LOGINขนมปังโปรโมชั่น..
เหยาซูหนี่ว์วางยาที่เพิ่งจะซื้อมา แล้วคว้าถาดกับที่คีบตรงเข้าไปจัดการคีบขนมปังที่อยากกิน จนแทบจะล้นถาดทันที ถึงแม้นางจะกินไม่หมด แต่ก็อดที่จะโกยเอาไว้มากๆไม่ได้ ด้านนอกยังมีปากท้องอีกหนึ่งปาก ที่นางตัดสินใจแล้วว่าจะช่วยรักษาเขาให้รอดตาย ขนมปังฟรีนี้ คงช่วยให้นางสบายไปอีกหลายมื้อ เมื่อคีบจนพอใจ นางก็เดินกลับไปให้พนักงานซูฉีห่อใส่ถุงกระดาษ "ขนมปังของทางร้านเราอร่อมมากนะครับ แถมยังจัดโปรโมชั่นเป็นประจำ คุณลูกค้าสามารถแวะเข้ามาดูได้เรื่อยๆเลยนะครับ" นางพยักหน้า แล้วโกยขนมปังทั้งหมดเอาไว้ในอ้อมแขน "คุณลูกค้าลืมวางยาเอาไว้ด้านใน เดี๋ยวผมไปหยิบให้นะครับ" พนักงานซูฉี เดินเร็วๆอย่างร่าเริงไปหยิบยาทั้งหมดที่นางวางไว้ด้านในออกมาให้ แล้วหย่อนลงด้านบนขนมปังหลายชิ้นที่กองพูนอยู่ในอ้อมแขนของนางจนแทบจะล้นร่วงลงมา "ค่อยๆเดินนะครับคุณลูกค้า แล้วมาอุดหนุนใหม่นะครับ" พนักงานซูฉีแย้มยิ้มจนปากจะฉีก ท่าทางมีความสุขจนเก็บอาการไว้แทบไม่อยู่ เหยาซูหนี่ว์ ค่อยๆเดินออกมาจากร้าน แล้ววางทุกอย่างลงใกล้ๆกับชายแปลกหน้าชุดดำที่นางเคยเห็นแล้วว่า ใบหน้าของเขาน่ามองแค่ไหน แต่ไม่ใช่นางช่วยเขาเพราะเขาหน้าตาดีนะ นางช่วยเขาตามหลักมนุษยธรรมต่างหาก ในโลกที่นางจากมา ชีวิตคนมีค่าที่สุด ยิ่งนางตายจากโลกนั้นมาในตอนที่หน้าที่การงานกำลังรุ่งโรจน์ ก็อดที่จะเสียดายไม่ได้ พอได้มาเกิดใหม่ในร่างคนอื่นแบบนี้ ถึงแม้ใบหน้าจะไม่โสภาซักเท่าไหร่ แต่นางก็ยังรู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่ยังให้โอกาสนางได้ใช้ชีวิตอีกครั้ง ดังนั้น ถึงชายแปลกหน้าผู้นี้นางจะไม่รู้จัก ไม่รู้ด้วยว่าเขาเป็นคนดีหรือคนเลว แต่การมีชีวิตต่อไป ก็คือของขวัญที่สวรรค์ประทานมาให้แล้ว นางยื่นมือเรียวเล็กไปแตะแขนของเขาเบาๆ มิคาดว่าร่างสูงที่นอนนิ่งเหมือนตาย จะเด้งลุกขึ้นมาทันที แล้วใช้ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งตะปบเข้าที่ลำคอบอบบางของนางอย่างแรง อ๊ะ ! เหยาซูหนี่ว์ทั้งตกใจ ทั้งเจ็บที่คอจนหายใจไม่ออก อ๊อก ! ถ้ามือใหญ่บิดข้อมืออีกเพียงนิดเดียว คอของนางคงหักเป็นแน่แล้ว แต่เมื่อสายตาคมที่แดงฉานเพราะพิษไข้จำได้ว่าเป็นนาง ก็สะบัดมือออกโดนพลัน เหยาซูหนี่ว์ฟุบลงไปที่พื้น แล้วอ้าปากหอบหายใจเร็วเข้าปอดหลายเฮือก ในใจก่นด่าจนแทบจะตะโกนออกมา เมื่อครู่นางเกือบตายเพราะชายดุร้ายผู้นี้เสียแล้ว "อย่าได้แตะต้องข้า !" เสียงกร้าวดุที่เบาลง คงเพราะเขาน่าจะอ่อนล้าจากบาดแผลมากแล้ว เหยาซูหนี่ว์ใช้สองมือดันพื้นกลับขึ้นมานั่งอีกครั้ง ใบหน้าใต้ผ้าคลุมกรุ่นโกรธจนแทบจะแยกเขี้ยวใส่ นางไม่ได้อยากจะแต๊ะอั๋งเขาเสียหน่อย