Share

บทที่ 2

Author: กากบาทเย่
การตกน้ำย่อมเป็นเรื่องลวง ทว่าการสั่งสอนอนุชิวต่างหากที่เป็นเรื่องจริง

ยามที่เซวียฉงและคนอื่น ๆ รีบรุดมาถึง ก็ได้เห็นเซวียหว่านอี้ที่ใบหน้าซีดเผือดนอนหลับตาแน่น

โทสะพลันปะทุขึ้นกลางอก

“นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

สายตาอันเย็นยะเยือกกวาดมองบ่าวไพร่สองสามคนที่อยู่ในห้อง

แม้ตำแหน่งรองเสนาบดีจะเป็นเพียงขุนนางขั้นสาม ทว่าในจวนสกุลเซวียแห่งนี้ เซวียฉงคือแผ่นฟ้าที่ปกคลุมอยู่เหนือศีรษะ

นอกจากฮูหยินเจียงแล้ว คนรอบข้างต่างพากันหวาดกลัวจนตัวสั่น รีบคุกเข่าลงกับพื้น

เฝ่ยชุ่ยดวงตาแดงช้ำ ร้องไห้ไปพลางกล่าวไปพลาง “นายท่าน คุณหนู คุณหนูเจ้าขา…”

นางสะอึกสะอื้น คล้ายมีความกริ่งเกรงบางอย่าง อึกอักมิกล้าเอ่ยถึงต้นเหตุ

อนุชิวที่อยู่ด้านข้างเห็นท่าทีเช่นนั้น ก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว

นางคาดไม่ถึงว่าเซวียหว่านอี้จะกล้าไปหาที่ตายจริง ๆ จึงรีบใช้หางตาถลึงมองเฝ่ยชุ่ยอย่างดุร้าย

หากนางกล้าพูดจาเหลวไหล ย่อมไม่มีจุดจบที่ดีแน่

ทว่ายามนี้ไม่เหมือนกาลก่อน

เซวียหว่านอี้จะต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงตามราชโองการ หากเวลานี้คิดสั้นฆ่าตัวตาย ถ้าเรื่องแพร่งพรายออกไป ย่อมต้องถูกฝ่าบาทลงโทษในข้อหาหมิ่นเบื้องสูง ขัดราชโองการเป็นแน่

“มัวอึกอักอันใดอยู่ พูดมา”

เขาตวาดเสียงขรึม

เฝ่ยชุ่ยตกใจจนตัวสั่นเทา ร่างหมอบราบ หน้าผากจรดพื้น

“ตอนที่คุณหนูกลับมาถึงห้อง อนุชิวมารออยู่ที่นี่เจ้าค่ะ พอทราบว่าคุณหนูจะต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง นางก็เคียดแค้นที่คุณหนูแย่งงานแต่งของคุณหนูใหญ่ไป จึงบอกให้คุณหนูไปตายเจ้าค่ะ...”

อนุชิวได้ยินดังนั้น จะยังมัวหวาดกลัวอยู่อีกหรือ

นางเงยหน้าขึ้น สายตาราวกับอาบยาพิษจ้องเขม็งไปที่เฝ่ยชุ่ย

“นังบ่าวชั่ว ไฉนจึงพูดจาโกหกนายท่านเยี่ยงนี้” จากนั้นนางก็หันไปมองเซวียฉงอย่างตื่นตระหนก “นายท่าน ที่นางพูดมิใช่เรื่องจริงนะเจ้าคะ คุณหนูรองเป็นลูกในไส้ของบ่าว บ่าวจะพูดจาผิดทำนองคลองธรรมเช่นนั้นได้อย่างไร...”

