึกเหนือกว่าที่สามารถควบคุมผู้หญิงคนนี้ได้อย่างสมบูรณ์ “ถ้าหนูต้องการอย่างนั้น ลุงก็จะจัดการให้ พรุ่งนี้เช้าลุงจะเอาเอกสารไปดำเนินเรื่องที่สำนักงานเขตให้เอง” บิดาของหลี่เจี้ยนกั๋วรีบตบปากรับคำ กลัวว่าหากปล่อยไว้นานหญิงสาวตรงหน้าจะเปลี่ยนใจกลับไปทวงสินสอดราคาแพง “ขอบคุณค่ะ” เสิ่นอวี้หนิงแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา “งั้นเมื่อสัญญาโอนสิทธิ์ลงนามและประทับตราเรียบร้อย ฉันจะถือว่าข้อตกลงเรื่องสินสอดของเราสมบูรณ์นะคะ” การเจรจาจบลงอย่างรวดเร็วและชื่นมื่นสำหรับครอบครัวฝ่ายชาย พวกเขาบอกลาและเดินออกจากบ้านสกุลเสิ่นไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม หารู้ไม่ว่าสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นเพียงเศษขยะ อีกไม่กี่ปีข้างหน้ามันจะกลายเป็นทำเลทองที่ถูกกว้านซื้อด้วยราคามหาศาล หญิงสาวมองตามแผ่นหลังของคนเหล่านั้นด้วยแววตาเรียบเฉย สัญญาฉบับนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เธอหลุดพ้นจากขุมนรก และเป็นก้าวแรกในการสะสมทุนรอนเพื่อสร้างอาณาจักรของเธอเอง เอกสารสิทธิ์ครอบครองโกดังหมายเลขเจ็ดถูกประทับตราสีแดงสดส่งมอบใส่มือของเสิ่นอวี้หนิง บิดาของหลี่เจี้ยนกั๋วจัดการเรื่องนี้ได้รวดเร็วสมกับเป็นหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อผู้กว้างขวาง ทว่าเมื่อหญิงสาวกวาดสายตาอ่านรายละเอียดในกระดาษ คิ้วเรียวกลับขมวดเข้าหากัน สิทธิ์ครอบครองเพียงครึ่งเดียวหรือ “โกดังนั่นมันใหญ่เกินไปสำหรับเด็กผู้หญิงอย่างหนู ทางโรงงานแบ่งสิทธิ์ใช้งานให้คนอื่นไปแล้วครึ่งหนึ่งตั้งแต่ปีกลาย ลุงจัดการให้หนูได้แค่นี้จริงๆ” บิดาของชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงปัดรำคาญ ก่อนจะขอตัวกลับไปทำงานต่อ ปล่อยให้เสิ่นอวี้หนิงยืนนิ่งงันอยู่หน้าสำนักงานเขต หญิงสาวไม่รอช้า เธอตัดสินใจเดินเท้าไปยังท้ายโรงงานรัฐเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินชิ้นแรกในชีวิตใหม่ทันที พื้นที่ท้ายโรงงานรกร้างอย่างที่ทุกคนพูด หญ้าคาขึ้นสูงระดับเอว ทางเดินขรุขระเต็มไปด้วยเศษหินและฝุ่นผง เมื่อเดินลึกเข้าไป โกดังปูนเก่าซอมซ่อหลังคาหลุดร่อนก็ปรากฏแก่สายตา แกร๊ง แกร๊ง เสียงโลหะกระทบกันดังแว่วออกมาจากด้านใน หญิงสาวชะงักฝีเท้า โกดังร้างแห่งนี้ไม่ควรมีคนอยู่ เธอค่อยก้าวเข้าไปใกล้ บานประตูเหล็กขึ้นสนิมถูกแง้มเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง กลิ่นน้ำมันเครื่องคละคลุ้งเตะจมูก ท่ามกลางแสงแดดที่ลอดผ่านรอยรั่วของหลังคา ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาขันนอตประกอบชิ้นส่วนมอเตอร์เก่าอยู่บนโต๊ะทำงานไม้ เขาสวมเสื้อกล้ามสีหม่นทับด้วยกางเกงทำงานสีกรมท่า กล้ามเนื้อแขนตึงแน่นตามแรงขยับ ใบหน้าคมคายเปื้อนคราบเขม่าดำเล็กน้อย “เข้ามาแล้วก็ระวังเศษเหล็กบาดเท้าด้วย” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยที่เจ้าตัวยังไม่เงยหน้าจากงานในมือ เสิ่นอวี้หนิงก้าวเข้าไปในพื้นที่ด้านใน “คุณเป็นใคร เข้ามาทำอะไรในพื้นที่ของฉัน” ชายหนุ่มวางประแจในมือลง นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวตวัดมองหญิงสาวผู้มาเยือน เขาขยับกายลุกขึ้นยืน รูปร่างสูงใหญ่บดบังแสงสว่างไปกว่าครึ่ง “พื้นที่ของคุณ” เขาทวนคำด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “คุณคงเป็นว่าที่สะใภ้บ้านหลี่ที่ขอโกดังสับปะรังเคนี้แทนจักรยานสินะ” เสิ่นอวี้หนิงเบิกตากว้าง ไม่ใช่เพราะคำพูดประชดประชันของเขา แต่เป็นเพราะใบหน้าและชื่อที่ผุดขึ้นมาในความทรงจำ ชายคนนี้คือโจวเหยียนเฉิง วิศวกรหนุ่มอนาคตไกลผู้ถูกลดตำแหน่งเพราะความหัวแข็ง และเป็นชายผู้จะจบชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุเครื่องจักรในเดือนพฤศจิกายนปีหน้า ข่าวการตายของเขาในชีวิตก่อนโด่งดังไปทั่วโรงงาน และหลังจากเขาตาย ทรัพย์สินโรงงานก็ถูกลักลอบขายในราคาถูกจนหลี่เจี้ยนกั๋วใช้เป็นทุนรอนจนร่ำรวย “คุณคือโจวเหยียนเฉิง” เธอเผลอหลุดปากเรียกชื่อเขา “ใช่ ผมเอง” โจวเหยียนเฉิงหยิบเศษผ้าขี้ริ้วมาเช็ดคราบน้ำมันบนมือ “และผมก็เป็นเจ้าของสิทธิ์การใช้งานโกดังครึ่งนี้ เอกสารของคุณคงระบุไว้ชัดเจนแล้วว่าคุณมีสิทธิ์แค่ซีกซ้าย ส่วนซีกขวาที่มีโต๊ะทำงานของผมเป็นพื้นที่ของผม” เสิ่นอวี้หนิงสูดลมหายใจลึก พยายามระงับความตื่นตระหนกที่ได้เผชิญหน้ากับคนตายในความทรงจำ เธอต้องการโกดังนี้ทั้งหมดเพื่อรอการเวนคืนที่ดิน หากมีเขาเป็นเจ้าของร่วม แผนการในอนาคตอาจยุ่งยาก “ฉันยินดีจ่ายเงินซื้อสิทธิ์ครึ่งนั้นของคุณ คุณต้องการเท่าไหร่” เธอเสนอเงื่อนไขอย่างตรงไปตรงมา โจวเหยียนเฉิงเลิกคิ้ว มองเด็กสาวตรงหน้าที่แต่งตัวธรรมดาแต่กลับกล้าใช้เงินฟาดหัวเขา “ไม่ขาย ผมต้องใช้พื้นที่นี้ซ่อมเครื่องจักร” “เครื่องจักรพังพวกนั้น เอาไปชั่งกิโลขายยังได้เงินมากกว่ามานั่งเสียเวลาซ่อม” เธอเถียงกลับ “คุณจะไปรู้อะไร” ชายหนุ่มเดินไปสับสวิตช์ไฟ มอเตอร์เก่าคร่ำคร่าที่โรงงานคัดทิ้งว่าเสียแล้วกลับส่งเสียงครางกระหึ่ม แกนเหล็กหมุนทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ “เครื่องพวกนี้แค่ถูกคนมักง่ายแจ้งชำรุดเพื่อจะเอาไปแทงจำหน่ายทิ้งต่างหาก” ดวงตาของเสิ่นอวี้หนิงเป็นประกายวาบ คำพูดของเขาจุดประกายความคิดบางอย่างในหัวของเธอ เครื่องจักรที่ถูกตีตราว่าเศษเหล็ก หากนำมาซ่อมแซมและนำไปขายให้โรงงานขนาดเล็กในเมืองชนบท ย่อมทำกำไรได้มหาศาล คนที่ควรจะตายในปีหน้า กลับเป็นกุญแจสำคัญที่อาจช่วยให้เธอตั้งตัวได้ในวันนี้ “ถ้าอย่างนั้น เราคงต้องอยู่ร่วมกันไปก่อน หุ้นส่วนโกดังหมายเลขเจ็ด” หญิงสาวยิ้มบาง แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ออกมาจากความรู้สึกยินดีนัก แต่มันคือจุดเริ่มต้นของแผนการใหม่แสงสีส้มอมแดงของดวงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องทาบทับลงบนหลังคากระเบื้องเก่าๆ ของชุมชนคนงาน เสิ่นอวี้หนิงเข็นจักรยานคู่ใจกลับมาถึงหน้าบ้านด้วยความรู้สึกที่เบาสบายอย่างประหลาด แม้ในกระเป๋าเสื้อจะเหลือเงินเพียงไม่กี่เฟินหลังจากนำไปคืนครอบครัวหลี่จนหมดสิ้น ทว่าความรู้สึกของการได้เป็นอิสระและได้กุมชะตาชีวิตของตนเองเอาไว้นั้น มีค่ามากกว่าเงินทองกองเท่าภูเขาแต่ความโล่งใจนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน เมื่อเธอผลักบานประตูไม้ที่ดังเอี๊ยดอ๊าดเข้าไปในตัวบ้าน บรรยากาศภายในกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด กลิ่นยาต้มสมุนไพรจีนคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอับชื้น มารดาของเธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่ามุมห้อง ใบหน้าซูบซีดเต็มไปด้วยคราบน้ำตา สองมือที่หยาบกร้านสั่นเทาขณะกำผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กเอาไว้แน่นเสิ่นอวี้หนิงขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปมองต้นเหตุของความโศกเศร้า เสิ่นอวี้เฉียง น้องชายวัยสิบเจ็ดปีในชุดเสื้อยืดสีซีดและกางเกงขาสั้น กำลังก้มหน้าก้มตายัดเสื้อผ้าเก่าๆ ลงในกระเป๋าผ้าใบเขียวทหารที่เริ่มเปื่อยลุ่ย ท่าทางของเขาดื้อรั้นและไม่ยอมสบตาผู้เป็นพี่สาว"นายกำลังทำอะไร อวี้เฉียง" เสิ่นอวี้หนิงเอ่ยถามเสียงเข้ม ก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่กลา
เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเหนือเมืองอุตสาหกรรมถูกปกคลุมด้วยเมฆบางเบา อากาศในฤดูใบไม้ร่วงเริ่มเย็นลงจนต้องหยิบเสื้อแขนยาวมาสวมใส่ เสิ่นอวี้หนิงแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าเนื้อหนา ผมยาวถูกถักเป็นเปียเดี่ยวพาดไว้ที่บ่าอย่างเรียบร้อย หญิงสาวยืนมองเงาของตนเองในกระจกบานเล็ก นัยน์ตากลมโตที่เคยว้าวุ่นและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่ออนาคต บัดนี้กลับนิ่งสงบและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในกระเป๋ากางเกงของเธอมีธนบัตรปึกหนึ่งซุกซ่อนอยู่ มันคือเงินเจ็ดสิบห้าหยวนที่ได้จากการขายมอเตอร์เมื่อวาน ผสมกับเงินเก็บก้นหีบอีกเล็กน้อยของมารดา รวมเป็นจำนวนเงินที่พอดีกับค่ามัดจำสินสอดที่ครอบครัวหลี่เคยมอบให้หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ความรู้สึกหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่ามาตลอดหลายวันมลายหายไปจนสิ้น วันนี้จะเป็นวันที่เธอตัดขาดจากฝันร้ายในอดีตชาติอย่างเป็นทางการบ้านของครอบครัวหลี่ตั้งอยู่ในเขตที่พักอาศัยระดับหัวหน้างานของโรงงานรัฐ เป็นบ้านปูนสองชั้นที่มีรั้วรอบขอบชิด บริเวณหน้าบ้านมีลานกว้างสำหรับปลูกต้นไม้และตั้งโต๊ะหินอ่อน บ่งบอกถึงฐานะความเป็นอยู่ที่เหนือกว่าครอบครัวคนงานทั่วไปอย่างชัดเจนเมื่อเสิ่นอ
