Masukแดดยามสายอาบไล้แนวป่าเป็นสีทอง
หานเจ๋อแบกตะกร้าหวายกลับจากป่า ในตะกร้านั้นมีไก่ป่าตัวหนึ่งดิ้นขลุกขลักอยู่ด้านใน
ชายหนุ่มเดินตามทางแคบที่คดเคี้ยวขึ้นเขา เสียงนกป่าขับขานประสานกับเสียงลมพัดใบไม้ไหวเป็นระยะ กลิ่นดินชื้นและกลิ่นหญ้าใหม่อบอวลอยู่ในอากาศ
“ได้ตัวเดียวก็ยังดี... พอให้ทำน้ำแกงให้เหยาเหยาได้หลายมื้อ”
เขาพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าเปื้อนเหงื่อ แต่ทางลาดชันเบื้องหน้ามีหินผุแทรกอยู่หลายแห่ง พื้นดินที่ชื้นทำให้ลื่นยิ่งนักขณะก้าวข้ามพงหญ้าเท้าของเขาเหยียบลงบนหินก้อนหนึ่งที่กลิ้งหลุดออกจากเนิน
“อ๊ะ!”
เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมร่างสูงที่เสียหลักเซถลา ตะกร้าหวายหล่นกลิ้งลงพื้น ไก่ป่ากระพือปีกหนีไปในพงหญ้า เขาทรุดลงนั่งทันที ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นจากข้อเท้าซ้ายจนขมวดคิ้วแน่น
“ไม่เป็นไร... แค่พลิกนิดหน่อย” เขาพึมพำกับตนเอง พลางพยายามพยุงตัวลุกขึ้น แต่เพียงขยับเท้า ความปวดแสบปวดร้อนก็แล่นขึ้นจนต้องทรุดลงอีกครั้ง
เมื่อแดดเริ่มคล้อยต่ำ แสงสีส้มอาบยอดหญ้าเป็นประกาย หานเจ๋อจึงลากขาเดินกะเผลกกลับเรือนอย่างยากลำบาก
เหงื่อชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง ทุกย่างก้าวเหมือนมีหนามแหลมทิ่มอยู่ที่ข้อเท้า แต่ในใจเขากลับคิดเพียงอย่างเดียว ต้องกลับไปให้ถึงเรือนให้ได้
พอถึงเรือน หานเจ๋อไม่ทันได้พัก เขารีบจัดการกับไก่ป่าที่ได้มาทันที
มือที่เต็มไปด้วยรอยถลอกยังคงเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ลอกขน ล้างเลือด แล้วตั้งหม้อต้มน้ำแกงด้วยความตั้งใจ
หว่านเหยาได้ยินเสียงของหานเจ๋อจากครัวเรือนเล็ก แต่เพราะกำลังทำความสะอาดจึงยังไม่ได้ออกไปดู
ครู่ต่อมา กลิ่นน้ำแกงหอมกรุ่นลอยอบอวลทั่วเรือน
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าอีกครั้ง นางจึงหันไป เห็นเขาเดินออกมาพร้อมเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ทว่าเดินกะเผลกอย่างเห็นได้ชัด
“เกิดอะไรขึ้นหรือ” นางขมวดคิ้วถาม
“ไม่มีอะไร...แค่หกล้มนิดหน่อย” เขายิ้มกลบเกลื่อน ทั้งที่สีหน้าเกร็งจากความเจ็บ
“ข้าดูหน่อย”
“อ่ะ ไม่ต้อง...เจ้าไปพักเถอะ เดี๋ยวน้ำแกงเสร็จข้าจะยกไปให้”
หว่านเหยายิ้มบาง ๆ อย่างจนใจ “พักอะไรกัน ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยสักหน่อย ท่านนั่งลงเถอะ...ข้าจะดูแผลให้เอง”
หานเจ๋ออึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมทรุดตัวนั่งบนตั่งไม้
หญิงสาวคุกเข่าลงตรงหน้าอย่างเงียบงัน มือเรียวค่อย ๆ ดึงชายขากางเกงของเขาขึ้น
หานเจ๋อไม่เคยได้รับการใส่ใจจากหว่านเหยาเช่นนี้มาก่อน
ชายหนุ่มตัวเกร็งไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า
“ข้าไม่เป็นไร...เท้าแพลงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เจ้าไม่ต้องห่วง”
แต่หว่านเหยาไม่ได้สนใจคำพูดนั้น นางแน่ใจว่าความรู้ที่มีติดตัวมาจากโลกเดิมย่อมเหนือกว่าคนในยุคนี้อยู่บ้าง
นางก้มลงพินิจดูข้อเท้าอีกครั้ง แล้วเอ่ยเรียบ ๆ
“ข้าจะกดจุด อาจจะเจ็บสักหน่อย แต่จะช่วยให้หายเร็วขึ้น”
หานเจ๋อไม่รู้หรอกว่าวิธีของนางจะได้ผลหรือไม่
แต่เพียงเพราะมันเป็นความห่วงใยจากนาง ต่อให้เจ็บกว่านี้เขาก็ยอมทน “ข้าเชื่อเจ้า...ไม่ต้องกลัว ข้าไม่กลัวเจ็บ”
หว่านเหยาเงยหน้าขึ้น ยิ้มบาง ๆ ก่อนเริ่มกดนิ้วลงตามแนวเส้นเอ็น
แรงกดของนางแม่นยำและหนักเบาสลับกันเป็นจังหวะ
“อ๊า...”