“เจ้าหุบปาก” เซวียฉงตวาดลั่น

คำพูดขอความเมตตาและแก้ต่างของอนุชิวจุกอยู่ที่ลำคอ ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง

เซวียฉงก้มหน้าลง มองเฟยชุ่ยด้วยสายตาเย็นชา “พูดต่อ”

เฝ่ยชุ่ยกล่าวเสียงสั่นเครือ “อนุชิวบอกว่า ในจวนมีทั้งสระน้ำและบ่อน้ำ ย่อมมีที่ให้คุณหนูตายได้เจ้าค่ะ บอกว่าใครที่ขวางเส้นทางวาสนาของคุณหนูใหญ่ คนผู้นั้นก็ต้องตาย”

อนุชิวในยามนี้เรียกได้ว่ามีปากก็ไม่อาจแก้ต่าง นางเคยพูดวาจาเช่นนี้ที่ไหนกัน

ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าดำทะมึนของเซวียฉง สมองของนางก็ขาวโพลนไปด้วยความหวาดกลัว

แม้แต่ฮูหยินเจียงก็ยังมองอนุชิวด้วยแววตาเคลือบแคลง

เพื่อบุตรสาวของนาง ถึงกับบีบบังคับให้บุตรสาวของตนไปตาย

เรื่องนี้ คิดอย่างไรก็ดูจะ…

เซวียฉงข่มกลั้นโทสะในใจ สายตาที่ตกกระทบร่างอนุชิวหนักอึ้งราวกับขุนเขาพันชั่ง

“นางได้รับพระราชทานสมรสกับเจิ้นกั๋วกง เจ้ากลับบีบบังคับให้นางไปตาย คิดจะฉุดตระกูลเซวียของข้าให้ตกต่ำจนไม่อาจฟื้นคืนหรืออย่างไร?”

ข้อหานี้หนักหนาจนอนุชิวมึนงงไปหมด

ก่อนจะมาเป็นอนุของเซวียฉง นางเป็นเพียงสาวใช้ข้างกายนายหญิงผู้เฒ่า จะไปเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร

“...”

ฮูหยินเจียงมองอนุชิวที่ค่อย ๆ เป็นลมหมดสติไป รู้สึกขัดตายิ่งนัก

“นายท่าน”

นางเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ตอนนี้จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”

เซวียฉงกำลังมีโทสะ แม้ยามปกติจะเอ็นดูอนุชิวเพราะความงามอยู่บ้าง แต่ยามนี้คงทำไม่ได้แล้ว

อย่างน้อยในระยะสั้นเขาก็ไม่อยากเห็นหน้านาง

“ก่อนที่คุณหนูรองจะออกเรือน ห้ามก้าวออกจากเรือนแม้แต่ก้าวเดียว”

ฮูหยินเจียงลอบกำหมัด จิกเล็บลงกลางฝ่ามือ

ก่อเรื่องถึงเพียงนี้ บทลงโทษกลับขอไปทีเสียจริง

……

“ท่านพ่อ ท่านแม่...”

เมื่อ “หมดสติ” ไปนานพอสมควรแล้ว เซวียหว่านอี้ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

เมื่อเห็นคนทั้งสองที่ข้างเตียง แววตาก็ฉายความตกใจ

รีบฝืนยันกายลุกขึ้น แต่กลับล้มลงไปบนตั่งอีกครั้ง

“เจ้าเพิ่งจะตกน้ำ กว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ มิต้องมากพิธี”

ฮูหยินเจียงแสดงความห่วงใยออกมาได้อย่างเหมาะสม

ไม่ว่าจะอย่างไร เซวียหว่านอี้ในตอนนี้ก็ดูขัดหูขัดตาน้อยกว่าเมื่อก่อนมาก

การที่อนุชิวถูกกักบริเวณ นับว่าเป็นผลงานของนางโดยแท้

นางหลุบตาลง ซ่อนความผิดหวังในแววตา

เพียงแค่กักบริเวณ ยังนับว่าเบาเกินไปสำหรับผู้หญิงคนนั้น

ทว่า…

เซวียหว่านอี้จำต้องยอมรับว่า ตนเองประเมินความสำคัญของอนุชิวในใจบิดาต่ำไป

ค่อยเป็นค่อยไปเถิด

วันนี้สั่งกักบริเวณได้ วันหน้าย่อมทำให้ฆ่าตัวตายได้

ทางที่ดีควรรีบกำจัดผู้หญิงที่ทำลายชีวิตของนางทิ้งเสียก่อนจะออกเรือน

นางเงยหน้ามองเจียงซื่อด้วยความซาบซึ้ง แววตาเปี่ยมด้วยความเคารพรัก

“ลูกทำให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องเป็นห่วงแล้วเจ้าค่ะ”

นางมีท่าทางอิดโรย ใบหน้าเล็กซีดเผือด ดูอ่อนแอแบบบาง ชวนให้ผู้คนนึกเวทนา

ฮูหยินเจียงนึกดูแคลนในใจ แต่ปากกลับต้องเอ่ยปกป้อง

“เจ้าเด็กคนนี้ก็จริง ๆ เชียว เพียงแค่ถูกมารดาต่อว่าไม่กี่คำ ไฉนจึงกล้ากระโดดน้ำจริง ๆ เกือบจะเอาชีวิตมาทิ้งเสียแล้ว”

เมื่อได้ยินวาจานี้ ขอบตาของเซวียหว่านอี้ก็แดงเรื่อขึ้นทันที

นางขบเม้มริมฝีปากเบา ๆ คล้ายมีความน้อยเนื้อต่ำใจท่วมท้น ทว่าไม่อาจเอื้อนเอ่ยให้คนนอกรับรู้

“ท่านแม่สั่งสอนได้ถูกต้อง เป็นลูกที่เอาแต่ใจเองเจ้าค่ะ”

เจียงซื่อสามารถกดข่มอนุชิวผู้เป็นที่โปรดปรานมาได้หลายปี ย่อมมิใช่คนโง่เขลา

เห็นดังนั้นจึงก้าวเข้าไปกุมมือเซวียหว่านอี้ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย

“ดูเจ้าสิ ในใจมีความน้อยเนื้อต่ำใจอันใดหรือไม่? บอกแม่มาเถิด แม่จะให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าเอง”

เซวียหว่านอี้แสร้งหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด ซ่อนเร้นความเจ้าเล่ห์ในแววตา

ปล่อยให้น้ำตาใสกระจ่างไหลรินอาบแก้ม

“ขอบคุณท่านแม่ที่เป็นห่วง ลูก... ไม่มีความน้อยใจเจ้าค่ะ”

ตอนนี้ ยังไม่ใช่เวลาที่จะเปิดเผยไพ่ในมือ

เจียงซื่อผิดหวังในใจ แต่ก็มิได้ซักไซ้ต่อ

เซวียฉงเห็นดังนั้น จึงเตรียมจะจากไป

“ดูแลคุณหนูรองให้ดี หากกล้าเกียจคร้านอีก จะขายทิ้งให้หมด”

เขาห่วงใยบุตรสาวงั้นหรือ?

อาจจะมีบ้างเพียงเล็กน้อย

แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะกังวลว่านางจะคิดสั้นฆ่าตัวตายเสียมากกว่า

ถึงเวลานั้น คนที่จะต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง ก็คงเหลือเพียงบุตรสาวสายตรงของเขา

บรรดาศักดิ์นั้นสำคัญก็จริง แต่ตอนนี้จวนเจิ้นกั๋วกงก็เหลือเพียงแค่บรรดาศักดิ์นี้เท่านั้น

เมื่อเจียงซื่อออกมา เซวียฉงก็แหงนมองเมฆคล้อยบนท้องนภา

กล่าวว่า “หักเบี้ยหวัดอนุชิวครึ่งหนึ่ง”

“เจ้าค่ะ นายท่าน” เจียงซื่อรู้สึกโล่งใจขึ้นบ้าง

เมื่อกลับมาถึงเรือนทิงหลาน เซวียหมิงเฟยกำลังลองผ้าโดยมีความช่วยเหลือจากช่างตัดเย็บเสื้อผ้า

นางเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูลเซวีย ย่อมต้องออกเรือนก่อนเซวียหว่านอี้ก้าวหนึ่ง

