LOGIN“เจ้ามีหลักฐานอะไรมายืนยันคำพูดของเจ้าเล่า” กงซุนเส้อคาดคั้น ซุนลี่เม้มปากแน่นด้วยเพิ่งตระหนักได้ว่าการจะกล่าวหาใครนั้นอย่างน้อยก็ต้องมีพยานหลักฐาน ลำพังตัวนางเพียงคนเดียวย่อมไม่อาจโน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในศาลเชื่อได้แน่นางค่อยๆ ตะเกียกตะกายลุกขึ้น เอี้ยวตัวหันไปยังกลุ่มฝูงชนที่ยืนออ ป้องปากซุบซิบกันแซงแซ่ ด้วยหมายจะมองหาตัวช่วยของตน ทว่ากลับหาได้เจอเฉินมี่อยู่ท่ามกลางกลุ่มของชาวบ้านไม่ซุนลี่ใจหายวาบ กงซุนเส้อก็ป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงขึงขัง “ว่ายังไง เจ้ามีหลักฐานอะไร หากไม่มีเจ้าคงรู้ใช่หรือไม่ว่าโทษลบหลี่เบื้องบนนั้นถึงขั้นประหารชีวิตเชียวนะ”เหงื่อบนหน้าผากของซุนลี่ไหลซึม เรื่องนี้นางลืมไปได้อย่างไรกันหนอขณะที่กำลังตกประหม่าอยู่นั่นเอง เลยออกไปตรงประตู ด้านหลังของกลุ่มชาวบ้าน มีเสียงประกาศของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น “ใครบอกว่าไม่มีหลักฐานกันเล่า!”เสียงอันก้องกังวานนั้นทำให้ซุนลี่เผยรอยยิ้มอย่างโล่งใจ เพราะเฉินมี่เดินแหวกฝูงชนเข้ามายังห้องโถงของศาล เบื้องหลังของนางมีสตรีวัยกลางคนสวมผ้าห่มคลุมศีรษะเดินกระย่องกระแย่งตามหลังมาด้วย“ท่านแม่!” ซุนลี่อุทานออกมาด้วยความยินดีที่เห
หลังออกจากตำหนักเย็น ซุนลี่ก็เดินตามเฉินมี่กลับมายังอุทยานหลวง รอคอยให้องค์ชายใหญ่กับองค์ชายสามเสด็จกลับมา ระหว่างที่รอคอยอยู่นั้น ทั้งคู่ได้พูดคุยปรึกษากัน ซุนลี่คุกเข่าให้แก่เฉินมี่“พี่เฉิน...ข้าขอคำชี้แนะได้หรือไม่ ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าหลี่ฮองเฮาสลับตัวองค์หญิงและเด็กชาวบ้าน ซ้ำยังใส่ร้ายติ้งฮองเฮาจนต้องถูกขังอยู่ในตำหนักเย็น ข้าจะทำอย่างไรจึงจะช่วยพระนางและเปิดโปงความจริงได้”เฉินมี่หลุบตามองซุนลี่ ครู่เดียวก็พยุงนางให้ลุกขึ้น แล้วเอ่ยเสียงเรียบๆ ให้คำปรึกษาแก่นาง “เจ้าคิดว่า หากนำเรื่องนี้ไปกราบทูลฮ่องเต้ พระองค์จะเชื่อหรือ”ซุนลี่ชะงัก เพียงครู่เดียวก็ส่ายหน้า “ย่อมไม่เชื่อแน่เจ้าค่ะ”เฉินมี่กล่าวต่อไป “ระหว่างหญิงสามัญกับชนชั้นสูง อย่างไรพระองค์ก็ไม่มีทางลงโทษหลี่ฮองเฮาหรอก”ซุนลี่เม้มริมฝีปาก นั่นคือความจริง ผู้หนึ่งคือฮองเฮาผู้ปกครองวังหลังอีกผู้หนึ่งเป็นเพียงหญิงชาวบ้านไร้ชาติกำเนิด ไม่มีผู้ใดยอมเชื่อคำของนางง่ายๆ แน่เฉินมี่กล่าวต่อ “เช่นนั้นถึงต้องใช้ตัวช่วยอย่างไรเล่า”ซุนลี่เลิกคิ้ว “เอ๊ะ” นางอยากจะถามว่าตัวช่วยอันใดเฉินมี่กล่าวต่อไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “คนผู้หนึ่ง...ผู้เด
นางยกมือกุมหน้าอก ความทรงจำเมื่อครู่ยังแจ่มชัดราวกับเกิดขึ้นตรงหน้า“เป็นไปไม่ได้” นางพึมพำด้วยเสียงสั่นก่อนหันไปมองอดีตฮองเฮาที่กำลังกอดแมว พลางเรียกซ้ำๆ ว่า “ลูก...ลูกของแม่”ซุนลี่ค่อยๆ ต่อภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน เด็กหญิงที่ถูกอุ้มออกจากห้องประสูติคือองค์หญิงตัวจริง ส่วนเด็กชายชาวบ้านถูกนำเข้าสู่วังเพื่อสวมรอยเป็นโอรสของหลี่กุ้ยเฟยนั้นก็คือองค์ชายใหญ่ริมฝีปากของนางซีดเผือด คนที่อยู่เบื้องหลังคือสามพ่อลูกตระกูลหลี่เฉินมี่ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังมิได้แสดงอาการตกใจ เพียงทอดสายตามองซุนลี่อย่างสงบนิ่ง ราวกับรู้ความจริงทั้งหมดนี้มาตั้งแต่แรก และกำลังรอวันที่ความลับซึ่งถูกฝังมานานกว่าสิบเก้าปี จะถูกเปิดเผยในวันนี้“ใช่แล้ว อีกไม่นานเจ้าก็จะได้ลิ้มรสแล้วว่าการอยู่บนที่สูงน่ะมันเป็นเช่นไร” เฉินมี่พูดยิ้มๆดวงตาของซุนลี่สั่นระริก นางเม้มปาก ก่อนหันกลับมาจ้องมองติ้งฮองเฮาผู้เป็นมารดาเจ้าของร่างด้วยสายตาเจ็บปวด “ท่าน...ไม่สิ เสด็จแม่” นางจะคืนฐานะฮองเฮาให้แก่สตรีผู้นี้เองภายในตำหนักเย็นยังคงเงียบงันมีเพียงเสียงลมพัดลอดหน้าต่างไม้เก่า และเสียงแมวลายร้องแผ่วเบาอยู่ในอ้อมแขนของอดีตฮองเฮาซุนลี่ยังค
องค์ชายสามที่เปิดผ้าม่านออกมาเมียงมองเห็นสีหน้าของนางก็อดยิ้มไม่ได้ “ชอบหรือไม่!” ทรงตะโกนถามมาจากหน้าต่างเกี้ยวหลังใหญ่ซุนลี่พยักหน้าหลายครั้งพลางขยับริมฝีปาก “เพคะ”องค์ชายใหญ่เองก็เปิดผ้าม่านหน้าต่างออกมาเช่นกัน พลางทอดพระเนตรนางครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น“อีกครู่หนึ่ง ข้ากับน้องสามต้องเข้าเฝ้าเสด็จแม่”แล้วพระองค์ก็หันไปกำชับหัวหน้าองครักษ์ “จัดคนคุ้มกันแม่นางทั้งสองด้วย”“พ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าทหารองครักษ์รับคำสั่งจากนั้นองค์ชายใหญ่จึงหันมาพูดกับซุนลี่และเฉินมี่ “ระหว่างนี้ พวกเจ้าสามารถเดินชมพระราชวังได้ แต่จำไว้ว่าอย่าเข้าไปยังตำหนักของพระสนมและเขตพระราชฐานหวงห้าม หากมีเรื่องใดก็ให้บอกองครักษ์ทันที”ซุนลี่ยอบกายรับคำสั่ง “หม่อมฉันจะระวังเพคะ”องค์ชายสามยิ้ม พลางชี้ไปทางอุทยานหลวง “ตรงนั้นมีสระบัวใหญ่ แล้วก็ศาลาชมปลา เจ้าน่าจะชอบ”ซุนลี่ยิ้มหวาน “ขอบพระทัยองค์ชาย”องค์ชายใหญ่ทอดพระเนตรนางอยู่ชั่วอึดใจ ราวกับยังไม่ค่อยวางพระทัย แต่เมื่อเห็นเฉินมี่อยู่เคียงข้าง จึงค่อยผ่อนคลายลง “ถ้าเช่นนั้น พวกเราคงต้องขอตัวก่อน”กล่าวจบ พระองค์กับองค์ชายสามก็ทรงปิดผ้าม่านหน้าต่างลง ก่อนท
หลายวันต่อมา หลังเดินทางกลับจากวัดเก้าบรรพตสวรรค์ องค์ชายใหญ่ก็หาเหตุออกจากวังแทบทุกสองสามวัน บางครั้งทรงอ้างว่ามาตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยของวัดบางครั้งก็ทรงนำตำราหรือยาบำรุงมามอบให้ชุนเหมยเพื่อที่จะเอาอกเอาใจนาง แต่ทุกครั้ง สายพระเนตรของพระองค์มักทอดมองไปยังซุนลี่โดยไม่รู้ตัวองค์ชายสามเองก็ไม่ต่างกัน แม้จะมีชันษาเพียงแค่สิบสี่อ่อนกว่าซุนลี่หลายปี แต่มักจะชอบมองซุนลี่แล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ วันนี้องค์ชายสามเสด็จออกมาที่วัดเพียงลำพังโดยมิได้นัดหมายกับองค์ชายใหญ่และแล้วเมื่อเห็นอีกฝ่ายต่างก็ยืนอยู่หน้าประตูกระท่อม ราชนิกุลหนุ่มทั้งสองคนต่างก็ชะงักงัน“พี่ใหญ่” องค์ชายสามยิ้มเจื่อนๆ“บังเอิญจริงๆ” องค์ชายใหญ่หัวเราะเก้อๆ“ดูเหมือนเราจะคิดเหมือนกันนะ” ทั้งสองพระองค์มองหน้ากัน ก่อนต่างฝ่ายต่างหัวเราะออกมาชุนเหมยเห็นดังนั้นก็อดยิ้มไม่ได้ รีบเชื้อเชิญให้ทั้งคู่เข้าไปนั่งพักในกระท่อมส่วนซุนลี่จัดสำรับน้ำชาและขนมอย่างคล่องแคล่ว “องค์ชาย เชิญเพคะ”องค์ชายใหญ่รับถ้วยชามาด้วยรอยยิ้ม “ลำบากแม่นางแล้ว”องค์ชายสามรีบเอ่ยเสริม “วันหน้าหากมีสิ่งใดอยากได้ ก็บอกข้า”ซุนลี่ยิ้มอ่อนโยน ก่อนตอบผู้สูงศักด
ดังนั้น วันเดียวกันนั้นเอง องค์ชายใหญ่พร้อมผู้ติดตามจึงเดินทางไปยังกระท่อมไม้หลังเล็กในป่าไผ่เวลานั้นชุนเหมยกำลังตากสมุนไพรอยู่หน้าบ้าน ครั้นเห็นขบวนของราชวงศ์มาหยุดอยู่ตรงหน้า นางถึงกับตกใจ รีบวางกระด้งสมุนไพรแล้วคุกเข่าลง เนื้อตัวของนางสั่นสะท้าน ซุนลี่เห็นดังนั้นจึงโผเข้าไปโอบกอดนางไว้ “ท่านแม่ ลุกขึ้นเถิดเจ้าค่ะ”องค์ชายใหญ่รีบตรัสด้วยความห่วงใยเช่นกัน โดยมิทรงถือพระองค์แม้แต่น้อย “ท่านป้าลุกขึ้นเถิด ท่านเลี้ยงดูผู้มีพระคุณของข้า ย่อมเปรียบเสมือนผู้มีพระคุณของข้าด้วย ท่านอย่าได้คุกเข่าเลย”ชุนเหมยยิ่งทำตัวไม่ถูกด้วยอยู่ๆ ก็มีเชื้อพระวงศ์มาปรากฏตัวบนภูเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงท้ายวัด นางทั้งกลัวทั้งกังวลใจ ทำอย่างไรก็ไม่ยอมลุกขึ้นองค์ชายใหญ่ที่ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนมากมาย เมื่อเห็นกิริยาหวาดกลัวของนางเขาก็รีบเอ่ยถึงความตั้งใจทั้งหมดของตนทันที เพื่อให้นางสบายใจ “ท่านป้า บุตรสาวของท่านเป็นผู้มีพระคุณช่วยเหลือข้าไว้ ตัวข้าจึงแค่อยากตอบแทนพวกนางเท่านั้น หาได้อยากทำให้ท่านตื่นตกใจไม่ ขอท่านป้าวางใจเถิด ที่มาครั้งนี้แค่อยากมาขออนุญาตท่านป้า เพราะข้าอยากรับแม่นางเฉินและแม่นางซุนเข้าวังในฐา