แต่ถูกเขาพูดว่าอย่างกับนางได้ไปล่วงเกินร่างกายทองคำล้ำค่าของเขาเสียอย่างนั้น ทั้งๆที่นางกำลังโกรธ แต่ก็ต้องจำใจตอบอย่างเรียบร้อยว่า "เจ้าค่ะ นายท่าน" นางไม่อยากเสี่ยงทำท่าฟึดฟัด แล้วตัวนางต้องถูกเขาเอาดาบมาผ่าเป็นสองซีก "ข้าเอายามาแล้ว นายท่านกินไหวไหมเจ้าคะ" ดวงตาคมภายใต้ผ้าคลุม ตวัดมองนางนิ่งจนนางขนลุกขนพองไปหมด นางเลยหันกลับไปที่กองขนมปัง แล้วหยิบยาขวดเล็กขึ้นมาชูให้เขาดู "นายท่านกินยาเม็ดนี้แล้ว พรุ่งนี้ก็น่าจะดีขึ้นนะเจ้าคะ" "เหลวไหล ! ยาเม็ดเดียวจะช่วยอะไรข้าได้" เขาสะบัดเสียงตอบ ไม่เชื่อคำพูดของนางแม้เพียงนิด เหยาซูหนี่ว์เลิกคิ้วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง นี่นางมาเจอคนกินยายากอย่างนั้นรึ เอาล่ะ ถ้าชายผู้นี้ไม่ยอมกินยาเม็ดนี้ ไม่แคล้วคงต้องตกเลือดจนตายแน่ นางคงต้องหาวิธีทำให้เขายอมกินยาเม็ดนี้เข้าไปให้ได้ "นี่เป็นยาวิเศษของต้นตระกูลหมอหลวงจากในวัง ที่ใช้สูตรลับเคี่ยวนานถึงสามราตรี สรรพคุณครอบจักรวาล สามารถรักษาแผลให้หายในชั่วข้ามคืน แต่มีแค่สามเม็ดเท่านั้น หาใช่คนทั่วไปจะครอบครองได้" นางอ้าปากแต่งเรื่องสร้างสตอรี่เกี่ยวกับความเป็นมาของยา เพื่อให้เขาสนใจจะฟังก่อน "ยาวิเศษที่มีเพียงแค่สามเม็ด.. เม็ดแรกท่านหมอหลวงได้ถวายให้แก่องค์ฮ่องเต้ทรงเก็บเอาไว้" นางเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง แล้วเทเม็ดยาออกมาจากขวดหยิบขึ้นมาชูขึ้นสูง โอ้อวดให้ดูเป็นของล้ำค่า โชคดีที่ตัวเม็ดยาเป็นสีทองอร่าม ทำให้ของที่นางต้องการนำเสนอ ดูมีค่ามีราคาขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว "เม็ดที่สอง ท่านหมอหลวงได้มอบให้แก่ท่านอ๋องแห่งหนานโจว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปกป้องชายแดน" นางมองชายที่บาดเจ็บตรงหน้า เมื่อเห็นแววตาที่อ่องลงของเขา ก็รีบพูดเกลี้ยกล่อมด้วยประโยคเด็ดที่นางช่ำชองว่า "แต่บิดาของข้าเป็นผู้ช่วยที่ภักดีที่สุดของหมอหลวง จึงได้ยาเม็ดสุดท้ายนี้มาเป็นของล้ำค่าประจำตระกูล" นางค้าขายในโซเชี่ยลมานาน กลเม็ดวิธีการในการขาย นางล้วนช่ำชองที่สุด หลักในการขายของนางครั้งนี้ก็คือ.. ..ของดีไม่ต้องมีเยอะ ของที่มีเยอะ มันจะกลายเป็นของไม่ดี.. แล้วของดีที่นางมี ก็ต้องเป็นของชิ้นสุดท้ายที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วเท่านั้น และนางทำสำเร็จ เมื่อมือยาวของชายแปลกหน้า ยื่นมาคว้ายาเม็ดสุดท้ายที่นางร่ายสรรพคุณเอาไว้ โยนเข้าปากแล้วกลืนลงท้องทันที เหยาซูหนี่ว์ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มขำ แล้วแสร้งเอ่ยปากบอกเบาๆอย่างแสนเสียดายว่า "นั่นมันของล้ำค่าประจำตระกูลเลยนะเจ้าคะ มีแค่เม็ดเดียวด้วย.." ชายชุดดำนั่งพิงหลังกับกำแพง ก่อนจะล้วงมือลงไปที่สายเข็มขัดแล้วหยิบถุงเงินออกมาโยนให้นาง เหยาซูหนี่ว์รับถุงเงินหนักอึ้งเอาไว้ แล้วเบิกตาโตทันทีที่รับรู้ได้ถึงน้ำหนักของเงิน "ค่ายา.." เสียงห้าวบอกสั้นๆ ก่อนจะหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า นางมองบุรุษแปลกหน้าอย่างซาบซึ้งใจ อย่างน้อยเขาก็อาจจะไม่ใช่คนร้ายก็เป็นได้ เพราะถ้าเป็นคนไม่ดี คงจะไม่มีทางควักเงินยื่นให้นางง่ายๆแบบนี้แน่ ด้วยความซาบซึ้งใจ ทำให้นางกระเถิบเข้าไปใกล้ๆเขา แล้วเอ่ยปากขออนุญาตก่อนว่า "ข้าจะทำแผลให้นายท่านได้หรือไม่เจ้าคะ" ร่างสูงที่นั่งหลับตานิ่ง พยักหน้าเบาๆเป็นการอนุญาต เหยาซูหนี่ว์จึงค่อยๆเอื้อมมือไปที่สาบเสื้อของเขา แล้วทำการแหวกออกช้าๆ แผลที่หน้าอกของเขาทั้งยาวทั้งลึก แต่เลือดกลับหยุดไหลแล้วอย่างน่าอัศจรรย์ แค่กลืนยาวิเศษลงท้องเข้าไป ก็ได้ผลเพียงนี้เชียวหรือ "ข้าขอถอดเสื้อของนายท่านได้หรือไม่เจ้าคะ" นางรอคอยคำตอบอยู่ครู่ใหญ่ จนคิดว่าเขาน่าจะหลับไปแล้ว แต่พอจะถอยกลับไป เสียงแหบเบาก็ตอบกลับมาว่า "ตามใจเจ้า" นางเลิกคิ้วสูงอย่างประหลาดใจ ที่เขาเกิดไว้ใจนางขึ้นมาแบบนี้ "เจ้าค่ะ นายท่าน" นางค่อยๆถอดเสื้อของเขาออกอย่างเบามือ มีคราบเลือดเลอะเทอะอยู่เต็มไปหมด ทำให้นางอยากจะได้ผ้าชุบน้ำสะอาดมาเช็ดให้เขาเหลือเกิน แต่ลำพังแค่นางจะหาน้ำดื่มก็ยังไม่มี นางจึงทำได้แค่หยิบยาทาแผลสดมาเทใสหน้าอกของเขา แล้วเอาผ้าพันแผลที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ มาพันรอบตัวเขาเอาไว้อย่างแน่นหนาไปพลางๆก่อน พอทำเสร็จ นางก็กลับมานั่งพักเอาแรงอีกครู่หนึ่ง แล้วหยิบถุงเงินที่บุรุษผู้นี้โยนให้นางเป็นค่ายาเปิดออกดู เมื่อนางเทเงินออกมา ก็มีเงินก้อนสีทองกลิ้งออกมาหลายก้อน นอนนิ่งอยู่ในมือ จนนางใจอ่อนเหลวไปหมด ใครว่าช่วยคนจะได้บุญเท่ากับสร้างเจดีย์สิบชั้น นางว่า.. ช่วยคนแล้ว นางเลยได้ก้อนทองสิบก้อนต่างหาก เหยาซูหนี่ว์มองไปรอบๆจวนร้างอย่างมีความหวังขึ้นมา อย่างน้อย.. นางก็พอจะมีเงินซ่อมหลังคาจวนนี้แล้ว ********** คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ทำดีได้ดีมีถมไป แต่ถ้าทำดีผิดคน.. อาจจะเข้าตาจนนะเอย อิอิ By ไรริลแสงจันทร์สีเลือดด้านนอกพลันเปล่งประกายเจิดจ้า สาดแสงส่องลงอาบย้อมสองร่างเปลือยเปล่าที่กำลังดื่มด่ำอยู่ในรสเสน่หาเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่ถูกจุดขึ้นท่ามกลางความเย็นเยือกของเตียงหยกขาว เริ่มแผ่ขยายความร้อนระอุจนบรรยากาศรอบกายแทบจะหลอมละลายจอมปีศาจไม่ได้รีบร้อนทว่ากลับเต็มไปด้วยความโหยหา