تسجيل الدخولภายในห้องประชุมใหญ่ของคณะบริหารธุรกิจ คณะกรรมการสโมสรนักศึกษาและสตาฟพาร์ทไทม์นับสิบชีวิตกำลังนั่งตรวจความเรียบร้อยของเอกสารงบประมาณนิทรรศการประจำปี
บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันตาเมื่อภีมในฐานะประธานสโมสรเดินหน้าขรึมเข้ามาในห้องพร้อมกับเจ้าเอยที่เดินเคียงคู่มาด้วย ภีมหยิบรายงานงบประมาณของฝ่ายทะเบียนที่ทรายเป็นคนคีย์ข้อมูลขึ้นมาตรวจ สายตาคู่คมกวาดอ่านเพียงรวดเดียว ก่อนจะโยนปึกเอกสารนั้นลงบนโต๊ะประชุมเสียงดังลั่นจนคนทั้งห้องพากันเงียบกริบ “ทราย ตัวเลขสรุปรายจ่ายนี้ทำไมมันไม่ตรงกับยอดเงินโอน” ภีมเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น ทว่าเต็มไปด้วยความดุดัน นัยน์ตาคมกริบจ้องจับผิดเธอตรงๆ “ฉันย้ำเรื่องความถูกต้องไปแล้ว ทำไมยังทำงานสะเพร่าแบบนี้” ทรายชะงัก ในใจตื่นตระหนก แต่สีหน้าของเธอยังคงนิ่งสงบก่อนจะเอ่ยออกไป “ทรายตรวจสอบตามสลิปหลักฐานที่ฝ่ายการเงินส่งมาให้แล้วค่ะ ยอดตรงกันทุกบาทแน่นอนค่ะ” “แต่ที่ฉันดูอยู่ตรงนี้มันไม่ตรง!…” ภีมตวาดเสียงเรียบห้วนอย่างไม่ไว้หน้า “ถ้าไม่มีปัญญาทำเรื่องพื้นฐานแค่นี้ให้ถูกต้องก็ไม่ต้องทำ วันๆเอาเวลาไปทำอะไรอยู่ ถึงได้ทำงานชุ่ยๆออกมาให้คณะเดือดร้อน” คำว่า ชุ่ย และ ไม่มีปัญญา ท่ามกลางสายตานับสิบคู่ที่มองมาอย่างกดดันตบเข้ากลางใจของทรายจนชาหนึบ โดยเฉพาะเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆของเจ้าเอย เขายิ่งตอกย้ำความอับอาย “งั้นฝ่ายการเงินเอาเอกสารชุดนี้ไปแก้ ส่วนเธอ ออกไปได้แล้วทราย ฉันไม่อยากเห็นงานที่ไร้ความรับผิดชอบแบบนี้อีก” ภีมปรายสายตาเย็นชา มองข้ามผ่านหัวเธอไปราวกับขยะรกสายตา “…” ทรายกำหมัดแน่นใต้โต๊ะจนเล็บจิกเข้าเนื้อเพื่อสะกดกั้นอารมณ์ แววตาของเธอยังคงเรียบสนิท ไม่มีน้ำตาไหลออกมาแสดงความอ่อนแอให้เขาเห็นแม้แต่หยดเดียว เธอลุกขึ้นค้อมหัวให้ตามมารยาท “ขอโทษค่ะ ทรายจะนำกลับไปตรวจสอบใหม่” ว่าแล้ว เธอก็เดินก้าวออกจากห้องประชุมไปในห้องเก็บของเก่าใต้บันไดตึกที่ค่อนข้างมืดและไร้ผู้คน ความเข้มแข็งที่พยายามฝืนไว้พังทลายลงไม่มีชิ้นดี ทรายทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าพิงผนังปูนเย็นเยียบ หยาดน้ำตาที่อัดอั้นมานานทะลักไหลอาบแก้มเนียนพร้อมเสียงสะอื้นไห้ ค่ำคืนที่เขาเคยช่วยซับเลือดที่หัวเข่ามันเป็นแค่เรื่องลวงตา ความจริงคือเขาเกลียดเธอและพร้อมจะย่ำศักดิ์ศรีของเธอต่อหน้าคนรักของเขาเสมอ แกร่ก “ทราย! แกมาแอบอยู่ตรงนี้จริงๆด้วย…” แพมรีบผลักประตูเข้ามาทันทีที่เดินตามหา แพมทรุดตัวลงนั่งข้างๆแล้วดึงร่างที่สั่นเทาของทรายเข้าสวมกอดไว้แน่นพร้อมกับพูดออกไป “ฉันเห็นหมดแล้วทราย พี่ภีมใจร้ายเกินไปแล้ว ทำไมต้องดุกันขนาดนั้นต่อหน้ายัยพี่เจ้าเอยด้วย” “แพม…ฉันเจ็บ” ทรายซบหน้าลงกับไหล่เพื่อนสนิท ปล่อยโฮออกมาเงียบๆในอ้อมกอดที่ปลอดภัยเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ยอมปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอ “ร้องออกมาให้พอทราย ร้องออกมาเลย แต่อย่าไปยอมแพ้คนใจร้ายแบบนั้นนะ แกยังมีฉันอยู่ตรงนี้” แพมลูบหลังปลอบประโลมด้วยความสงสาร ทรายสูดลมหายใจลึก สะกดเสียงสะอื้นและใช้หลังมือเช็ดน้ำตาออกจากแก้มอย่างเด็ดเดี่ยว แววตาสั่นระริกแปรเปลี่ยนเป็นความราบเรียบและเข้มแข็งขึ้นในความมืด หาดบางแสน ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน แพมทนเห็นทรายเอาแต่วิ่งรอกทำงานพาร์ทไทม์จนแทบไม่ได้พักไม่ไหว จึงออกค่าตั๋วรถไฟและชวนทรายมาเที่ยวพักผ่อนที่ชายหาดบางแสนในวันหยุดงานสั้นๆ ทรายในชุดเสื้อเชิ๊ตลายสก็อตกับกางเกงยีนส์ขาสั้นนั่งรับลมทะเลอยู่บนเสื่อผืนเล็กริมหาดเงียบๆ แววตาทอดมองผืนน้ำสีคราม พยายามปล่อยวางความเครียดในเรื่องต่างๆออกไป ทว่าความสงบใจกลับอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเสียงหัวเราะใสอันคุ้นเคยดังแว่วมาจากหาดส่วนตัวของรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ถัดไปไม่กี่เมตร ทรายและแพมหันไปตามเสียง และภาพตรงหน้าก็ทำให้หัวใจของทรายเหมือนถูกบีบรัด “ภีมคะ ทรายเข้าฟลิปฟลอบเอยหมดแล้วเนี่ย” เจ้าเอยเอ่ยเสียงออดอ้อนหยุดเดินพลางยกขาขึ้น “มาครับ เดี๋ยวพี่เช็ดให้” ภีมที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ๊ตสีขาวปลดกระดุมรับลมทะเล ไม่พูดเปล่า เขาทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นทรายอย่างไม่กลัวเปื้อน ฝ่ามือใหญ่ประคองเท้าของคนรักขึ้นมา ค่อยๆปัดเศษทรายออกให้อย่างแผ่วเบา ก่อนจะลุกขึ้นแล้วช้อนอุ้มร่างบอบบางของเจ้าเอยขึ้นมาในอ้อมแขน “ว๊าย! ภีมบ้า คนมองเต็มเลยนะ” เจ้าเอยหัวเราะร่าเริง คล้องคอเขาไว้แน่น “มองก็ช่างเขาครับ พี่อยากอุ้มแฟนนี่นา” ชายหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แววตาคู่คมหวานซึ้งมองคนรักอย่างเทิดทูน ทรายนั่งอยู่บนเสื่อริมหาด แววตาของเธอราบเรียบ เธอพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ทั้งหมดไว้ในส่วนลึกที่สุด “โหแก…มาพักผ่อนทั้งทียังต้องมาเจอภาพบาดตาบาดใจอีกเหรอวะ” แพมหันมากระซิบ สีหน้าบึ้งตึงด้วยความหมั่นไส้แทนเพื่อน “ไปเดินฝั่งโน้นกันเถอะทราย อย่าไปสนใจคนใจร้ายเลย” จังหวะนั้น ภีมที่กำลังอุ้มเจ้าเอยเดินเลียบชายหาดหันหน้ามาทางเสื่อของพวกเธอพอดี ดวงตาคมเลื่อนไปสบกับดวงตาเรียบเฉยของทรายที่นั่งมองอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร หัวใจของทรายกระตุกไหว แต่เธอยังคงพยายามรักษาความนิ่งสงบไว้อย่างเด็ดเดี่ยว ทว่าแววตาของภีมที่จ้องมองมากลับนิ่งเรียบ ว่างเปล่า สีหน้าและแววตาของเขาไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ราวกับมองผ่านฝุ่นละอองหรือเม็ดทรายบนชายหาดที่ไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าหล่อเหลาละสายตาจากเธอไปอย่างไม่ได้ใส่ใจ ก่อนจะพาเจ้าเอยเดินเลี้ยวกลับเข้าเขตส่วนตัวของรีสอร์ตหรูที่อยู่ไม่ไกล “ฉันไม่เป็นไรหรอกแพม ลมทะเลตรงนี้เย็นดีออก เรานั่งเล่นกันต่อเถอะ” ทรายสูดลมหายใจเข้าลึกบังคับก้อนความเสียใจในอกพลางเอ่ยกับเพื่อนสนิทด้วยท่าทีไม่ได้อะไรบ่ายวันหยุด ภีมพาทรายนั่งรถยนต์ส่วนตัวออกไปยังหมู่บ้านคฤหาสน์หรูระดับอัลตร้าลักชัวรี่แถวเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ชายหนุ่มจูงมือเธอเดินเข้าไปในบ้านเดี่ยวหลังใหญ่สไตล์โมเดิร์นคลาสสิคที่เพิ่งสร้างเสร็จ มีสระว่ายน้ำส่วนตัวและสวนร่มรื่นอันงดงาม ทรายมองความโออ่าตรงหน้าด้วยความงุนงง “พี่ภีมพาทรายมาตรวจไซต์งานของลูกค้าเหรอคะ” ทรายหันไปถามคนข้างกาย ภีมไม่ได้ตอบเป็นคำพูด ชายหนุ่มเพียงแค่คลี่ยิ้มอบอุ่นละมุน ดวงตาคู่คมทอดมองเธอด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนจะหยิบโฉนดที่ดินทำเลทองพร้อมกุญแจบ้านและคีย์การ์ดรถยนต์ระดับไฮเปอร์คาร์ป้ายแดงที่จอดตระหง่านอยู่ในโรงรถกระจกติดแอร์ ซึ่งรถคันนี้เป็นรุ่นลิมิเต็ดที่มีไม่กี่คนในโลก และมูลค่าสูงกว่ารถซุปเปอร์คาร์ทั่วไปหลายเท่าตัว “นี่บ้านและรถของเราครับทราย พี่ซื้อและตกแต่งทุกอย่างตามแบบที่ทรายชอบ และพี่ลงชื่อทรายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวทั้งหมด” ทรายเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “พี่ภีม…มันมากเกินไปค่ะ ทั้งคฤหาสน์ ทั้งไฮเปอร์คาร์นี้มูลค่ารวมกันหลายร้อยล้านเลยนะคะ ทรายรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” ภีมขยับเข้าไปประชิดรวบเอวบางเข้ามากอดไว้หลวมๆพลางก้มลงหอมแก้มเ
หลังจากพูดคุยกับคุณป้าเรียบร้อย ภีมจูงมือทรายออกมานั่งรับลมที่ม้านั่งหินอ่อนหน้าร้านโชห่วย บรรยากาศยามค่ำคืนในต่างจังหวัดเงียบสงบและเต็มไปด้วยแสงดาว ร่างสูงนั่งชิดจนไหล่เกยกัน ก่อนจะถือวิสาสะคว้ามือบางขึ้นมาประสานเรียวนิ้วเข้าด้วยกันแน่น ภีมยกมือของทรายขึ้นมาพรมจูบลงบนหลังมือบางแผ่วเบาด้วยความทะนุถนอม แววตาที่เคยเย็นชาบัดนี้ฉ่ำเยิ้มและเต็มไปด้วยความโหยหา ชายหนุ่มก้มลงซบฝ่ามือเธอราวกับอยากจะชดเชยทุกวินาทีที่เคยละเลยไป จนทำเอาทรายขัดเขินจนใบหน้าซับสีเลือด “พี่ภีมคะ ปล่อยก่อนค่ะ เดี๋ยวใครมาเห็น” “พี่ไม่ปล่อย” ภีมกระซิบเสียงทุ้มพร่า สายตาจับจ้องริมฝีปากบางไม่วางตา “สามเดือนที่พี่ต้องนั่งมองทรายอยู่ตรงนี้โดยไม่ได้กอด ไม่ได้จับมือ พี่จะลงแดงตายอยู่แล้ว ขอพี่กอดให้หายคิดถึงหน่อยนะครับ” ไม่พูดเปล่า ภีมรวบตัวทรายเข้ามานั่งบนตักกว้าง กดจมูกโด่งคมลงบนแก้มเนียนฟอดใหญ่ซ้ายขวาจนเกิดเสียงซ้ำๆ ทรายทำได้เพียงซุกหน้าลงกับอกแกร่งที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกายที่คุ้นเคย ยอมปล่อยให้เขาแสดงความคลั่งรักจนหัวใจดวงน้อยเต้นรัว กรุงเทพมหานคร รถยนต์ยุโรปคันหรูแล่นมาจอดเทียบที่ลานจอดรถส่วนตัวของเพ้นท์เฮ้าส์สวีทสุ
ผ่านไปสามเดือน จากประธานบริหารหนุ่มผู้สูงส่งในออฟฟิศหรู บัดนี้ภีมกลายเป็นภาพที่ชินตาของชาวบ้านในฐานะชายหนุ่มที่คอยช่วยงานร้านโชห่วยอย่างแข็งขัน ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ชายหนุ่มสลัดคราบความเย่อหยิ่งทิ้งไปจนหมดสิ้น เขายกลังน้ำหนักๆ จัดชั้นวางของ ซ่อมแซมหลังคาร้านที่ทรุดโทรม และช่วยคุณป้ากวาดร้านตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนผิวเริ่มคร้ามแดด ใบหน้าหล่อเหลาที่มีเม็ดเหงื่อผุดพรายอยู่เสมอแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นลึกซึ้ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภีมไม่เคยล่วงเกินหรือทำตัวรุ่มร่ามให้ทรายต้องเสียหาย เขารักษาสัญญาที่ว่าจะศึกษาและพิสูจน์ตัวเองอยู่ห่างๆอย่างให้เกียรติและถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ค่ำวันหนึ่ง หลังจากปิดร้านเรียบร้อยแล้ว ทรายเดินถือแก้วน้ำขยับเข้าไปหยุดอยู่หน้าร้าน มองดูภีมที่กำลังเช็ดถูเคาน์เตอร์ไม้เก่าๆด้วยความตั้งใจ ใบหน้าสวยที่เคยนิ่งสนิทและราบเรียบมาตลอดหลายเดือน ตอนนี้แววตาคู่สวยสั่นไหวและเริ่มอ่อนแสงลง ความเด็ดเดี่ยวรักศักดิ์ศรีที่เคยเป็นกำแพงหนา ถูกความอดทนและเนื้อแท้ที่แสนดีซื่อสัตย์ของเขาค่อยๆทลายลงจนหัวใจของเธอเริ่มใจอ่อน ทรายสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะยื่นแก้วน้ำไปตรงหน้าเขา “ดื่มน้ำก่อน
ช่วงค่ำวันนั้น หลังจากปิดร้านโชห่วยและคุณป้าแยกไปพักผ่อนแล้ว ทรายยังคงยืนเช็คสต๊อกสินค้าอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้เพียงลำพัง แสงไฟนีออนดวงเก่าส่องกระทบใบหน้าสวยที่ราบเรียบไร้ความรู้สึก เสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ก้าวเข้ามาในความมืดทำให้เธอเตรียมจะหันไปมอง ทว่ายังไม่ทันได้หมุนตัว ร่างสูงใหญ่ของภีมก็ขยับเข้ามาประชิด ก่อนที่วงแขนแกร่งจะยื่นมาโอบล้อมและสวมกอดทรายจากด้านหลังอย่างนุ่มนวลและหนักแน่น หมับ ทรายชะค้างไปทันที แผ่นหลังบางสัมผัสได้ถึงแผงอกกว้างที่กำลังสั่นสะท้านและหยาดน้ำตาอุ่นร้อนของภีมที่ไหลร่วงกระทบลงบนลาดไหล่จนรับรู้ได้ถึงความเปียกชื้น ร่างสูงปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างกลั้นไม่อยู่ เขาซุกใบหน้าลงกับความหอมละมุนที่เขาเคยละเลย พร้อมกับร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกผิดและโหยหาทั้งหมดในชีวิต “พี่ขอโทษ…ทราย พี่ขอโทษจริงๆ” ภีมกระซิบเสียงสั่นพร่าระคนสะอื้น ชายหนุ่มยอมทิ้งมาดประธานบริหารผู้เย่อหยิ่งและอีโก้ทั้งหมดกอดรัดเธอไว้แน่น “อย่าผลักไสพี่ด้วยคำว่าท่านประธานอีกเลยนะ พี่รู้แล้วว่าพี่มันโง่และใจร้ายกับทรายมาตลอดตั้งแต่มหาลัย พี่ขอร้อง…กลับไปอยู่ข้างพี่เถอะนะทราย” ความอบอุ่นในอ้อมกอดที่เธอเ
รถยนต์ยุโรปคันหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าร้านขายของชำในต่างจังหวัดช่วงโพล้เพล้ ภีมก้าวลงมาจากรถ ชายหนุ่มดูแปลกตาในชุดเสื้อเชิ๊ตธรรมดาที่ไม่ได้เนี้ยบกริบเหมือนเก่า ใบหน้าหล่อเหลาซูบลงเล็กน้อยและฉายแววเหนื่อยล้าจากการขับรถทางไกล ทว่าแววตาคู่คมกลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและร้อนรน เขาก้าวเข้าไปในร้านชำอันเงียบสงบ ทรายที่กำลังก้มหน้าเก็บของอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้เงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าสวยยังคงราบเรียบ ไร้ร่องรอยของความตกใจ “รับอะไรดีคะ” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม ราวกับคนตรงหน้าเป็นเพียงลูกค้า ภีมเดินไปหยุดหน้าเคาน์เตอร์ มองสบตากับผู้หญิงตรงหน้าที่เขาเคยผลักไสอย่างเยือกเย็น ชายหนุ่มล้วงหยิบสายคล้องบัตรหนังแท้สลักชื่อพิมพ์ทองคำว่าPEEM ขึ้นมาวางลงบนเคาน์เตอร์เบาๆด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่สั่นพร่า “ทราย…พี่ลงมาหาทรายด้วยตัวเองอีกครั้ง” ภีมสารภาพ แววตาคมกริบสั่นไหวด้วยความรู้สึกผิด “…” “คุณไม้กลับไปรายงานพี่หมดแล้ว พี่รู้ว่าเงินและอำนาจในมือมันซื้อความทุ่มเทและศักดิ์ศรีของทรายไม่ได้ และพี่ก็รู้ตัวแล้วว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่มหาลัยจนถึงในออฟฟิศ พี่มันใจ
ณ ร้านของชำเล็กๆในต่างจังหวัด บรรยากาศยังคงเงียบสงบและเรียบง่าย ทรายในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดากำลังนั่งเช็คยอดรายรับรายจ่ายของร้านอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ ใบหน้าสวยดูนิ่งสงบและผ่อนคลายขึ้นมาก สายตาคู่สวยจับจ้องอยู่ที่ตัวเลขในสมุดบัญชีเล่มเล็กอย่างตั้งใจ หลังจากตัดขาดจากโลกวุ่นวายและก้าวเดินจากกรุงเทพมาได้สองเดือน ทรายไม่ได้ดิ้นรนหางานออฟฟิศหรูหราทำอีก เธอเลือกที่จะใช้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ดาต้าที่มี ติดต่อรับงานฟรีแลนซ์เกี่ยวกับการวางกลยุทธ์ยอดขายออนไลน์ให้พาร์ทเนอร์ท้องถิ่นควบคู่ไปกับการช่วยป้าดูแลร้านชำ “ทราย กินข้าวเหนียวมะม่วงหน่อยไหมลูก ป้าเพิ่งทำเสร็จ” คุณป้าเดินยิ้มถือจานขนมเข้ามาทักทาย “ขอบคุณค่ะป้า วางไว้ตรงนี้ได้เลยค่ะ เดี๋ยวทรายเคลียร์สรุปยอดตรงนี้อีกนิดแล้วจะทานค่ะ” ทรายเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มบางๆให้ผู้ใหญ่ด้วยความสบายใจ หัวใจของเธอในตอนนี้กลับมานิ่งสงบและเข้มแข็งอย่างแท้จริง ความรู้สึกหน่วงหนักในอกที่เคยเกิดขึ้นซ้ำๆตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย กระทั่งวันที่เขาปล่อยกล่องของขวัญร่วงลงพื้นในวันเขารับปริญญา รวมถึงความเย็นชาที่ได้รับในออฟฟิศตลอดหลายเดือน ได้กลายเป็นเพียงเศษเสี







