LOGINตอนที่เข้าสัปดาห์ที่สี่แล้วที่ใช้ชีวิตเป้นองค์หญิงหลิงเซียงโดยที่ยังมีชีวิตรอดปลอดภัย แต่หลิงเซียงพึ่งได้รับรู้ว่าก่อนที่จะถูกจับตัวไปนั้น ตัวของเขาคนเดิมนั้นได้มีเรื่องบาดหมางกับพระสมกุ้ยเฟยแห่งตระกูลซู จนฮองเฮาสั่งลงโทษพระสมกุ้ยเฟยที่ทำหน้าเกินความจำเป็น ไม่แน่คนร้ายที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดอาจเป็นนางก็ได้ เพราะนางเองก็ไม่เป็นที่โปรดปราณของฮ่องเต้จิ้งอู่เท่าไหร่ อาจอยากจะมาลงที่องค์หญิงแทนแต่ดันผิดคาดกลับโดนลงโทษเสียเอง จึงอาจแค้นองค์หญิงหลิงเซียงมากเพราะความโกรธความแค้นมันสามารถฆ่าคนได้โดยง่าย คนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุดก็พระสนมกุ้ยเฟยนี้แหละ
พระสนมกุ้ยเฟยแห่งตระกูลซู ชื่อเสียงของนางดังก้องไปทั่ววังหลัง ทั้งในแง่ของความงามและความร้ายกาจ นางเป็นบุตรสาวคนโตของ ซูเหวินอี้มหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย ผู้มีอำนาจครอบคลุมราชสำนักกว่าครึ่ง ด้วยอำนาจของบิดาเพียงเอื้อมมือเดียวก็สามารถส่งบุตรีเข้าวังให้เป็นสนมของฮ่องเต้จิ้งอู่ได้โดยง่าย แต่ที่จริงแล้วตระกูลซูนั้นเป็นฝ่ายสนับสนุนทางฝั่งขององค์รัชทายาทจิ้งไฉ เพราะพระมารดาของรัชทายาทจิ้งไฉเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของซูเหวินอี้ แต่แม้จะได้ตำแหน่งเป็นถึงกุ้ยเฟยหนึ่งในลำดับสูงสุดของวังหลัง ฮ่องเต้กลับไม่เคยทรงโปรดนางเลยแม้แต่น้อย กุ้ยเฟยเป็นหญิงที่เฉียบคมและทะเยอทะยาน นางมีความงามอันเย้ายวนแต่เย็นเยียบ ดวงตาของนางเหมือนหยกดำงดงามแต่ไม่มีแววอบอุ่นเบื้องหน้าผู้อื่น นางอ่อนหวาน พูดจาเรียบร้อย ดุจดอกเหมยบานกลางหิมะ แต่เบื้องหลังกลับเป็นคนที่วางแผนได้ลึกและเด็ดขาดอย่างน่ากลัว ข้ารับใช้ในตำหนักพูดกันเบา ๆ ว่า ยามพระสนมยิ้ม แปลว่าใครบางคนในวังต้องตกต่ำแน่ นางมักใช้วิธีอ่อนโยนแฝงพิษ เช่น การปล่อยข่าวลือเล็ก ๆ หรือวางแผนให้คู่แข่งลื่นล้มในสายตาฮ่องเต้โดยไม่ต้องลงมือเอง ทุกคำพูดของนางมีน้ำหนัก และทุกการเงียบของนางมีความหมาย ถึงแม้ฮ่องเต้จิ้งอู่จะไม่ทรงรัก แต่ก็ไม่อาจปลดนางได้ เพราะเบื้องหลังของนางคืออำนาจของตระกูลซูเสาหลักที่ค้ำอาณาจักรอยู่ครึ่งหนึ่ง ดังนั้นกุ้ยเฟยจึงดำรงอยู่ในวังเหมือนเงาแห่งอำนาจที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง แต่สิ่งที่นางไม่รู้คือการเย็นชาของฮ่องเต้ไม่ได้มีเพียงความเบื่อหน่าย หากแต่มีความระแวงที่ค่อย ๆ กัดกินไปทุกวันเพราะทุกครั้งที่พระสนมซูยิ้ม ดวงตาของนางเหมือนจะรู้ความลับทั้งหมดของราชสำนักอยู่แล้ว นอกจากนี้เรื่องที่สงสัยว่าทำไมองค์หญิงหลิงเซียงถึงต้องไปหอวิญญาณเมฆา และแอบออกไปพระองค์เดียวด้วยมีธุระสำคัญอะไรที่นั้น คงต้องค่อย ๆ เค้นเอาความทรงจำออกมาแล้วล่ะ แต่ก่อนอื่นใดได้ข่างว่าที่เมืองไฮ่โจวเป็นเมืองท่าแห่งศูนย์การกับต่างแคว้นของแคว้นเว่ยรวมถึงชาวหัวแดงจากแดนไกล ต่างก็หลั่งไหลมาค้าขายกับแคว้นเว่ย องค์หลิงเซียงคนใหม่จึงมีความคิดว่าถ้าหากจะออกไปตั้งร้าน และง่ายต่อการหาวัตถุดิบพร้อมกับห่างไกลจากวังหลวงคงต้องเป็นเมืองไฮ่โจวนี้แหละเหมาะที่สุดแล้ว ที่สำคัญของที่มากจากชาวตะวันตกรับประกันได้ว่าคุณภาพดีแน่นอน อาจมีวัตถุดิบที่เขาคุ้นเคยสามารถมาทำขนมทำอาหารขายได้แน่นอน เมืองไฮ่โจวอัญมณีแห่งชายฝั่งตะวันออกของแคว้นเว่ย เป็นเมืองท่าที่ตั้งอยู่ริมทะเลกว้างสุดสายตา เม็ดทรายขาวสะท้อนแสงอาทิตย์เหมือนเกล็ดเงิน ส่วนคลื่นทะเลสีครามเข้มซัดสาดเข้าหาฝั่งด้วยเสียงที่ไม่เคยหลับใหล ท่าเรือของเมืองนี้ไม่เคยว่าง เรือสำเภาขนาดใหญ่จากต่างแคว้นลอยเรียงรายเต็มอ่าว บางลำมาจากแคว้นเหนือ นำขนสัตว์และหินล้ำค่า บางลำมาจากแดนใต้ บรรทุกเครื่องเทศหอมฉุนและผลไม้แปลกตา ส่วนเรือจากดินแดนตะวันตกผู้คนผมทองหรือพวกหัวแดง ตาสีอำพันชนำเข้ากระจกใส เครื่องเงิน และน้ำหอมหายากที่ทำให้ตลาดทั้งเมืองคลาคล่ำด้วยกลิ่นผสมระหว่างทะเลและเครื่องหอมต่างถิ่น ถนนหลักของไฮ่โจวกว้างพอให้เกวียนสินค้าสวนกันได้หลายคัน ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าผ้าไหมจากต่างแดน ผ้ากำมะหยี่จากตะวันตก ชุดเกราะเหล็กจากสำนักช่างหลวง และเครื่องประดับจากพ่อค้าเร่ เสียงต่อรองราคาดังระงม เสียงหัวเราะของพ่อค้าสลับกับเสียงเด็กวิ่งเล่นเป็นจังหวะชีวิตประจำเมือง ยามค่ำเมืองไม่หลับไหลแสงโคมไฟนับพันจากย่านท่าตะวันตกสะท้อนผิวน้ำระยิบระยับเหมือนหมู่ดาวตกลงสู่ทะเล นักดนตรีจากต่างแคว้นบรรเลงเพลงผสมทำนองจีนโบราณกับเสียงพิณตะวันตก เกิดเป็นเสียงประหลาดหูแต่ไพเราะ ชาวเมืองเรียกย่านนั้นว่าตรอกคลื่นทองที่ซึ่งข้าราชการ พ่อค้า และนักเดินทางมาพบกันโดยไม่มีชนชั้น กลางเมืองตั้งตระหง่านด้วยหอคอยไห่กวง