تسجيل الدخولใบหน้าของอีกฝ่ายซีดลงทันที เยี่ยนจิ่งเฉินยกมือขึ้นเล็กน้อย ทุกคนจึงเงียบลง
“ให้เวลาฮองเฮาหนึ่งวัน” เขากล่าวเสียงเรียบ “แต่ระหว่างนี้ตำหนักคุนหนิงต้องถูกเฝ้า ห้ามผู้ใดเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต”
หลินเวยยอบกาย “ขอบพระทัยฝ่าบาท”
นางรู้ว่านี่ไม่ใช่ความเมตตา แต่เป็นการจับตามอง ทว่าอย่างน้อยนางก็ได้เวลาหายใจ สตรีทั้งหลายจำต้องถอยออกไป แม้แววตาจะไม่ยินยอม แต่ไม่มีใครกล้าขัดรับสั่งฮ่องเต้
เมื่อทุกคนออกไปแล้ว เยี่ยนจิ่งเฉินยังยืนอยู่ในตำหนัก เขามองนางด้วยสายตาประเมิน
“เจ้าดูไม่เหมือนคนเดิม”
หลินเวยเงยหน้าสบตาเขา “คนที่ตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมไม่เหมือนเดิมเพคะ”
คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ฮ่องเต้ไม่กล่าวอะไรอีก เพียงหมุนตัวเดินออกไป ทิ้งคำสั่งสั้น ๆ ให้หมอหลวงดูแลนางอย่าให้ตายก่อนครบหนึ่งวัน
หลังประตูตำหนักปิดลง หลินเวยแทบทรุดลงทันที นางกำนัลคนเดิมรีบเข้ามาประคอง
“ฮองเฮาเพคะ!”
หลินเวยสูดลมหายใจลึก กดความปวดแสบในลำคอไว้แล้วถามเสียงต่ำ
“เจ้าชื่ออะไร”
นางกำนัลชะงัก ดวงตาแดงขึ้นทันที
“พระองค์จำหม่อมฉันไม่ได้หรือเพคะ หม่อมฉันชิงหลัว เป็นคนรับใช้ข้างกายพระองค์มาตั้งแต่จวนเซี่ย”
หลินเวยจับมือของนางแน่น “ชิงหลัว ฟังข้าให้ดี ตั้งแต่นี้ไป ห้ามไว้ใจผู้ใดในตำหนักนี้ แม้แต่คนที่ร้องไห้ต่อหน้าข้า”
ชิงหลัวหน้าซีด แต่รีบพยักหน้า “เพคะ”
หลินเวยมองเงาตนเองในกระจกทองเหลือง ใบหน้างดงามซีดขาวแต่ดวงตากลับคมกริบอย่างไม่เข้ากับร่างบอบบางนี้ นางตายจากโลกหนึ่งเพราะถูกคนใกล้ตัวหักหลัง และลืมตาในอีกโลกหนึ่งพร้อมข้อกล่าวหาฆ่าคน ชีวิตใหม่นี้ไม่ได้เริ่มจากความเมตตาของสวรรค์ แต่เริ่มจากกับดักที่รอฉีกนางเป็นชิ้น ๆ
ริมฝีปากซีดของหลินเวยค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
“ดี” นางกระซิบกับเงาในกระจก
“ในเมื่อพวกเจ้าต้อนรับข้าด้วยยาพิษ เช่นนั้นข้าจะตอบแทนด้วยสิ่งที่พวกเจ้าไม่มีวันลืม”
จากนี้ไป นางจะไม่ใช่หลินเวยผู้ถูกคนรักผลักไปตาย และไม่ใช่เซี่ยอวี้หลันฮองเฮาผู้อ่อนแอที่ถูกวังหลังเหยียบย่ำ นางคือคนที่กลับมาจากความตาย และผู้ใดคิดใช้ชีวิตนางเป็นหมาก ก็ต้องเตรียมใจถูกนางพลิกกระดานทั้งกระดาน!