ทางตระกูลฉู่ อีกสองวันก็จะมาวางของหมั้นแล้ว

แม้เจียงซื่อจะยังไม่พอใจนัก แต่เมื่อนึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันของแม่ทัพเย่ บุตรชายตระกูลฉู่ผู้นั้นก็เพียงแค่มีชาติกำเนิดด้อยไปสักหน่อย

อย่างที่บุตรสาวนางว่าไว้ มีตระกูลเซวียคอยเกื้อหนุน จะแย่สักเพียงใดเชียว

จะให้นางทนดูบุตรสาวที่ฟูมฟักมาอย่างดี ต้องไปเป็นม่ายทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ในจวนเจิ้นกั๋วกงได้หรือ?

“ท่านแม่ ทางเรือนว่างซูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”

เซวียหมิงเฟยไม่ชอบหน้าน้องสาวต่างมารดาผู้นั้น แต่ก็ไม่เคยคิดร้ายรังแกอีกฝ่าย

ตอนนี้ยิ่งหวังให้น้องสาวต่างมารดาผู้นี้มีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี

หากตายไปจริง ๆ นางอาจจะต้องซ้ำรอยเดิมเหมือนชาติที่แล้ว

ชาติก่อน นางคิดว่าการได้เป็นฮูหยินเจิ้นกั๋วกงจะสุขสบายมีเกียรติยศไม่สิ้นสุด

แต่เมื่อแต่งเข้าไป จึงได้รู้ว่าที่นั่นคือนรกชัด ๆ

สามีของนางเสียโฉมจนน่าเกลียด

คืนวันส่งตัวเข้าหอ เพียงแวบแรกที่ได้เห็นเขา เซวียหมิงเฟยก็ตกใจจนเป็นลมล้มพับไป

แม้จะมีชีวิตหรูหราสุขสบาย มีบ่าวไพร่เป็นฝูง แต่กลับถูกสั่งห้ามก้าวออกจากจวนเจิ้นกั๋วกงแม้แต่ครึ่งก้าว

วันสองวัน หรือเดือนสองเดือนยังพอทน

แต่หลายปีผ่านไป ด้วยนิสัยของนางจะทนได้อย่างไร

ท้ายที่สุด ก็ถูกองครักษ์ในจวนล่อลวงจนตกต่ำถึงที่สุด

เมื่อนึกถึงทัณฑ์ทรมานแสนสาหัสที่ได้รับหลังความแตก

วันที่นางสิ้นใจ เป็นวันที่เซวียฉู่ยวนได้ขึ้นเป็นมหาอำมาตย์ของราชสำนักพอดี

ชาตินี้ เซวียหมิงเฟยไม่กล้าโลภมากหวังในจวนเจิ้นกั๋วกงอีกแล้ว

ชีวิตที่สิ้นหวังไร้อาลัยเช่นนั้น สมควรปล่อยให้เซวียหว่านอี้ไปเสพสุขเถิด

ตำแหน่งฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่งอันมีเกียรติยศไม่สิ้นสุด กับมหาอำมาตย์ฉู่ยวนผู้ดุจสายลมบริสุทธิ์จันทรากระจ่าง เป็นของนางแล้ว