ฝ่ามือร้อนผ่าวลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนละเอียด ดึงรั้งร่างบางให้แนบชิดกับแผงอกแกร่งของเขาจนไร้ช่องว่าง สัมผัสจากผิวเนื้อเปลือยเปล่าที่เสียดสีกันสั่นคลอนสติอันเลือนรางของเทพธิดาน้อยจนนางครางแผ่วในลำคอ“หนี่เอ๋อ.. มองข้า”น้ำเสียงแหบพร่ากระซิบสั่งอย่างเอาแต่ใจ ยามที่เขาถอนริมฝีปากออกชั่วครู่ ดวงตากลมโตที่ส่องประกายฉ่ำปรือดุจหยาดน้ำค้างช้อนขึ้นมองบุรุษใต้แสงจันทร์นัยน์ตาดุดันของเขาบัดนี้เข้มขึ้นจนแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งเปลวไฟ ลุกโชนไปด้วยประกายไฟรักที่พร้อมจะแผดเผานางให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน“เหยียน.. เหยียนจวิ้น..”นางเรียกชื่อเขาเสียงสั่นเครือ ลมหายใจอุ่นๆของทั้งคู่รินรดผสานกันจนแยกไม่ออกจอมปีศาจยิ้มเยือนอย่างเสน่หา ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาบดจูบเรียวปากอิ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างละโมบ ตักตวงความหวานล้ำอย่างไม่รู
หยาดน้ำตาเม็ดโตพลันร่วงเผาะลงมาอาบแก้มเนียน ฉายชัดถึงความรู้สึกสลดใจและอัปยศอดสูจนถึงที่สุดร่างเล็กสั่นสะท้านก่อนจะสะอื้นไห้ออกมาเสียงแผ่ว พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ละล่ำละลักเรียกชื่อบุรุษผู้เป็นดั่งดวงใจด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว“เหยียนจวิ้น.. ข้าขอโทษ.. ”เมื่อได้เห็นน้ำตาที่ร่วงหล่นราวกระจกแก้วที่แตกสลายของนางฟ้าน้อย และรับรู้ได้ว่านางกำลังจะใจสลายเพราะคิดว่าตนเองถูกชายอื่นแตะต้อง หัวใจของจอมปีศาจที่เคยแกร่งดั่งหินผาก็พลันอ่อนยวบลงด้วยความสงสารและรู้สึกผิดในพริบตาความขี้เล่นร้ายกาจมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความอาทร เขารีบคลายพันธนาการที่ข้อมือของนางออกอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นมือเข้าประคองใบหน้างามที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาขึ้นมาอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะแหลกสลายคามือสายตาคู่คมเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความโหยหาอันลึกซึ้งที่ปิดบังไว้ไม่มิด“หนี่เอ๋อ ฟังข้าก่อน..”“ข้าไม่ฟัง ปล่อยข้านะ !”นางตวาดลั่นด้วยความขยะแขยง สะบัดหน้าหนีจากการเกาะกุมพร้อมกับยกมือขึ้นร่ายเวทสร้างเกราะแสงเซียนสีทองสว่างวาบขึ้นมากั้นกลางระหว่างเขากับนางทันทีน้ำตาแห่งความอัปยศยังคงไหลรินไม่ขาดสาย น
แม้เหตุการณ์ระทึกในท้องพระโรง ที่นางถูกจอมราชาปิศาจจับตัวได้อีกครั้ง จะจบลงอย่างสันติแล้วแต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่ กลับเป็นภาพความร่ำรวยและบารมีอันมากล้นของวังทองคำที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นในยามที่นางได้เดินสำรวจอย่างละเอียดวังทองคำของจอมราชาปิศาจนั้น ไม่ได้มืดทึมคร่ำครึหรือน่ากลัวอย่างที่เทพธิดาหนี่วาจินตนาการเอาไว้เลย แต่กลับโอ่อ่าตระการตาด้วยสถาปัตยกรรมทองคำแท้ที่สะท้อนแสงจันทราส่องประกายระยิบระยับจนแสบตาเสาค้ำยันตำหนักทุกต้นสลักเสลาลวดลายสัตว์อสูรโบราณ ประดับด้วยหยกและอัญมณีล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ พื้นหินอ่อนสีดำสนิทถูกปูทับด้วยพรมขนสัตว์อสูรนุ่มละเอียดทุกย่างก้าวของนางจึงรายล้อมไปด้วยความหรูหราขั้นสุด ตราบเท่าที่อำนาจมืดและความมั่งคั่งของแดนปรโลกจะบันดาลให้ได้ทว่า ตลอดระเบียงทางเดินยาวกลับมีเสียงซุบซิบกระซิบกระซาบแว่วมาจากตามซอกกำแพงและมุมมืดให้นางได้ยินเบาๆ“พวกเจ้าดูนั่นเร็ว ! เทพธิดาจากสวรรค์องค์นั้นเดินเชิดหน้าชูคอราวกับเป็นเจ้าของวังคนใหม่เลยทีเดียวเชียวล่ะ !”เจี่ยกู่ ปีศาจกบรับใช้เอ่ยกระซิบ แววตาโปนๆของมันเบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกจากเบ้าขณะแอบมองผ่านรอยแยกของฉากกั้น มันพยายามจ
เทพธิดาหนี่วาได้แต่สบตาสีเลือดที่จับจ้องมาไม่วางตาพลางกัดฟันกรอด ในใจร่ำร้องตะโกนด้วยความเจ็บใจว่า‘ ข้าไม่ได้คิดถึงเจ้า ! '‘ ข้าแค่โดนความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองหลอกให้วิ่งมาตกอยู่ในมือเจ้าต่างหาก ! ’' ไอ้ปิศาจหลงตัวเองเอ๊ย ! ’ทว่านางรู้ดีว่าภายใต้สถานการณ์ที่ฝูงปิศาจล้อมหน้าล้อมหลังและพร้อมจะขย้ำนางให้ตายได้ทุกเมื่อ การด่าทอหรือการทำตัวอวดเก่ง มีแต่จะทำให้ตัวนางเองกลายเป็นอาหารของพวกปิศาจเร็วขึ้นดังนั้นถ้านางอยากจะเอาตัวให้รอด ก็ต้องใช้ประโยชน์จากความพึงพอใจที่เจ้าปิศาจตนนี้มีต่อนาง เอามาใช้เป็นเครื่องต่อรอง !ดวงตาสีงามระยับสั่นไหววูบหนึ่งอย่างชั่งใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นประกายแวววาวอย่างมีจริต แล้วแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาวนางฟ้าเช่นนาง.. จำต้องดึงเอาเคล็ดวิชานางจิ้งจอกระดับปรมาจารย์ออกมาใช้ปราบเจ้าปิศาจบ้าตัณหาตนนี้ให้อยู่หมัด ก่อนจะส่งยิ้มตาหวานเยิ้มไปประสานกับดวงตาสีเลือดคู่นั้นอย่างออดอ้อน“สมกับเป็นท่านจอมราชาผู้ปราดเปรื่อง.. และมีสายตาที่เฉียบแหลมยิ่งนักเจ้าค่ะ”เทพธิดาหนี่วาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานที่ปรุงแต่งจนนุ่มนวลระรื่นหู“ข้าน้อยอุตส่าห์ปกปิดกลิ่นอายเซียน ห่มเสื้อคลุมวิก
