LOGINยามบ่ายหลังออกจากวังหลวง มู่เทียนหลางตั้งใจจะกลับจวน แต่เมื่อเดินผ่านสวนหลวงก็ได้ยินเสียงนกกระจอกส่งเสียงจ้อกแจ้กกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ของหญิงสาวแว่วมา เสียงนั้นช่างคุ้นหูอย่างประหลาด เมื่อเดินเข้าไปใกล้เขาพบหญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวอ่อนปักดิ้นแดง กำลังย่อตัวเก็บกลีบดอกเหมยใส่มือเล่นอย่างเพลิดเพลิน ใบหน้าของนางสดใสเสียจนยากจะเชื่อว่าเป็นองค์หญิงหลิงเซียงผู้เคยเย็นชาในสายตาของผู้คน
“องค์หญิง…ทรงกำลังเก็บดอกเหมยไปทำยา หรือจะทำขนมอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลาง
เสียงของมู่เทียนหลางดังขึ้นอย่างเรียบแต่แฝงรอยยิ้ม องค์หญิงเงยหน้าขึ้นดวงตาเป็นประกาย
“ข้าจะเอาไปทำน้ำหอมต่างหาก เจ้าอยากได้สักขวดไหมล่ะคุณชายมู่ กลิ่นจะได้หอมเสียจนขุนนางฝ่ายบุ๋นทั้งวังจำหน้าเจ้าได้ขึ้นใจ” หลิงเซียง
มู่เทียนหลางยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“หอมเกินไปอาจดึงดูดผึ้งและมดพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงคงไม่อยากให้ข้ารับสั่งให้คนตามไล่มดในวังหรอกกระมัง” เทียนหลาง
องค์หญิงหัวเราะพรืดพระโอษฐ์ยกยิ้มอย่างคนไม่ยอมแพ้
“ขุนนางฝ่ายบุ๋นอย่างเจ้าก็พูดเหมือนคนมีอารมณ์ขันได้ด้วยหรือนี่ ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าที่เจ้าทำหน้านิ่งตลอดนั้นเพราะตั้งใจหรือหน้าแข็ง” หลิงเซียง
เขาสูดลมหายใจเบา ๆ พยายามกลั้นรอยยิ้ม
“กระหม่อมเพียงรักษามารยาทตามตำราว่าด้วยการวางตนของขุนนางฝ่ายบุ๋น มิกล้าแสดงอารมณ์เกินควรพ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลาง
องค์หญิงหลิงเซียงแสร้งถอนพระทัย
“น่าเบื่อเสียจริง ขุนนางที่ดีควรรู้จักหัวเราะบ้าง เจ้าไม่เคยหัวเราะออกมาจริง ๆ เลยหรือ” หลิงเซียง
มู่เทียนหลางประสานมือไว้หลัง เอียงศีรษะเล็กน้อย
“หากมีผู้ทำให้กระหม่อมอยากหัวเราะได้…ก็คงจะหัวเราะเองโดยไม่รู้ตัวพ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลาง
คำพูดนั้นทำให้หลิงเซียงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียง ฮึ แล้วหันไปอีกทาง
“เจ้าช่างพูดเก่งขึ้นกว่าคราวก่อนมาก ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนทั้งราชสำนักถึงบอกว่าเจ้าคมกริบยิ่งกว่ามีดแกะหิน” หลิงเซียง
มู่เทียนหลางโค้งศีรษะอย่างนอบน้อม
“กระหม่อมไม่กล้าเทียบกับองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ มีดแกะหินคมเพียงใดก็ยังไม่เท่าพระวาจาที่ฟันตรงเข้าหัวใจคน” เทียนหลาง
องค์หญิงชะงักไป แล้วกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่
“เจ้ามู่เทียนหลาง! ข้าจะถือว่าเจ้ากำลังล้อข้าอยู่!” หลิงเซียง
“กระหม่อมเพียงพูดตามความจริงพ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลาง
เขาตอบเรียบ ๆ แต่แววตาแพรวพราวจนแม้แต่พระอาทิตย์ยังอาจอาย องค์หญิงหลิงเซียงกลอกตา พลางปัดกลีบดอกเหมยใส่เขาเบา ๆ
“ถ้าเจ้ากวนอีก ข้าจะให้เจ้าไปอยู่กับนางกำนัลในตำหนักข้าเสียเลย จะได้รู้ว่าการถูกคนพูดจาเหน็บแนมทั้งวันเป็นเช่นไร” หลิงเซียง
มู่เทียนหลางยิ้มมุมปาก
“หากได้อยู่ใกล้องค์หญิงทุกวัน กระหม่อมคงไม่กล้าเอ่ยปากว่าเป็นการลงโทษพ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลาง
ครานั้น… พระพักตร์ขององค์หญิงแดงระเรื่อขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว พระหัตถ์ที่ถือกลีบดอกเหมยพลันกำแน่น ก่อนทรงแกล้งเบือนหน้าไปทางสระน้ำ
“เจ้าช่าง…ปากไวเสียจริงมู่เทียนหลาง!” หลิงเซียง
หลิงเซียงคิดในใจผู้ชายอะไรปากร้ายเหลือเกิน ปากจัดเสียจนไม่อยากเสวนาด้วยแล้ว
“กระหม่อมเพียงรับสั่งตามสัตย์พ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลาง
เสียงหัวเราะเบา ๆ ขององค์หญิงดังแทรกไปกับเสียงลม กลีบดอกเหมยปลิวระหว่างคนทั้งคู่ และไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ระหว่างถ้อยคำกวนประสาทนั้น มีสิ่งใดแฝงอยู่ลึกกว่านั้นหรือไม่
ลมเย็นจากสวนหลวงพัดผ่านม่านแพบางเบา เสียงระฆังลั่นเบา ๆ จากปลายยอดเจดีย์คล้ายเตือนให้โลกสงบ แต่ในใจของมู่เทียนหลางกลับไม่อาจสงบตามได้เลย หลังการสนทนาเมื่อครู่เขามองตามแผ่นหลังขององค์หลิงเซียง ที่เดินห่างออกไป พลางขมวดคิ้วแน่นความรู้สึกบางอย่างในดวงตาของนาง ไม่ใช่หลิงเซียงคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก
องค์หญิงเคยเป็นคนที่เคยมีแววตานิ่งเรียบ ราวกับผืนน้ำที่ถูกแช่แข็ง แต่วันนี้กลับอ่อนโยน ร่าเริง พูดจาเหมือนสายน้ำ ไม่มีความรู้สึกอารมณ์ความเย็นชากลับมาเลยแม้แต่น้อย แต่คำพูดที่เอ่ยออกจากริมฝีปากงดงามนั้นก็ดูมีระยะห่าง เหมือนมีม่านบาง ๆ คั่นระหว่างโลกของเขากับโลกของนาง
“องค์หญิง... เปลี่ยนไปหลังจากยาดื่มยาพิษ” เทียนหลาง
เมื่อกลับถึงจวนนั่งอยู่คนเดียวใต้แสงตะเกียงที่ส่องสว่างเพียงครึ่งห้อง ความทรงจำเก่า ๆ ย้อนคืนครั้งที่องค์หญิงเคยหัวเราะเมื่อได้ฟังเสียงพิณของเขา ครั้งที่นางยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ยามเขาบาดเจ็บจากการฝึก แต่ยามนี้... ความอบอุ่นเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพียงเงาเลือนในสายลม มู่เทียนหลางกำมือแน่น พลันสายตาแข็งกร้าวขึ้น
“ไม่ใช่แค่เปลี่ยนไป... แต่นางเหมือนเป็นคนละคน” เทียนหลาง
เสียงลมพัดผ่านหน้าต่างอีกครั้ง เสียงเหมือนคำกระซิบที่ไม่มีต้นตอ หรือบางทีสิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าวันนี้ อาจไม่ใช่องค์หลิงเซียงที่แท้จริงเลยก็ได้
ค่ำคืนนั้นเมืองหลวงคลุมด้วยหมอกจาง แสงโคมไฟจากถนนหลวงทอดเงาสั่นไหวบนพื้นหินเหมือนลมหายใจของผู้คนที่ซ่อนความลับไว้ในอก มู่เทียนหลางเดินอยู่ลำพังในตรอกเงียบ ชุดคลุมสีดำของเขาแนบไปกับความมืด ดวงตาคมจับทุกความเคลื่อนไหว
เขากำลังสืบหาความจริงเหตุใด องค์หลิงเซียงจึงเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน และทำไมถึงได้คิดสั่นดื่มยาพิษปลิดชีพตนเอง จากหญิงสาวผู้เย็นชาและเงียบงัน กลับกลายเป็นคนที่ร่าเริง อ่อนหวาน และเต็มไปด้วยแววตาอันแปลกประหลาด
ราวกับวิญญาณอีกดวงถูกปลุกให้มาอยู่ในร่างเดียวกัน เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลัง เทียนหลางหันขวับ มือแตะดาบที่ข้างเอว“ออกมา” เทียนหลาง
เสียงของเขาเย็นเยียบชายชุดเทาโผล่ออกมาจากเงา ก้มศีรษะนอบน้อม
“ขอรับ นายท่าน ข้าได้เบาะแสเรื่ององค์หญิงแล้ว”
เทียนหลางขมวดคิ้ว
“พูดมา” เทียนหลาง
“มีข่าวว่าพระองค์ทรงเสด็จไปที่ หอวิญญาณเมฆา เมื่อสองเดือนก่อนที่นั่นเป็นสถานที่ของสำนักเวทลึกลับ ว่ากันว่าใช้วิชาเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนพลังชีวิตหรือจิตวิญญาณ...”
คำว่าแลกเปลี่ยนจิตวิญญาณทำให้หัวใจของเทียนหลางเต้นแรงขึ้นทันที เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“หอวิญญาณเมฆา... ที่อยู่บนเขาเสวียนซานสินะ” เทียนหลาง
“ใช่ขอรับ และหลังจากกลับจากที่นั่น ไม่มีท่าอะไรเปลี่ยนแปลงนะขอรับ แต่จะมีแต่ทางพระสนมกุ้ยเฟย มาตักเตือนลงโทษองค์หญิงและคนในตำหนักไฉ่หงที่ออกไปนอกวังโดยไม่ขออนุญาต จนมีปากเสียงทะเลาะกันใหญ่โตขอรับ”
ลมหนาวพัดผ่าน เสียงผ้าโบกสะบัดดังเบา ๆ มู่เทียนหลางเงยหน้ามองฟ้า ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยเด่นกลางหมอกบาง เหมือนรอยยิ้มที่ซ่อนความลับไว้เบื้องหลัง
“ไปสืบมาให้ได้ว่าวันที่องค์หญิงปลิดชีพตนเอง มีใครน่าสงสัยบาง” เทียนหลาง
“ขอรับ”
มู่เทียนหลางเริ่มสงสัยแล้วว่าการที่องค์หญิงดื่มยาพิษ แล้วไปเจอตัวอีกทีที่ตำหนักเย็นมันต้องมีเงื่อนงำบางอย่างแน่นอน
ยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ
ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส
สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ
ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง
ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่
ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว







