Share

บทที่ 2

Auteur: กากบาทเย่
การตกน้ำย่อมเป็นเรื่องลวง ทว่าการสั่งสอนอนุชิวต่างหากที่เป็นเรื่องจริง

ยามที่เซวียฉงและคนอื่น ๆ รีบรุดมาถึง ก็ได้เห็นเซวียหว่านอี้ที่ใบหน้าซีดเผือดนอนหลับตาแน่น

โทสะพลันปะทุขึ้นกลางอก

“นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

สายตาอันเย็นยะเยือกกวาดมองบ่าวไพร่สองสามคนที่อยู่ในห้อง

แม้ตำแหน่งรองเสนาบดีจะเป็นเพียงขุนนางขั้นสาม ทว่าในจวนสกุลเซวียแห่งนี้ เซวียฉงคือแผ่นฟ้าที่ปกคลุมอยู่เหนือศีรษะ

นอกจากฮูหยินเจียงแล้ว คนรอบข้างต่างพากันหวาดกลัวจนตัวสั่น รีบคุกเข่าลงกับพื้น

เฝ่ยชุ่ยดวงตาแดงช้ำ ร้องไห้ไปพลางกล่าวไปพลาง “นายท่าน คุณหนู คุณหนูเจ้าขา…”

นางสะอึกสะอื้น คล้ายมีความกริ่งเกรงบางอย่าง อึกอักมิกล้าเอ่ยถึงต้นเหตุ

อนุชิวที่อยู่ด้านข้างเห็นท่าทีเช่นนั้น ก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว

นางคาดไม่ถึงว่าเซวียหว่านอี้จะกล้าไปหาที่ตายจริง ๆ จึงรีบใช้หางตาถลึงมองเฝ่ยชุ่ยอย่างดุร้าย

หากนางกล้าพูดจาเหลวไหล ย่อมไม่มีจุดจบที่ดีแน่

ทว่ายามนี้ไม่เหมือนกาลก่อน

เซวียหว่านอี้จะต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงตามราชโองการ หากเวลานี้คิดสั้นฆ่าตัวตาย ถ้าเรื่องแพร่งพรายออกไป ย่อมต้องถูกฝ่าบาทลงโทษในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ขัดราชโองการเป็นแน่

“มัวอึกอักอันใดอยู่ พูดมา”

เขาตวาดเสียงขรึม

เฝ่ยชุ่ยตกใจจนตัวสั่นเทา ร่างหมอบราบ หน้าผากจรดพื้น

“ตอนที่คุณหนูกลับมาถึงห้อง อนุชิวมารออยู่ที่นี่เจ้าค่ะ พอทราบว่าคุณหนูจะต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง นางก็เคียดแค้นที่คุณหนูแย่งงานแต่งของคุณหนูใหญ่ไป จึงบอกให้คุณหนูไปตายเจ้าค่ะ...”

อนุชิวได้ยินดังนั้น จะยังมัวหวาดกลัวอยู่อีกหรือ

นางเงยหน้าขึ้น สายตาราวกับอาบยาพิษจ้องเขม็งไปที่เฝ่ยชุ่ย

“นังบ่าวชั่ว ไฉนจึงพูดจาโกหกนายท่านเยี่ยงนี้” จากนั้นนางก็หันไปมองเซวียฉงอย่างตื่นตระหนก “นายท่าน ที่นางพูดมิใช่เรื่องจริงนะเจ้าคะ คุณหนูรองเป็นลูกในไส้ของบ่าว บ่าวจะพูดจาผิดทำนองคลองธรรมเช่นนั้นได้อย่างไร...”

