LOGINหนิงเอ๋อค่อย ๆ นำเงินออกมา และพลิกกลับด้านตะเข็บถุงเงิน ผลปรากฏว่ามีผ้าสีแดงเย็บติดอยู่ด้านใน อย่างที่นางได้กล่าวเอาไว้จริง ๆ
ชาวบ้านทุกคนที่เห็นต่างพากันด่าทอป้าฉิงอี้อย่างไม่ขาดสาย
"เจ้านี่มันยิ่งกว่าขโมย ทั้งขโมยไข่ของข้า ยังจะขโมยเงินของตระกูลจางและใส่ร้ายลูกชายเขาได้ลงคอ ชั่วช้าทั้งผัวทั้งเมีย!" ป้าว่านชิงตะโกนด่า
หนิงเอ๋อทรุดตัวลงกับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความตื้นตันใจและโล่งอก นางรีบคลานไปหาจางเสี่ยวหนิงและกอดขาเขาไว้แน่น
"ใช่ ๆ ชั่วช้าจริง ๆ ชั่วช้าที่สุด" ชาวบ้านพากันกล่าวประณามและด่าทอต่อจากป้าว่านชิง
"ข้าไม่ได้ทำ!”
สองผัวเมียคู่นั้นใส่ร้ายข้ากับท่านพี่ต่างหาก พวกเจ้าไปเชื่อเจ้าคนไร้ประโยชน์อย่างจางเสี่ยวหนิงได้เช่นไร เมื่อก่อนมันเป็นเช่นไรพวกเจ้าลืมแล้วหรือ!" ป้าฉิงอี้ยังคงกล่าวคำถากถางและไม่ยอมรับความผิดของตนเอง
"หุบปากไปเลยป้าฉิงอี้! คนอย่างท่านนี่มันชั่วช้าเกินไปแล้ว" หนิงเอ๋อตวาดใส่นางฉิงอี้ที่ใส่ร้ายสามีของตนและยังขโมยเงินของที่บ้านไป นางรู้สึกผิดจึงหันไปพูดกับสามีว่า
"ท่านพี่... ท่านพี่บริสุทธิ์จริง ๆ! ข้าขอโทษที่สงสัยท่าน..."
หนิงเอ๋อกล่าวขอโทษจางเสี่ยวหนิงพร้อมน้ำตา นางเสียใจที่ไม่ได้เชื่อใจสามีตั้งแต่แรก และรู้สึกผิดมหันต์ที่เกือบทำให้เขาต้องเสียชื่อเสียง
ผู้เฒ่าจางปล่อยมือจากป้าฉิงอี้และเดินเข้ามาตรวจดูถุงเงินด้วยตัวเอง เมื่อเห็นตราประทับเล็ก ๆ ที่เขาทำไว้บนถุงผ้าเพื่อเป็นเครื่องหมายลับ เขาก็หมดข้อสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น
"นางฉิงอี้! แกทำกับครอบครัวข้าได้อย่างไร! เราเป็นเพื่อนบ้านกันมานาน!" ผู้เฒ่าจางตะโกนด้วยความผิดหวังและโกรธแค้นอย่างสุดซึ้ง
สามีของป้าฉิงอี้ทรุดตัวลงกับพื้น เขารู้ว่าความพยายามทั้งหมดได้พังทลายลงแล้ว ส่วนป้าฉิงอี้ยังคงดิ้นรนและพยายามแก้ตัว
"ไม่จริง! เงินนั้น... เงินนั้นข้าพบมันอยู่ข้างถนน! ไม่ใช่ของพวกแก! ข้าแค่จะนำไปคืนให้เท่านั้น!
"โกหก!" จางเสี่ยวหนิงตวาด "เศษผ้าจากชุดของแกที่ติดอยู่ใต้ที่นอนข้า กับกลิ่นยาฉุนในกระเป๋าเครื่องมือของสามีแกเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด! พวกแกวางแผนใส่ร้ายข้าเพื่อให้ข้าถูกขับออกจากตระกูลจางใช่หรือไม่?!"
เมื่อหลักฐานปรากฏชัดเจนต่อหน้าต่อตา ทั้งเรื่องถุงเงินที่ถูกซ่อนและการกระทำของสองสามีภรรยาที่พยายามขัดขวางการค้นหา สามีของป้าฉิงอี้ก็เริ่มร้องไห้และสารภาพออกมาอย่างทนไม่ได้
"ข้าขอโทษ... มันเป็นความคิดของนาง นางบอกให้ข้าเอาเงินไปซ่อนแล้วโยนความผิดให้เจ้า เพราะนางอิจฉาที่เจ้ากลับตัวเป็นคนดีแล้ว! นางกลัวว่าตระกูลแกจะรุ่งเรืองเกินหน้าตระกูลนาง!"