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 653

    มองเห็นนางแต่ไกล ถิงอวิ๋นก็ร้องบอกเสียงดังว่า “ฮูหยิน คุณชายกำลังรอท่านอยู่ขอรับ”เซวียหว่านอี้ประหลาดใจยิ่งนัก นางรีบสาวเท้าเข้าไปหา มองไปยังรถม้าอีกคันที่จอดอยู่หน้าประตูจวน เย่จั๋วก็กำลังเลิกม่านขึ้นมองนางพอดี“ท่านพี่มาได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าบอกท่านแล้วว่าไม่รู้จะกลับจวนยามใด รอนานเพียงไรแล้วหรือ?”นางไม่รอให้เย่จั๋วตอบคำ กลับหันไปเอ่ยกับฮูหยินเจียงว่า “ท่านแม่ ข้ากลับจวนก่อนนะเจ้าคะ ยามเดินทางกลับก็ระวังด้วย หากมีเวลาว่างข้าจะกลับไปเยี่ยมท่านอีก”ฮูหยินเจียงจะกล่าวอันใดได้ เจิ้นกั๋วกงมารับด้วยตนเองถึงเพียงนี้ ยังจะกล้าพูดพร่ำทำให้อีกฝ่ายต้องรอต่อไปได้หรือ?นางไม่อยากถูกคนผู้นี้หักหน้ากลางธารกำนัลหรอกนะ“ไปเถิด เหนื่อยมาจนป่านนี้แล้ว กลับไปก็รีบพักผ่อนเสีย” ฮูหยินเจียงยิ้มพลางโบกมือเซวียหว่านอี้ย่อกายอำลา แล้วหมุนตัวก้าวขึ้นรถม้าไปเมื่อเห็นนางนั่งเรียบร้อยดีแล้ว เย่จั๋วก็เอ่ยขึ้นว่า “นี่ล่วงเลยยามห้ามสัญจรมาเกือบชั่วยามครึ่งแล้ว โชคดีที่เป็นเมืองหลวง หากเป็นที่อื่นคงต้องค้างแรมอยู่ด้านนอกเป็นแน่”เป็นเช่นนั้นจริงดูท่าเขาคงจะรอมาเกือบสองชั่วยามแล้ว นับว่ายังอดทนนั่งรออยู่ไ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 652

    “ยินดีด้วยเจ้าค่ะฮูหยินผู้เฒ่า เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ” หมอตำแยอุ้มทารกน้อยในห่อผ้าเดินออกมาจากด้านใน สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดียิ่งนักแม้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังจะชิงชังเซวียหว่านอี้เพียงใด ทว่ากับหลานชายผู้นี้ นางย่อมดีใจอย่างแท้จริงนางผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น ซวนเซก้าวไปเบื้องหน้า “จริงหรือ?”“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ เป็นคุณชายน้อยที่สุขภาพแข็งแรงยิ่งนัก”ฮูหยินเจียงเองก็เบิกบานใจเช่นกัน นางชะโงกหน้ามองเด็กน้อยตามการเคลื่อนไหวของฮูหยินผู้เฒ่าหวังทารกแรกเกิดส่วนใหญ่มักมีผิวพรรณเหี่ยวย่น ดูคล้ายลูกลิงตัวน้อย ต้องรออีกสักสองวันจึงจะเปล่งปลั่งขึ้นแต่เด็กน้อยผู้นี้กลับมีผิวพรรณขาวสะอาดหมดจด ดูน่ารักน่าชังจนยากจะหาคำใดมาเปรียบ“เด็กคนนี้หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรายิ่งนัก” ฮูหยินเจียงยิ้มกล่าว “ยินดีกับฮูหยินแม่ดองด้วยนะเจ้าคะ”“ยินดีเช่นกัน ยินดีเช่นกัน นี่ก็เป็นหลานตาของฮูหยินแม่ดองมิใช่หรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังอาจมิได้เก่งกาจเรื่องการเข้าสังคมเฉกเช่นฮูหยินขุนนางทั่วไป ทว่านางก็มิได้โง่เขลาเสียทีเดียวก่อนหน้านี้นางอาจฟังน้ำเสียงดีร้ายของฮูหยินเจียงไม่ออก ทว่าครานี้ย่อมต่างออกไปหมอหล