“เจ้าหุบปาก” เซวียฉงตวาดลั่น

คำพูดขอความเมตตาและแก้ต่างของอนุชิวจุกอยู่ที่ลำคอ ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง

เซวียฉงก้มหน้าลง มองเฟยชุ่ยด้วยสายตาเย็นชา “พูดต่อ”

เฝ่ยชุ่ยกล่าวเสียงสั่นเครือ “อนุชิวบอกว่า ในจวนมีทั้งสระน้ำและบ่อน้ำ ย่อมมีที่ให้คุณหนูตายได้เจ้าค่ะ บอกว่าใครที่ขวางเส้นทางวาสนาของคุณหนูใหญ่ คนผู้นั้นก็ต้องตาย”

อนุชิวในยามนี้เรียกได้ว่ามีปากก็ไม่อาจแก้ต่าง นางเคยพูดวาจาเช่นนี้ที่ไหนกัน

ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าดำทะมึนของเซวียฉง สมองของนางก็ขาวโพลนไปด้วยความหวาดกลัว

แม้แต่ฮูหยินเจียงก็ยังมองอนุชิวด้วยแววตาเคลือบแคลง

เพื่อบุตรสาวของนาง ถึงกับบีบบังคับให้บุตรสาวของตนไปตาย

เรื่องนี้ คิดอย่างไรก็ดูจะ…

เซวียฉงข่มกลั้นโทสะในใจ สายตาที่ตกกระทบร่างอนุชิวหนักอึ้งราวกับขุนเขาพันชั่ง

“นางได้รับพระราชทานสมรสกับเจิ้นกั๋วกง เจ้ากลับบีบบังคับให้นางไปตาย คิดจะฉุดตระกูลเซวียของข้าให้ตกต่ำจนไม่อาจฟื้นคืนหรืออย่างไร?”

ข้อหานี้หนักหนาจนอนุชิวมึนงงไปหมด

ก่อนจะมาเป็นอนุของเซวียฉง นางเป็นเพียงสาวใช้ข้างกายนายหญิงผู้เฒ่า จะไปเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร

“...”

ฮูหยินเจียงมองอนุชิวที่ค่อย ๆ เป็นลมหมดสติไป รู้สึกขัดตายิ่งนัก

“นายท่าน”

นางเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ตอนนี้จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”

เซวียฉงกำลังมีโทสะ แม้ยามปกติจะเอ็นดูอนุชิวเพราะความงามอยู่บ้าง แต่ยามนี้คงทำไม่ได้แล้ว

อย่างน้อยในระยะสั้นเขาก็ไม่อยากเห็นหน้านาง

“ก่อนที่คุณหนูรองจะออกเรือน ห้ามก้าวออกจากเรือนแม้แต่ก้าวเดียว”

ฮูหยินเจียงลอบกำหมัด จิกเล็บลงกลางฝ่ามือ

ก่อเรื่องถึงเพียงนี้ บทลงโทษกลับขอไปทีเสียจริง

……

“ท่านพ่อ ท่านแม่...”

เมื่อ “หมดสติ” ไปนานพอสมควรแล้ว เซวียหว่านอี้ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

เมื่อเห็นคนทั้งสองที่ข้างเตียง แววตาก็ฉายความตกใจ

รีบฝืนยันกายลุกขึ้น แต่กลับล้มลงไปบนตั่งอีกครั้ง

“เจ้าเพิ่งจะตกน้ำ กว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ มิต้องมากพิธี”

ฮูหยินเจียงแสดงความห่วงใยออกมาได้อย่างเหมาะสม

ไม่ว่าจะอย่างไร เซวียหว่านอี้ในตอนนี้ก็ดูขัดหูขัดตาน้อยกว่าเมื่อก่อนมาก

การที่อนุชิวถูกกักบริเวณ นับว่าเป็นผลงานของนางโดยแท้

นางหลุบตาลง ซ่อนความผิดหวังในแววตา

เพียงแค่กักบริเวณ ยังนับว่าเบาเกินไปสำหรับผู้หญิงคนนั้น

ทว่า…

เซวียหว่านอี้จำต้องยอมรับว่า ตนเองประเมินความสำคัญของอนุชิวในใจบิดาต่ำไป

ค่อยเป็นค่อยไปเถิด

วันนี้สั่งกักบริเวณได้ วันหน้าย่อมทำให้ฆ่าตัวตายได้

ทางที่ดีควรรีบกำจัดผู้หญิงที่ทำลายชีวิตของนางทิ้งเสียก่อนจะออกเรือน

นางเงยหน้ามองเจียงซื่อด้วยความซาบซึ้ง แววตาเปี่ยมด้วยความเคารพรัก

“ลูกทำให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องเป็นห่วงแล้วเจ้าค่ะ”

นางมีท่าทางอิดโรย ใบหน้าเล็กซีดเผือด ดูอ่อนแอแบบบาง ชวนให้ผู้คนนึกเวทนา

ฮูหยินเจียงนึกดูแคลนในใจ แต่ปากกลับต้องเอ่ยปกป้อง

“เจ้าเด็กคนนี้ก็จริง ๆ เชียว เพียงแค่ถูกมารดาต่อว่าไม่กี่คำ ไฉนจึงกล้ากระโดดน้ำจริง ๆ เกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งเสียแล้ว”

เมื่อได้ยินวาจานี้ ขอบตาของเซวียหว่านอี้ก็แดงเรื่อขึ้นทันที

นางขบเม้มริมฝีปากเบา ๆ คล้ายมีความน้อยเนื้อต่ำใจท่วมท้น ทว่าไม่อาจเอื้อนเอ่ยให้คนนอกรับรู้

“ท่านแม่สั่งสอนได้ถูกต้อง เป็นลูกที่เอาแต่ใจเองเจ้าค่ะ”

เจียงซื่อสามารถกดข่มอนุชิวผู้เป็นที่โปรดปรานมาได้หลายปี ย่อมมิใช่คนโง่เขลา

เห็นดังนั้นจึงก้าวเข้าไปกุมมือเซวียหว่านอี้ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย

“ดูเจ้าสิ ในใจมีความน้อยเนื้อต่ำใจอันใดหรือไม่? บอกแม่มาเถิด แม่จะให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าเอง”

เซวียหว่านอี้แสร้งหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด ซ่อนเร้นความเจ้าเล่ห์ในแววตา

ปล่อยให้น้ำตาใสกระจ่างไหลรินอาบแก้ม

“ขอบคุณท่านแม่ที่เป็นห่วง ลูก... ไม่มีความน้อยใจเจ้าค่ะ”

ตอนนี้ ยังไม่ใช่เวลาที่จะเปิดเผยไพ่ในมือ

เจียงซื่อผิดหวังในใจ แต่ก็มิได้ซักไซ้ต่อ

เซวียฉงเห็นดังนั้น จึงเตรียมจะจากไป

“ดูแลคุณหนูรองให้ดี หากกล้าเกียจคร้านอีก จะขายทิ้งให้หมด”

เขาห่วงใยบุตรสาวงั้นหรือ?

อาจจะมีบ้างเพียงเล็กน้อย

แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะกังวลว่านางจะคิดสั้นฆ่าตัวตายเสียมากกว่า

ถึงเวลานั้น คนที่จะต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง ก็คงเหลือเพียงบุตรสาวสายตรงของเขา

บรรดาศักดิ์นั้นสำคัญก็จริง แต่ตอนนี้จวนเจิ้นกั๋วกงก็เหลือเพียงแค่บรรดาศักดิ์นี้เท่านั้น

เมื่อเจียงซื่อออกมา เซวียฉงก็แหงนมองเมฆคล้อยบนท้องนภา

กล่าวว่า “หักเบี้ยหวัดอนุชิวครึ่งหนึ่ง”

“เจ้าค่ะ นายท่าน” เจียงซื่อรู้สึกโล่งใจขึ้นบ้าง

เมื่อกลับมาถึงเรือนทิงหลาน เซวียหมิงเฟยกำลังลองผ้าโดยมีความช่วยเหลือจากช่างตัดเย็บเสื้อผ้า

นางเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูลเซวีย ย่อมต้องออกเรือนก่อนเซวียหว่านอี้ก้าวหนึ่ง

ทางตระกูลฉู่ อีกสองวันก็จะมาวางของหมั้นแล้ว

แม้เจียงซื่อจะยังไม่พอใจนัก แต่เมื่อนึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันของแม่ทัพเย่ บุตรชายตระกูลฉู่ผู้นั้นก็เพียงแค่มีชาติกำเนิดด้อยไปสักหน่อย

อย่างที่บุตรสาวนางว่าไว้ มีตระกูลเซวียคอยเกื้อหนุน จะแย่สักเพียงใดเชียว

จะให้นางทนดูบุตรสาวที่ฟูมฟักมาอย่างดี ต้องไปเป็นม่ายทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ในจวนเจิ้นกั๋วกงได้หรือ?

“ท่านแม่ ทางเรือนว่างซูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”

เซวียหมิงเฟยไม่ชอบหน้าน้องสาวต่างมารดาผู้นั้น แต่ก็ไม่เคยคิดร้ายรังแกอีกฝ่าย

ตอนนี้ยิ่งหวังให้น้องสาวต่างมารดาผู้นี้มีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี

หากตายไปจริง ๆ นางอาจจะต้องซ้ำรอยเดิมเหมือนชาติที่แล้ว

ชาติก่อน นางคิดว่าการได้เป็นฮูหยินเจิ้นกั๋วกงจะสุขสบายมีเกียรติยศไม่สิ้นสุด

แต่เมื่อแต่งเข้าไป จึงได้รู้ว่าที่นั่นคือนรกชัด ๆ

สามีของนางเสียโฉมจนน่าเกลียด

คืนวันส่งตัวเข้าหอ เพียงแวบแรกที่ได้เห็นเขา เซวียหมิงเฟยก็ตกใจจนเป็นลมล้มพับไป

แม้จะมีชีวิตหรูหราสุขสบาย มีบ่าวไพร่เป็นฝูง แต่กลับถูกสั่งห้ามก้าวออกจากจวนเจิ้นกั๋วกงแม้แต่ครึ่งก้าว

วันสองวัน หรือเดือนสองเดือนยังพอทน

แต่หลายปีผ่านไป ด้วยนิสัยของนางจะทนได้อย่างไร

ท้ายที่สุด ก็ถูกองครักษ์ในจวนล่อลวงจนตกต่ำถึงที่สุด

เมื่อนึกถึงทัณฑ์ทรมานแสนสาหัสที่ได้รับหลังความแตก

วันที่นางสิ้นใจ เป็นวันที่เซวียฉู่ยวนได้ขึ้นเป็นมหาอำมาตย์ของราชสำนักพอดี

ชาตินี้ เซวียหมิงเฟยไม่กล้าโลภมากหวังในจวนเจิ้นกั๋วกงอีกแล้ว

ชีวิตที่สิ้นหวังไร้อาลัยเช่นนั้น สมควรปล่อยให้เซวียหว่านอี้ไปเสพสุขเถิด

ตำแหน่งฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่งอันมีเกียรติยศไม่สิ้นสุด กับมหาอำมาตย์ฉู่ยวนผู้ดุจสายลมบริสุทธิ์จันทรากระจ่าง เป็นของนางแล้ว
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 208

    อากาศเริ่มร้อนอบอ้าว คล้ายมีกลิ่นเหม็นเน่าจาง ๆ เจืออยู่ในสายลมวูบหนึ่งเซวียหมิงเยว่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง ใบหน้าเล็กขาวซีดไร้สีเลือด ข้างกายมีสาวใช้ผู้หนึ่งยืนอยู่ กำลังลงมือทายาให้นางความเจ็บปวดแล่นพล่านจนร่างกายนางสั่นเทา มิอาจสะกดกลั้น ความทรมานนี้ช่างแสนสาหัสยิ่งนักเมื่อทายาเสร็จสิ้น สาวใช้จึงช่วยจัดอาภรณ์ให้นางเรียบร้อย ก่อนจะผ่อนฝีเท้าเดินจากไปเงียบ ๆไม่นานนัก ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็เดินสวนทางกับสาวใช้เข้ามาด้านในเซวียหมิงเยว่มองผ่านม่านน้ำตาและเหงื่อที่โซมกายไปยังบุรุษผู้มาใหม่ นางรู้สึกคาดไม่ถึง“คุณชายสาม...”เขาคืออดีตคู่หมั้นของนางบุรุษหนุ่มสืบเท้าเข้ามาใกล้ ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างตั่งเตียง ก้มมองนางจากมุมสูง แววตาฉายความรู้สึกอันลึกล้ำยากจะเอื้อนเอ่ย“นี่คือสิ่งที่เจ้าปรารถนากระนั้นหรือ?” น้ำเสียงของเขาราบเรียบทว่าหากฟังให้ดี กลับสัมผัสได้ถึงความอาลัยอาวรณ์และความเวทนาสงสารที่แฝงอยู่เดิมทีเซวียหมิงเยว่ก็มีรูปโฉมบอบบางน่าทะนุถนอมอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน นางย่อมปรารถนาจะไขว่คว้าที่พึ่งตรงหน้า ท่าทางสั่นระริกนั้นประหนึ่งบุปผางามที่ถูกพายุฝนกระหน่ำซ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 207

    ได้ยินมาว่าทั้งสองพำนักอยู่ที่ซางโจวตลอดทั้งปีส่วนองค์หญิงใหญ่ที่ถูกปฏิเสธการแต่งงานนั้น เล่ากันว่าตรอมใจจนล้มป่วย ผ่านไปไม่ทันถึงสองปีก็สิ้นพระชนม์ด้วยความทุกข์ระทม“พี่หญิงรู้ความตื้นลึกหนาบางก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” เซวียหว่านอี้เอ่ย “หากประสบความยากลำบากอันใดที่ข้าพอจะช่วยได้ พี่หญิงมาหาข้าได้เสมอนะเจ้าคะ”เฉียนชิวสุ่ยหัวเราะเบา ๆ “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า วางใจเถิด สตรีที่ยอมเป็นอนุให้เขาได้ ความรู้และความทะเยอทะยานคงมิได้มีมากนัก ข้ารับมือไหว”วาจานี้นับว่าเป็นความจริงผู้ที่มีความทะเยอทะยานอยู่บ้าง สายตาย่อมต้องมองสูงกว่านั้นไฉนเลยจะลดตัวมาเกาะแกะกับคนตระกูลหลิวผู้นั้นความสามารถก็ไม่มี หน้าตาก็หาดีไม่ก็มีเพียงเฉียนชิวสุ่ยที่มิอาจเลือกได้เมื่อเทียบกับอีกสองตระกูล ตระกูลหลิวดูจะปกติกว่ามาก ทว่าก็เป็นเพียงการเลือกคนแคระที่สูงที่สุดในกลุ่มเท่านั้นหลังมื้อเที่ยงผ่านไปไม่นาน ฝนเม็ดเล็กก็โปรยปรายลงมาสหายทั้งสองเอนกายสนทนากันบนตั่งเหม่ยเหริน ก่อนจะลุกขึ้นนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างลายบุปผา“ตายจริง ตกอีกแล้วหรือ” เฉียนชิวสุ่ยเอ่ยขึ้น “ยามเข้าสู่คิมหันต์ ลมฟ้าอากาศช่างแปรปรวนยิ่งน