สามีของป้าฉิงอี้เมื่อจนมุมจึงหลุดปากสารภาพทุกอย่างต่อหน้าชาวบ้านทุกคน ป้าฉิงอี้หน้าซีดเผือดราวกับศพเมื่อสามีเปิดเผยแผนการทั้งหมดของนาง
"แก! ไอ้แก่ไอ้คนไร้ประโยชน์! เจ้าทำเช่นนี้กับข้าได้เช่นไร ข้าเป็นภรรยาของเจ้านะ ฮือ... ทำไมถึงหักหลังข้า!" ป้าฉิงอี้โกรธสามีของตนจนเข้าไปตบตีเขาต่อหน้าชาวบ้านทุกคน
"โอ๊ยอีแก่! ข้าเจ็บนะ! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาตีข้า หยุดนะ!" ป้าฉิงอี้ระบายความโกรธลงที่สามีของตนเองที่ทำให้นางเสียหน้าและโดนจับได้ต่อหน้าชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน
"หยุดเถอะค่ะ! ท่านลุง ท่านป้า..." ซุ่ยซุ่ยที่เห็นเหตุการณ์จึงรีบเข้ามาห้ามเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้ เธอที่เคยเข้าใจผิดว่าจางเสี่ยวหนิงยังคงเป็นคนเลวเหมือนแต่ก่อน แต่เมื่อเห็นการกระทำของลุงกับป้า เธอก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากจึงหันไปกล่าวขอโทษตระกูลจาง
"พ่อเฒ่าจาง จางเสี่ยวหนิง หนิงเอ๋อ ข้ารู้ว่าลุงกับป้าของข้านั้นผิดมหันต์จนไม่อาจให้อภัย แต่ได้โปรดอย่าจับลุงกับป้าของข้าส่งทางการเลย ให้ลุงกับป้าของข้าทำสิ่งใดเพื่อชดเชยความผิดให้กับตระกูลจางก็ได้" ซุ่ยซุ่ยคุกเข่าลงขอร้องแทนลุงกับป้าของตนเอง
"อย่าคุกเข่าเลยซุ่ยซุ่ย เจ้าไม่ใช่คนที่ทำความผิด ผู้ที่กระทำผิดจะต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเอง" หนิงเอ๋อกล่าวแล้วก้มลงไปประคองร่างของซุ่ยซุ่ยให้ลุกขึ้น
"ซุ่ยซุ่ยไม่ลุก! หากตระกูลจางจะส่งท่านลุงกับท่านป้าไปทางการ ซุ่ยซุ่ยขอคุกเข่าอยู่ตรงนี้ดีกว่า ซุ่ยซุ่ยจะแสดงให้เห็นว่าซุ่ยซุ่ยสำนึกผิดและขอโทษแทนท่านลุงกับท่านป้าของข้าจริง ๆ"
"เอาล่ะ เรื่องราวในครั้งนี้ข้าในฐานะ ลูกชายคนโตของตระกูลจางจะไม่เอาเรื่องพวกเจ้าสองผัวเมีย แต่สิ่งที่ต้องทำเป็นการไถ่โทษคือ...”
“พวกเจ้าต้องหาบน้ำมาใส่โอ่งบ้านข้าให้เต็มทุกใบเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน และต้องไปตัดฟืนจากภูเขามาให้ข้าเพื่อใช้ทำอาหารอีกหนึ่งเดือน ห้ามผู้ใดช่วยโดยเด็ดขาด" จางเสี่ยวหนิงประกาศออกมา
"นี่! ไอ้คนไร้ค่าจางเสี่ยวหนิง แกกล้าหรือ!" ป้าฉิงอี้ชี้ไม้ชี้มือเตรียมจะด่าทอจางเสี่ยวหนิงอีกครั้ง
"ท่านก็เลือกเอาแล้วกันป้าฉิงอี้ ว่าสองผัวเมียอย่างท่านจะยอมติดคุกแล้วโดนโบยคนละห้าสิบไม้ หรืออาจจะถึงหนึ่งร้อยไม้ เต็มที่ก็แค่กระดูกแตก เดินไม่ได้ กลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต" จางเสี่ยวหนิงเริ่มอธิบายผลที่จะตามมา
"ข้ายอม! ข้ายอมแล้ว เดี๋ยวข้าจะตัดฟืนกับหาบน้ำให้พวกเจ้าตามสัญญา" สามีของนางฉิงอี้คุกเข่าลงต่อหน้าพ่อเฒ่าจางและยอมทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตนถูกจับส่งทางการ
จางเสี่ยวหนิงกอดภรรยาที่กำลังร้องไห้ไว้แน่น แล้วหันไปเผชิญหน้ากับผู้เฒ่าจางที่กำลังยืนตัวสั่น "ท่านพ่อ ท่านเห็นแล้วใช่ไหม? ข้าไม่ได้กลับไปเป็นไอ้ขี้เมาคนเดิมแล้ว"
ผู้เฒ่าจางเดินเข้ามาหาลูกชาย เขาวางมือลงบนไหล่ของจางเสี่ยวหนิงด้วยความอ่อนโยนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
"เสี่ยวหนิง... พ่อขอโทษ... พ่อขอโทษจริง ๆ ที่ไม่เชื่อเจ้า เจ้าเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ เจ้าคือความภาคภูมิใจของพ่อ" ผู้เฒ่าจางพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดและความโล่งใจไหลอาบแก้ม
ในคืนนั้น จางเสี่ยวหนิงตัดสินใจไม่นำเรื่องไปถึงทางการเพื่อรักษาสันติสุขของหมู่บ้าน แต่บังคับให้ป้าฉิงอี้และสามีสัญญาว่าจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับตระกูลจางอีก และสั่งให้พวกเขาขอโทษต่อหน้าทุกคนในหมู่บ้านในวันรุ่งขึ้น
เมื่อกลับถึงบ้าน หนิงเอ๋อทำแผลให้สามีอย่างเงียบ ๆ ความรักและความเชื่อใจที่เคยแตกสลายได้กลับมาเติมเต็มในดวงตาของเธอแล้ว
"ท่านพี่..." หนิงเอ๋อจับมือของจางเสี่ยวหนิงไว้ "ขอบคุณที่ท่านสู้เพื่อความยุติธรรม ข้าเชื่อท่านอย่างสุดหัวใจแล้วเจ้าค่ะ"
จางเสี่ยวหนิงกุมมือภรรยาตอบ เขาไม่ต้องใช้พลังระบบใด ๆ ก็รู้ได้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างครอบครัวใหม่ที่แข็งแกร่งและมีความสุข
"หนิงเอ๋อ... ต่อไปนี้ข้าจะใช้ชีวิตนี้เพื่อพวกเจ้าและลูก ๆ ข้าจะไม่อ่อนแออีกแล้ว ข้าสัญญา"
เสี่ยวอ้าวที่อยู่ในร่างของจางเสี่ยวหนิงให้คำมั่นสัญญากับภรรยาของเจ้าของร่าง เขาตั้งใจจะดูแลหนิงเอ๋อให้ดีและสร้างความรุ่งเรืองให้แก่ตระกูลจาง เมื่อฟ้าส่งให้เขากลับมาเกิดอีกครั้ง เขาจะไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาเป็นอันขาด...
ยามเช้าที่สดใสของเมืองจินหยาง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดส่องผ่านยอดไม้ไผ่เหล็กกล้าเข้ามาในโถงกลางจวนสกุลจาง กลิ่นหอมของน้ำส้มป่อยและธูปหอมกระจายไปทั่วบริเวณวันนี้เป็นวันที่จางเสี่ยวหนิงตั้งใจจะทำสิ่งที่ค้างคาใจมานาน เพื่อความมั่นคงของหัวใจผู้เป็นบิดาบนตั่งไม้แกะสลัก พ่อเฒ่าจาง นั่งตัวตรงแต่มีแววตาประหม่าเล็กน้อย ข้างกายของท่านคือ ป้าว่านชิง หญิงหม้ายวัย 50 ปี ผู้มีกิริยาเรียบร้อย และมีรอยยิ้มที่อบอุ่นนางคอยดูแลสำรับอาหารและหยูกยาให้พ่อเฒ่าจางมาโดยตลอดนับตั้งแต่จางเสี่ยวหนิงรับนางเข้ามาอยู่ในเรือนด้วยความสงสารในคราวที่นางไร้ที่พึ่งจางเสี่ยวหนิงเดินเข้ามาในโถงพร้อมกับ หนิงเอ๋อ ที่อุ้ม จางเพ่ยเพ่ย และมี จางหนี่ เดินเคียงข้าง ทุกคนแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีมงคลดูสง่างาม"ท่านพ่อ... ท่านป้าว่านชิง" เสี่ยวหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานพลางทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าคนทั้งสอง"เสี่ยวหนิง... เจ้ามีธุระอันใดหรือลูก ถึงได้เรียกพวกเรามาพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้" พ่อเฒ่าจาง
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องก้องกังวานของเหล่าทหารที่ได้รับชัยชนะ จางเสี่ยวหนิงไม่ได้รอช้าเพื่อรับคำสรรเสริญ เขาควบม้าฝ่ากระแสลมมุ่งหน้ากลับสู่จวนสกุลจางด้วยหัวใจที่เต้นระรัวยิ่งกว่ากลองศึกในคราแรก เพราะสำหรับเขาแล้ว ชัยชนะเหนือข้าศึกนับหมื่นยังไม่สำคัญเท่าความปลอดภัยของดวงใจทั้งสามดวงที่รออยู่ในบ้านเมื่อมาถึงหน้าจวน เขาไม่ทันได้รอให้ม้าหยุดนิ่งสนิทดีก็กระโดดลงจากอาน ร่างสูงโปร่งก้าวพรวดเข้าไปในห้องโถงที่บัดนี้ปราศจากเสียงระเบิด แต่ยังคงอบอวลไปด้วยความตึงเครียด"ท่านพ่อ! หนิงเอ๋อ! ข้ากลับมาแล้ว!"ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างเล็กของ จางเพ่ยเพ่ย ในวัย 7 ขวบ ก็พุ่งออกมาจากมุมหนึ่งแล้วกอดขาเขาไว้แน่น ตามมาด้วย จางหนี่ พี่ชายวัย 12 ปี ที่แม้จะพยายามทำตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่ตามแบบบิดา แต่ดวงตาก็รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความดีใจ"ท่านพ่อ! ท่านปลอดภัย! มังกรดำพวกนั้นพ่ายแพ้ต่อหน้าไม้ของท่านแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?" เพ่ยเพ่ยเงยหน้าขึ้นถามเสียงใสเสี่ยวหนิงย่อตัวลงกอดลูกทั้งสองไว้แน่น "ใช่
เสียงกลองศึกดังกึกก้องประดุจฟ้าถล่มดินทลาย กองทัพมังกรดำจำนวนห้าหมื่นนาย เคลื่อนพลประชิดกำแพงเมืองจินหยาง ราวกับคลื่นยักษ์ ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง เบื้องหน้าคือแม่ทัพฮวาเจี้ยน ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและประสบการณ์ในสนามรบที่โชกโชน"ไอ้พวกกบฏจินหยาง! ลงมายอมจำนนซะดี ๆ ไม่เช่นนั้นเมืองนี้จะกลายเป็นสุสานของพวกเจ้า!" แม่ทัพฮวาเจี้ยนคำรามลั่น เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วทุ่งรบบนกำแพงเมือง จางเสี่ยวหนิงยืนเคียงข้างแม่ทัพเทียนอี้ หนิงเอ๋อ และนายอำเภอกู้ ใบหน้าของทุกคนนิ่งสงบผิดกับสถานการณ์เบื้องหน้า"ท่านพี่เทียนอี้... ถึงเวลาแสดงให้พวกเขาเห็นแล้วว่า 'ความเท่าเทียม' มีพลังมากแค่ไหน" จางเสี่ยวหนิงพูดเบา ๆ แต่มั่นคงเทียนอี้ยิ้มมุมปาก "ข้าเชื่อมั่นในท่านมาตลอดน้องชาย" เขาหันไปออกคำสั่งเสียงกึกก้อง "หน่วยอาสาพิทักษ์จินหยาง! เตรียมหน้าไม้!"กองทัพมังกรดำเริ่มเคลื่อนพลเข้าใกล้ ขุนพลฮวาเจี้ยนสั่งให้หน่วยพลธนูระดมยิงเปิดทางเพื่อลดขวัญกำลังใจ แต่ลูกธนูเหล่านั้นกลับไปไม่ถึงกำแพงเมือง