ห้าสนมงามกับหนึ่งฮองเฮาไร้อำนาจ
รุ่งเช้าหลังจากฟื้นคืนชีพในร่างฮองเฮา แสงอาทิตย์อ่อนส่องลอดหน้าต่างกระดาษเข้ามาในตำหนักคุนหนิง หลินเวยนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งทองเหลือง ปล่อยให้ชิงหลัวหวีผมดำขลับยาวสลวยอย่างแผ่วเบา กระจกทองเหลืองสะท้อนใบหน้าที่งดงามราวภาพวาด ดวงตาหงส์เรียวยาว จมูกโด่งรับกับริมฝีปากแดงระเรื่อ ทุกส่วนสมบูรณ์แบบสมฐานะฮองเฮาแห่งแผ่นดิน แต่ในความงดงามนั้นกลับซ่อนความอ่อนล้าและบาดแผลจากพิษเมื่อคืนเอาไว้
หลินเวยยกถ้วยชาร้อนขึ้นจิบช้า ๆ พลางเรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดในหัว เมื่อคืนเธอเพิ่งรอดจากการตกเป็นแพะรับบาป วันนี้เธอเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งวันที่ฮ่องเต้พระราชทานให้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากทำไม่สำเร็จ ต่อให้ไม่ถูกปลดจากตำแหน่งก็คงไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาอีก
แต่ก่อนจะสืบหาคนวางยา สิ่งแรกที่ต้องรู้คือศัตรูของตนมีใครบ้าง
"ชิงหลัว"
"เพคะ ฮองเฮา"
"เล่าเรื่องวังหลังทั้งหมดให้ข้าฟัง ตั้งแต่วันที่ข้าเข้าวังจนถึงวันนี้ อย่าปิดบังแม้แต่คำเดียว"
ชิงหลัวชะงักเล็กน้อย นางรู้สึกว่าฮองเฮาหลังฟื้นขึ้นมาคล้ายเปลี่ยนเป็นคนละคน แต่ก็ไม่กล้าถาม เพียงคุกเข่าลงแล้วเริ่มเล่าอย่างละเอียด
"ในวังหลังมีสนมที่มีอำนาจที่สุดห้าพระองค์เพคะ ทุกคนต่างได้รับการสนับสนุนจากตระกูลใหญ่ในราชสำนัก"
หลินเวยพยักหน้า "เริ่มจากคนแรก"
ชิงหลัวสูดหายใจลึก
"กุ้ยเฟย หลี่ซูเหยา บุตรีแม่ทัพใหญ่หลี่เจิ้งหยวน ตระกูลหลี่คุมกำลังทหารกว่าครึ่งของแผ่นดิน กุ้ยเฟยงดงาม สูงศักดิ์ และมั่นใจว่าตำแหน่งฮองเฮาควรเป็นของนางมาตั้งแต่แรก"
หลินเวยจำชื่อไว้ในใจ
ตระกูลทหาร...
อันตรายที่สุด
“ฮองเฮา...กระจก...” ชิงหลัวเองก็เบิกตากว้าง “มันมีแสงจริง ๆ”หลินเวยยังไม่ทันตอบ แสงจากกระจกก็สว่างขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้น...ผิวกระจกที่เคยสะท้อนใบหน้าของนาง กลับกลายเป็นระลอกคลื่น ภาพอีกโลกหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตึกสูง รถยนต์ เสียงไซเรน ผู้คนในชุดสมัยใหม่ หัวใจของหลินเวยเต้นแรง โลกเดิม...นางเห็นอาคารสำนักงานตำรวจแห่งหนึ่ง ภายในห้องประชุม เจ้าหน้าที่หลายคนกำลังเปิดแฟ้มคดี บนแฟ้มมีรูปถ่ายของหญิงสาวคนหนึ่ง คือ...หลินเวยในชาติเดิม ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าหน่วยสืบสวนกล่าวขึ้น“คดีนี้เคยปิดไปแล้ว แต่มีหลักฐานใหม่”ตำรวจหญิงคนหนึ่งวางแฟ้มอีกชุดลงบนโต๊ะ“ทีมรื้อคฤหาสน์เก่าของผู้ตาย พบกล่องเหล็กซ่อนอยู่หลังผนังห้องทำงาน”หลินเวยตัวแข็งทื่อ กล่องเหล็ก... นางจำได้ทันที เมื่อครั้งยังมีชีวิต นางเคยซ่อนกล่องใบนั้นไว้ เพราะสงสัยว่าหลินรั่วกับคู่หมั้นกำลังยักยอกเงินบริษัท แต่ยังไม่ทันเปิดโปง...นางก็ถูกฆ่าเสียก่อน ตำรวจหญิงเปิดกล่อง ภายในมีแฟลชไดรฟ์ สมุดบันทึก และเอกสารหลายชุด“ผลตรวจยืนยันแล้ว ไม่ม
หลินเวยหันมายิ้มบาง ๆ “ไม่มีอะไรเพคะ”ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรนางอยู่ครู่หนึ่ง “หลายวันมานี้ เจ้าเอาแต่ฝืนยิ้ม แต่แววตาของเจ้า...”พระองค์เอื้อมพระหัตถ์แตะหลังมือของนางเบา ๆ “กลับเหมือนยังแบกเรื่องบางอย่างไว้”หลินเวยก้มมองมือของตนเอง“บางครั้ง...ต่อให้ชนะทุกอย่าง ก็ใช่ว่าจะปล่อยวางอดีตได้”เยี่ยนจิ่งเฉินมิได้ซักถามต่อ พระองค์เพียงลูบศีรษะนางเบา ๆ“คืนนี้พักผ่อนเถิด ทุกอย่างผ่านไปแล้ว”หลินเวยพยักหน้าแต่ลึกลงไปในหัวใจ...นางรู้ดีว่ายังมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยผ่านไปกลางดึก หลินเวยสะดุ้งเข้าสู่ห้วงความฝัน ภาพตรงหน้ามืดมัว ก่อนค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น นางเห็นอาคารสูงระฟ้า ถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ แสงไฟนีออนส่องสว่างไปทั่วเมือง โลกยุคปัจจุบัน...โลกที่นางจากมาหลินเวยยืนอยู่ริมถนน มองผู้คนเดินสวนกันไปมา ไม่มีผู้ใดมองเห็นนาง ราวกับนางเป็นเพียงวิญญาณ ทันใดนั้น...รถสปอร์ตสีดำคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดหน้าโรงแรมหรู ประตูรถเปิดออกชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพงก้าวลงมา แม้เวลาจะผ่านไปนานเพีย
พระองค์หยุดเล็กน้อย ก่อนมีพระราชโองการ“ถอดถอนจากตำแหน่งราชครู ริบทรัพย์สินทั้งหมดเข้าท้องพระคลัง ยึดจวนและที่ดินทุกแห่ง สอบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด”“รับพระบัญชา!”เสียงองครักษ์หลวงรับพร้อมกันกึกก้อง ราชครูเกาถึงกับหมดเรี่ยวแรง ร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้นหินเย็นเฉียบ เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง“ฮ่า ๆ ๆ...ข้า... แพ้แล้ว”องครักษ์หลวงเข้าควบคุมตัวเขา ก่อนพาตัวออกจากท้องพระโรงต่อหน้าขุนนางทุกคน เมื่อประตูใหญ่ปิดลง เยี่ยนจิ่งเฉินทอดพระเนตรขุนนางทั้งราชสำนัก พระสุรเสียงกังวานและหนักแน่น“ตั้งแต่วันนี้ ผู้ใดคิดใช้ตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ ผู้ใดคิดขายอำนาจของแผ่นดิน จงมองราชครูเกาเป็นตัวอย่าง”ขุนนางทุกคนคุกเข่าพร้อมกัน “ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ!”หลินเวยมองภาพนั้นอย่างสงบนิ่ง ในที่สุด...เสาหลักอีกต้นของเครือข่ายไทเฮาก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง.สนมที่เหลือเลือกทางรอดสามวันหลังราชครูเกาถูกปลดและริบทรัพย์สิน พระราชวังต้าเยี่ยนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ตำห
ไทเฮาแค่นหัวเราะ “เพราะเรายังเป็นมารดาของเจ้า”“ใช่” เยี่ยนจิ่งเฉินหลับพระเนตรชั่วครู่ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง“แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พระองค์จะไม่มีอำนาจเหนือราชสำนักอีก”พระองค์หันไปสั่งองครักษ์ “มีพระราชโองการ ถอดอำนาจทั้งหมดของไทเฮา ห้ามผู้ใดรับคำสั่งจากตำหนักฉือหนิง กักบริเวณไทเฮาในตำหนักฉือหนิง ห้ามออกนอกตำหนัก ห้ามพบขุนนาง หากไม่มีพระราชานุญาตจากเรา ผู้ใดฝ่าฝืน...”พระสุรเสียงเย็นเฉียบ “ประหาร”“รับพระบัญชา!”องครักษ์หลวงคุกเข่าพร้อมกัน ไทเฮายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พระนางไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ขอความเมตตา เพียงทอดพระเนตรพระโอรสด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนตรัสเบา ๆ“เจ้าคิดว่ากักเราไว้...ทุกอย่างจะจบหรือ”เยี่ยนจิ่งเฉินตอบอย่างหนักแน่น“อย่างน้อย...แผ่นดินจะไม่ถูกควบคุมด้วยความโลภอีก”ไทเฮาหัวเราะเบา ๆ ก่อนปล่อยให้องครักษ์เชิญเสด็จออกจากท้องพระโรงโดยไม่ขัดขืน เมื่อประตูปิดลงทุกคนต่างรู้ดีว่า...ยุคแห่งอำนาจของไทเฮา ได้สิ้น
หลินเวยตอบเสียงหนักแน่น “ใช่...และผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุด”นางหันไปสบพระเนตรไทเฮา “คือผู้ที่จะขึ้นสำเร็จราชการ”ทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน หลินเวยพยักหน้าให้เฉินอวี้อีกครั้ง“เปิดหีบใบสุดท้าย”ฝาหีบถูกยกขึ้น ภายในเต็มไปด้วยคำสารภาพที่ประทับลายนิ้วมือและตราประจำตัว หลินเวยหยิบฉบับแรกขึ้นมา“คำสารภาพของเจาอี๋ ยอมรับว่าใส่ร้ายฮองเฮาตามคำสั่งคนของไทเฮา”ฉบับที่สอง “คำสารภาพของเต๋อเฟย ยอมรับว่าวัดหลวงถูกใช้รับส่งข่าวและซื้อเสียงขุนนาง”ฉบับที่สาม “คำสารภาพของเหม่ยเหริน ยอมรับว่าแสร้งป่วย กินยาทำให้ชีพจรแปรปรวน เพื่อสร้างข่าวว่าฮองเฮากลั่นแกล้ง”นางหยุดเพียงครู่ก่อนหยิบคำสารภาพฉบับสุดท้าย“และคำสารภาพของหมอหลวงสวี่ ยืนยันว่าโอสถที่ถวายฝ่าบาทถูกเติมสารชิงเยี่ยนตามคำสั่งของแม่นมหลี่ คนสนิทของไทเฮา”ทันทีที่สิ้นคำ แม่นมหลี่ถึงกับทรุดเข่าลง ไทเฮารีบหันไปมองนาง“หลี่กู!”แม่นมหลี่ตัวสั่นไปทั้งร่าง ราชครูเก
ราชครูเการีบคุกเข่าลง “ฝ่าบาท! กระหม่อมเพียงเป็นห่วงบ้านเมือง”“จริงหรือ” ฮ่องเต้ย้อนถาม “เป็นห่วงบ้านเมือง... หรือเป็นห่วงว่าแผนจะไม่ทันสำเร็จ”ราชครูเกาถึงกับพูดไม่ออก เยี่ยนจิ่งเฉินหมุนพระวรกายไปมองขุนนางทุกคน“พวกเจ้าทุกคนเห็นกับตา ทันทีที่เราทรุดลง ราชครูเกาเสนอผู้สำเร็จราชการ ขุนนางฝ่ายเดียวกันคุกเข่าพร้อมกัน และ...”พระองค์หยุดมองไทเฮา “ไทเฮารับคำเสนอโดยไม่แม้แต่รอให้หมอหลวงวินิจฉัยพระอาการของเรา”รองเสนาบดีกรมยุติธรรมก้มหน้าลงช้า ๆ เขาเริ่มเข้าใจแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมด...เป็นกับดัก หลังจากนั้นฮ่องเต้ตรัสต่อ“เราตั้งใจให้ข่าวพระอาการแพร่กระจาย ตั้งใจให้ทุกคนคิดว่าเรากำลังหมดเรี่ยวแรง ตั้งใจ...”พระองค์เน้นเสียงหนัก “ล่อผู้ที่คิดแย่งอำนาจให้ออกมาจากเงามืด”ไทเฮาตรัสขึ้นทันที “ฮ่องเต้! เจ้ากำลังสงสัยมารดาของตนเองหรือ”เยี่ยนจิ่งเฉินหลับพระเนตรเพียงครู่ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง“ลูกไม่อยากสงสัย แต่พระองค์...ทำให้ลูกไ