ความหวาดกลัวและรำคาญใจที่ถูกเจ้าปิศาจตามรังควานในยามนั้น ทำให้นางตัดสินใจหนีปัญหาด้วยการหนีลงไปจุติยังโลกมนุษย์เพื่อผ่านด่านเคราะห์ก่อนเวลาทันทีโดยคิดเข้าข้างตัวเองว่า พอกาลเวลาผ่านไป เจ้าปิศาจบ้าตนนี้คงจะเบื่อและเลิกสนใจนางไปเองนางยอมสละร่างเซียนชั่วคราว และลงไปเผชิญความทุกข์ยากในโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ดูซิว่าเจ้าปิศาจจะหานางเจออีกไหม !ที่คิดเอาไว้ว่า คงจะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการถูกปิศาจเหยากวยตามตอแยแล้ว แต่ครั้นนางลงไปเกิดใหม่ยังโลกมนุษย์ ด่านเคราะห์ที่นางต้องประสบพบเจอกลับเป็น..ด่านรัก !นางได้พบรักกับชายผู้หนึ่ง.. แม้เริ่มต้นเขาจะทำให้นางหวาดกลัวจนต้องหนีให้ห่าง แต่พอนางรักเขา โชคชะตาก็ดันเข้ามาตัดบุพเพวาสนาของนางจนขาดสะบั้น ทำให้นางต้องพรากจากเขาทั้งน้ำตาเคราะห์กรรมที่เรียกว่าด่านรัก ยังคงทำให้นางปวดหัวใจมาจนถึงบัดนี้เมื่อนางสิ้นอายุขัยในโลกมนุษย์และผ่านด่านเคราะห์ได้สำเร็จ ดวงจิตเทพเซียนของนางก็ได้กลับมาจุติบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอีกครั้งแต่.. นางยังไม่ทันจะได้สูดกลิ่นอายทิพย์ให้ชื่นใจเพื่อชดเชยความเหนื่อยยากจากด่านเคราะห์ที่ต้องเผขิญเลย มหาเทพซีรุ่ยเฉิงก็มีบัญชาส
สามวันสามคืนในกรงขังม่านหมอกช่างยาวนานราวกับนับร้อยปีสำหรับเทพธิดาหนี่วา..นางถูกกักขังไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหุบเขาปิศาจ รอบกายมีเพียงความมืดมิดและดวงตาสีเลือดคู่ลึกลับที่แวะเวียนมาจับจ้องนางฝ่าความสลัวรางแทบทุกชั่วยาม พร้อมกับเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอที่คอยปั่นประสาทให้นางโมโหไม่ว่างเว้นนางไม่เคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเจ้าปิศาจตนนี้ ซึ่งมันจะซ่อนตัวตนเอาไว้หลังม่านหมอกหนาทึบสีดำอยู่ตลอดเวลานางจึงคิดว่า มันต้องเป็นปิศาจที่อัปลักษณ์ที่สุดจนไม่กล้าให้ใครเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมัน และปิศาจที่น่าเกลียดที่สุดในโลกเบื้องล่างแห่งนี้ก็คือ ปิศาจเหยากวยข่ายอาคมของจอมปิศาจเหยากวยแน่นหนาจนนางไม่อาจใช้ปราณเซียนได้แม้แต่เศษเสี้ยว ทว่าเทพธิดาหนี่วาผู้มีปัญญาเป็นเลิศเช่นนางมีหรือจะยอมติดแหงกอยู่ที่นี่ตลอดไปในเมื่อใช้กำลังไม่ได้ นางก็ต้องใช้ ‘ เล่ห์กลร้อยเล่มเกวียน ’ เข้าสู้เพื่อเอาตัวรอดต่อให่้ปิศาจเจ้าเล่ห์ตนนี้จะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็อย่าได้ดูแคลนสติปัญญาของเทพธิดาแห่งแดนสวรรค์อย่างนางเชียว !ในวันแรกที่โดนจับมา เทพธิดาหนี่วาเกาะลูกกรงหมอกควันพลางเชิดหน้าขู่ฟ่อราวกับพยัคฆ์ที่เฝ้าหน้าประตูสวรรค