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนศึกใหญ่... ในคืนที่พระจันทร์ถูกเมฆหนาทึบบดบังจนมืดมิด ณ กระท่อมกลางป่าไผ่ที่เป็นจุดนัดพบลับระหว่าง จางเสี่ยวหนิง และ แม่ทัพเทียนอี้ขณะที่เทียนอี้กำลังถ่ายทอดสถานการณ์ในราชสำนักให้เสี่ยวหนิงฟัง พลันสัญชาตญาณนักรบของเขาก็กระตุกวูบ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขยับตัว"ระวัง!" เสี่ยวหนิงตะโกนลั่น พร้อมกับพุ่งตัวเข้าผลักเทียนอี้จนล้มลงไปกับพื้นฉึก! ฉึก! ฉึก!เข็มพิษสีดำสนิทสามเล่มปักเข้าที่พนักเก้าอี้ไม้ที่เทียนอี้นั่งอยู่เมื่อครู่ หากช้าไปเพียงเสี้ยววินาที เข็มเหล่านั้นคงเจาะทะลุลำคอของยอดแม่ทัพไปแล้วเงาดำสิบสองร่างปรากฏตัวขึ้นจากความมืดล้อมรอบกระท่อม พวกมันคือกลุ่มนักฆ่าที่แข็งแกร่งที่สุดของราชครูหวัง ที่ถูกส่งมาเพื่อเก็บกวาด "เสี้ยนหนาม" ทั้งสองคนพร้อมกัน"แม่ทัพเทียนอี้... วันนี้หัวของท่านต้องกลับไปพร้อมกับพวกเรา" หัวหน้านักฆ่าคำราม พลางวาดดาบสั้นที่อาบไปด้วยมนตราสีม่วงคล้ำเทียนอี้พยายามจะชักดาบใหญ่คู่กาย แต่เขากลับทรุดฮวบลง "พิ
แผนการสร้างเมืองที่ผาสุกของจางเสี่ยวหนิงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบ ชาวบ้านหนึ่งพันคนที่ได้รับการสมัครมาใหม่ถูกคัดกรองอย่างเข้มงวดคนที่มีจิตใจซื่อสัตย์จะถูกส่งไปทำนาขั้นบันไดตามที่ประกาศไว้ ส่วนคนที่มีแววกล้าหาญและไร้ภาระผูกพันจะถูกแยกออกมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการฝึกฝนเป็น"หน่วยอาสาพิทักษ์จินหยาง"จางเสี่ยวหนิงยืนอยู่บนยอดเขาเหลียนซาน มองลงมายังเมืองจินหยางที่บัดนี้ดูเหมือนป้อมปราการสีเขียวซึ่งค่อย ๆ ขยายตัวที่ดินเชิงเขาเหลียนซานไม่ใช่แค่ที่ทำนา แต่มันคือที่ตั้งของ "โรงเรือนเพาะชำมหาอำนาจ" ที่จางเสี่ยวหนิงใช้แต้มระบบอัปเกรดจนถึงขั้นสูงสุดแจ้งเตือนระบบ: เริ่มการผลิตหน้าไม้เหล็กกล้าไม้ไผ่คุณสมบัติ ตัวเรือนทำจากไม้ไผ่สีทองพันปีเสริมด้วยเหล็กกล้าจากมิติ มีน้ำหนักเบาแต่ยิงได้แรงกว่าหน้าไม้ทั่วไป 5 เท่ากระสุน: ลูกธนูอาบพิษสกัดจาก "หยดน้ำตาไม้ไผ่" (พิษแทรกซึมเข้าระบบประ
ในมุมมืดของป้อมสังเกตการณ์ จางเสี่ยวหนิงยืนดูความวินาศสันตะโรผ่านหน้าจอระบบอย่างใจเย็น ข้างกายเขาคือชายฉกรรจ์ 10 คนแรกที่ได้รับดื่ม "น้ำสกัดรากไม้ไผ่สีทอง" พวกเขาอยู่ในชุดรัดกุมสีดำ แววตาเป็นประกายวาววับดุจสัตว์ป่า"พวกเจ้า... เห็นหรือไม่? นี่คือผลของพวกที่คิดจะมาทำลายบ้านของเรา" จางเสี่ยวหนิงเอ่ยเสียงเรียบ "พวกโจรที่หลุดรอดจากกับดักเข้าไปในป่าได้ ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าจัดการ... อย่าให้เหลือซาก""รับคำสั่งนายท่าน!"หน่วยอารักขาเงาพุ่งตัวออกไปจากป้อมด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ พละกำลังที่ได้จากน้ำยาเสริมกำลังทำให้พวกเขากระโดดข้ามกอไม้ไผ่ได้อย่างคล่องแคล่วพวกเขาเข้าประจัญบานกับโจรที่หลงเหลือด้วยความเงียบเชียบและรวดเร็ว เพียงการออกหมัดเดียวก็สามารถทำลายเกราะไม้ของโจรจนแตกละเอียดเวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ (15 นาที) ความวุ่นวายภายนอกก็สงบลง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณกำแพงไม้ไผ่ แต่ที่น่าสยดสยองกว่านั้นคือ รากของไม้ไผ่สีทองเริ่มเลื้อยขึ้นมาพันรอบร่างที่ไร้วิญญาณของพวกโจร แล้วค่อย ๆ