หอสูงที่ใช้ส่องแสงไฟให้เรือเข้าท่าในยามราตรีตำนานเล่าว่า ใต้ฐานหอคอยนั้นมีห้องเก็บสมุดบันทึกการค้าของราชสำนัก ซึ่งบางเล่มบันทึกชื่อผู้ซื้อขายระหว่างเว่ยกับดินแดนที่อยู่ไกลจนเกินแผนที่ใดจะระบุได้ ไฮ่โจวจึงมิใช่เพียงเมืองท่า หากแต่เป็นหัวใจของการค้าทั้งแคว้น เมืองที่มีกลิ่นอายของเกลือทะเลและทองคำ เมืองที่ผู้คนเรียกด้วยทั้งความเคารพและระวังใจคนเมืองไฮ่โจว เมืองที่คลื่นพัดพาโชคลาภ และความลับมืดมนมาพร้อมกัน ส่วนในรุ่งอรุณของเมืองไฮ่โจว มาพร้อมกับเสียงคลื่นกระทบฝั่งและเสียงนกทะเลที่ร้องรับแสงแรกของวัน หมอกบางลอยเหนือผืนน้ำ ขณะดวงอาทิตย์สีทองค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากเส้นขอบฟ้าเหนือทะเล กวาดแสงอบอุ่นไปทั่วท่าเรือที่เริ่มตื่ ตลาดท่าเรือยามเช้าเป็นหัวใจของเมือง เสียงชีวิตเริ่มขยับตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เสียงคนตะโกนขายปลา ปะปนกับเสียงไม้กระทบถังเกลือและเสียงโซ่เหล็กของเรือสำเภาที่กำลังเทียบท่า แผงขายปลาสดเรียงรายยาวเหยียด ปลาทูเงินสะท้อนแสงอาทิตย์ หอยตัวใหญ่กว่าฝ่ามือ วางอยู่บนชั้นน้ำแข็งละลายกลิ่นเค็ม ๆ ของทะเล แม่ค้าผมรวบสูง ตะโกนเรียกลูกค้าด้วยเสียงสดใส ส่วนย่านเครื่องเทศ กลิ่นอบเชย พริกไทยดำ และผงกานพลูจากแดนตะวันตกผสมกันจนคลุ้ง พ่อค้าผิวเข้มจากต่างแคว้นพูดจาภาษาผสมระหว่างเว่ยกับสำเนียงแปลกหู แต่รอยยิ้มเป็นสากล รอยยิ้มของคนที่ค้าขายเพื่อชีวิต เด็ก ๆ วิ่งส่งของให้แม่ค้ามือเปื้อนน้ำปลาแต่หัวเราะกันเสียงดัง ข้างท่าน้ำมีชายแก่กำลังซ่อมอวน ดวงตาเหี่ยวย่นมองทะเลเหมือนอ่านโชคชะตาในเกลียวคลื่น เสียงเรือสำเภาอีกลำเทียบท่า นำเข้าถังไม้บรรจุน้ำตาลและผ้าเนื้อดีจากแดนใต้ ขบวนเกวียนรอรับสินค้าต่อไปยังเมืองหลวง แสงแดดยามสายเริ่มแตะยอดหลังคากระเบื้อง สีทองสะท้อนบนผิวน้ำที่ระยิบระยับในยามนั้นทั้งตลาดเหมือนเต้นไปพร้อมกัน เสียงคลื่น เสียงผู้คน และเสียงหัวใจของเมืองที่ไม่เคยหลับใหลยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ
ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส
สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ
ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง
ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่
ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว







