เข้าสู่ระบบเสียงน้ำจากภายนอกเป็นระลอกคลื่นสูงมหึมาทำให้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน เมื่อนั่งหลับตาเพ่งจิต ตั้งสมาธิให้มั่น นางพอที่จะควบคุมสถานการณ์โคลงเคลง กระเด็นไปมาเหมือนลูกบอลกลิ้งในขวดแก้วได้ ถึงไม่รู้ว่าอยู่ในปากงูนานเท่าไร
กระทั่งมาถึงแหล่งน้ำที่ไหนสักแห่ง จากการสัมผัสได้ถึงเสียงระลอกคลื่นสาดกระจาย กายอสรพิษโผล่พ้นขึ้นเหนือน้ำ นางอาศัยจังหวะที่ท่านเผยอปาก ลอดช่องเล็ก ๆ ถีบตัวเองออกมาในท่านอนหงาย สะบัดปลายเท้ากระโดดขึ้นอากาศ ถือวิสาสะเหยียบบนอุ้งมือหยาบซึ่งมีเล็บแหลมคมราวอุ้งมือของมังกร กระตุกดึงผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวโยนทิ้งไป
ตาสบตาใต้แสงจันทร์มืดสลัว เทพผู้ยิ่งใหญ่ท่าทางประหลาดใจ ยกนิ้วอันโอฬารขึ้นเพื่อพิจารณา
นางเป็นมนุษย์ สตรี ตัวเล็กกว่าดวงตาสีแดงอันน่ากลัวของท่านเสียอีก
“เจ้า... ยังมีชีวิตอยู่หรือ?”
“ท่านเทพหลงเหนียนจะแสดงความยินดีกับข้าไหมเล่า สงสัยว่าข้าหนังเหนียวไปสักหน่อย”
“เครื่องสังเวยที่ข้าพากลับมาทั้งสิบสองชีวิตเหลือเพียงเถ้ากระดูก พวกนางไม่สามารถทนพิษจากน้ำลายข้าได้ ไม่คิดว่าปีนี้... เจ้าเมืองหลงอี้จินจะส่งเซียนหญิงมา... หรือจะเป็นไปได้ว่า... คิดเป็นกบฏ ต่อต้านเทพ...” ปลายเสียงข่มขู่หญิงตรงหน้า นางยกฝ่ามือขึ้นปราม
“เดี๋ยวก่อนท่านเทพหลงเหนียน เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดกัน ข้าเป็นบุตรสาวของแม่นางเหยียน เมื่อท่านแม่คลอดข้าแล้วพบว่าข้ามีรอยปานแดงรูปงู จึงส่งข้าไปอยู่ตีนเขาวันเทียนหลงกับท่านอาจารย์ฮุ่ยหมิง ข้าได้รับการสั่งสอนวิทยายุทธ์มาเล็กน้อยเท่านั้น ข้ามิได้รู้เรื่องอะไรมากมายเลย ตัวข้ามิอาจนับว่าเป็นเซียนด้วยซ้ำ”
รอดตายมาทั้งที อาเป้ยไม่อยากให้พวกเขามีปัญหา นับว่านางจิตใจงดงามนัก นางคิดเข้าข้างตัวเอง ยืดแผ่นหลังตรงเอามือไพล่หลังอย่างหาญกล้า
“มนุษย์เช่นเจ้าล้วนโป้ปด วิชาเกราะกำบังของเจ้าต้องแข็งกล้าเทียบเท่าเทพเซียน จึงสามารถรอดชีวิตจากพิษของข้า”
“เป็นจริงดังท่านว่า หากอาจารย์ฮุ่ยหมิงมิได้ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ลำพังตัวข้า หากกางเกราะกำบังเองก็คงไม่รอด เชื่อเถิดว่าข้าพูดความจริง ท่านเจ้าเมืองหลงอี้จินไม่เคยคิดคดทรยศต่อท่าน ออกจะเทิดทูนเหล่าทวยเทพด้วยซ้ำไป มิฉะนั้นท่านจะส่งเครื่องสังเวยในทุกสิบสองปีเพื่อการใด”
เทพหลงเหนียนกลอกนัยน์ตาสีโลหิตไปมา แล้วจดจ้องนางเช่นเดิม
“ข้าจะส่งรายงานท่านราชาแห่งสวรรค์ตามที่เจ้าบอกข้ามาทุกอย่าง หวังว่าคำพูดของเจ้าจะไม่มาเป็นภาระแก่ข้าในภายหลัง”
สิ้นคำ อสรพิษกายายิ่งใหญ่โอฬารกลับกลายเป็นบุรุษร่างกำยำสวมอาภรณ์งดงาม เสื้อคลุมไหล่แขนยาวเป็นหนังเงามันเหมือนหนังงู ผ้าคาดเอวถักทอด้วยดิ้นทองปักลายอสรพิษ
ไยงูยักษ์น่ากลัวตนนี้จึงมีอุ้งมือมังกร? แม้แต่อาภรณ์ของท่านก็เป็นเช่นนั้น
นางขมวดคิ้วเข้าหากันในสีหน้ายุ่งเหยิง น่าแปลกสำหรับนางผู้ไม่ได้ละวางตาไปจากท่านเลยแม้สักอึดใจเดียว ขณะที่นางเพิ่งจะสูญเสียการทรงตัวเกือบร่วงลงน้ำ เมื่อท่านเทพอยู่ดี ๆ ก็แปลงกายไม่บอกนางสักคำ หากด้วยความว่องไวของนาง จึงแตะปลายเท้ากระโดดข้ามผืนน้ำไปอย่างทันท่วงทีที่เทพหลงเหนียนออกคำสั่ง
“ตามข้ามา”
บุรุษร่างกำยำวาดฝ่ามือทั้งสองออก ถีบปลายเท้าทะยานขึ้นสู่เวหา ท่านนำหน้านางไปอย่างรวดเร็วปานเทพแห่งสายลม ผ่านลำน้ำทอดยาวสุดตาในยามราตรี ดวงเดือนบนท้องนภาส่องสว่างลงมาให้พอมองเห็นหนทาง
ถัดจากพงไพรอันกว้างใหญ่อุดมสมบูรณ์เป็นเรือนหลังใหญ่ คล้ายจวนท่านเจ้าเมืองหลงอี้จินซึ่งนางจำได้แม่นยำตอนนางถูกทหารจับตัวมา ต่างตรงที่โดยรอบนั้นโอบล้อมด้วยห้วงนทีสีมรกตเปล่งประกายระยิบระยับ พฤกษาเบ่งบานสีจัดจ้านปานสีของโลหิต ยังมีบุษบันสีชมพูหวาน สีขาวสว่างผลิบานอย่างงดงาม
ไม่น่าเชื่อว่าความงามเบื้องหน้าได้ประจักษ์แก่สายตาของนาง เคยได้ยินเพียงหญิงชราเล่าขานกันว่าเทวโลกแสนสวยงามสะอาดสะอ้าน กว้างขวางกว่าโลกมนุษย์มากนัก เป็นที่พำนักอาศัยของเทพเซียนและเหล่าเทพ
เทวโลกทั้งชั้นฟ้า ชั้นดิน ชั้นน้ำ ยิ่งสูงเท่าไรยิ่งงดงาม เงียบสงบมากขึ้นเท่านั้น
“เจ้าโกหกข้าข้อหนึ่ง” เสียงเข้มว่า เทพหลงเหนียนหันกลับมาประจันหน้านาง ด้วยสายตาคมกริบราวมีดเฉือน “รู้วิทยายุทธ์เพียงเล็กน้อย วิชาตัวเบากลับร้ายกาจนัก เจ้าจึงสามารถไล่ตามข้าทัน”
“ข้าจำเป็นต้องตามท่านให้ทันเพราะข้าไม่อยากถูกทิ้งไว้กลางป่าต่างหากเล่า เท้าข้าร้าวระบมไปหมด ท่านเอาแต่กระโดดหนีข้า ไม่เหลียวมองสักนิดว่าข้าจะตามทันหรือไม่ จะไปรู้เรื่องได้ยังไงกัน”
ฝีปากอาเป้ยไม่เป็นรองใคร นางยกขาขึ้นถอดรองเท้ายับเยินหลังผ่านสมรภูมิมาหมาด ๆ เหลือบตามองซ้ายขวาอย่างอยากรู้อยากเห็น ทันใดนั้นเอง ท่านเทพผู้มีหน้าตาโกรธขึ้งบึ้งตึงตลอดเวลาเหาะเหินขึ้นเวหาไป นางรีบตาม ตะโกนไล่หลัง
“ท่านเทพหลงเหนียน! ได้โปรดอย่าเสกฟ้าฝนลมกริ้วทำลายบ้านเมืองข้าเลย ทุกถ้อยคำของข้าล้วนเป็นความจริง ข้ามิกล้าโกหกท่านแน่นอน”
“เป็นบัญชาสวรรค์ ข้าไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ”
นั่นปะไร! ข่าวร้ายข่าวใหญ่ของท่านเจ้าเมืองหลงอี้จิน! หากแล้วแต่บัญชาสวรรค์ แปลว่าพวกนางทั้งหลายก่อนหน้านี้ก็มาตายเปล่าน่ะสิ