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 206

    ยามตั้งสำรับมื้อเที่ยง แม่นมก็อุ้มรั่วรั่วออกไปแล้วแม่นมผู้นี้เป็นแม่นมที่ตระกูลเฉียนส่งตัวมา อายุราวสามสิบปี เป็นคนสุขุมรอบคอบและใส่ใจยิ่งนักเมื่อทอดสายตามองอาหารตรงหน้าที่ล้วนมีแต่ของโปรดของตน เฉียนชิวสุ่ยก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจนอกจากท่านแม่แล้ว ก็เห็นจะมีแต่เซวียหว่านอี้ที่ใส่ใจนางมากที่สุดชาตินี้ได้คบหากับนาง นับว่าเป็นวาสนาของข้าโดยแท้“ไฉนจึงมีแต่ของที่ข้าชอบกิน แล้วเจ้าเล่า?” นางเอ่ยถามเจือรอยยิ้มเซวียหว่านอี้กล่าวว่า “พี่หญิงสามทานให้มากหน่อยเถิด ท่านมิได้มาเยือนบ่อยนัก ข้ามิได้ขัดสนอาหารมื้อนี้เสียหน่อย อีกอย่างท่านก็รู้ดีว่าข้านั้นมิใช่คนเลือกกิน”นางคีบเนื้อปลาส่งให้พลางเอ่ย “ของโปรดของพี่หญิง ข้าสั่งให้เฝ่ยชุ่ยไปซื้อมาจากภัตตาคารข้างนอก”ทั้งสองรับประทานไปพลางสนทนาไปพลาง ไม่นานหัวข้อการสนทนาก็วกมาถึงตระกูลหลิว“แม่สามีของท่านผู้นั้น เพียงแรกเห็นในวันแต่งงานของท่าน ข้าก็รู้สึกได้ว่ามิใช่คนที่จะคบหาด้วยง่าย ๆ แต่ก็อย่างที่เคยพูดไปเมื่อสองปีก่อน ในบรรดาตัวเลือกทั้งสามคน เขาก็นับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว ตำแหน่งขุนนางต่ำต้อยย่อมมีข้อดีของมัน อย่างน้อยเพียงตระกูลเฉียนเอ่ย

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 205

    นางพยักหน้าแย้มยิ้ม “ถูกต้องแล้ว รบกวนพี่ชายช่วยไปเรียนให้ทราบ...”“มิต้องไปเรียนหรอกขอรับ” บ่าวเฝ้าประตูยิ้มกล่าว “ฮูหยินได้กำชับพวกข้าไว้แล้ว ฮูหยินเฉียน เชิญด้านในขอรับ”แม่นมและสาวใช้แหงนมองประตูจวนอันใหญ่โตโอ่อ่าเบื้องหน้า หวนนึกถึงตระกูลหลิว เมื่อนำมาเปรียบกันแล้วย่อมเห็นถึงความซอมซ่อจนมิอาจเทียบติดเมื่อเดินตามบ่าวเฝ้าประตูเข้าไป สาวใช้รุ่นเยาว์นางหนึ่งก็รีบก้าวเข้ามาหา“คุณหนูสาม”เฉียนชิวสุ่ยเห็นนาง รอยยิ้มก็สดใสขึ้นหลายส่วน เอ่ยปากปรามว่า “วิ่งช้าหน่อย ระวังจะหกล้มเอาได้”ผู้มาคือเจินจูนั่นเองนางวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา ลมหายใจหอบกระชั้นเล็กน้อย เจินจูเอ่ยว่า “คุณหนูของบ่าวบ่นถึงอยู่หลายหนเจ้าค่ะ ยังเปรยว่าหากนับตามเวลา คุณหนูสามน่าจะมาถึงตั้งนานแล้ว”เฉียนชิวสุ่ยชอบใจที่เจินจูเรียกขานนางว่าคุณหนูสาม แม้ยามอยู่ในตระกูลฉียนนางจะใช้ชีวิตอย่างจืดจางไร้ตัวตน ทว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ทั้งมิต้องหวาดระแวงว่าจะถูกผู้ใดกลั่นแกล้งรังแกนั่นคือช่วงเวลาที่นางมิอาจหวนกลับไปได้อีกคนทั้งหมดเดินตามเจินจูมุ่งหน้าไปยังเรือนชุ่ยเวย แม่นมและสาวใช้เดินตามติดแทบไม่ห่าง แม้แต่

