แชร์

5 นางมาเพื่อช่วยเหลือ

ผู้เขียน: ม่านกู่
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2024-11-23 16:57:56

อาเป้ยกำลังสำรวจรอบที่พักอาศัยของเทพหลงเหนียน โดยไม่รบกวนท่านตามคำสั่ง นางทึกทักเอาว่านางแค่ออกมาเชยชมเรือนของท่านนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ได้ทำเรื่องเสียหาย

รองเท้าถักสานสีดำปักด้วยลวดลายบุปผางามเยื้องย่างไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบและระมัดระวัง ไม่ให้เกิดเสียงแม้สักน้อย นางก้าวข้ามสะพานไม้เล็ก ๆ ชะโงกหน้าลงมองหมู่มัจฉานานาชนิดใต้พื้นไม้ที่มีแหล่งน้ำสีมรกตไหลเวียนไปทั่ว

คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นเรือนสี่ประสาน[1] ที่พักอาศัยของนักพรตซึ่งนางขึ้นไปส่งข้าวปลาอาหาร แต่ด้วยความที่ด้านหน้าเรือนเปิดโล่งเป็นลานกว้างไว้ฝึกวิทยายุทธ์ หรืออาจจะไว้รับรองแขก มีประตูบานใหญ่กั้นพื้นที่แห่งนี้ไว้จากป่าทึบและเทือกเขา จึงไม่เชิงว่าใช่เสียทีเดียว เรือนสี่ประสานจะมีลานฝึกอยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยเรือนพักอาศัยโดยรอบเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า

“เรือนท่านอยู่ท่ามกลางป่าเขา ทิวทัศน์งดงามถึงเพียงนี้ สบายข้าจริง ๆ”

อาเป้ยส่ายคอมองไปรอบ ๆ อย่างสดชื่นแจ่มใส เพียงได้ออกมาสูดอากาศข้างนอกเสียบ้างหลังอุดอู้อยู่แต่ในห้อง นางเงยหน้าขึ้นมองต้นโบตั๋น ต้นท้อ ต้นหอมหมื่นลี้ ออกดอกบานสะพรั่งแข่งกัน ก็ส่งยิ้มให้พวกมัน

บุปผชาติเหล่านี้ได้งอกเงยบนโลกของทวยเทพ ช่างสุขเกษม เฉกเช่นตัวนางผู้ไม่เคยมีโอกาสใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์ นางเป็นข้ารับใช้มาก่อน จะมีแต่วันยุ่ง ๆ หัวหมุนวุ่นวาย หัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย

บัดนี้อาภรณ์สีดำสนิทชายกระโปรงยาวเท่ากับรองเท้าพอดีของนาง ดูสง่างามมีราคาเยี่ยงคุณหนูผู้สูงศักดิ์ นางรวบถักเปียเล็ก ๆ วางพักไว้บนบ่า ปักปิ่นผมลวดลายดอกเหมยเอาไว้กลางศีรษะ

นอกเสียจากเส้นผมยาวสลวยอย่างสตรีพึงเป็น จากผมสั้นยุ่งเหยิงต้องมัดรวบไว้ตลอดเวลา เส้นผมดำขลับยาวสลวยของนางปลิวไปตามลมจนนางต้องคอยลูบจับอยู่เป็นระยะ นางยังมีผิวพรรณผุดผ่อง ทั้งเส้นผมและผิวกายของนางส่งกลิ่นหอมอบอวลแข่งกับมวลบุปผา หน้าผากเกลี้ยงเกลามีตราประทับเป็นกลีบดอกไม้สีแดงอย่างสวยงาม แม้กระทั่งมือหยาบกร้านของนางยังได้รับการรักษา

นางตื่นขึ้นมาในร่างใหม่หน้าเดิม! หลังได้รับพลังเวทจากโลกของทวยเทพ

อาเป้ยได้รับเครื่องประดับต่างหูไข่มุกสีดำจากเทพหลงเหนียนฝากบ่าวมาให้นางด้วย

ถึงแม้ว่าท่านเทพจะไม่ได้นำสิ่งของมาให้ด้วยตัวท่านเอง นางไม่เคยได้พบหน้าท่านเลยด้วยซ้ำ แต่เท่านี้นางก็ซาบซึ้งในน้ำใจของเทพหลงเหนียนเป็นอย่างมาก

‘เรือนเทพแห่งเทือกเขาอุดร’ นางบังเอิญได้ยินบ่าวรับใช้ของท่านเทพหลงเหนียนพูดคุยกัน

เรือนของเทพหลงเหนียน เป็นเรือนไม้สีแดงเข้มสลับอิฐ กระเบื้องหลังคาขนาดใหญ่เป็นวัสดุทำมาจากดินเผา ทำให้นางมองเห็นบรรดาวิหคในบางโอกาส เรือนของบุรุษเทพผู้นี้ยิ่งใหญ่อลังการไม่ต่างจากเรือนของขุนนางระดับสูง นางคาดว่าทั้งหมดถูกเนรมิตขึ้นด้วยเวทแห่งสวรรค์

เทวโลกแบ่งแยกย่อยเป็นชั้นฟ้า ชั้นดิน ชั้นน้ำ นางก็จำไม่ค่อยได้ว่ามีกี่ชั้นกันแน่

ภพภูมิบาดาลเป็นหนึ่งในเทวโลกชั้นน้ำ อยู่ใกล้กับโลกมนุษย์มากที่สุด มีทั้งพื้นดินและผืนน้ำ ท้องฟ้าแจ่มใส มีช่วงราตรียาวนานกว่า แสงจันทร์สีเหลืองนวลหรือแม้แต่แสงตะวันก็ทอประกายอร่ามงามราวสีของทองคำ

เทวโลกสำหรับนางราวกับว่าเป็นภาพลวงตา เป็นสถานที่แห่งการอุปโลกน์ลวงหลอกนางผู้อาภัพ ทว่ากลับน่าพักอาศัยไปตลอดกาล

เว้นเพียง...

ค่อนข้างเอิกเกริกไปเสียหน่อย

“ว่าแต่ข้าโกหก ท่านก็โกหกข้า ไหนว่าไม่ชอบที่จะต้อนรับแขก เห็นอยู่ว่ามากันทุกวันไม่ซ้ำหน้า ข้าว่าท่านเทพหลงเหนียนนี่แหละ ชื่นชอบงานต้อนรับแขกยิ่งเสียกว่าผู้ใดบนเทวโลก”

โคร้งเคร้ง!

เสียงดาบกระทบกันดังเป็นระยะ บนพื้นไม่มีแห้งเหือดคาวเลือดสักวัน เมื่อค่ำวานนี้มีอสูรปักษามาเยือน บุรุษอีกหนึ่งกลุ่มไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นเทพหรือปีศาจ มีร่างกายเป็นม้า ศีรษะเป็นมนุษย์ ใช้อาวุธเป็นธนูแสง

เข้าช่วงยามซื่อ[2]มีชายร่างสูงใหญ่เท่ากำแพง ถือค้อนอัสนีทุบลงบนพื้นหินจนแตกเป็นเสี่ยง เทพหลงเหนียนกระโดดขึ้นอากาศอย่างว่องไว โจมตีกลับด้วยการสะบัดดาบเพียงครั้ง ถอยไปยืนสมทบกับบ่าวชายของท่านทั้งสามตน

ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายไม่จบสิ้น ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย ตราบจนบัดนี้

อาเป้ยเดินมาเกือบจะถึงลานกว้างแล้วนางจึงรีบก้าวไปซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ แอบดูพวกเขาด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็นประสานาง

ก็แน่ล่ะ...

น้อยคนนักจะมีโอกาสได้มาเยือนเทวโลก ในโลกของนางนั้น หากพูดถึงเหล่าจอมยุทธไม่ใช่เทพเซียนซึ่งนาน ๆ จะพบสักครั้ง เก่งฉกาจเพียงใดยังทำได้เพียงเหาะเหินเดินอากาศ ออกท่องยุทธภพ ตามหาวิทยายุทธ์เข้าตัวตามสถานที่ลึกลับเช่นในหุบเขาสูง หมู่บ้าน สำนักลับต่าง ๆ

สำนักเทียนหลงเองก็มีตำรายุทธยอดวิชามากมาย แต่ส่วนใหญ่แล้วใครมาขอวิชาจากอาจารย์ฮุ่ยหมิง ท่านไม่ได้หวงอะไร มีแค่บางเล่มจริง ๆ ที่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ได้

นางเคยพบปีศาจตัวเป็น ๆ บนโลกมนุษย์เพียงครั้งเดียว ตอนอาจารย์ฮุ่ยหมิงกางเขตอาคมปกป้องคัมภีร์สกัดจุดเล่มหนึ่งจากนางพญางูขาว

ที่เห็นตอนนี้คงจะเป็นปีศาจ...

นางพบข้อเท็จจริงอีกหลายข้อ ข้อแรกคือภพภูมิบาดาลน่าจะเป็นเทวโลกชั้นที่มีปีศาจปะปนอยู่ด้วย อีกข้อนั้น บ่าวชายที่นำสิ่งของมาให้นางแท้จริงแล้วเป็นงูลูกสมุน จากการต่อสู้ของชายร่างอ้อนแอ้นใช้ง้าวงูสีขาวเป็นอาวุธในการต่อสู้ ชายร่างสูงใหญ่กำยำอีกคนหนึ่งปล่อยงูสีเขียวออกมาจากปลายนิ้วได้ หวังใช้พิษทำร้ายอีกฝ่าย แต่ผู้มาเยือนฝีมือร้ายกาจไม่เบา หลบการต่อสู้ได้อย่างฉิวเฉียด ทว่ากลับได้รับบาดเจ็บพอสมควร

อาเป้ยไม่ทันระวังตัว ชะโงกคอออกไปไกลสักหน่อย

กระบี่คมกริบอยู่บนคอนาง!

[1] ซื่อเหอย่วน (四合院 sìhéyuàn) ที่พักอาศัยในลักษณะตั้งอยู่บนพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า รอบ ๆ บริเวณเป็นที่ตั้งเรือนพักอาศัย ล้อมรอบทิศทั้งสี่ของพื้นที่เอาไว้เรียกเรือนสี่ประสาน

[2] ยามซื่อ (巳:sì)  เวลาสากลคือ 09.00 - 10.59 น.

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เครื่องบรรณาการของเทพงู   147

    เทพเจ้าแห่งสายน้ำผู้ทรงคุณธรรม ไว้วางใจได้ เป็นที่รู้จักแม้แต่ปีศาจอสูรมักแอบไปขอความช่วยเหลือจากท่านอยู่หลายครา ไม่หนีว่าเป็นใต้เท้าจีกง มารดาอสรพิษจึงแอบไปพบใต้เท้าเพื่อฝากของสำคัญเอาไว้ เมื่อนางระแคะระคายเรื่องแผนการส่งนางไปยังโลกมนุษย์มาได้สักพักหนึ่งสองสามีภรรยาสบประสานสายตา ด้วยความรู้สึกล้ำลึก ใจนึกถึงนางเฟยอี๋ นึกถึงความรักของตนที่มีต่อบุตรชาย เหยาเหยาเองก็นึกถึงนาง“ข้าหวังว่าจะได้พบท่านย่า... หวังว่านางคงสบายดี...”“นางสบายดี ถึงลำบากอยู่สักเล็กน้อยเพราะวิบากกรรมของนาง ข้าเชื่อว่านางจะกลับมาพร้อมสติ พร้อมเป็นท่านย่าที่ดีของเจ้าแน่ ๆ ระหว่างนี้เราแค่ต้องรอ...” อาเป้ยปลอบประโลมบุตรชาย ส่งขนมหน้าตาน่ารักเป็นตุ๊กตาปั้นจากน้ำตาล ให้เขาเอาเข้าปาก แก้มกลมตุ่ยมีขนมซ่อนอยู่ทำให้นางอดไม่ได้ต้องหยิกมันเบา ๆ“เหยาเหยา... อยู่เที่ยวนรกภูมิกับท่านพ่อท่านแม่อีกสักพักดีไหม?”“ดีขอรับ หากไม่มีเรื่องด่วนอะไร”“เจ้าไม่กลับภพภูมิบาดาลก็ได้ จะกลับก็แล้วแต่เจ้า”“ได้ยังไงเล่าท่านพ่อ บรรดาเทพต่างว่าท่านละทิ้งหน้าที่ เอาแต่ทำตัวติดอยู่กับภรรยา เรื่องการดูแลสายน้ำ ดูแลความเรียบร้อยให้เป็นธุระของข้า

  • เครื่องบรรณาการของเทพงู   146

    ขณะที่สองสามีภรรยายังคงอยู่ในนทีอันธการ พักฟื้นพลังซึ่งกลับคืนมา แม้การรักษาตัวยังไม่เรียบร้อยดี ในยามเหม่าอาเป้ยมีแรงลุกขึ้นมาถกเถียงกับสามีของนาง“ข้าทำอะไร ๆ ก็ไม่ถูกใจท่าน”“ข้าไม่ได้ว่าเจ้าเลยภริยาข้า เพียงแต่... ข้ามีความคิดว่าเหยาเหยา...” ปลายเสียงเงียบไป บนตั่งนอนในท่าทีสบาย ๆ ของเทพอู่เฉิน จับจ้องใบหน้าเง้างอน สอดปลายนิ้วเข้าไปในเส้นผมนุ่มสลวยอย่างออดอ้อน “เจ้าควรปรึกษาข้าเสียหน่อยเรื่องการตั้งชื่อลูก ควรตั้งให้ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ข้าก็ไม่ได้ว่าภรรยาข้าเรื่องการตั้งชื่อให้บุตรชายอย่างตั้งใจว่าไม่ดี”“ชื่อของท่านยังเป็นชื่อง่าย ๆ อู่เฉิน”“ท่านแม่ของข้า... นางมีความคิดง่ายดาย นางอยากเผานางก็เผา นางตั้งชื่อให้ข้าเป็นชื่อง่าย ๆ”“ง่ายดายแต่มีความหมายน่าจดจำ ‘เทพอู่เฉิน’ ข้าเองจดจำท่านได้แต่แรกพบเห็น”“เจ้าจำข้าได้เพราะชื่อ...? ไม่ใช่เพราะข้ารูปงาม ที่เจ้าเคยชื่นชมข้า”อาเป้ยจะหัวเราะสามีก็ไม่กล้า เมื่อใบหน้างามปานหยกสลักดูจริงจังไม่ใช่เรื่องเล่น จนนางยอมรับกับเทพอู่เฉินว่าเพราะท่านรูปงาม ภายหลังนั้นก็เป็นความรู้สึกจากหัวใจของนางล้วน ๆ แถมนางยังนึกถึงมารดาอสรพิษ“ข้าว่าท่านแม่ออกจ

  • เครื่องบรรณาการของเทพงู   145

    “ท่าน... อู่เฉิน” ดวงตาคู่สวยพร่าเลือนส่ายมองใบหน้าหล่อเหลาคมคาย สบมองนางด้วยแววตาอ่อนโยนล้ำลึกทว่าสามีของนาง... ไม่เหมือนเดิม! บนตั่งนอนสลักในนรกภูมิที่เฝ้าดูแลนางผู้หลับใหลไปหลายชั่วยาม นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าสามีจะผลัดเกล็ดสีนิลจนไม่มีเหลือ พลังหยินมากมายในนรกภูมิเหลือกลิ่นอายเบาบางราวกับว่าไม่มีปีศาจพำนักอาศัยเส้นผมดำขลับ ยาวประสะโพกสอบบัดนี้กลายเป็นสีขาวโพลน คิ้วเข้มหนาที่เรียบขนานไปกับดวงตาคู่คม กลืนกลายเป็นสีเดียวกัน นัยน์ตาเข้มแข็งลึกลงไปนั้นกลับฉายแววเหนื่อยล้าอ่อนแรงชัดเจน“ไยเจ้าไม่เรียกข้าว่าสามีข้า เจ้าไม่รักข้าแล้วหรือเจ้าโกรธอะไรข้าอีก เป่าเป้ย...”“ท่าน... ทำไม ทำเช่นนี้...” เสียงสั่นเครือถามอย่างเอาความเสียให้ได้ ดวงตาคู่สวยเอ่อคลอหยาดน้ำใส แววตาไร้เดียงสาของหญิงสาวยามนี้สงสารสามีจับหัวใจ นางกลัวว่านางอาจถูกทิ้งไว้ลำพังกับบุตรชายในเทวโลก หากไม่มีเทพอู่เฉิน นางก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไรเมื่อไม่ได้รับคำตอบใด ๆ จากริมฝีปากแห้งผากและซีดขาวของสามีนางจึงเริ่มตัดพ้อ“ท่านอย่าได้เสียสละสิ่งใดเพื่อข้า ชีวิตของท่านที่ท่านแม่ของท่านให้มา ท่านต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด

  • เครื่องบรรณาการของเทพงู   144

    ผ่านไปสามราตรีกาล เหยาเหยาเติบโตขึ้นจากร่างเด็กสองขวบเป็นสี่ขวบกว่า ๆร่างกายของเขาเหมือนเด็กบนโลกมนุษย์ทุกประการ ทว่าสติปัญญา การใช้เวทเซียนเป็นเทพมังกรเต็มวัย มีพลังอันแข็งแกร่งเป็นอนันต์ มิรู้เหน็ดเหนื่อยเด็กน้อยสามารถเรียนรู้การใช้เวทเซียนได้โดยไม่จำเป็นต้องมีใครบอกสอน กระทั่งว่าการข้ามภพภูมิมาในคราแรก บิดาเลือกเส้นทางน้ำไว้ให้เขาเพื่อรักษาพลังระหว่างการเดินทาง มังกรสีดำสนิทสามารถโจนทะยานขึ้นท้องนภา นำพาเจ้าเหลียนเหลียนข้ามไปอีกภพภูมิหนึ่งพลังแห่งการฟื้นฟูรักษาของมังกรเหนียนตนนี้ไม่ผิดไปจากเทพฮ่าวหราน เพียงไม่ได้รับการยอมรับ กระทั่งราชาแห่งสวรรค์ปรากฏตัว ให้การต้อนรับเด็กน้อยทันทีที่ทราบว่าเขาจะเดินทางมาพร้อมกับพยัคฆ์อัคคีท่านผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้เดินทางมาลำพัง นำทหารองครักษ์ฝีมือยอดเยี่ยมติดตามมาด้วยถึงสี่ เทพชั้นสูงระดับองครักษ์ราชาแห่งสวรรค์เพียงหนึ่งอาจเท่ากับกำลังทหารหมื่นนายใต้เท้าจีกงรู้สึกเป็นกังวลหากท่านราชาแห่งสวรรค์มีเรื่องสำคัญซึ่งไม่ได้บอกกล่าว“ท่านพาเขาไป อย่างไรข้าก็ต้องเป็นผู้ไปส่งเขาให้ถึงหน้านรกภูมิ นทีอันธการ เพื่อไม่ให้ผิดใจกับเทพอู่เฉิน จะหาว่าข้าละเลยบุตรชาย

  • เครื่องบรรณาการของเทพงู   143

    บนตั่งนอนสลักลายอสรพิษในนทีอันธการยามนี้เหลือเพียงท่านและนางตามลำพัง อาภรณ์สกปรกขาดวิ่นเปรอะเปื้อนโลหิตถูกเปลี่ยนใหม่เป็นชุดนอนเนื้อผ้าเบาบาง เทพอู่เฉินเกรงว่านางจะนอนไม่สบาย หาหมอนมาให้นางหนุนขาให้สูงขึ้น เรื่องอาหารและยาบำรุงให้เป็นธุระของสองบ่าวอสรพิษที่ลงมาเป็นครั้งคราวโซ่แห่งหยางบนท้องนภาซึ่งเชื่อมต่อกับทางเข้านทีอันธการตรงหุบเหว ถูกปลดเปลื้องออกในไม่กี่วันถัดมา จากที่ก่อนหน้านี้ราชาแห่งสวรรค์ปิดมันเอาไว้ด้วยตระหนักรู้เรื่องการให้กำเนิดเทพ หรือแม้กระทั่งปีศาจผู้ทรงพลัง เป็นที่จับตามองของทั้งเทพและปีศาจอสูร ท่านผู้ยิ่งใหญ่ทำเพื่อปกป้องหญิงสาวในยามที่นางอ่อนกำลังลง ไม่อาจรู้ว่าภายนอกนั้นมีศัตรูหรือไม่ ยังเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาไม่ว่าดีร้าย ออกไปจากนทีอันธการได้หากว่าท่านราชาแห่งสวรรค์ยังไม่แน่ใจว่าเขาจะไม่เป็นปัญหาต่อเทวโลกเทพอู่เฉินเข้าใจเหตุผลของท่านเป็นอย่างดี มีความเชื่อว่าท่านคือราชาผู้ทรงธรรมหลายร้อยหลายพันปีมานี้ เทวโลกและนรกภูมิสงบสุขเพราะท่านจักรพรรดิเป็นผู้มีความคิด ไม่โปรดปรานการเข่นฆ่า ไม่ยึดติดกับสงครามและความเคียดแค้นต่อศัตรู แต่รู้จักการให้อภั

  • เครื่องบรรณาการของเทพงู   142

    หญิงสาวในสภาพใบหน้าซีดขาวราวกระดาษ ชายอาภรณ์สีดำซึ่งเคยงดงามบัดนี้ขาดวิ่นถึงหัวเข่า ทว่ายังปกปิดต้นขาเรียวขาวเอาไว้ ยามที่นางเดินกระย่องกระแย่ง จับจูงมือเด็กชายในอาภรณ์สง่างาม ผมดำขลับยาวประสะโพกน้อย ขนาดร่างกายก็เตี้ยกว่าหัวเข่าเสียอีก ขึ้นมาจากนทีอันธการเด็กน้อยเพิ่งออกมาดูโลกเป็นครั้งแรก เหลียวซ้ายแลขวาด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลังจากที่เวทเกราะคุ้มกันสีทองแห่งสำนักเทียนหลงถูกปลดออกด้วยมือสั่นเทาของมารดา นางฝืนใช้เวทเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อพาบุตรชายออกมา“เหยาเหยา... โตไวอย่างที่ท่านเคยบอกกับข้า ไม่มีโอกาสได้อุ้มลูกชายยามเป็นทารก ข้าดันหมดสติไป...”“ลูกชาย... ข้าหรือ?”ดวงตาคู่คมเปล่งประกาย จับจ้องมองแววตาสั่นกลัวของเด็กชายตัวน้อยเทพอู่เฉินไม่เคยเกิดความรู้สึกประหลาดเช่นนี้ ทั้งตื้นตันจนแววตาเอ่อคลอ ตื่นเต้นจนมือสั่นเทาเต็มไปด้วยเหงื่อ กระทั่งเด็กน้อยยอมให้ท่านรวบร่างเล็ก ๆ เข้ามากอดเสียหน่อย ขยับริมฝีปากเล็กจิ๋วเรียกว่า ‘ท่านพ่อ’หลายชั่วยามที่เฝ้ารอทั้งมารดาและบุตรชายด้วยจิตใจร้อนรน เกรงว่าทั้งคู่จะได้รับอันตราย เลวร้ายที่สุดอาจไม่รอดชีวิตอย่างที่แม่เฒ่าอาวุโสได้ให้คำตักเตือนไว้ กล

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status