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 651

    คาดไม่ถึงเลยว่าจะเจ็บปวดจนหลั่งน้ำตาออกมาจริง ๆ“ฮูหยิน น้ำแกงโสมเจ้าค่ะ” เจินจูเดินเข้ามา ในมือประคองชามน้ำแกงอุ่นร้อนแล้วส่งให้“ดื่มเสียสิ” เซวียหว่านอี้เอ่ย “ระหว่างทางที่มา ข้าแวะซื้อจากภัตตาคารอิ๋งเซียนมาให้เจ้า”“เหตุใดในภัตตาคารจึงมีน้ำแกงโสมขายด้วยเล่า” เซวียหมิงเฟยบ่นอุบอิบ นางประคองชามน้ำแกงขึ้นมาดื่มช้า ๆ เพื่อฟื้นฟูพละกำลัง ป้องกันมิให้หมดสติไปในยามคลอด“ท่านแม่ทัพรับประทานอาหารอยู่ที่นั่น ทางร้านจึงเคี่ยวให้เป็นพิเศษ” เซวียหว่านอี้เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจนักด้านนอกแว่วเสียงความวุ่นวายดังขึ้นครู่หนึ่ง ไม่นานนักฮูหยินเจียงและฉินเยว่ชิงก็ก้าวเข้ามาจากด้านนอก“อาหว่าน?” เมื่อเห็นบุตรสาว แววตาของฮูหยินเจียงก็ทอประกาย “มาถึงเร็วกว่าพวกเราเสียอีก”เซวียหว่านอี้พยักหน้ารับ ก่อนจะขยับหลีกทางให้พวกนางฮูหยินเจียงก้าวเข้าไปหา เอ่ยกำชับเซวียหมิงเฟยถึงเรื่องการคลอดบุตรอย่างละเอียดถี่ถ้วน“ท่านพ่ออยู่ที่ศาลาว่าการ จึงมาไม่ได้” ฉินเยว่ชิงยืนอยู่ด้านข้างพลางเอ่ยกับเซวียหว่านอี้เมื่อได้ยินดังนั้น เซวียหว่านอี้เพียงพยักหน้ารับ นางมิได้ใส่ใจกับเรื่องนี้นัก ทว่าก็มิได้แสดงท่าทีอันใดอ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 650

    ภายในห้องมีเพียงพวกเขาสองคน“ฮูหยิน ชาติก่อนเคยมีเรื่องเช่นนี้หรือไม่?”เซวียหว่านอี้ครุ่นคิด สำหรับนางแล้ว เรื่องราวในหนหลังนั้นช่างเนิ่นนานเกินไป“จำมิได้ อย่างน้อยข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน”“เช่นนั้นก็คือไม่มี” เย่จั๋วกล่าวเซวียหว่านอี้ฉงนใจ “เหตุใดจึงไม่ใช่ข้าไม่เคยได้ยินเล่าเจ้าคะ?”“เรื่องนี้มิได้จงใจปิดบัง” เย่จั๋วกล่าว “หรงเจวี๋ยคือซื่อจื่อหนิงกั๋วกง มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง หากเขาเกิดเรื่อง แวดวงขุนนางย่อมมิอาจปิดข่าวได้มิด”ในคราแรก ความสัมพันธ์ระหว่างฉู่ยวนกับนางย่อมมิได้ย่ำแย่ หากเขากลับไปแล้วสนทนาเรื่องนี้กับนางก็ถือเป็นเรื่องปกติ ในเมื่อนางจำไม่ได้ เช่นนั้นก็แปลว่าไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้นวิถีของทั้งสองชาติภพแตกต่างกัน เย่จั๋วจึงมิได้รู้สึกแปลกใจอันใดโดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนผู้หนึ่งไปได้ทั้งชีวิตยิ่งมิต้องเอ่ยถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากคนเป็น ๆ คนหนึ่ง ผลกระทบย่อมมีแต่จะยิ่งใหญ่กว่าเดิม“ซื่อจื่อหรงถูกลอบสังหารในเมืองหลวง ฝ่าบาทจะรับสั่งให้คนไปสืบสวนหรือไม่?” นางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้“ย่อมต้องทำ” แววตาของเย่

