LOGIN"คนต่อไป"
"เจาอี๋ มู่หรงซิน บุตรีราชครูมู่หรง ผู้ดูแลการสอบคัดเลือกขุนนางทั่วแผ่นดิน ขุนนางจำนวนมากเป็นลูกศิษย์ของราชครู นางจึงมีผู้สนับสนุนมากที่สุดในราชสำนัก"
หลินเวยยิ้มมุมปาก
อำนาจทางการเมือง
"ซูเฟย"
"ซูเฟย จ้าวซูอวิ๋น เป็นหลานสาวของเสนาบดีกรมคลัง ตระกูลซูร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวง ไทเฮาทรงโปรดปรานนางมาก"
หลินเวยหรี่ตาลง
เมื่อคืนคนที่ถูกวางยาก็คือซูเฟย
หรือทั้งหมดเป็นละครฉากใหญ่
"เต๋อเฟย"
"เต๋อเฟย ฉินอันหรู บุตรีเจ้ากรมพิธีการ ภายนอกนางอ่อนโยน เคร่งศาสนา ชอบเข้าวัดและช่วยเหลือคนยากจน จนชาววังเรียกนางว่านางฟ้าแห่งวังหลัง"
หลินเวยหัวเราะเบา ๆ ประสบการณ์จากโลกเดิมสอนเธอว่า คนที่สร้างภาพเป็นคนดีที่สุด มักซ่อนความชั่วไว้ลึกที่สุด
"คนสุดท้าย...เหม่ยเหริน หลินชิงเยว่"
ตอนที่ 7
ชิงหลัวหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ
"ฐานะของนางต่ำที่สุด บิดาเป็นเพียงผู้ว่าราชการเมืองชายแดน แต่ไทเฮาทรงเอ็นดูมาก นางจึงเติบโตในวังหลังอย่างรวดเร็ว"
หลินเวยวางถ้วยชาลง ห้าคน ห้าตระกูล ห้าผลประโยชน์แต่ร่วมมือกันเล่นงานฮองเฮา เรื่องนี้ไม่ปกติ
"แล้วพวกนางสามัคคีกันได้อย่างไร"
ชิงหลัวถอนหายใจ "เพราะศัตรูของพวกนางเหมือนกันเพคะ"
"ข้า?"
"เพคะ" นางกำนัลก้มหน้าลง "ตั้งแต่ฮองเฮาเสด็จเข้าวัง ตระกูลเซี่ยมีอำนาจมากที่สุด หากพระองค์ให้กำเนิดรัชทายาท ตำแหน่งของทุกคนก็จะสั่นคลอน"
หลินเวยเริ่มเข้าใจ ดังนั้น...ก่อนที่ฮองเฮาจะมีโอรสต้องกำจัดฮองเฮาเสียก่อน
"แล้วฮ่องเต้ล่ะ"
ชิงหลัวนิ่งไป "ฝ่าบาท...ไม่เคยโปรดฮองเฮาเพคะ"
"เพราะอะไร"
"ตอนอภิเษก พระองค์ทรงมีพระทัยให้สตรีอีกคน แต่ไทเฮากับขุนนางใหญ่บังคับให้แต่งกับตระกูลเซี่ยเพื่อรักษาสมดุลอำนาจ"
หลินเวยหลับตาลง เข้าใจแล้ว ฮ่องเต้ไม่ได้เกลียดเซี่ยอวี้หลันเป็นการส่วนตัว แต่เกลียดการแต่งงานทางการเมือง ร่างเดิมจึงกลายเป็นผู้รับเคราะห์
"ฮองเฮา..." ชิงหลัวเรียกเบา ๆ
"มีอะไร"
"พระองค์จำไม่ได้จริง ๆ หรือเพคะ"
หลินเวยยิ้มจาง ๆ "หลังดื่มยาพิษ ความทรงจำหลายอย่างเลือนราง"
ชิงหลัวพยักหน้าอย่างโล่งใจ นั่นอธิบายได้ว่าทำไมฮองเฮาถึงเปลี่ยนไป หลินเวยลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่างตำหนักคุนหนิงกว้างใหญ่สมฐานะฮองเฮา แต่เงียบผิดปกติ แทบไม่มีขันทีเดินผ่าน แทบไม่มีนางกำนัลเข้าออก
"ทำไมตำหนักเงียบอย่างนี้"
ชิงหลัวกัดริมฝีปาก "เพราะ..."
"พูดมา"
"คนรับใช้เกือบทั้งหมดถูกย้ายออกไปแล้วเพคะ"
หลินเวยหันกลับทันที "ใครย้าย"
"ไทเฮาเพคะ"
"เหตุผลล่ะ"
"ทรงตรัสว่าฮองเฮาฟุ่มเฟือย ใช้คนมากเกินจำเป็น"
หลินเวยหัวเราะในใจ ฮองเฮา...แต่มีคนรับใช้ไม่ถึงสิบคน ต่างจากตำหนักกุ้ยเฟยที่มีนางกำนัลร่วมสี่สิบ นี่คือการตัดแขนตัดขาอย่างชัดเจน ทันใดนั้น...เสียงประกาศดังมาจากหน้าตำหนัก
"กุ้ยเฟย เจาอี๋ เต๋อเฟย และเหม่ยเหริน เสด็จ"
หลินเวยยิ้มบาง มาเร็วดี ประตูตำหนักเปิดออก สตรีสี่คนก้าวเข้ามาพร้อมกัน แต่ละคนงดงามจนเหมือนบุปผาคนละชนิด กุ้ยเฟยสูงสง่า ใบหน้าคมสวย ดวงตาเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง เจาอี๋ยิ้มอ่อนโยน ดูเป็นมิตรที่สุด เต๋อเฟยแต่งกายเรียบง่าย สีหน้าเมตตา ส่วนเหม่ยเหรินอายุน้อยที่สุด งดงามบอบบางราวดอกเหมยแรกผลิ
หากไม่รู้จัก...คงไม่มีใครคิดว่าสตรีทั้งสี่คือศัตรูของกันและกัน กุ้ยเฟยปรายตามองหลินเวย
"ฮองเฮาหายดีเร็วกว่าที่คิด"
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง หลินเวยยิ้มตอบ
"ทำให้เจ้าผิดหวังหรือ"
กุ้ยเฟยหัวเราะเบา ๆ "หม่อมฉันเพียงเป็นห่วง"
"จริงหรือ"
"แน่นอน"
หลินเวยเดินเข้าไปใกล้ "เช่นนั้นเมื่อคืนเหตุใดเจ้าจึงรีบพาคนมาล้อมตำหนักของข้า"
รอยยิ้มของกุ้ยเฟยแข็งค้าง เจาอี๋รีบพูดแทรก
"ฮองเฮาเข้าใจผิดแล้วเพคะ พวกหม่อมฉันเพียงเป็นห่วงซูเฟย"
"แล้วซูเฟยเป็นอย่างไร"
เต๋อเฟยตอบทันที "ยังไม่ฟื้น"
หลินเวยพยักหน้า "ดี"
ทุกคนชะงัก กุ้ยเฟยขมวดคิ้ว "ฮองเฮาตรัสว่าอะไร"
"ข้าบอกว่าดี" หลินเวยมองทุกคนทีละคน "ถ้านางฟื้นเร็วเกินไป คนร้ายตัวจริงคงรีบปิดปากนาง"
บรรยากาศทั้งห้องเงียบลงทันที สีหน้าของเหม่ยเหรินเปลี่ยนไปเสี้ยววินาที เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น แต่หลินเวยเห็น เธอจำสีหน้าตกใจแบบนี้ได้ดี ในโลกเดิม...ภาคินก็เคยทำสีหน้าเช่นนี้เมื่อเธอเริ่มสงสัยเรื่องประกัน หลินเวยเก็บรายละเอียดไว้เงียบ ๆ กุ้ยเฟยหัวเราะเย็น
"ฮองเฮาหมายความว่าพวกหม่อมฉันเป็นคนร้ายหรือ"
“ฮองเฮา...กระจก...” ชิงหลัวเองก็เบิกตากว้าง “มันมีแสงจริง ๆ”หลินเวยยังไม่ทันตอบ แสงจากกระจกก็สว่างขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้น...ผิวกระจกที่เคยสะท้อนใบหน้าของนาง กลับกลายเป็นระลอกคลื่น ภาพอีกโลกหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตึกสูง รถยนต์ เสียงไซเรน ผู้คนในชุดสมัยใหม่ หัวใจของหลินเวยเต้นแรง โลกเดิม...นางเห็นอาคารสำนักงานตำรวจแห่งหนึ่ง ภายในห้องประชุม เจ้าหน้าที่หลายคนกำลังเปิดแฟ้มคดี บนแฟ้มมีรูปถ่ายของหญิงสาวคนหนึ่ง คือ...หลินเวยในชาติเดิม ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าหน่วยสืบสวนกล่าวขึ้น“คดีนี้เคยปิดไปแล้ว แต่มีหลักฐานใหม่”ตำรวจหญิงคนหนึ่งวางแฟ้มอีกชุดลงบนโต๊ะ“ทีมรื้อคฤหาสน์เก่าของผู้ตาย พบกล่องเหล็กซ่อนอยู่หลังผนังห้องทำงาน”หลินเวยตัวแข็งทื่อ กล่องเหล็ก... นางจำได้ทันที เมื่อครั้งยังมีชีวิต นางเคยซ่อนกล่องใบนั้นไว้ เพราะสงสัยว่าหลินรั่วกับคู่หมั้นกำลังยักยอกเงินบริษัท แต่ยังไม่ทันเปิดโปง...นางก็ถูกฆ่าเสียก่อน ตำรวจหญิงเปิดกล่อง ภายในมีแฟลชไดรฟ์ สมุดบันทึก และเอกสารหลายชุด“ผลตรวจยืนยันแล้ว ไม่ม
หลินเวยหันมายิ้มบาง ๆ “ไม่มีอะไรเพคะ”ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรนางอยู่ครู่หนึ่ง “หลายวันมานี้ เจ้าเอาแต่ฝืนยิ้ม แต่แววตาของเจ้า...”พระองค์เอื้อมพระหัตถ์แตะหลังมือของนางเบา ๆ “กลับเหมือนยังแบกเรื่องบางอย่างไว้”หลินเวยก้มมองมือของตนเอง“บางครั้ง...ต่อให้ชนะทุกอย่าง ก็ใช่ว่าจะปล่อยวางอดีตได้”เยี่ยนจิ่งเฉินมิได้ซักถามต่อ พระองค์เพียงลูบศีรษะนางเบา ๆ“คืนนี้พักผ่อนเถิด ทุกอย่างผ่านไปแล้ว”หลินเวยพยักหน้าแต่ลึกลงไปในหัวใจ...นางรู้ดีว่ายังมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยผ่านไปกลางดึก หลินเวยสะดุ้งเข้าสู่ห้วงความฝัน ภาพตรงหน้ามืดมัว ก่อนค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น นางเห็นอาคารสูงระฟ้า ถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ แสงไฟนีออนส่องสว่างไปทั่วเมือง โลกยุคปัจจุบัน...โลกที่นางจากมาหลินเวยยืนอยู่ริมถนน มองผู้คนเดินสวนกันไปมา ไม่มีผู้ใดมองเห็นนาง ราวกับนางเป็นเพียงวิญญาณ ทันใดนั้น...รถสปอร์ตสีดำคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดหน้าโรงแรมหรู ประตูรถเปิดออกชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพงก้าวลงมา แม้เวลาจะผ่านไปนานเพีย
พระองค์หยุดเล็กน้อย ก่อนมีพระราชโองการ“ถอดถอนจากตำแหน่งราชครู ริบทรัพย์สินทั้งหมดเข้าท้องพระคลัง ยึดจวนและที่ดินทุกแห่ง สอบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด”“รับพระบัญชา!”เสียงองครักษ์หลวงรับพร้อมกันกึกก้อง ราชครูเกาถึงกับหมดเรี่ยวแรง ร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้นหินเย็นเฉียบ เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง“ฮ่า ๆ ๆ...ข้า... แพ้แล้ว”องครักษ์หลวงเข้าควบคุมตัวเขา ก่อนพาตัวออกจากท้องพระโรงต่อหน้าขุนนางทุกคน เมื่อประตูใหญ่ปิดลง เยี่ยนจิ่งเฉินทอดพระเนตรขุนนางทั้งราชสำนัก พระสุรเสียงกังวานและหนักแน่น“ตั้งแต่วันนี้ ผู้ใดคิดใช้ตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ ผู้ใดคิดขายอำนาจของแผ่นดิน จงมองราชครูเกาเป็นตัวอย่าง”ขุนนางทุกคนคุกเข่าพร้อมกัน “ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ!”หลินเวยมองภาพนั้นอย่างสงบนิ่ง ในที่สุด...เสาหลักอีกต้นของเครือข่ายไทเฮาก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง.สนมที่เหลือเลือกทางรอดสามวันหลังราชครูเกาถูกปลดและริบทรัพย์สิน พระราชวังต้าเยี่ยนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ตำห
ไทเฮาแค่นหัวเราะ “เพราะเรายังเป็นมารดาของเจ้า”“ใช่” เยี่ยนจิ่งเฉินหลับพระเนตรชั่วครู่ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง“แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พระองค์จะไม่มีอำนาจเหนือราชสำนักอีก”พระองค์หันไปสั่งองครักษ์ “มีพระราชโองการ ถอดอำนาจทั้งหมดของไทเฮา ห้ามผู้ใดรับคำสั่งจากตำหนักฉือหนิง กักบริเวณไทเฮาในตำหนักฉือหนิง ห้ามออกนอกตำหนัก ห้ามพบขุนนาง หากไม่มีพระราชานุญาตจากเรา ผู้ใดฝ่าฝืน...”พระสุรเสียงเย็นเฉียบ “ประหาร”“รับพระบัญชา!”องครักษ์หลวงคุกเข่าพร้อมกัน ไทเฮายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พระนางไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ขอความเมตตา เพียงทอดพระเนตรพระโอรสด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนตรัสเบา ๆ“เจ้าคิดว่ากักเราไว้...ทุกอย่างจะจบหรือ”เยี่ยนจิ่งเฉินตอบอย่างหนักแน่น“อย่างน้อย...แผ่นดินจะไม่ถูกควบคุมด้วยความโลภอีก”ไทเฮาหัวเราะเบา ๆ ก่อนปล่อยให้องครักษ์เชิญเสด็จออกจากท้องพระโรงโดยไม่ขัดขืน เมื่อประตูปิดลงทุกคนต่างรู้ดีว่า...ยุคแห่งอำนาจของไทเฮา ได้สิ้น
หลินเวยตอบเสียงหนักแน่น “ใช่...และผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุด”นางหันไปสบพระเนตรไทเฮา “คือผู้ที่จะขึ้นสำเร็จราชการ”ทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน หลินเวยพยักหน้าให้เฉินอวี้อีกครั้ง“เปิดหีบใบสุดท้าย”ฝาหีบถูกยกขึ้น ภายในเต็มไปด้วยคำสารภาพที่ประทับลายนิ้วมือและตราประจำตัว หลินเวยหยิบฉบับแรกขึ้นมา“คำสารภาพของเจาอี๋ ยอมรับว่าใส่ร้ายฮองเฮาตามคำสั่งคนของไทเฮา”ฉบับที่สอง “คำสารภาพของเต๋อเฟย ยอมรับว่าวัดหลวงถูกใช้รับส่งข่าวและซื้อเสียงขุนนาง”ฉบับที่สาม “คำสารภาพของเหม่ยเหริน ยอมรับว่าแสร้งป่วย กินยาทำให้ชีพจรแปรปรวน เพื่อสร้างข่าวว่าฮองเฮากลั่นแกล้ง”นางหยุดเพียงครู่ก่อนหยิบคำสารภาพฉบับสุดท้าย“และคำสารภาพของหมอหลวงสวี่ ยืนยันว่าโอสถที่ถวายฝ่าบาทถูกเติมสารชิงเยี่ยนตามคำสั่งของแม่นมหลี่ คนสนิทของไทเฮา”ทันทีที่สิ้นคำ แม่นมหลี่ถึงกับทรุดเข่าลง ไทเฮารีบหันไปมองนาง“หลี่กู!”แม่นมหลี่ตัวสั่นไปทั้งร่าง ราชครูเก
ราชครูเการีบคุกเข่าลง “ฝ่าบาท! กระหม่อมเพียงเป็นห่วงบ้านเมือง”“จริงหรือ” ฮ่องเต้ย้อนถาม “เป็นห่วงบ้านเมือง... หรือเป็นห่วงว่าแผนจะไม่ทันสำเร็จ”ราชครูเกาถึงกับพูดไม่ออก เยี่ยนจิ่งเฉินหมุนพระวรกายไปมองขุนนางทุกคน“พวกเจ้าทุกคนเห็นกับตา ทันทีที่เราทรุดลง ราชครูเกาเสนอผู้สำเร็จราชการ ขุนนางฝ่ายเดียวกันคุกเข่าพร้อมกัน และ...”พระองค์หยุดมองไทเฮา “ไทเฮารับคำเสนอโดยไม่แม้แต่รอให้หมอหลวงวินิจฉัยพระอาการของเรา”รองเสนาบดีกรมยุติธรรมก้มหน้าลงช้า ๆ เขาเริ่มเข้าใจแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมด...เป็นกับดัก หลังจากนั้นฮ่องเต้ตรัสต่อ“เราตั้งใจให้ข่าวพระอาการแพร่กระจาย ตั้งใจให้ทุกคนคิดว่าเรากำลังหมดเรี่ยวแรง ตั้งใจ...”พระองค์เน้นเสียงหนัก “ล่อผู้ที่คิดแย่งอำนาจให้ออกมาจากเงามืด”ไทเฮาตรัสขึ้นทันที “ฮ่องเต้! เจ้ากำลังสงสัยมารดาของตนเองหรือ”เยี่ยนจิ่งเฉินหลับพระเนตรเพียงครู่ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง“ลูกไม่อยากสงสัย แต่พระองค์...ทำให้ลูกไ