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงครางกระหึ่มของมอเตอร์ที่เดินเครื่องอย่างสมบูรณ์แบบดังขึ้นกลางโกดังหมายเลขเจ็ด โจวเหยียนเฉิงปาดเหงื่อบนหน้าผาก ใบหน้าคมคายเปื้อนคราบน้ำมันมีรอยยิ้มพึงพอใจประดับอยู่ เสิ่นอวี้หนิงมองเครื่องจักรที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยดวงตาเป็นประกาย นี่คือสินค้าชิ้นแรกของพวกเขาหญิงสาวจัดการว่าจ้างรถลากให้ขนมอเตอร์ไปยังโรงงานทอผ้าของเถ้าแก่หวังทันที โจวเหยียนเฉิงตามไปด้วยในฐานะช่างเทคนิคเพื่อรับประกันการใช้งานเมื่อไปถึง เถ้าแก่หวังกำลังยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าสายพานการผลิตที่หยุดชะงัก เสิ่นอวี้หนิงเดินเข้าไปเจรจาด้วยท่าทีนอบน้อมแต่มั่นใจ เธอไม่ได้ใช้วิธีอ้อนวอนขอให้เขาซื้อ แต่เธอเสนอทางแก้ปัญหาที่เขาปฏิเสธไม่ได้"เถ้าแก่หวังคะ ฉันรู้ว่าคุณกำลังต้องการเครื่องจักรด่วนเพื่อเร่งผลิตสินค้าให้ทันส่ง มอเตอร์ตัวนี้เพิ่งผ่านการโอเวอร์ฮอลมาใหม่อะไหล่ภายในถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด รับรองว่าใช้งานได้ทนทานไม่แพ้ของใหม่แกะกล่อง ฉันให้คุณช่างติดตั้งและให้ลองเดินเครื่องดูก่อนได้เลย ถ้ามันไม่สามารถขับเคลื่อนสายพานของคุณได้ ฉันจะไม่คิดเงินแม้แต่เฟินเดียว"ข้อเสนอที่ตรงไปตรงมาและแฟร์ต่อผู้ซื้อทำใ
การหาแหล่งวัตถุดิบเป็นก้าวแรกที่สำคัญและท้าทายที่สุดสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น เสิ่นอวี้หนิงรู้ดีว่าการจะเดินเข้าไปขอซื้อเครื่องจักรที่ถูกปลดระวางจากโรงงานรัฐโดยตรงนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับคนนอกอย่างเธอ แต่โชคดีที่หุ้นส่วนของเธอไม่ใช่คนนอกโจวเหยียนเฉิงทำงานที่นี่มานาน เขารู้จักทุกซอกทุกมุมของโรงงาน รวมถึงจุดบอดที่ผู้บริหารมักจะมองข้ามเช้าตรู่วันต่อมา ชายหนุ่มพาเธอไปที่ลานทิ้งเศษเหล็กด้านหลังโรงงานผลิตอะไหล่ ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยรั้วตาข่ายเหล็กที่มีสนิมเกาะกรัง กองเศษเหล็กสูงเนินเทินทึกถูกทิ้งขว้างรอการนำไปหลอมใหม่ กลิ่นสนิมและกลิ่นความชื้นลอยปะปนอยู่ในอากาศยามเช้าลุงยามเฝ้าประตูลานเศษเหล็กเป็นชายชราที่ชอบดื่มเหล้าขาว โจวเหยียนเฉิงเพียงแค่ยื่นขวดเหล้าเหมาไถเกรดรองที่ซื้อมาจากร้านสหกรณ์ให้ ลุงยามก็โบกมือไล่ให้พวกเขาเข้าไปเลือกดูของข้างในได้อย่างอิสระ โดยมีข้อแม้ว่าตอนขาออกจะต้องชั่งน้ำหนักและจ่ายเงินตามราคาเศษเหล็กทั่วไป"คุณแน่ใจนะว่าในกองขยะพวกนี้จะมีของที่เราต้องการ" เสิ่นอวี้หนิงเอ่ยถามขณะก้าวข้ามท่อนเหล็กผุพัง ระมัดระวังไม่ให้กางเกงตัวเก่งเปื้อนคราบน้ำมัน"สำหรับคนอื่นมันคือขยะ แต่