อาเป้ยหน้าตาตื่นตระหนก ในขณะที่นางไม่มีโอกาสได้ไถ่ถามอะไรอีก เมื่อมาถึงหน้าประตูบานเลื่อนไม้สลักลวดลายของท้องนภา มองเข้าไปภายในห้องคับแคบมีที่นอนปูทับด้วยขนสัตว์ดูฟูนุ่ม โต๊ะไม้หนึ่งตัว เทียนเล่มใหญ่เพียงเล่มเดียวส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง
เทพเจ้าแห่งสายน้ำผู้ทรงคุณธรรม ไว้วางใจได้ เป็นที่รู้จักแม้แต่ปีศาจอสูรมักแอบไปขอความช่วยเหลือจากท่านอยู่หลายครา ไม่หนีว่าเป็นใต้เท้าจีกง มารดาอสรพิษจึงแอบไปพบใต้เท้าเพื่อฝากของสำคัญเอาไว้ เมื่อนางระแคะระคายเรื่องแผนการส่งนางไปยังโลกมนุษย์มาได้สักพักหนึ่งสองสามีภรรยาสบประสานสายตา ด้วยความรู้สึกล้ำลึก ใจนึกถึงนางเฟยอี๋ นึกถึงความรักของตนที่มีต่อบุตรชาย เหยาเหยาเองก็นึกถึงนาง“ข้าหวังว่าจะได้พบท่านย่า... หวังว่านางคงสบายดี...”“นางสบายดี ถึงลำบากอยู่สักเล็กน้อยเพราะวิบากกรรมของนาง ข้าเชื่อว่านางจะกลับมาพร้อมสติ พร้อมเป็นท่านย่าที่ดีของเจ้าแน่ ๆ ระหว่างนี้เราแค่ต้องรอ...” อาเป้ยปลอบประโลมบุตรชาย ส่งขนมหน้าตาน่ารักเป็นตุ๊กตาปั้นจากน้ำตาล ให้เขาเอาเข้าปาก แก้มกลมตุ่ยมีขนมซ่อนอยู่ทำให้นางอดไม่ได้ต้องหยิกมันเบา ๆ“เหยาเหยา... อยู่เที่ยวนรกภูมิกับท่านพ่อท่านแม่อีกสักพักดีไหม?”“ดีขอรับ หากไม่มีเรื่องด่วนอะไร”“เจ้าไม่กลับภพภูมิบาดาลก็ได้ จะกลับก็แล้วแต่เจ้า”“ได้ยังไงเล่าท่านพ่อ บรรดาเทพต่างว่าท่านละทิ้งหน้าที่ เอาแต่ทำตัวติดอยู่กับภรรยา เรื่องการดูแลสายน้ำ ดูแลความเรียบร้อยให้เป็นธุระของข้า
ขณะที่สองสามีภรรยายังคงอยู่ในนทีอันธการ พักฟื้นพลังซึ่งกลับคืนมา แม้การรักษาตัวยังไม่เรียบร้อยดี ในยามเหม่าอาเป้ยมีแรงลุกขึ้นมาถกเถียงกับสามีของนาง“ข้าทำอะไร ๆ ก็ไม่ถูกใจท่าน”“ข้าไม่ได้ว่าเจ้าเลยภริยาข้า เพียงแต่... ข้ามีความคิดว่าเหยาเหยา...” ปลายเสียงเงียบไป บนตั่งนอนในท่าทีสบาย ๆ ของเทพอู่เฉิน จับจ้องใบหน้าเง้างอน สอดปลายนิ้วเข้าไปในเส้นผมนุ่มสลวยอย่างออดอ้อน “เจ้าควรปรึกษาข้าเสียหน่อยเรื่องการตั้งชื่อลูก ควรตั้งให้ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ข้าก็ไม่ได้ว่าภรรยาข้าเรื่องการตั้งชื่อให้บุตรชายอย่างตั้งใจว่าไม่ดี”“ชื่อของท่านยังเป็นชื่อง่าย ๆ อู่เฉิน”“ท่านแม่ของข้า... นางมีความคิดง่ายดาย นางอยากเผานางก็เผา นางตั้งชื่อให้ข้าเป็นชื่อง่าย ๆ”“ง่ายดายแต่มีความหมายน่าจดจำ ‘เทพอู่เฉิน’ ข้าเองจดจำท่านได้แต่แรกพบเห็น”“เจ้าจำข้าได้เพราะชื่อ...? ไม่ใช่เพราะข้ารูปงาม ที่เจ้าเคยชื่นชมข้า”อาเป้ยจะหัวเราะสามีก็ไม่กล้า เมื่อใบหน้างามปานหยกสลักดูจริงจังไม่ใช่เรื่องเล่น จนนางยอมรับกับเทพอู่เฉินว่าเพราะท่านรูปงาม ภายหลังนั้นก็เป็นความรู้สึกจากหัวใจของนางล้วน ๆ แถมนางยังนึกถึงมารดาอสรพิษ“ข้าว่าท่านแม่ออกจ
“ท่าน... อู่เฉิน” ดวงตาคู่สวยพร่าเลือนส่ายมองใบหน้าหล่อเหลาคมคาย สบมองนางด้วยแววตาอ่อนโยนล้ำลึกทว่าสามีของนาง... ไม่เหมือนเดิม! บนตั่งนอนสลักในนรกภูมิที่เฝ้าดูแลนางผู้หลับใหลไปหลายชั่วยาม นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าสามีจะผลัดเกล็ดสีนิลจนไม่มีเหลือ พลังหยินมากมายในนรกภูมิเหลือกลิ่นอายเบาบางราวกับว่าไม่มีปีศาจพำนักอาศัยเส้นผมดำขลับ ยาวประสะโพกสอบบัดนี้กลายเป็นสีขาวโพลน คิ้วเข้มหนาที่เรียบขนานไปกับดวงตาคู่คม กลืนกลายเป็นสีเดียวกัน นัยน์ตาเข้มแข็งลึกลงไปนั้นกลับฉายแววเหนื่อยล้าอ่อนแรงชัดเจน“ไยเจ้าไม่เรียกข้าว่าสามีข้า เจ้าไม่รักข้าแล้วหรือเจ้าโกรธอะไรข้าอีก เป่าเป้ย...”“ท่าน... ทำไม ทำเช่นนี้...” เสียงสั่นเครือถามอย่างเอาความเสียให้ได้ ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอหยาดน้ำใส แววตาไร้เดียงสาของหญิงสาวยามนี้สงสารสามีจับหัวใจ นางกลัวว่านางอาจถูกทิ้งไว้ลำพังกับบุตรชายในเทวโลก หากไม่มีเทพอู่เฉิน นางก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไรเมื่อไม่ได้รับคำตอบใด ๆ จากริมฝีปากแห้งผากและซีดขาวของสามีนางจึงเริ่มตัดพ้อ“ท่านอย่าได้เสียสละสิ่งใดเพื่อข้า ชีวิตของท่านที่ท่านแม่ของท่านให้มา ท่านต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด
ผ่านไปสามราตรีกาล เหยาเหยาเติบโตขึ้นจากร่างเด็กสองขวบเป็นสี่ขวบกว่า ๆร่างกายของเขาเหมือนเด็กบนโลกมนุษย์ทุกประการ ทว่าสติปัญญา การใช้เวทเซียนเป็นเทพมังกรเต็มวัย มีพลังอันแข็งแกร่งเป็นอนันต์ มิรู้เหน็ดเหนื่อยเด็กน้อยสามารถเรียนรู้การใช้เวทเซียนได้โดยไม่จำเป็นต้องมีใครบอกสอน กระทั่งว่าการข้ามภพภูมิมาในคราแรก บิดาเลือกเส้นทางน้ำไว้ให้เขาเพื่อรักษาพลังระหว่างการเดินทาง มังกรสีดำสนิทสามารถโจนทะยานขึ้นท้องนภา นำพาเจ้าเหลียนเหลียนข้ามไปอีกภพภูมิหนึ่งพลังแห่งการฟื้นฟูรักษาของมังกรเหนียนตนนี้ไม่ผิดไปจากเทพฮ่าวหราน เพียงไม่ได้รับการยอมรับ กระทั่งราชาแห่งสวรรค์ปรากฏตัว ให้การต้อนรับเด็กน้อยทันทีที่ทราบว่าเขาจะเดินทางมาพร้อมกับพยัคฆ์อัคคีท่านผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้เดินทางมาลำพัง นำทหารองครักษ์ฝีมือยอดเยี่ยมติดตามมาด้วยถึงสี่ เทพชั้นสูงระดับองครักษ์ราชาแห่งสวรรค์เพียงหนึ่งอาจเท่ากับกำลังทหารหมื่นนายใต้เท้าจีกงรู้สึกเป็นกังวลหากท่านราชาแห่งสวรรค์มีเรื่องสำคัญซึ่งไม่ได้บอกกล่าว“ท่านพาเขาไป อย่างไรข้าก็ต้องเป็นผู้ไปส่งเขาให้ถึงหน้านรกภูมิ นทีอันธการ เพื่อไม่ให้ผิดใจกับเทพอู่เฉิน จะหาว่าข้าละเลยบุตรชาย
บนตั่งนอนสลักลายอสรพิษในนทีอันธการยามนี้เหลือเพียงท่านและนางตามลำพัง อาภรณ์สกปรกขาดวิ่นเปรอะเปื้อนโลหิตถูกเปลี่ยนใหม่เป็นชุดนอนเนื้อผ้าเบาบาง เทพอู่เฉินเกรงว่านางจะนอนไม่สบาย หาหมอนมาให้นางหนุนขาให้สูงขึ้น เรื่องอาหารและยาบำรุงให้เป็นธุระของสองบ่าวอสรพิษที่ลงมาเป็นครั้งคราวโซ่แห่งหยางบนท้องนภาซึ่งเชื่อมต่อกับทางเข้านทีอันธการตรงหุบเหว ถูกปลดเปลื้องออกในไม่กี่วันถัดมา จากที่ก่อนหน้านี้ราชาแห่งสวรรค์ปิดมันเอาไว้ด้วยตระหนักรู้เรื่องการให้กำเนิดเทพ หรือแม้กระทั่งปีศาจผู้ทรงพลัง เป็นที่จับตามองของทั้งเทพและปีศาจอสูร ท่านผู้ยิ่งใหญ่ทำเพื่อปกป้องหญิงสาวในยามที่นางอ่อนกำลังลง ไม่อาจรู้ว่าภายนอกนั้นมีศัตรูหรือไม่ ยังเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาไม่ว่าดีร้าย ออกไปจากนทีอันธการได้หากว่าท่านราชาแห่งสวรรค์ยังไม่แน่ใจว่าเขาจะไม่เป็นปัญหาต่อเทวโลกเทพอู่เฉินเข้าใจเหตุผลของท่านเป็นอย่างดี มีความเชื่อว่าท่านคือราชาผู้ทรงธรรมหลายร้อยหลายพันปีมานี้ เทวโลกและนรกภูมิสงบสุขเพราะท่านจักรพรรดิเป็นผู้มีความคิด ไม่โปรดปรานการเข่นฆ่า ไม่ยึดติดกับสงครามและความเคียดแค้นต่อศัตรู แต่รู้จักการให้อภั
หญิงสาวในสภาพใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ชายอาภรณ์สีดำซึ่งเคยงดงามบัดนี้ขาดวิ่นถึงหัวเข่า ทว่ายังปกปิดต้นขาเรียวขาวเอาไว้ ยามที่นางเดินกระย่องกระแย่ง จับจูงมือเด็กชายในอาภรณ์สง่างาม ผมดำขลับยาวประสะโพกน้อย ขนาดร่างกายก็เตี้ยกว่าหัวเข่าเสียอีก ขึ้นมาจากนทีอันธการเด็กน้อยเพิ่งออกมาดูโลกเป็นครั้งแรก เหลียวซ้ายแลขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลังจากที่เวทเกราะคุ้มกันสีทองแห่งสำนักเทียนหลงถูกปลดออกด้วยมือสั่นเทาของมารดา นางฝืนใช้เวทเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อพาบุตรชายออกมา“เหยาเหยา... โตไวอย่างที่ท่านเคยบอกกับข้า ไม่มีโอกาสได้อุ้มลูกชายยามเป็นทารก ข้าดันหมดสติไป...”“ลูกชาย... ข้าหรือ?”ดวงตาคู่คมเปล่งประกาย จับจ้องมองแววตาสั่นกลัวของเด็กชายตัวน้อยเทพอู่เฉินไม่เคยเกิดความรู้สึกประหลาดเช่นนี้ ทั้งตื้นตันจนแววตาเอ่อคลอ ตื่นเต้นจนมือสั่นเทาเต็มไปด้วยเหงื่อ กระทั่งเด็กน้อยยอมให้ท่านรวบร่างเล็ก ๆ เข้ามากอดเสียหน่อย ขยับริมฝีปากเล็กจิ๋วเรียกว่า ‘ท่านพ่อ’หลายชั่วยามที่เฝ้ารอทั้งมารดาและบุตรชายด้วยจิตใจร้อนรน เกรงว่าทั้งคู่จะได้รับอันตราย เลวร้ายที่สุดอาจไม่รอดชีวิตอย่างที่แม่เฒ่าอาวุโสได้ให้คำตักเตือนไว้ กล