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 204

    “ปฏิเสธไปเถิด”เซวียหว่านอี้วางเทียบเชิญหลายฉบับลงบนโต๊ะ พลางเอ่ยกับพ่อบ้านเย่ผิงว่า “ลุงผิง ฝากเรียนท่านพี่ด้วย ยามเที่ยงข้าจะเลี้ยงรับรองสหายสนิทที่เรือนชุ่ยเวย ต้องรบกวนให้ท่านพี่รับสำรับเพียงลำพังแล้ว”นางส่งคนไปเชื้อเชิญเฉียนชิวสุ่ยแล้วนับตั้งแต่บุตรสาวของอีกฝ่ายถือกำเนิด เซวียหว่านอี้ก็ยังมิได้ยลโฉมทารกน้อยเลยยามนี้ทารกน้อยอายุครบเดือนแล้ว ย่อมสามารถพาออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกได้เย่ผิงยิ้มรับคำ “ขอรับฮูหยิน ต้องการให้บ่าวไพร่ไปซื้อหาอาหารรสเลิศจากภายนอกกลับมาหรือไม่ขอรับ?”“ข้าให้เฝ่ยชุ่ยไปจัดการแล้ว เมนูปลาจากภัตตาคารของเรา ก็จะจัดส่งไปให้ทางฝั่งท่านพี่ด้วยเช่นกัน”เป็นดังเช่นที่เซวียหมิงเฟยเคยกล่าวไว้ สหายสนิทที่แท้จริงของนาง เห็นจะมีเพียงเฉียนชิวสุ่ยผู้เดียวเท่านั้นแม้อีกฝ่ายจะมีอายุมากกว่านางหลายปี ทว่านิสัยใจคอกลับอ่อนโยนและจิตใจดีงามยิ่งนักน่าเสียดายที่คนทั้งสองต่างก็ออกเรือนกับบุรุษผิดคน……อีกด้านหนึ่ง เฉียนชิวสุ่ยสวมอาภรณ์ให้บุตรสาวดูมงคลยิ่ง ส่วนตัวนางเองก็ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดสีเหลืองนวล ดูแล้วสดใสขึ้นไม่น้อยครั้นจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย บุรุษรูปร่างสันทัด

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 203

    “นายน้อย อีกไม่กี่วันหมอเทวดาฉีจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงขอรับ” หัวหน้าองครักษ์กล่าว “เวลานี้พำนักอยู่ที่ชิงโจว”เย่อันได้ยินดังนั้น ก็กล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดีว่า “หรือว่าหาหญ้าเกล็ดมังกรพบแล้ว?”หัวหน้าองครักษ์พยักหน้าอย่างหนักแน่น “พี่น้องที่ร่วมเดินทางทางฝั่งนั้นส่งข่าวกลับมา ว่าค้นพบในป่าลึกอันกว้างใหญ่ที่เฉียนโจวขอรับ เช่นนี้พิษในกายของนายน้อยก็จะขจัดออกไปได้กว่าครึ่งแล้วใช่หรือไม่?”หญ้าเกล็ดมังกร คือหญ้าที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดของมังกรกระนั้นหรือ?หัวหน้าองครักษ์มิได้กระจ่างแจ้งในเรื่องนี้ และยิ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน แม้แต่ก่อนหน้าที่หมอเทวดาฉีจะเอ่ยถึง เขาก็มิเคยได้ยินมาก่อนกล่าวกันว่าเสาะหาได้ยากยิ่ง อีกทั้งสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตนั้นแสนเข็ญ มักขึ้นในป่าทึบที่อับชื้นและอบอ้าว เติบโตท่ามกลางซากสิ่งปฏิกูล ดูดซับพิษร้ายจากซากผุพังเหล่านั้น จึงมีสรรพคุณในการถอนพิษที่รุนแรงยิ่งนัก ดังคำกล่าวที่ว่าใช้พิษต้านพิษเย่อันยิ้มกล่าวว่า “นี่เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างยาวนาน จำเป็นต้องค่อย ๆ ขจัดออกไป หมอเทวดาฉีเคยกล่าวไว้ว่า อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงสองปี จึงจะสามารถขับพิษในกายออกได้จนหมดส

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status