“อ่ะ...”
“ซู๊ด...”
หานเจ๋อพยายามกลั้นเสียงไว้ แต่ก็ยังเล็ดลอดออกมาไม่ขาดสาย
เสียงทุ้มต่ำของเขาดังลอดออกไปนอกเรือน พาให้บรรดาชาวบ้านที่เพิ่งหาบฟ่อนฟางกลับจากนาได้ยินกันทั่ว
ชายชราคนหนึ่งหัวเราะหึ ๆ พลางเอ่ยกับเพื่อนข้างทาง
“เสียงของหานเจ๋อนั่นแหละ...ได้ภรรยางดงามทั้งที มีความสุขเสียจนเสียงดังไปถึงท้ายหมู่บ้านกระมัง ฮ่า ๆ ๆ”
อีกคนพยักหน้า หัวเราะคล้อยตาม
“ก็แน่ล่ะสิ ภรรยาเขาน่ะ สวยอย่างกับเทพธิดาเชียวล่ะ”
“มิน่าเล่า...ข้าถึงว่าหานเจ๋อนั่นหลงภรรยาจนเกินเยียวยาแล้ว”
“ข้าว่าหานเจ๋อตั้งใจปล่อยเสียงออกมาเยาะเย้ยพวกเราต่างหาก”
เสียงหัวเราะขบขันดังแว่วไปตามทางลม ปนกลิ่นหอมของรวงข้าวที่กำลังออกรวงใหม่
คำพูดของพวกเขาแฝงทั้งความเอ็นดูและความอิจฉาในคราวเดียว
เพราะแม้จะหัวเราะเย้าแหย่กันเพียงใด แต่ในใจลึก ๆ แล้ว พวกเขาเองก็ล้วนอยากมีภรรยาที่งดงามและอ่อนโยนเหมือนภรรยาของหานเจ๋อสักคนส่วนในเรือนเล็กกลางทุ่งนั้น
หานเจ๋อไม่รู้เลยว่าเสียงของตนกลายเป็นเรื่องขบขันของชาวบ้านทั้งหมู่บ้านไปแล้ว...
เมื่อหว่านเหยาเสร็จจากการนวด
เส้นเอ็นที่ขึงตึงของหานเจ๋อก็ค่อย ๆ คลายลง
ความปวดร้าวเมื่อครู่ลดลงเหลือเพียงอาการตึงเล็กน้อย ชายหนุ่มลองขยับข้อเท้าช้า ๆ แล้วก็ต้องยิ้มเมื่อรู้สึกว่าสามารถขยับได้ดีขึ้น
“ดีขึ้นหรือไม่”
นางถามเสียงนุ่ม พลางเช็ดเหงื่อออกจากฝ่ามือตนเอง
“ดีขึ้นมากเลย ขอบใจเจ้ามากนะหว่านเหยา” เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
“อย่าเพิ่งขยับมากนัก เดี๋ยวจะตึงขึ้นอีก”
หว่านเหยากล่าวพลางลุกขึ้นยืน “นั่งพักตรงนี้เถอะ ข้าจะไปดูน้ำแกงไก่เอง”
“ไม่ต้อง ข้าทำเองได้—”
“นั่งพัก” เสียงของนางเด็ดขาดขึ้นเล็กน้อย ทำเอาหานเจ๋อได้แต่หัวเราะเบา ๆ แล้วพยักหน้าอย่างว่าง่าย
หญิงสาวก้าวไปทางครัว กลิ่นน้ำซุปหอมกรุ่นอบอวลอยู่ในอากาศเสียงไม้คนในหม้อดังแผ่ว ๆ สลับกับเสียงลมพัดผืนผ้าบนราวแกว่งเบา ๆ
หานเจ๋อมองแผ่นหลังของนางที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงเย็นของยามบ่าย พลันรู้สึกว่าทุกความเหนื่อยล้าที่ผ่านมา...ดูจะคุ้มค่าทั้งหมดแล้ว
ไม่นาน หว่านเหยาก็ยกชามซุปไก่ร้อน ๆ มาวางตรงหน้าเขา
กลิ่นหอมของขิงและสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วเรือนเล็กกลางทุ่งนา
“ลองชิมดูสิ รสอาจไม่เข้มมากนัก ข้าใส่แต่ของที่มีในเรือน”
นางพูดพลางวางช้อนลงเบา ๆ
หานเจ๋อมองชามซุปตรงหน้า แล้วแหงนหน้าขึ้นสบตานางช้า ๆ
“แค่ได้กินฝีมือเจ้าก็ถือว่าวาสนาเกินพอแล้ว” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
เขาตักน้ำแกงขึ้นจิบ รสอ่อนแต่กลมกล่อม ความร้อนจากน้ำแกงซึมเข้าสู่ร่างกาย เช่นเดียวกับความอบอุ่นที่แผ่วผ่านหัวใจ
ชายหนุ่มวางช้อนลง พลันเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“ข้า...ดีใจมาก ที่ได้เห็นเจ้าห่วงข้าเช่นนี้”
น้ำเสียงนั้นเรียบง่าย ทว่าจริงใจจนหว่านเหยาลอบถอนหายใจ
บุรุษผู้นี้...เกินเยียวยาแล้วจริง ๆ
ตอน ตอกตรึงล้ำลึก ภายในห้องนอนที่ปิดมิดชิดของเรือนไม้หลังใหม่ที่โอ่อ่ากลิ่นอายความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำมองนิมิตของหว่านเหยาพลันเลือนหายไป เมื่อนางได้รับ “ยารักษา” ชั้นเลิศจากสามีหนุ่มจนร่างกายเริ่มร้อนระอุและซับสีเลือดแดงปลั่งทว่าแรงพยศและพลังหยินที่เอ่อล้นกลับทำให้นางนึกอยากเป็นผู้คุมเกมบ้าง หว่านเหยาขยับกายอย่างฉับไวพลิกขึ้นมาอยู่ด้านบน ทรงตัวเหนือร่างหนากำยำของหานเจ๋อ แยกเรียวขาคู่สวยออกกว้างคร่อมทับสะโพกสอบของสามีหนุ่มไว้แน่นหานเจ๋อนอนเอนกายราบไปกับเตียงหนานุ่ม แผงอกกว้างกำยำสะท้อนแสงจันทร์รำไรปูดโปนไปด้วยมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นจากการฝึกยุทธ์ ท่อนกายแกร่งล่ำสันใหญ่โตของเขาชี้โด่ตระหง่านท้าทายสายตาอยู่เบื้องล่างชายหนุ่มเลิกคิ้วมองสตรีดวงใจด้วยสายตาคมปลาบดุจพยัคฆ์ แฝงแววตกตะลึงวาบขึ้นมาชั่วครู่เมื่อเห็นท่วงท่าอันร่านรักและดุดันของภรรยาโฉมงาม“ท่านพี่... คืนนี้ข้าจะใช้ ‘วิธีพิเศษ’ บำเรอท่านให้สมใจอยากเองเจ้าค่ะ” นางกระซิบพร่าเลือนชวนใจสั่นหว่านเหยาโน้มกายลงต่ำจนร่องอกอวบอิ่มบดเบียดผิวเนื้อเข้าหาใบหน้าคมสันของเขา นางอ้าปากอิ่มสีหวานออกกว้างแล้วครอบริมฝีปากนุ่มลงกลืนกินส่ว