"ฉันรู้ว่าคุณซ่อมมันได้" หญิงสาวชี้ไปยังมอเตอร์ตัวหนึ่งที่มุมโต๊ะ ซึ่งดูเหมือนจะถูกซ่อมแซมจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว"เครื่องพวกนั้นไม่ได้พังจนกู่ไม่กลับ บางเครื่องแค่อะไหล่บางชิ้นสึกหรอ หรือบางเครื่องก็ถูกจงใจแจ้งว่าเสียเพื่อเหตุผลบางอย่าง"เธอจงใจละเว้นคำว่าทุจริตเอาไว้ แต่รู้ดีว่าคนฉลาดอย่างเขาต้องเข้าใจความหมายแฝงนั้น"ข้อเสนอของฉันคือ เราจะไปรับซื้อเครื่องจักรเก่าพวกนั้นมาในราคาเศษเหล็ก คุณมีหน้าที่ซ่อมแซมและประกอบมันขึ้นมาใหม่ ส่วนฉันจะรับหน้าที่หาลูกค้าและเจรจาขายเครื่องจักรพวกนี้ให้กับโรงงานขนาดเล็กในแถบชานเมืองหรือต่างอำเภอ กำไรที่ได้ เราแบ่งกันคนละครึ่ง"โกดังหมายเลขเจ็ดตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงสายลมที่พัดลอดผ่านรอยแตกของผนัง โจวเหยียนเฉิงจ้องมองใบหน้าหวานละมุนที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวตรงหน้า เขาพยายามค้นหาความล้อเล่นในดวงตาคู่นั้น แต่ก็พบเพียงความจริงจังที่น่าประหลาดใจ"คุณบ้าไปแล้วหรือเปล่า" ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ "คุณคิดว่าโรงงานพวกนั้นจะยอมขายของให้ชาวบ้านธรรมดาๆ อย่างเราง่ายๆ หรือไง แล้วโรงงานเล็กๆ ที่คุณว่า มันมีเงินมากพอที่จะมาซื้อเครื่องจักรจากเราหรือ""โรงงา
เพียงแค่เธอเปลี่ยนการตัดสินใจเล็กน้อย อนาคตที่เธอเคยรู้จักก็อาจจะคลาดเคลื่อนไปทั้งหมด เธอไม่อาจชะล่าใจพึ่งพาเพียงความทรงจำในอดีตได้อีกต่อไป หากเธอต้องการจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของครอบครัวหลี่และสร้างชีวิตใหม่ที่มั่นคง เธอต้องใช้สมอง สติปัญญา และทักษะที่หล่อหลอมมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิตเพื่อรับมือกับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ เป้าหมายแรกตอนนี้คือการหาเงิน เธอไม่สามารถนั่งรอเวลาให้รัฐบาลมาเวนคืนที่ดินในปี 1987 ได้ ครอบครัวของเธอยังต้องกินต้องใช้ มารดาที่ร่างกายอ่อนแอต้องการยาบำรุง เสิ่นอวี้เฉียงน้องชายจอมซนก็ต้องการทุนรอนสำหรับการเรียนต่อ หญิงสาวนึกถึงมอเตอร์เก่าที่โจวเหยียนเฉิงซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้ เครื่องจักรที่ถูกคัดทิ้งเหล่านั้นคือขุมทรัพย์ที่คนอื่นมองไม่เห็น หากเธอสามารถโน้มน้าวให้เขาร่วมมือด้วยการซ่อมเครื่องจักรเพื่อนำไปขายต่อให้กับโรงงานขนาดเล็กในชนบท พวกเขาจะสามารถทำกำไรได้มหาศาล เขาเป็นช่างฝีมือ ส่วนเธอเป็นนักเจรจา นี่คือการจับคู่ทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะดูดุดัน ปากคอเราะร้าย และมีชะตากรรมที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย