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 649

    “นี่คืออาหารบำรุงโลหิต ซื่อจื่อลองชิมดูเถิด”เซวียหว่านอี้ชี้ไปยังอาหารสองจานนั้น “ท่านพี่ไม่ชอบอาหารบำรุง ข้าจึงไม่เคยทำมาก่อน”หรงเจวี๋ยพยักหน้า “ขอบใจมาก”ส่วนเย่จั๋วนั้น เมื่อมองดูอาหารเบื้องหน้า ล้วนยังคงเป็นสิ่งที่ตนชอบเช่นเคยฮูหยินของเขามิใช่คนเลือกกิน มิได้มีสิ่งใดที่รังเกียจ และมิได้มีสิ่งใดที่โปรดปรานเป็นพิเศษทว่า…ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอาหารที่นางคิดค้นขึ้นหลังจากแต่งงานเข้ามา ในเมื่อทำเป็น ย่อมต้องเป็นของที่ชอบกินเป็นแน่“นี่คือ...” หรงเจวี๋ยมองดูแผ่นแป้งทอดสีเหลืองทองอร่าม ส่งกลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลายที่อยู่เบื้องหน้า “รสชาติเป็นเช่นไรหรือ?”“ลองชิมดูสักคำก็รู้แล้ว” เย่จั๋วคีบขึ้นมาแผ่นหนึ่งเป็นคนแรกมื้อนี้ หรงเจวี๋ยถึงกับกินจนเหงื่อซึมแผ่นแป้งทอดกรอบนอกนุ่มใน หอมจนทำให้คนวางไม่ลง อีกทั้งปลาทอดตัวเล็กที่เนื้อแน่นเคี้ยวเพลิน ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน กระทั่งก้างข้างในก็ยังเคี้ยวให้แหลกได้อย่างง่ายดายเนื้อแกะยำเย็นถือว่าใช้ได้ พ่อครัวในจวนก็ทำได้ไม่เลวนักคนสามคน อาหารหกอย่าง รสชาติของทุกจานล้วนดีเยี่ยม“อาหารบำรุงรสชาติดีทีเดียว เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมกินเล่า?” หรงเจวี๋ยกล่าว

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 648

    “อย่าคิดมากไปเลย”หรงเจวี๋ยจิบโจ๊กคำหนึ่ง รสชาติกลมกล่อมล้ำลึก ไม่รู้ว่าใส่สิ่งใดลงไปบ้าง“ข้าเพียงต้องการใช้คนผู้นั้นเป็นเหยื่อล่อปลา ได้ปรึกษาหารือกับท่านป้าก่อนลงมือแล้ว”เย่จั๋วเก็บงำท่าทีหยอกเย้า เอ่ยถามว่า “ล่อผู้ใดหรือ?”“ยามนี้ยังไม่แน่ชัด หากไม่ผิดคาดต้องเป็นองค์ชายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หรืออาจจะเป็น...”เขาชี้นิ้วขึ้นไปเบื้องบน “เจ้าย่อมรู้ วรยุทธ์ของข้านับว่าไม่เลว ในเมืองหลวงแห่งนี้ ผู้ที่เก่งกาจกว่าข้ามีเพียงหยิบมือ หากไม่รวมพวกหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาที่ยอมทิ้งชีวิตโดยไม่ไยดี”“นั่นก็จริง” เย่จั๋วพยักหน้า “ไม่ว่าจะมากหรือน้อย แต่ละจวนย่อมมีหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาอยู่บ้าง เป็นเพียงเรื่องของจำนวน ทว่าทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือสังหาร”ล้วนไม่มีข้อยกเว้นท้ายที่สุดแล้ว มิใช่ผู้ใดก็มีคุณสมบัติพอจะเป็นหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาได้ประการแรกต้องมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์เป็นเลิศ ประการรองลงมาต้องเป็นเด็กกำพร้า หากมีพรสวรรค์ดีแต่ฐานะธรรมดาสามัญ แม้มิใช่เด็กกำพร้าก็ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าคนเหล่านี้ล้วนต้องทำงานลับที่มิอาจเปิดเผยให้แก่ผู้เป็นนาย หากไร้ซึ่งฝีมืออันเก่งกาจ ย่อ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status