LOGINนางจดจำชื่อไม่ได้ แต่ก่อนที่หลินเวยจะถาม เสียงแหลมของหญิงอีกคนก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“ในเมื่อฮองเฮาฟื้นแล้ว ก็ควรให้พระองค์ออกมาอธิบายเรื่องวางยาสนมเอกเสียที!”
ประตูตำหนักถูกเปิดออกโดยไม่รออนุญาต ลมเย็นพัดเข้ามาพร้อมกลิ่นฝนเปียกชื้น หลินเวยเห็นกลุ่มสตรีงดงามในชุดหรูหราเดินเข้ามา แต่ละคนมีข้ารับใช้ติดตามหลายคน ใบหน้าของพวกนางประดับด้วยความห่วงใยปลอม ๆ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความสะใจ
สตรีในชุดม่วงปักลายหงส์เล็กยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับมุมปาก ก่อนกล่าวด้วยเสียงอ่อนหวาน
“ฮองเฮาทรงฟื้นก็เป็นเรื่องดีเพคะ มิฉะนั้นหากพระองค์สิ้นพระชนม์ไปทั้งที่คดีของซูเฟยยังไม่กระจ่าง วังหลังคงวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม”
อีกคนในชุดเขียวอมฟ้าหัวเราะเบา ๆ “ซูเฟยยังนอนกระอักเลือดอยู่ตำหนักอี๋หลัน หมอหลวงบอกว่าพิษร้ายแรงนัก ส่วนขนมที่นางกินก่อนหมดสติก็มาจากตำหนักคุนหนิงของฮองเฮา หากเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพระองค์ แล้วจะเกี่ยวกับใครได้เล่าเพคะ”
หลินเวยนอนนิ่ง ฟังคำพูดเหล่านั้นโดยไม่รีบตอบ แม้จะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่ประสบการณ์ก่อนตายสอนเธอแล้วว่า เมื่อลืมตาขึ้นมากลางวงล้อมศัตรู สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่แก้ตัว แต่คือฟัง ดู และหาช่องว่างของคำโกหก
ภาพความทรงจำประหลาดแล่นผ่านหัวราวกับกระแสน้ำหลาก เซี่ยอวี้หลัน ฮองเฮาแห่งแคว้นต้าเยี่ยน บุตรีตระกูลเซี่ย แต่งเข้าวังตั้งแต่อายุสิบหก ฮ่องเต้เยี่ยนจิ่งเฉินไม่โปรดปรานนาง เพราะเชื่อว่านางเย่อหยิ่งและใช้ฐานะตระกูลกดดันราชสำนัก
วังหลังมีสนมสำคัญห้าคนคอยช่วงชิงอำนาจ หนึ่งในนั้นคือซูเฟย สนมเอกผู้ได้รับความเอ็นดูจากไทเฮา เมื่อคืนมีการส่งขนมดอกกุ้ยจากตำหนักคุนหนิงไปให้ซูเฟย ซูเฟยกินแล้วหมดสติ กระอักเลือด หมอหลวงตรวจพบพิษ
ฮองเฮาเซี่ยอวี้หลันถูกบุกตำหนักกลางดึก ถูกกดดันจนดื่มยาพิษพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามคำยุยงของใครบางคน สุดท้ายร่างเดิมตายไปแล้ว และหลินเวยจึงมาอยู่ในร่างนี้แทน
หลินเวยค่อย ๆ หลับตาลง ก่อนเปิดขึ้นอีกครั้ง ดวงตาที่เคยสับสนเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเย็นนิ่ง นางกำนัลข้างเตียงเห็นแววตานั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย ราวกับฮองเฮาที่เพิ่งฟื้นไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป หลินเวยใช้มือยันตัวลุกขึ้น แม้ร่างกายอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่ไหว แต่นางไม่ยอมให้ผู้ใดเห็นความหวาดกลัว
“พวกเจ้าพูดจบแล้วหรือยัง”
น้ำเสียงของนางแหบพร่าเพราะพิษค้างในลำคอ แต่กลับมีความเย็นเยียบที่ทำให้ทั้งตำหนักเงียบลงทันที สตรีชุดม่วงขมวดคิ้ว
“ฮองเฮาหมายความว่าอย่างไรเพคะ พวกหม่อมฉันเพียงเป็นห่วงซูเฟย”
หลินเวยมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“เป็นห่วงถึงขั้นรีบบุกตำหนักของข้าทั้งที่ข้าเพิ่งฟื้นจากความตาย ช่างเป็นความห่วงใยที่น่าซาบซึ้งนัก”
บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที สตรีชุดเขียวหน้าตึง
“ฮองเฮาเพคะ เรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิตของซูเฟย พระองค์ไม่ควรเปลี่ยนประเด็น”
หลินเวยยิ้มบาง ๆ “ข้าเปลี่ยนประเด็นหรือพวกเจ้ากลัวว่าข้าจะถามถูกจุดกันแน่”
นางยื่นมือออกไป นางกำนัลข้างกายรีบประคองอย่างรู้หน้าที่ หลินเวยลุกจากเตียงช้า ๆ ปลอกนิ้วทองกระทบกันเบา ๆ ขณะนางก้าวลงพื้น พื้นหินเย็นจัดทำให้ร่างนี้สั่นเล็กน้อย แต่นางยังยืนตรง
“เจ้าบอกว่าขนมมาจากตำหนักคุนหนิง เช่นนั้นผู้ใดเป็นคนทำ ผู้ใดเป็นคนส่ง ผู้ใดรับของระหว่างทาง ผู้ใดตรวจพิษก่อนถวายซูเฟย และผู้ใดเห็นซูเฟยกินขนมนั้นเป็นคนแรก”
คำถามต่อเนื่องทำให้ทุกคนในห้องนิ่งไป หลินเวยปรายตามองพวกนาง
“หรือวังหลังแห่งนี้ตัดสินคนจากคำพูดของสนมไม่กี่คนโดยไม่ต้องมีหลักฐาน”
เสียงขันทีหน้าประตูดังขึ้น
“ฝ่าบาทเสด็จ!”
ทุกคนรีบคุกเข่าทันที หลินเวยหันไปมองชายหนุ่มในชุดมังกรสีดำปักทองที่ก้าวเข้ามา ใบหน้าคมคาย เยือกเย็น ดวงตาลึกเหมือนบ่อน้ำกลางฤดูหนาว เขาคือฮ่องเต้เยี่ยนจิ่งเฉิน ชายผู้เป็นสามีของร่างนี้ และเป็นคนที่ไม่เคยยื่นมือช่วยเซี่ยอวี้หลันในยามถูกเหยียบย่ำ เยี่ยนจิ่งเฉินหยุดยืนไม่ไกลจากนาง สายตาคมกวาดมองใบหน้าซีดขาวของฮองเฮา ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“เจ้าฟื้นแล้ว”
ตอนที่ 6
หลินเวยย่อตัวคำนับตามความทรงจำของร่างเดิม
“หม่อมฉันยังไม่ตายเพคะ ทำให้หลายคนผิดหวังแล้ว” คำตอบนั้นทำให้สนมหลายคนหน้าเปลี่ยนสี แม้แต่ฮ่องเต้ก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
สตรีชุดม่วงรีบกล่าว “ฝ่าบาทเพคะ ซูเฟยยังไม่พ้นขีดอันตราย ฮองเฮากลับไม่ทรงสำนึก ทั้งยังถามหาหลักฐานราวกับพวกหม่อมฉันใส่ร้ายพระองค์”
หลินเวยหันไปมองนาง “เจ้าไม่ใช่คนใส่ร้ายหรือ”
อีกฝ่ายสะอึก “ฮองเฮา!”
หลินเวยไม่สนใจ นางหันไปหาฮ่องเต้
“ฝ่าบาท หากหม่อมฉันคิดวางยาซูเฟยจริง เหตุใดต้องส่งขนมจากตำหนักตนเองโดยเปิดเผย เหตุใดต้องใช้พิษที่ตรวจพบได้ง่าย และเหตุใดหลังถูกกล่าวหาหม่อมฉันจึงต้องดื่มยาพิษพิสูจน์ตนเองจนเกือบตาย คนโง่เพียงใดถึงจะวางแผนฆ่าคนแล้วทิ้งหลักฐานทุกอย่างชี้กลับมาหาตัวเองเช่นนี้”
เยี่ยนจิ่งเฉินไม่ตอบทันที เขามองนางนานราวกับเพิ่งเห็นฮองเฮาผู้นี้เป็นครั้งแรก
หลินเวยรู้ว่าช่วงเวลานี้สำคัญ หากนางแสดงความอ่อนแอ ศัตรูจะเหยียบซ้ำทันที หากนางแข็งกร้าวเกินไป ฮ่องเต้อาจยิ่งระแวง ดังนั้นนางจึงเลือกพูดด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครหักล้างง่าย ๆ
“หม่อมฉันขอเวลาหนึ่งวันเพคะ ภายในหนึ่งวัน หม่อมฉันจะพิสูจน์ให้ได้ว่าพิษเข้าสู่ขนมก่อนออกจากตำหนักคุนหนิง หรือหลังจากนั้น หากพิสูจน์ไม่ได้ หม่อมฉันยินดีรับโทษตามกฎวังหลวง”
สนมชุดเขียวรีบพูด “หนึ่งวันก็พอให้ทำลายหลักฐานแล้วเพคะ”
หลินเวยมองนางด้วยรอยยิ้มเย็น
“เช่นนั้นเจ้าคงรู้ดีว่าหลักฐานอยู่ที่ใด จึงกลัวว่าข้าจะทำลายได้ทัน”
กลับดังก้องในความทรงจำ ตามมาด้วยภาพของฮ่องเต้ในวัยเด็ก ที่เคยยิ้มให้พระนางอย่างไร้เดียงสา ไทเฮาปิดพระพักตร์ด้วยสองมือ พระอังสาสั่นเทา ครั้งแรก...นับตั้งแต่สูญเสียอำนาจ พระนางมิได้ร้องไห้เพราะถูกกักบริเวณ มิได้ร้องไห้เพราะพ่ายแพ้แต่ร้องไห้...เพราะเพิ่งตระหนักว่า สิ่งที่สูญเสียไปตลอดทางของการไขว่คว้าอำนาจ ไม่ใช่บัลลังก์ ไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือหัวใจของลูกชายเพียงคนเดียวด้านนอกตำหนักฉือหนิง สายฝนค่อย ๆ ซาลง ท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มเริ่มมีแสงอาทิตย์ส่องผ่านเมฆ แต่สำหรับไทเฮา...ต่อให้ฟ้าจะสว่างเพียงใด โลกของพระนางก็ไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้วเพราะอำนาจที่พระนางไล่ตามมาทั้งชีวิต สุดท้ายกลับแลกมาด้วยความโดดเดี่ยว และความว่างเปล่าที่ไม่มีสิ่งใดเติมเต็มได้อีกฮองเฮาร้ายสุดขั้วแห่งต้าเยี่ยนแสงอรุณของวันแรกในฤดูร้อนทอดผ่านหลังคาพระราชวังต้าเยี่ยน กระเบื้องเคลือบสีทองสะท้อนประกายอาบไปทั่วพระนคร เสียงระฆังยามเช้าดังขึ้นกังวาน ขุนนางทั้งราชสำนักแต่งกายเต็มยศทยอยเดินเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความเคารพวันนี้ไม่ใช่วันประชุมราชสำนักธ
หลินเวยมองมือที่ถูกกุมไว้ ก่อนยิ้มอย่างสงบ จากหญิงสาวผู้เคยถูกหักหลังจนสิ้นชีวิต จากฮองเฮาที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง วันนี้...นางได้ยืนอยู่ด้วยลำแข้งของตนเอง ไม่ใช่ใต้เงาของผู้ใดแต่ในฐานะสตรีผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงแผ่นดินด้วยสติปัญญา ความกล้าหาญ และหัวใจที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับชะตากรรมอีกต่อไป.ไทเฮาสำนึกหรือพ่ายแพ้สายฝนโปรยปรายลงเหนือพระราชวังต้าเยี่ยนตั้งแต่ยามเช้า หยดฝนกระทบกระเบื้องหลังคาตำหนักฉือหนิงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ตำหนักที่เคยคึกคักกลับเงียบงันราวกับถูกโลกทั้งใบทอดทิ้งประตูตำหนักถูกปิดผนึกด้วยตราพระราชโองการ องครักษ์หลวงผลัดเวรกันเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่มีขุนนางผู้ใดเข้าเฝ้า ไม่มีสนมผู้ใดมาคารวะ แม้แต่นางกำนัลจำนวนมากก็ถูกย้ายออกไป เหลือเพียงคนรับใช้ชราสองสามคนคอยดูแลเรื่องอาหารและเครื่องใช้จำเป็นไทเฮาประทับอยู่ลำพังภายในห้องโถงใหญ่ พระนางทอดพระเนตรเก้าอี้ว่างเปล่ารอบด้าน เมื่อก่อน...ตรงนี้เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของขุนนางผู้ประจบสอพลอ ตรงนั้นเคยเป็นที่ยืนของราชครูเกา ด้านหน้าคือเหล่าแม่นมและขันทีที่ต่างรีบร้อน
นางยิ้มบาง ๆ “จึงไม่คิดจะรักผู้ใดอีก”เยี่ยนจิ่งเฉินเงียบ ฟังทุกถ้อยคำอย่างตั้งใจ หลินเวยกล่าวต่อ“แต่ตอนนี้...” นางยกมือขึ้นแตะหน้าอกตนเองเบา ๆ “ทุกครั้งที่ฝ่าบาทบาดเจ็บ หม่อมฉันเป็นห่วง ทุกครั้งที่ฝ่าบาททรงยิ้ม หม่อมฉันก็ยิ้มตาม ทุกครั้งที่ฝ่าบาทเข้าใจหม่อมฉัน หัวใจของหม่อมฉัน...”นางหยุดเล็กน้อย ก่อนยอมรับอย่างเขินอาย “หวั่นไหวเพคะ”เยี่ยนจิ่งเฉินมองนางนิ่ง ราวกับไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินถูกต้องหรือไม่“เจ้าพูดจริงหรือ”หลินเวยพยักหน้าเบา ๆ แก้มของนางขึ้นสีแดงอ่อน“เพคะ...แต่หม่อมฉันยังไม่รู้...ว่านั่นเรียกว่าความรักหรือไม่”เยี่ยนจิ่งเฉินหัวเราะออกมาอย่างโล่งใจ เสียงหัวเราะนั้นอบอุ่นจนหลินเวยยิ้มตาม พระองค์เอื้อมพระหัตถ์มากุมมือของนางอย่างอ่อนโยน“ไม่เป็นไร...เราไม่รีบ ตราบใดที่เจ้าหันมามองเรา เราก็พร้อมรอ”หลินเวยมองมือที่ถูกกุมไว้ ครั้งนี้...นางไม่ได้ดึงกลับ แต่ปล่อยให้มือของทั้งสองประสานกันอยู่ท่ามกลางสายลมอ่อนของฤดูใบไม้ผลิ แล
หยดน้ำตาค่อย ๆ ไหลลงบนแก้มของหลินเวย แต่ครั้งนี้...ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเจ็บปวด หากเป็นน้ำตาแห่งการอำลา นางยกมือแตะกระจกเบา ๆ“ขอบคุณ...ที่ทำให้ความจริงปรากฏ และขอบคุณตัวข้าในอดีต... ที่ไม่ยอมแพ้จนทิ้งหลักฐานไว้”ทันทีที่สิ้นคำ กระจกส่องวิญญาณก็เปล่งแสงสีทองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเกิดรอยร้าวเล็ก ๆ ตรงกึ่งกลาง รอยร้าวค่อย ๆ แผ่ขยาย ไม่นาน กระจกทั้งบานก็แตกออกเป็นผงแสงละเอียด ลอยขึ้นสู่อากาศแล้วสลายหายไปต่อหน้าทุกคน ฟูไห่ตกตะลึง“กระจก...หายไปแล้ว”หลินเวยมองแสงสีทองที่ค่อย ๆ จางหาย นางกลับไม่รู้สึกเสียดาย เพราะกระจกได้ทำหน้าที่ของมันจนสมบูรณ์แล้ว เมื่อกลับถึงตำหนักคุนหนิง เยี่ยนจิ่งเฉินเห็นดวงตาของนางแดงเล็กน้อย จึงเดินเข้ามาจับมือไว้“ครั้งนี้... เจ้าร้องไห้เพราะอะไร”หลินเวยเงยหน้ามองบุรุษผู้ยืนอยู่เคียงข้าง ก่อนยิ้มอย่างอ่อนโยนที่สุดนับตั้งแต่พบกัน“เพราะหม่อมฉัน...ได้บอกลาอดีตของตัวเองแล้วเพคะ”นางจับพระหัตถ์ของพระองค์แน่น“จากวันนี้ไป ไม่มีหลินเวยคนเดิมที่เต็มไปด้วยคว
“ฮองเฮา...กระจก...” ชิงหลัวเองก็เบิกตากว้าง “มันมีแสงจริง ๆ”หลินเวยยังไม่ทันตอบ แสงจากกระจกก็สว่างขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้น...ผิวกระจกที่เคยสะท้อนใบหน้าของนาง กลับกลายเป็นระลอกคลื่น ภาพอีกโลกหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตึกสูง รถยนต์ เสียงไซเรน ผู้คนในชุดสมัยใหม่ หัวใจของหลินเวยเต้นแรง โลกเดิม...นางเห็นอาคารสำนักงานตำรวจแห่งหนึ่ง ภายในห้องประชุม เจ้าหน้าที่หลายคนกำลังเปิดแฟ้มคดี บนแฟ้มมีรูปถ่ายของหญิงสาวคนหนึ่ง คือ...หลินเวยในชาติเดิม ชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าหน่วยสืบสวนกล่าวขึ้น“คดีนี้เคยปิดไปแล้ว แต่มีหลักฐานใหม่”ตำรวจหญิงคนหนึ่งวางแฟ้มอีกชุดลงบนโต๊ะ“ทีมรื้อคฤหาสน์เก่าของผู้ตาย พบกล่องเหล็กซ่อนอยู่หลังผนังห้องทำงาน”หลินเวยตัวแข็งทื่อ กล่องเหล็ก... นางจำได้ทันที เมื่อครั้งยังมีชีวิต นางเคยซ่อนกล่องใบนั้นไว้ เพราะสงสัยว่าหลินรั่วกับคู่หมั้นกำลังยักยอกเงินบริษัท แต่ยังไม่ทันเปิดโปง...นางก็ถูกฆ่าเสียก่อน ตำรวจหญิงเปิดกล่อง ภายในมีแฟลชไดรฟ์ สมุดบันทึก และเอกสารหลายชุด“ผลตรวจยืนยันแล้ว ไม่ม
หลินเวยหันมายิ้มบาง ๆ “ไม่มีอะไรเพคะ”ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรนางอยู่ครู่หนึ่ง “หลายวันมานี้ เจ้าเอาแต่ฝืนยิ้ม แต่แววตาของเจ้า...”พระองค์เอื้อมพระหัตถ์แตะหลังมือของนางเบา ๆ “กลับเหมือนยังแบกเรื่องบางอย่างไว้”หลินเวยก้มมองมือของตนเอง“บางครั้ง...ต่อให้ชนะทุกอย่าง ก็ใช่ว่าจะปล่อยวางอดีตได้”เยี่ยนจิ่งเฉินมิได้ซักถามต่อ พระองค์เพียงลูบศีรษะนางเบา ๆ“คืนนี้พักผ่อนเถิด ทุกอย่างผ่านไปแล้ว”หลินเวยพยักหน้าแต่ลึกลงไปในหัวใจ...นางรู้ดีว่ายังมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยผ่านไปกลางดึก หลินเวยสะดุ้งเข้าสู่ห้วงความฝัน ภาพตรงหน้ามืดมัว ก่อนค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น นางเห็นอาคารสูงระฟ้า ถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ แสงไฟนีออนส่องสว่างไปทั่วเมือง โลกยุคปัจจุบัน...โลกที่นางจากมาหลินเวยยืนอยู่ริมถนน มองผู้คนเดินสวนกันไปมา ไม่มีผู้ใดมองเห็นนาง ราวกับนางเป็นเพียงวิญญาณ ทันใดนั้น...รถสปอร์ตสีดำคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดหน้าโรงแรมหรู ประตูรถเปิดออกชายหนุ่มในชุดสูทราคาแพงก้าวลงมา แม้เวลาจะผ่านไปนานเพีย







