เข้าสู่ระบบเช้าวันต่อมา เยี่ยนจิ่งเฉินเสด็จเข้าประชุมราชสำนักตามปกติ แต่ครั้งนี้...พระองค์ตั้งพระทัยแสดงอากา
พระนางหันไปมองราชครูเกา “ฮองเฮา”เพียงได้ยินชื่อนี้ บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปทันที ราชครูเกาตอบด้วยแววตาแข็งกร้าว“ตราบใดที่ฮองเฮายังอยู่ แผนของเราจะไม่สำเร็จ” ไทเฮาตรัสเสียงเย็น “หาทางทำให้นางหมดความน่าเชื่อถือ หรือไม่ก็...”พระนางหยุดครู่หนึ่ง “ทำให้นางไม่มีโอกาสเข้ามายุ่งอีก”คำพูดนั้นทำให้ขุนนางหลายคนเข้าใจทันที ครั้งนี้...เป้าหมายของไทเฮาไม่ใช่เพียงการแย่งอำนาจ แต่รวมถึงการกำจัดฮองเฮาอย่างเด็ดขาดแต่สิ่งที่ไม่มีผู้ใดในห้องลับรับรู้ก็คือ เหนือคานไม้ของห้องประชุม มีเงาร่างหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในความมืด องครักษ์ลับของเฉินอวี้กลั้นลมหายใจ ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย เขาจดจำทุกถ้อยคำที่ได้ยินไว้ในใจ เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง เขาก็อาศัยความมืดปีนออกทางหลังคา ก่อนหายไปกับรัตติกาลในเวลาเดียวกัน ตำหนักคุนหนิงยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง หลินเวยยืนอยู่หน้ากระดานหมาก มองหมากสีดำที่แทนไทเฮาและราชครูเกา ไม่นาน ประตูห้องก็ถูกเปิดออก เฉินอวี้รีบเดินเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียดแต่แฝงความตื่นเต้น“ฮองเฮา.
เช้าวันต่อมา เยี่ยนจิ่งเฉินเสด็จเข้าประชุมราชสำนักตามปกติ แต่ครั้งนี้...พระองค์ตั้งพระทัยแสดงอาการเหนื่อยล้า ระหว่างการประชุม ฮ่องเต้ทรงไอขึ้นหลายครั้ง เมื่อเสนาบดีกรมคลังกำลังรายงานเรื่องการตรวจสอบเงินหลวง พระองค์กลับยกพระหัตถ์ขึ้นกุมพระขมับ หวังอี้รีบเข้ามาประคอง“ฝ่าบาท...ทรงพักก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”เยี่ยนจิ่งเฉินโบกพระหัตถ์ “ประชุมต่อ”แต่เพียงครู่เดียว พระองค์ก็ทรงหลับพระเนตร ราวกับอ่อนแรงจนไม่อาจฝืนได้ ขุนนางทั้งท้องพระโรงต่างมองหน้ากัน ราชครูเกาเองก็สังเกตเห็น แววตาของเขาเป็นประกายวูบหนึ่ง ก่อนรีบเก็บสีหน้า เมื่อเลิกประชุม ข่าวพระอาการของฮ่องเต้ก็แพร่ไปทั่วพระราชวังตำหนักฉือหนิง แม่นมหลี่รีบเข้ามารายงาน“ไทเฮาเพคะ...ฝ่าบาททรงประชวร”ไทเฮาวางถ้วยชาลง “อาการเป็นเช่นไร”“หมอหลวงกล่าวว่าพระวรกายอ่อนเพลีย ชีพจรอ่อนลง ยังหาสาเหตุไม่ได้”รอยยิ้มบางปรากฏบนพระพักตร์ของไทเฮา ก่อนจะเลือนหายอย่างรวดเร็ว“หมอหลวงกล่าวเองหรือ”“เพคะ”
ตำหนักคุนหนิง ทันทีที่กลับมาถึง หลินเวยก็เรียกหมอหลวงหลี่และหมอหลวงสวี่มาพร้อมกัน หมอหลวงหลี่มองถ้วยยาอย่างสงสัย“ตำรับนี้... เป็นตำรับบำรุงกำลังมาตรฐาน”หมอหลวงสวี่กลับเงียบผิดปกติ หลินเวยสังเกตเห็นทันที“เจ้ารู้จักหรือ”หมอหลวงสวี่รีบก้มหน้า “กระหม่อม...เคยเห็น”“แล้วเหตุใดจึงไม่พูด”หมอหลวงสวี่ลังเล “เพราะตำรับด้านนอก...ไม่มีปัญหา”หลินเวยหรี่ตาลง “หมายความว่า”หมอหลวงสวี่เงยหน้าช้า ๆ “หากดูเพียงกลิ่นและสี ยานี้เป็นยาบำรุงจริง แต่หากเติมสิ่งใดลงไปเพียงเล็กน้อย...”เขาไม่กล้าพูดต่อ หลินเวยจึงกล่าวแทน“ก็จะไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น”หมอหลวงสวี่พยักหน้าเบา ๆ “ใช่พ่ะย่ะค่ะ”หลินเวยหันไปหาชิงหลัว “นำกล่องเครื่องมือเงินมา”ไม่นาน ชิงหลัวก็ถือกล่องไม้เข้ามา ภายในมีเข็มเงิน ช้อนเงิน และถ้วยกระเบื้องขนาดเล็ก หมอหลวงหลี่มองอย่างสงสัย“ฮองเฮาจะตรวจพิษหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ไม่อยากเชื่อสายลมยามค่ำพัดผ่านสวนหลวง กลีบดอกเหมยสีขาวปลิวลอยอยู่กลางแสงจันทร์ พระราชวังทั้งหลังเงียบสงบ แต่ภายในตำหนักทรงอักษรกลับเต็มไปด้วยความอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกเยี่ยนจิ่งเฉินยืนอยู่หน้าหน้าต่าง พระหัตถ์ไพล่หลัง สายพระเนตรทอดมองตำหนักฉือหนิงที่มีแสงโคมส่องสว่างอยู่ไกลออกไปหลินเวยยืนอยู่ไม่ห่างจากพระองค์ นางไม่ได้รีบร้อนเอ่ยคำใด เพราะรู้ดีว่า บางความจริง ต่อให้เตรียมใจไว้เพียงใด ก็ยังยากจะยอมรับ หลังความเงียบผ่านไปเนิ่นนาน ฮ่องเต้จึงตรัสขึ้นช้า ๆ“เจ้าคิดจริงหรือ...เสด็จแม่จะทำถึงเพียงนั้น”หลินเวยเงยหน้ามองพระพักตร์ของพระองค์ แม้เยี่ยนจิ่งเฉินจะเป็นจักรพรรดิผู้เด็ดขาด แต่เวลานี้ นางกลับเห็นเพียงบุรุษคนหนึ่งที่กำลังสับสนระหว่างหน้าที่ของฮ่องเต้กับหัวใจของลูกชาย หลินเวยตอบอย่างระมัดระวัง“หม่อมฉันยังไม่กล่าวหาพระองค์ หม่อมฉันเพียงรวบรวมข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงทั้งหมด...”นางเว้นจังหวะ “กำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกัน”เยี่ยนจิ่งเฉินหลับพระเนตร พระองค์นึกถึงวัยเยาว์
หลินเวยลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง นางมองพระตำหนักของฮ่องเต้ซึ่งอยู่ไกลออกไป หากเหม่ยเหรินพูดความจริง...อันตรายกำลังอยู่ใกล้กว่าที่คิด แต่หลินเวยยังไม่ด่วนสรุป นางหันกลับมาถามอย่างสุขุม“เจ้ามีหลักฐานหรือพยานที่ยืนยันได้หรือไม่ว่าแผนนี้มีอยู่จริง”เหม่ยเหรินก้มหน้า “ข้าได้ยินด้วยตนเอง แต่ไม่มีลายลักษณ์อักษร อย่างไรก็ตาม...”นางเงยหน้าขึ้น “หากพบกล่องหยกที่ข้าพูดถึง อาจพบสิ่งที่เชื่อมโยงกับแผนทั้งหมด”หลินเวยพยักหน้า “เช่นนั้น เราจะเริ่มจากการหากล่องหยก”เฉินอวี้ประสานมือ “กระหม่อมจะจัดกำลังคนลับ”“แต่ต้องระวัง” หลินเวยกล่าว “หากไทเฮารู้ว่าเหม่ยเหรินเปิดปาก นางย่อมรีบทำลายทุกสิ่ง”ชิงหลัวถามเบา ๆ “แล้วฝ่าบาทล่ะเพคะ”หลินเวยมองไปยังพระตำหนักของฮ่องเต้อีกครั้ง“จนกว่าจะรู้ความจริงทั้งหมด เราต้องเพิ่มการระวังพระกระยาหารและโอสถของฝ่าบาท แต่ยังไม่กล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐาน”นางหยิบหมากสีดำที่สลักคำว่า ไทเฮา
เย็นวันเดียวกัน เฉินอวี้นำข่าวมารายงานหลินเวย“ฮองเฮา...ไทเฮาตัดขาดจากเหม่ยเหรินแล้ว”ชิงหลัวยิ้มอย่างสะใจ “สมกับเป็นไทเฮา ใช้คนเสร็จก็โยนทิ้ง”หลินเวยกลับส่ายหน้า “อย่าเพิ่งดีใจ”ทุกคนหันมอง“คนที่ถูกหักหลัง...อันตรายที่สุด”คืนนั้นเอง มีนางกำนัลผู้หนึ่งแอบเข้ามาทางประตูลับของตำหนักคุนหนิง นางคุกเข่าลงทันที“ฮองเฮา...เหม่ยเหรินขอพบพระองค์เพคะ”เฉินอวี้รีบก้าวมาขวาง “อาจเป็นกับดัก”หลินเวยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “พาเข้ามา”ไม่นาน เหม่ยเหรินก็เดินเข้ามาในสภาพที่แทบไม่มีเค้าของหญิงงามแห่งวังหลัง ใบหน้าซูบตอบ ดวงตาบวมแดง เสื้อผ้าเรียบง่ายไร้เครื่องประดับ ทันทีที่เห็นหลินเวย นางก็คุกเข่าลง ชิงหลัวถึงกับตกตะลึง“พระนาง...”เหม่ยเหรินหัวเราะเบา ๆ “ไม่ต้องเรียกข้าว่าพระนางแล้ว อีกไม่นาน...ข้าก็คงไม่เหลืออะไร”หลินเวยมองนางนิ่ง “เจ้ามาหาข้าทำไม”เหม่ยเหรินเงยหน้าขึ้น