ตอนความสัมพันธ์ที่เริ่มหลอมละลายแสงอรุณวันใหม่สาดส่องกระทบหลังคาเรือนไม้หลังใหญ่โตโอ่อ่าท่ามกลางทุ่งนาที่เขียวขจีบรรยากาศยามเช้าภายในเรือนชั้นในของตระกูลหานเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและสงบสุข หยางซื่อในยามนี้ดูสง่าผ่าเผยผิดจากวันวาน แผ่นหลังที่เคยค่อมลงตามวัยเหยียดตรงอย่างทรงอำนาจและน่าเกรงขาม นางสลัดภาพสตรีชาวนาจอมขึงขังทิ้งไปจนสิ้นบัดนี้ยอมรับหน้าที่ ‘ผู้จัดการส่วนตัวระดับมือทอง’ของลูกสะใภ้รองอย่างเต็มภาคภูมิ“ท่านป้าหลี่ วันนี้ลมอะไรหอบมาถึงนี่เล่า” หยางซื่อเอ่ยทักทายหญิงชาวบ้านที่แวะเวียนมาด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธอย่างนุ่มนวลทว่าเด็ดขาดเมื่ออีกฝ่ายพยายามสอบถามเรื่องลำดับคิว“ต้องขออภัยจริงๆ เจ้าค่ะท่านป้า วันนี้ลูกสะใภ้ข้านางรับคนได้ไม่มากนัก ลมปราณของนางมีจำกัด หากฝืนทำเกินกำลังจะส่งผลเสีย เอาไว้พรุ่งนี้ท่านค่อยมาใหม่แต่เช้าเถิด ข้าจะกำชับชิงอี้ให้จดชื่อท่านไว้เป็นลำดับต้นๆ เลย...อ่ะ ขอบคุณท่านที่เข้าใจ”แม้จะมีพวกฮูหยินแปลกหน้าหรือคุณหนูผู้มีอันจะกินจากในเมืองพยายามเสนอเงินก้อนโตเพื่อแซงคิวรักษา หยางซื่อก็เพียงแต่ประสานมือคารวะอย่างสุภาพ ทว่าถ้อยคำที่เอ่ยออกมากลับชัดเ
บ่ายแสงแดดสาดส่องลงมารำไรกระทบกับหลังคาเรือนหลังใหญ่หลังใหม่ของตระกูลหาน หลังจากที่มู่หว่านเหยาหรือในชาติก่อนคือ นักกายภาพบำบัดสาวยุคใหม่ ได้สร้างชื่อเสียงจนกลายเป็น ‘แม่หมอมู่’ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากการทำนายวาสนาและรักษาโรคภัยจนได้รับเงินทองมากมาย วันนี้เรือนของนางมีแขกพิเศษมาเยือน ใต้เท้าเว่ย ขุนนางท้องถิ่นผู้หนึ่งที่มีอาการเดินกะเผลกและปวดหลังเรื้อรังมานานหลายปี เขาเคยไปหาหมอหลวงและหมอสมุนไพรมาทั่วสารทิศ แต่กลับไม่มีใครรักษาอาการปวดตึงที่สะโพกและขาของเขาได้เลยเมื่อได้ยินกิตติศัพท์ของแม่หมอมู่ว่ามีวิชา‘เปิดลมปราณปลุกเส้นวาสนา’ เขาจึงยอมลดตัวเดินทางมาหาหญิงชาวนาถึงที่เรือน หว่านเหยานั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวเก่ง แขนเสื้อผ้าป่านเนื้อดีทิ้งตัวลงอย่างงดงาม นัยน์ตาคู่สวยแอบมอง เส้นวาสนาของใต้เท้าเว่ย มันเป็นเส้นสีเทาหนาๆ ที่พันกันรุงรังอยู่บริเวณบั้นเอวไม่ใช่เพราะคุณไสยหรือปีศาจตนใด... แต่มันคืออาการ ‘ออฟฟิศซินโดรม’ และกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาทตามหลักวิทยาศาสตร์ชัดๆ! “แม่หมอมู่... อาการของข้าริบหรี่ยิ่งนัก หมอคนอื่นบอกว่าข้าโดนลมปราณอุดตันจนยากจะเยียวย
