ログインเมื่อได้ฟังไป๋กงกงกับหม่ากูกูเล่าเรื่องเมืองไฮ่โจวให้ฟังองค์หญิงหลิงเซียงก็ยิ่งมีความอยากที่จะไปเมืองไฮ่โจวมากขึ้นไปอีก
ลมยามบ่ายพัดกลิ่นดอกเหมยแผ่วผ่านระเบียงตำหนัก เหล่านกกระจิบเกาะอยู่ตามขื่อไม้ร้องจิบจิบเบา ๆ เป็นเสียงที่ขับให้บรรยากาศยามบ่ายอบอุ่นและชวนฝัน องค์หญิงหลิงเซียงนั่งอยู่ใต้ศาลาไม้ไผ่ในสวนหลังตำหนัก มือเรียวถือพัดโปร่งแกว่งเบา ๆ ดวงตาคู่สวยทอดมองไป๋กงกงและหม่ากูกูที่ยืนค้อมตัวอยู่ตรงหน้า ทั้งสองกำลังเล่าเรื่องเมืองชายทะเลที่พวกเขาเคยไปเมื่อครั้งตามเสด็จอดีตฮองเฮาไปตรวจภาษีทางใต้แทนอดีตฮ่องเต้ เสียงของหม่ากูกูนุ่มนวลแต่แฝงความตื่นเต้น “เมืองไฮ่โจวน่ะเพคะ องค์หญิง ทะเลกว้างใหญ่จนสุดสายตาเลยเจ้าค่ะ! ตอนยามเช้า ฟ้ากับน้ำสีเดียวกันหมด เหมือนโลกทั้งใบกลายเป็นผืนผ้าไหมสีฟ้า” หม่ากูกู ไป๋กงกงหัวเราะเสียงแหบอย่างนอบน้อม เสริมต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ท่าเรือนั้นใหญ่ยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ เรือสำเภาจากแคว้นใต้และตะวันตกเทียบท่าไม่เว้นวัน คนจากต่างแดนมากหน้าหลายตา มีทั้งผมทอง ตาสีเทา เครื่องแต่งกายประหลาด แต่ใจดีและชอบแลกของแปลก ๆ กับพวกเรา” ไป๋กงกง หลิงเซียงฟังแล้วดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที แววอยากรู้อยากเห็นส่องอยู่ในนั้นราวแสงดาวสะท้อนน้ำ “เมืองที่มีทั้งเสียงคลื่น กลิ่นเครื่องเทศ และแสงตะวันสะท้อนทะเล... ช่างฟังดูต่างจากเมืองหลวงเหลือเกิน” หลิงเซียง หม่ากูกูหัวเราะเบา ๆ พลางยื่นถ้วยชาให้ “เพคะ องค์หญิง เมืองนั้นไม่เหมือนที่ใดในแคว้น ท่านจะได้เห็นทั้งพ่อค้าต่างถิ่น ทั้งโรงน้ำชาริมทะเลที่มองเห็นเรือสำเภาแล่นผ่านเป็นแถว ๆ ... ใครได้ไปก็ว่าหลงเสน่ห์ทั้งนั้นเพคะ” หม่ากูกู องค์หญิงพยักหน้าช้า ๆ ดวงหน้ามีรอยยิ้มอ่อน แต่แววตากลับลึกซึ้งกว่าปกติ “ข้าอยากเห็นด้วยตาของตัวเอง อยากรู้ว่าโลกนอกกำแพงวัง นอกกำงแพงตำหนักไฉ่หงและเมืองที่ห่างไกลเมืองหลวงนั้นงดงามเพียงใด...” หลิงเซียง แสงแดดลอดผ่านกิ่งไม้กระทบผิวแก้มของนาง สีทองอ่อนจับปลายผมดำขลับจนดูราวกับประกายคลื่นในยามเย็น หัวใจขององค์หญิงเริ่มเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความปรารถนาที่จะเห็น อิสระ และ ขอบฟ้าใหม่ ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจ ข้าจะออกไปแตะขอบฟ้าเมืองไฮ่โจว “บางที... หากข้ามีโอกาส ข้าอยากไปไฮ่โจวสักครั้ง” หลิงเซียง เสียงนางเบา แต่แน่วแน่ ราวกับคลื่นลูกแรกที่เริ่มกระทบฝั่งแห่งโชคชะตา กลางคืนในตำหนักไฉ่หงที่อยู่นอกกำแพงวังหลวงนั้นสงัดนัก แสงจันทร์สีเงินร่วงผ่านหน้าต่างบานงาม มันส่องกระทบกระดาษแผนที่ผืนใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้หอม ภายในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงปลายพู่กันที่ขีดลงบนกระดาษอย่างระมัดระวัง องค์หญิงหลิงเซียงนั่งอยู่ใต้แสงตะเกียงอ่อน แววตานิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยประกายของความตั้งใจ นางค่อย ๆ วาดเส้นทางจากเมืองหลวงเว่ยจิง ลงไปทางใต้ ผ่านเมืองหนานโจว เมืองหลิงโจว จนถึงเมืองท่าไฮ่โจว ที่ตั้งอยู่สุดชายฝั่งทะเล “ถ้าข้าออกจากวังในคืนที่ขบวนเครื่องเทศของกรมคลังออกเดินทางพอดี... พวกองครักษ์ที่ประตูทิศใต้คงไม่ทันสังเกต” หลิงเซียง เสียงนางแผ่วเบา แต่ชัดเจนในความมุ่งมั่น หม่ากูกูที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับเบิกตากว้าง “องค์หญิงเพคะ! จะเสด็จออกนอกวังโดยมิได้ขอพระบรมราชานุญาตเช่นนั้นมิได้เพคะ หากทรงถูกจับได้” หม่ากูกู หลิงเซียงวางพู่กันลงแล้วหันมามองนางด้วยรอยยิ้มบาง “ข้ารู้ แต่บางครั้งชีวิตคนเราก็ต้องก้าวพ้นประตูวังออกห่างไปให้ไกลสักครั้ง ถึงจะรู้ว่าฟ้ากว้างเพียงใด” หลิงเซียง ไป๋กงกงที่ยืนอยู่ด้านหลังเงียบมานาน ในที่สุดก็ถอนหายใจเบา ๆ “หม่ากูกู เอาเถิด พระองค์ทรงตัดสินพระทัยแล้ว พวกเราก็มีแต่ต้องช่วยให้ปลอดภัยที่สุด...” ไป๋กงกง องค์หญิงหลิงเซียงลุกขึ้น เดินไปที่ตู้ทรงไม้จันทน์ หยิบผ้าคลุมยาวสีเทาและหมวกกว้างที่ใช้สำหรับหญิงชาวบ้าน “ข้าจะออกในนามของ สาวพเนจรจากหุบเขาเมฆา ไม่มีใครจำได้แน่” หลิงเซีย นางหันกลับมาหาทั้งสอง “ช่วยเตรียมเงินทองเท่าที่จำเป็น และม้าสำหรับข้าเพียงตัวเดียวไว้ที่นอกเมืองด้วยนะ เมื่อสลัดตัวออกจากขบวนเครื่องเทศได้ขึ้นจะเดินทางต่อด้วยม้า” หลิงเซีย แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างกระทบแก้มขาวของนาง ดวงตานั้นสะท้อนประกายคลื่น คลื่นแห่งความกล้าและความฝันที่รอจะออกเดินทาง ในค่ำคืนนั้น เสียงลมพัดผ้าม่านให้กระเพื่อมเบา ๆ เหมือนจะพยักหน้ารับรู้ถึงความลับที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น ความลับขององค์หญิงผู้กำลังจะก้าวออกจากกรงทอง มุ่งหน้าไปยังเมืองที่อยู่สุดขอบฟ้าเมืองไฮ่โจว เมืองแห่งคลื่นและโชคชะตา ค่ำคืนนั้นเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตนเองเต้น ใต้แสงจันทร์ขาวนวลเหนือยอดหลังคาในวังหลวง องค์หญิงหลิงเซียง สวมผ้าคลุมสีเทาและหมวกปีกกว้าง ซ่อนเรือนผมยาวและความงามอันลือเลื่องไว้จนหมดสิ้น นางก้าวเท้าเบาเช่นแมว ผ่านสวนหลวงที่มีหมอกบางลอยคลออยู่เหนือบึงบัว ไฟจากคบเพลิงขององครักษ์ตามแนวกำแพงยังคงส่องสว่างอยู่ห่าง ๆ แต่หัวใจของนางกลับเต้นแรงขึ้นทุกย่างก้าว “อีกเพียงไม่กี่ก้าว… ประตูทิศใต้ก็อยู่ตรงหน้า” นางกระซิบกับตนเอง พลางเดินขนาบข้างขบวนรถขนเครื่องเทศ เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ ทว่าในเงามืดของระเบียงศิลานั้น มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องอย่างเยือกเย็น ขณะนางกำลังจะข้ามประตูชั้นใน ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากความมืด เงารัชทายาทจิ้งไฉ ยืนขวางไว้ใบหน้าคมสง่าแต่แฝงความเย็นเฉียบ “เจ้าจะไปไหน…ยามดึกเช่นนี้” จิ้งไฉ เสียงนั้นต่ำแต่ทรงอำนาจพอให้เลือดในกายขององค์หญิงเย็นเฉียบทันที นางหยุดนิ่งก้มหน้าซ่อนสายตาไม่กล้าสบ ความทรงจำแวบหนึ่งเข้ามาในหัวบอกว่าชายตรงหน้านี้คือพี่รองของเขา องค์รัชทายาทจิ้งไฉ “พะ…พี่รอง ข้าเพียงจะไปชมจันทร์นอกกำแพงวังเท่านั้นเพคะ” หลิงเซียง มุมปากของจิ้งไฉยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่มีทั้งความขบขันและไม่พอใจ “ชมจันทร์...พร้อมสัมภาระเดินทางและไป๋กงกงแอบเตรียมม้าไว้อยู่ข้างนอกเมืองอย่างนั้นหรือ” จิ้งไฉ หลิงเซียงเม้มปากแน่น สีหน้าของนางเผยความลังเล ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว “เพคะ ข้าจะไปไฮ่โจว ข้าอยากเห็นโลกภายนอก อยากรู้ว่าผู้คนอยู่อย่างไร มิใช่เพียงอ่านจากรายงานในห้องหนังสือของวัง” หลิงเซียง จิ้งไฉจ้องน้องสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตานั้นมีทั้งความโกรธ ความห่วง และความอ่อนล้าในคราวเดียว “หลิงเซียง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าทำสิ่งใดอยู่ การออกนอกวังโดยมิได้กราบทูลคือความผิดร้ายแรง หากมีใครรู้เข้ามิใช่แค่เจ้าที่เดือดร้อน แต่ทั้งคนในตำหนักไฉ่หงของเจ้าจะต้องถูกสอบสวน!” จิ้งไฉ เสียงของพระองค์ขึงขังจนแม้ลมยามค่ำยังเหมือนหยุดพัด หลิงเซียงก้มหน้าน้ำเสียงสั่น “ข้าขอโทษเพคะพี่รอง แต่ข้าทนอยู่ในกรงทองนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว... ข้าเพียงอยากเป็นตัวของข้าเอง แม้เพียงสักครู่เดียว” หลิงเซียง คำพูดนั้นทำให้ความโกรธในใจรัชทายาทอ่อนลง เขามองน้องสาวที่เติบโตขึ้นแต่ยังคงมีหัวใจบริสุทธิ์ดั่งเมื่อเยาว์วัย “เจ้าช่างดื้อดึงนัก หลิงเซียง...” จิ้งไฉ พระองค์ถอนหายใจหนัก ก่อนคว้าแขนของนางไว้ “กลับตำหนักเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ทหารเวรยามจะตรวจรอบค่ำ หากข้าไม่เจอเจ้าก่อน คนอื่นอาจไม่พูดดีอย่างข้า” จิ้งไฉ หลิงเซียงกัดริมฝีปาก น้ำตาคลอในตา “พี่รอง...สักวันหนึ่งข้าจะต้องออกไปแน่ ข้าอยากเห็นทะเลของไฮ่โจวด้วยตาตนเอง” หลิงเซียง รัชทายาทนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “สักวัน...แต่ไม่ใช่คืนนี้” จิ้งไฉ พระองค์ปล่อยมือจากแขนนาง พลางพาน้องสาวกลับไปทางตำหนักไฉ่หงโดยไม่หันกลับ ใต้แสงจันทร์เงียบงัน เหลือเพียงเสียงฝีเท้าสองคู่ที่สะท้อนบนพื้นหินอ่อน หนึ่งหนักแน่น เยือกเย็น อีกหนึ่งเบาแต่เต็มไปด้วยความฝันที่ยังไม่ดับยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ
ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส
สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ
ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง
ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่
ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว







