Masukยามบ่ายหลังออกจากวังหลวง มู่เทียนหลางตั้งใจจะกลับจวน แต่เมื่อเดินผ่านสวนหลวงก็ได้ยินเสียงนกกระจอกส่งเสียงจ้อกแจ้กกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ของหญิงสาวแว่วมา เสียงนั้นช่างคุ้นหูอย่างประหลาด เมื่อเดินเข้าไปใกล้เขาพบหญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวอ่อนปักดิ้นแดง กำลังย่อตัวเก็บกลีบดอกเหมยใส่มือเล่นอย่างเพลิดเพลิน ใบหน้าของนางสดใสเสียจนยากจะเชื่อว่าเป็นองค์หญิงหลิงเซียงผู้เคยเย็นชาในสายตาของผู้คน
“องค์หญิง…ทรงกำลังเก็บดอกเหมยไปทำยา หรือจะทำขนมอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลาง
เสียงของมู่เทียนหลางดังขึ้นอย่างเรียบแต่แฝงรอยยิ้ม องค์หญิงเงยหน้าขึ้นดวงตาเป็นประกาย
“ข้าจะเอาไปทำน้ำหอมต่างหาก เจ้าอยากได้สักขวดไหมล่ะคุณชายมู่ กลิ่นจะได้หอมเสียจนขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งวังจำหน้าเจ้าได้ขึ้นใจ” หลิงเซียง
มู่เทียนหลางยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“หอมเกินไปอาจดึงดูดผึ้งและมดพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงคงไม่อยากให้ข้ารับสั่งให้คนตามไล่มดในวังหรอกกระมัง” เทียนหลาง
องค์หญิงหัวเราะพรืดพระโอษฐ์ยกยิ้มอย่างคนไม่ยอมแพ้
“ขุนนางฝ่ายบุ๋นอย่างเจ้าก็พูดเหมือนคนมีอารมณ์ขันได้ด้วยหรือนี่ ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าที่เจ้าทำหน้านิ่งตลอดนั้นเพราะตั้งใจหรือหน้าแข็ง” หลิงเซียง
เขาสูดลมหายใจเบา ๆ พยายามกลั้นรอยยิ้ม
“กระหม่อมเพียงรักษามารยาทตามตำราว่าด้วยการวางตนของขุนนางฝ่ายบุ๋น มิกล้าแสดงอารมณ์เกินควรพ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลาง
องค์หญิงหลิงเซียงแสร้งถอนพระทัย
“น่าเบื่อเสียจริง ขุนนางที่ดีควรรู้จักหัวเราะบ้าง เจ้าไม่เคยหัวเราะออกมาจริง ๆ เลยหรือ” หลิงเซียง
มู่เทียนหลางประสานมือไว้หลัง เอียงศีรษะเล็กน้อย
“หากมีผู้ทำให้กระหม่อมอยากหัวเราะได้…ก็คงจะหัวเราะเองโดยไม่รู้ตัวพ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลาง
คำพูดนั้นทำให้หลิงเซียงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียง ฮึ แล้วหันไปอีกทาง
“เจ้าช่างพูดเก่งขึ้นกว่าคราวก่อนมาก ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนทั้งราชสำนักถึงบอกว่าเจ้าคมกริบยิ่งกว่ามีดแกะหิน” หลิงเซียง
มู่เทียนหลางโค้งศีรษะอย่างนอบน้อม
“กระหม่อมไม่กล้าเทียบกับองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ มีดแกะหินคมเพียงใดก็ยังไม่เท่าพระวาจาที่ฟันตรงเข้าหัวใจคน” เทียนหลาง
องค์หญิงชะงักไป แล้วกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่
“เจ้ามู่เทียนหลาง! ข้าจะถือว่าเจ้ากำลังล้อข้าอยู่!” หลิงเซียง
“กระหม่อมเพียงพูดตามความจริงพ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลาง
เขาตอบเรียบ ๆ แต่แววตาแพรวพราวจนแม้แต่พระอาทิตย์ยังอาจอาย องค์หญิงหลิงเซียงกลอกตา พลางปัดกลีบดอกเหมยใส่เขาเบา ๆ
“ถ้าเจ้ากวนอีก ข้าจะให้เจ้าไปอยู่กับนางกำนัลในตำหนักข้าเสียเลย จะได้รู้ว่าการถูกคนพูดจาเหน็บแนมทั้งวันเป็นเช่นไร” หลิงเซียง
มู่เทียนหลางยิ้มมุมปาก
“หากได้อยู่ใกล้องค์หญิงทุกวัน กระหม่อมคงไม่กล้าเอ่ยปากว่าเป็นการลงโทษพ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลาง
ครานั้น… พระพักตร์ขององค์หญิงแดงระเรื่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว พระหัตถ์ที่ถือกลีบดอกเหมยพลันกำแน่น ก่อนทรงแกล้งเบือนหน้าไปทางสระน้ำ
“เจ้าช่าง…ปากไวเสียจริงมู่เทียนหลาง!” หลิงเซียง
หลิงเซียงคิดในใจผู้ชายอะไรปากร้ายเหลือเกิน ปากจัดเสียจนไม่อยากเสวนาด้วยแล้ว
“กระหม่อมเพียงรับสั่งตามสัตย์พ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลาง
เสียงหัวเราะเบา ๆ ขององค์หญิงดังแทรกไปกับเสียงลม กลีบดอกเหมยปลิวระหว่างคนทั้งคู่ และไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ระหว่างถ้อยคำกวนประสาทนั้น มีสิ่งใดแฝงอยู่ลึกกว่านั้นหรือไม่
ลมเย็นจากสวนหลวงพัดผ่านม่านแพบางเบา เสียงระฆังลั่นเบา ๆ จากปลายยอดเจดีย์คล้ายเตือนให้โลกสงบ แต่ในใจของมู่เทียนหลางกลับไม่อาจสงบตามได้เลย หลังการสนทนาเมื่อครู่เขามองตามแผ่นหลังขององค์หลิงเซียง ที่เดินห่างออกไป พลางขมวดคิ้วแน่นความรู้สึกบางอย่างในดวงตาของนาง ไม่ใช่หลิงเซียงคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก
องค์หญิงเคยเป็นคนที่เคยมีแววตานิ่งเรียบ ราวกับผืนน้ำที่ถูกแช่แข็ง แต่วันนี้กลับอ่อนโยน ร่าเริง พูดจาเหมือนสายน้ำ ไม่มีความรู้สึกอารมณ์ความเย็นชากลับมาเลยแม้แต่น้อย แต่คำพูดที่เอ่ยออกจากริมฝีปากงดงามนั้นก็ดูมีระยะห่าง เหมือนมีม่านบาง ๆ คั่นระหว่างโลกของเขากับโลกของนาง
“องค์หญิง... เปลี่ยนไปหลังจากยาดื่มยาพิษ” เทียนหลาง
เมื่อกลับถึงจวนนั่งอยู่คนเดียวใต้แสงตะเกียงที่ส่องสว่างเพียงครึ่งห้อง ความทรงจำเก่า ๆ ย้อนคืนครั้งที่องค์หญิงเคยหัวเราะเมื่อได้ฟังเสียงพิณของเขา ครั้งที่นางยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ยามเขาบาดเจ็บจากการฝึก แต่ยามนี้... ความอบอุ่นเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพียงเงาเลือนในสายลม มู่เทียนหลางกำมือแน่น พลันสายตาแข็งกร้าวขึ้น
“ไม่ใช่แค่เปลี่ยนไป... แต่นางเหมือนเป็นคนละคน” เทียนหลาง
เสียงลมพัดผ่านหน้าต่างอีกครั้ง เสียงเหมือนคำกระซิบที่ไม่มีต้นตอ หรือบางทีสิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าวันนี้ อาจไม่ใช่องค์หลิงเซียงที่แท้จริงเลยก็ได้
ค่ำคืนนั้นเมืองหลวงคลุมด้วยหมอกจาง แสงโคมไฟจากถนนหลวงทอดเงาสั่นไหวบนพื้นหินเหมือนลมหายใจของผู้คนที่ซ่อนความลับไว้ในอก มู่เทียนหลางเดินอยู่ลำพังในตรอกเงียบ ชุดคลุมสีดำของเขาแนบไปกับความมืด ดวงตาคมจับทุกความเคลื่อนไหว
เขากำลังสืบหาความจริงเหตุใด องค์หลิงเซียงจึงเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน และทำไมถึงได้คิดสั่นดื่มยาพิษปลิดชีพตนเอง จากหญิงสาวผู้เย็นชาและเงียบงัน กลับกลายเป็นคนที่ร่าเริง อ่อนหวาน และเต็มไปด้วยแววตาอันแปลกประหลาด
ราวกับวิญญาณอีกดวงถูกปลุกให้มาอยู่ในร่างเดียวกัน เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลัง เทียนหลางหันขวับ มือแตะดาบที่ข้างเอว“ออกมา” เทียนหลาง
เสียงของเขาเย็นเยียบชายชุดเทาโผล่ออกมาจากเงา ก้มศีรษะนอบน้อม
“ขอรับ นายท่าน ข้าได้เบาะแสเรื่ององค์หญิงแล้ว”
เทียนหลางขมวดคิ้ว
“พูดมา” เทียนหลาง
“มีข่าวว่าพระองค์ทรงเสด็จไปที่ หอวิญญาณเมฆา เมื่อสองเดือนก่อนที่นั่นเป็นสถานที่ของสำนักเวทลึกลับ ว่ากันว่าใช้วิชาเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนพลังชีวิตหรือจิตวิญญาณ...”
คำว่าแลกเปลี่ยนจิตวิญญาณทำให้หัวใจของเทียนหลางเต้นแรงขึ้นทันที เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“หอวิญญาณเมฆา... ที่อยู่บนเขาเสวียนซานสินะ” เทียนหลาง
“ใช่ขอรับ และหลังจากกลับจากที่นั่น ไม่มีท่าอะไรเปลี่ยนแปลงนะขอรับ แต่จะมีแต่ทางพระสนมกุ้ยเฟย มาตักเตือนลงโทษองค์หญิงและคนในตำหนักไฉ่หงที่ออกไปนอกวังโดยไม่ขออนุญาต จนมีปากเสียงทะเลาะกันใหญ่โตขอรับ”
ลมหนาวพัดผ่าน เสียงผ้าโบกสะบัดดังเบา ๆ มู่เทียนหลางเงยหน้ามองฟ้า ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยเด่นกลางหมอกบาง เหมือนรอยยิ้มที่ซ่อนความลับไว้เบื้องหลัง
“ไปสืบมาให้ได้ว่าวันที่องค์หญิงปลิดชีพตนเอง มีใครน่าสงสัยบาง” เทียนหลาง
“ขอรับ”
มู่เทียนหลางเริ่มสงสัยแล้วว่าการที่องค์หญิงดื่มยาพิษ แล้วไปเจอตัวอีกทีที่ตำหนักเย็นมันต้องมีเงื่อนงำบางอย่างแน่นอน
ฤดูหนาวอันโหดร้ายผ่านพ้นไปพร้อมหิมะสุดท้ายที่ละลายกลายเป็นสายน้ำเล็ก ๆ ไหลลงสู่คูเมือง แคว้นเว่ยยังคงยืนอยู่ไดไม่ใช่เพราะอำนาจของบัลลังก์เพียงอย่างเดียว หากเพราะการมองไกลของคนไม่กี่คน หลิงเซียงยืนมองท้องฟ้ายามเช้า สีฟ้าใสสะอาดราวกับฟ้าดินเพิ่งถูกชำระล้าง นางควรจะโล่งใจควรจะภูมิใจ แต่หัวใจกลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด“ทุกอย่างจบแล้ว…จริงหรือ” หลิงเซียงคำถามนั้นวนเวียนอยู่ในใจตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเดินอยู่ท่ามกลางเงาอำนาจ เงาความตาย และเงาของประวัติศาสตร์ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่นางเคยรู้ โลกใบนี้เปลี่ยนไปแล้วและตัวนางเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ความสงบที่ได้มาในตอนนี้ มิได้ทำให้หลิงเซียงอยากยึดติดกับวังหลวงอีกต่อไป ตรงกันข้ามมันทำให้นางอยากจากไปมู่เทียนหลางกลับจากการตรวจแนวคลังหลวงในยามบ่าย แววตาเขาอ่อนล้ากว่าที่เคย แต่ไร้ความตึงเครียดแบบแม่ทัพในสนามรบ เขาเห็นหลิงเซียงกำลังจัดตำราบนโต๊ะ ไม่ใช่เอกสารราชสำนักหากเป็นหนังสือเกษตร การค้า และแผนที่ชายฝั่ง เขาไม่ถามเพียงยืนมองเงียบ ๆ“ท่านคิดเหมือนข้าหรือไม่” หลิงเซียงหลิงเซียงเอ่ยในที่สุดมู่เทียนหลางพยักหน้า“ตั้งแต่ภัยหนาวผ่านไป ข้าก็รู้ว่าเราคว
หลังการกวาดล้างสำนักโคมดำ แคว้นเว่ยเหมือนผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ บ้านเมืองสงบลงถนนหนทางกลับมามีผู้คน เสียงพ่อค้าเสียงเด็กเล่นดังขึ้นอีกครั้ง ราชสำนักพยายามฟื้นฟูความเชื่อมั่น ฮ่องเต้จิ้งอู่ลดทหารประจำการ เพิ่มการค้าขายและฟื้นการเก็บภาษีอย่างระมัดระวังหนึ่งปีเป็นเวลาสั้นเกินไปสำหรับแผลลึกจากการกบฏและการนองเลือด แต่ก็ยาวพอให้ผู้คนเริ่มหวังว่า ความทุกข์อาจจบลงแล้ว ทว่าฟ้าดินไม่เคยปรานีมนุษย์ ฤดูใบไม้ร่วงปีนั้นลมเหนือมาเร็วผิดปกติ หิมะโปรยปรายตั้งแต่เดือนที่ไม่ควรมี แม่น้ำเริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง นกอพยพบินต่ำสัตว์ป่าเคลื่อนลงจากภูเขาชาวบ้านเริ่มกระซิบกันคำว่าภัยหนาว เริ่มดังขึ้นอีกครั้งคำที่ปรากฏในบันทึกโบราณเพียงไม่กี่หน้า แต่ทุกครั้งที่ปรากฏ มันหมายถึงความอดอยากและความตายหลิงเซียงยืนอยู่ในสวนจวน ลมหอบไอเย็นพัดผ่านผิว นางก้มมองใบไม้ที่ยังไม่ร่วงดี แต่ปลายใบกลับไหม้จากความหนาว ภาพนี้ไม่ใช่ภาพของปีปกติ ในความทรงจำจากประวัติศาสตร์เดิม ภัยหนาวครั้งใหญ่ควรจะมาอีกหลายปีให้หลัง ไม่ใช่ตอนนี้แต่โลกใบนี้โลกที่ประวัติศาสตร์เริ่มเบี่ยงเบน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าบันทึกไม่ใช่คำพยากรณ์“หากเรารอใ
รุ่งอรุณของวันนั้น เมืองหลวงแคว้นเว่ยปกคลุมด้วยหมอกหนา ไม่ใช่หมอกธรรมชาติแต่เป็นหมอกแห่งความหวาดกลัว เสียงกลองราชสำนักดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่น แต่ก้องสะท้อนราวประกาศจุดจบของยุคสมัยหนึ่ง ฮ่องเต้จิ้งอู่ประทับเหนือบัลลังก์มังกร พระพักตร์ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความอ่อนโยน มีเพียงความเด็ดขาดของผู้ปกครองที่ผ่านการสูญเสียมามากเกินพอ“สำนักโคมดำ” จิ้งอู่พระสุรเสียงดังขึ้นชัดเจนเย็นเยียบ“เป็นกลุ่มกรกบฏที่แฝงตัวอยู่ในแคว้นเว่ยมาหลายสิบปี บ่อนทำลายราชสำนัก ฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ และสมคบกับศัตรูภายนอก” จิ้งอู่เหล่าขุนนางคุกเข่าพร้อมกันไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง“วันนี้ข้ามีพระราชโองการ” จิ้งอู่ตรามังกรถูกยกขึ้นและคำตัดสินที่รอคอยก็ดังก้อง“ให้กวาดล้างสำนักโคมดำทั่วทั้งแคว้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวง หัวเมือง หรือชายแดน ผู้เกี่ยวข้องให้ประหาร ผู้ให้ที่พักพิงให้ประหารผู้รู้เห็นแต่ปิดบังให้เนรเทศหรือประหารตามโทษ” จิ้งอู่เสียงอักษรถูกขีดลงบนราชโองการราวกับขีดเส้นใต้คำว่าสิ้นสุดคำสั่งถูกส่งออกไปภายในครึ่งวัน ท่านอ๋องสามจิ้งหาว ท่านอ๋องห้าจิ้งเซียน มู่เทียนหลาง และกองทัพหลวง ออกเคลื่อนไหวพร
สายฝนโปรยปรายเหนือชายแดนแคว้นเว่ย ราวกับฟ้าดินกำลังไว้ทุกข์ให้กับความผิดบาปที่กำลังจะถูกชำระ ซูหนิงซานยืนอยู่ใต้ชายคาจวนร้างกลางหุบเขา มือเรียวสั่นเทาเมื่อกำสายประคำเก่าที่ติดตัวมาตั้งแต่ยังเป็นกุ้ยเฟยในวังหลวง นางเคยเป็นสตรีที่งดงามสูงศักดิ์ เป็นที่โปรดปราน เป็นมารดาของรัชทายาท เป็นผู้ที่คนทั้งวังต้องก้มศีรษะให้แต่วันนี้นางเป็นเพียงหญิงต้องโทษที่หนีออกจากวังเป็นอดีตพระสนมที่มีบาปติดตัว และเป็นมารดาของทั้งจิ้งไฉและเฟิงไป๋จิน เป็นสตรีชั่วที่คนทั่วทั้งแผ่นดินสาปแช่ง บาปที่นางทำนั้นไม่มีวันล้างออกได้“ท่านแม่…” ไป๋จินเสียงเรียกเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลังเฟิงไป๋จินยืนอยู่ไม่ไกล ร่างสูงในชุดสีดำของสำนักโคมดำ ดวงตาเย็นชาเช่นเดียวกับบิดาเฟิงซือฉิน แต่ในแววตานั้นยังมีรอยแตกร้าวที่เขาไม่อาจซ่อน ซูหนิงซานไม่กล้าหันไปมอง นางรู้ดีว่าตนเองคือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมดความรักต้องห้ามและเมล็ดพันธุ์แห่งหายนะที่นางก่อขึ้นนั้น ต้องย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ซูหนิงซานยังเป็นสาวน้อยจากตระกูลขุนนาง ได้รับคัดเลือกเข้าวังเพราะความงามและปัญญา เฟิงซือฉินในเวลานั้น ยังไม่ใช่หัวหน้าสำนักโคมดำ เขาเป็นเพียงบุรุษลึกล
เช้าวันนั้นท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงเว่ยไม่มืดแต่ก็ไม่สว่าง เมฆสีเทาเคลื่อนต่ำบดบังแสงอาทิตย์ราวกับฟ้ารู้ดีว่า วันนี้จะมีเลือดหลั่งลงสู่ผืนแผ่นดิน เสียงกลองศึกดังขึ้นจากกำแพงเมืองไม่ใช่กลองเฉลิมฉลอง แต่เป็นกลองเตือนภัย สำนักโคมดำเคลื่อนไหวแล้ว ข่าวจากชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือ รายงานตรงกันว่ากองกำลังไม่ทราบฝ่าย ยึดคลังเสบียงเผาด่านตรวจ และสังหารขุนนางท้องถิ่นภายในคืนเดียว ทุกหลักฐานชี้ไปที่ชื่อเดียเฟิงไป๋จินจิ้งไฉยืนอยู่กลางท้องพระโรงรายงานกองทัพถูกวางเรียงตรงหน้า ขุนนางเถียงกันเสียงดังบางคนเสนอให้เจรจา บางคนเสนอให้ประหารทั้งเครือข่ายบางคนยังไม่กล้าเอ่ยชื่อน้องชายต่างสายเลือด จิ้งไฉยกมือขึ้นทั้งท้องพระโรงเงียบลงทันที“นี่ไม่ใช่การก่อจลาจลเล็ก ๆ” จิ้งไฉเขาตรัสเสียงหนักแน่น“นี่คือสงครามและเป็นสงครามที่ข้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” จิ้งไฉเขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้หลายคนใจสั่น“ข้าจะนำทัพด้วยตนเอง” จิ้งไฉเสียงฮือฮาดังขึ้นแต่ไม่มีใครคัดค้านอย่างแท้จริง เพราะทุกคนรู้นี่ไม่ใช่เพียงศึกของแผ่นดิน แต่คือศึกของหัวใจฮ่องเต้ในขณะเดียวกันที่ราบหินดำทางเหนือธงสีดำไร้ตราโบกสะบัด กองกำลังของส
คืนที่ลมพัดกลิ่นเลือด ลมค่ำคืนนั้นพัดแรงผิดฤดูกาล ผืนป่าชานเมืองหลวงสั่นไหว ใบไม้เสียดสีกันราวเสียงกระซิบของวิญญาณ ดวงจันทร์ถูกเมฆบดบังครึ่งหนึ่ง เหมือนฟ้าตั้งใจไม่ให้ใครเห็นทุกอย่างชัดเจน จิ้งไฉยืนอยู่กลางลานหินร้าง ด้านหลังคือกองกำลังองครักษ์ ด้านหน้าคือความว่างเปล่า แต่เขารู้อีกฝ่ายอยู่ที่นี่“ไม่ต้องซ่อนตัวแล้ว ออกมาเถอะข้ารอเจอเจ้าอยู่แล้ว” จิ้งไฉเขากล่าวเสียงต่ำมั่นคง“ข้ารู้ว่าเจ้ามาแล้ว…เฟิงไป๋จิน” จิ้งไฉเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากเงาไม้ราวกับคำเชิญ ร่างหนึ่งก้าวออกมาชุดดำผมยาวมัดหลวม ใบหน้าคมคายดวงตาเย็นเฉียบ“องค์รัชทายาทว่าที่ฮ่องเต้แห่งแคว้นเว่ยคนต่อไป... ท่านพี่” ไป๋จินชายหนุ่มโค้งศีรษะเล็กน้อยท่าทางไม่ใช่การคำนับแต่คือการเยาะ“ในที่สุด…น้องชายของข้าก็ยอมมาพบกัน... เจ้าคงจะคิดถึงข้ามาสินะ” จิ้งไฉจิ้งไฉมองชายตรงหน้าหัวใจแน่นจนแทบหายใจไม่ออก นี่คือเฟิงไป๋จินบุตรชายอีกคนของซูหนิงซานเลือดเดียวกันมารดาเดียวกัน เกิดมาหญิงชั่วชายโฉดที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี แต่กลับต่างกันราวฟ้ากับเหวเขาเติบโตในตำหนัก มีครูคอยสั่งสอน มีขุนนางคอยยำเกรง เป็นความคาดหวังแผ่นดินแต่อีกฝ่ายเติบโตในเ