หว่านเหยาพลิกกายเข้าหาอ้อมกอดที่คุ้นเคย แผ่นอกกว้างที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อและไอร้อนของเขาคือที่พักพิงที่มั่นคงที่สุด แววตาของนางวาวโรจน์ด้วยความเสน่หาพลางเอ่ยตอบ “ท่านพี่...วาสนาที่สูงส่งที่สุดที่ข้าต้องการ แต่คือการได้ตื่นมาในอ้อมกอดที่เร่าร้อนของท่านทุกเช้า และได้สร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ร่วมกับท่าน... ข้าเองก็อยากรู้เหลือเกินว่า ลูกของเราจะซุกซนเหมือนพ่อของเขาหรือไม่”หานเจ๋อไม่เอ่ยคำใดต่อ ก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวผ่อง สัมผัสได้ถึงเสียงลมหายใจที่เริ่มหอบกระชั้นของนาง ท่วงทำนองแห่งความปรารถนาเริ่มบรรเลงอย่างดุดันและลึกซึ้ง พลังแห่งลมปราณหยางที่เขาถ่ายทอดให้นาง กลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระหน่ำให้เร่าร้อนหานเจ๋อเรียกชื่อนางเสียงพร่า น้ำเสียงนั้นหนักแน่นราวคำสัตย์ที่สลักลงบนหินผา“เหยาเอ๋อร์... เจ้าคือชีวิตของข้า”ชายหนุ่มเอ่ยพลางก้าวขึ้นคร่อมทับ จุมพิตนางอย่างดุดัน บดขยี้ริมฝีปากนุ่มจนนางแทบขาดใจ ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปพัวพันอย่างตะกรุมตะกราม ขณะที่เบื้องล่างนั้น ความเป็นชายที่แข็งขืนพยายามเสียดสีเข้าหาจุดกึ่งกลางกายสาวที่ฉ่ำแฉะเพื่อรอการตอบรับ"ข้าต้องการเจ้า... ทั้งหมดของเจ้า"หานเจ๋อกระซิบชิดริ
ตอนที่ 87 สตรีธรรมดาผู้หนึ่งหว่านเหยาหาได้เพียงแต่หยิบยื่นที่พักพิงให้แก่ญาติผู้พี่เพียงลำพังไม่ นางยังมอบหมายให้ มู่ซูเยว่ คอยเป็นหูเป็นตา สืบเสาะหาญาติมิตรในตระกูลที่ยังคงซื่อสัตย์และต้องการความช่วยเหลือจากการล่มสลายของตระกูลมู่ด้วยยามนี้หว่านเหยามีอำนาจลับจากองค์รัชทายาทคอยหนุนหลังอยู่เบื้องหลัง นางจึงหาได้เกรงกลัวว่าจะมีเรื่องราววุ่นวายอันใดตามมาหลอกหลอนนางถึงเรือนชาวนาแห่งนี้ซูเยว่ที่มองผ่านโลกมามากเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี แววตาของนางเต็มไปด้วยความกังวล “เหยาเอ๋อร์... พี่ว่าเราควรช่วยเหลือตามแต่สมควรเป็นครั้งคราวไปเถิด หากแผ่ขยายเมตตาออกไปกว้างขวางเกินไป พี่เกรงว่าความวุ่นวายจะย้อนกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่เจ้าได้ในภายหลัง”หว่านเหยาคลี่ยิ้มอย่างใจเย็น แววตาแฝงความเชื่อมั่นในตัวญาติผู้พี่ที่นางเลือกชุบชีวิตใหม่ขึ้นมา “เรื่องนี้ข้ามอบหมายให้ท่านเป็นผู้ตัดสินใจ จัดการตามที่ญาติผู้พี่เห็นสมควรเถอะเจ้าค่ะ”ในขณะนั้นเอง ฉางอัน พ่อบ้านคนใหม่ผู้เคร่งขรึมก็เดินเข้ามารายงานด้วยท่าทีนอบน้อมซูเยว่เมื่อเห็นว่าน่าจะเป็นธุระสำคัญของนายหญิง นางจึงเลี่ยงลุกออกไปอย่างรู้ความหว่านเหยาปรา
ตอนที่ 86 เริ่มใหม่ชีวิตในแต่ละวันของหว่านเหยาผ่านไปอย่างเรียบง่ายทว่าเปี่ยมสุข นางรู้สึกว่าชีวิตในชาตินี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก พลางนึกขอบคุณเทพองค์นั้นที่มอบพรอันประเสริฐและโอกาสให้นางได้ลิขิตวาสนาของตนเองในเช้าวันหนึ่งที่อากาศแจ่มใส ชิงอี้ เดินเข้ามาแจ้งข่าวนายหญิงด้วยสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย“ฮูหยินเจ้าคะ มีสตรีผู้หนึ่งมาขอพบ บอกว่าเป็นญาติของท่านเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าใบหน้าของนางมีส่วนละม้ายคล้ายท่านอยู่ไม่น้อย จึงได้รีบเข้ามาเรียนท่านก่อนเจ้าค่ะ”หว่านเหยาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย ก่อนจะพยักหน้า “ไปพาเข้ามาเถอะ”ไม่นานนัก ร่างของสตรีที่ดูคุ้นตาก็ปรากฏกายขึ้น หว่านเหยาจำได้ทันทีจึงเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว “ญาติผู้พี่...ซูเยว่” ก่อนจะโบกมือส่งสัญญาณให้บ่าวไพร่คนอื่น ๆ ออกไปจากห้องเพื่อให้ความเป็นส่วนตัว“เหยาเอ๋อร์...” อนุมู่ซูเยว่ เอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือนางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เรือนชั้นในที่ตกแต่งอย่างประณีตและอบอุ่น มองดูบ่าวไพร่ที่คอยรับใช้ด้วยความนอบน้อม และมองดูรัศมีแห่งความสุขสงบที่แผ่ออกมาจากตัวหว่านเหยา อนุมู่ถึงกับยืนตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ นางไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว
ตอนที่ 55 คุ้มภัย นางจัดเก็บทองคำให้เรียบร้อย ปิดหีบลงอย่างแน่นหนา ก่อนจะหมุนกุญแจด้วยมือที่นิ่งสนิท จากนั้นจึงลุกขึ้นเตรียมออกไปยังศาลาหว่านเหยาหันไปกำชับชิงอิง น้ำเสียงราบเรียบ “หลังจากข้าตรวจดวงชะตาเสร็จแล้ว เจ้าช่วยไปตามนายท่านมาหาข้าด้วย”ชิงอิงรับคำทันที “เจ้าค่ะ นายหญิง”หว่านเหยา
ตอนที่ 52 พะอืดพะอม หว่านเหยาตรวจดวงชะตาให้ผู้คนไปทีละลำดับ เสียงถาม เสียงถอนหายใจ เสียงสะอื้นแผ่ว ๆ ผลัดเปลี่ยนกันไม่ขาดจนเมื่อใกล้ถึงลำดับสุดท้าย แสงแดดยามเช้าเริ่มแรงขึ้นจังหวะนั้นก็มีเสียงล้อรถม้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านนอกรถม้าคันใหญ่หยุดนิ่งหน้าศาลา ตัวรถแกะลายวิจิตร หลังคาเคลือบเงาสะท้อนแ
ตอนที่ 43 ถ่ายทอดลมปราณไม่ถึงเวลาเที่ยง หว่านเหยาก็ตรวจดวงชะตาของผู้คนหมดลงพอดีนางเอนหลังเล็กน้อย คลายลมหายใจอย่างสบายชิงอิงเดินเข้ามาถาม“นายหญิงให้จัดโต๊ะเลยไหมเจ้าคะ”หว่านเหยาพยักหน้า “จัดตรงลานกว้างได้เลย”ชิงอี้และชิงอิง ช่วยกันจัดโต๊ะอาหาร กลิ่นข้าวสวยร้อน ๆ กับกับข้าวง่าย ๆ ลอยอวลหว่
ตอนที่ 40 ตัดสิน “ไม่มีธุระไม่ได้หรือ” นางย้อนเสียงเรียบ“มาดูเรือนของลูกชายตัวเองบ้าง ไม่สมควรหรือ”หานเจ๋อชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะยิ้มจาง ๆ“ข้ามิกล้า”ซูหลิงแทรกขึ้นทันที “พี่สะใภ้ออกไปแต่เช้าเลยหรือเจ้าคะ พวกเราเพิ่งมา เห็นรถม้าออกไปพอดี”หานเจ๋อพยักหน้า “นางออกไปทำงานรักษาคนป







