Masukหลี่เหมยมองหน้าเซียวติ้งเซิงแล้วยิ้ม นางพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเลอีกต่อไป ในที่สุด ความสุขที่เธอโหยหาก็กลับคืนมาอีกครั้ง...***********ค่ำคืนแห่งเทศกาลโคมไฟถูกประดับไปด้วยแสงสีทองและแดงสด เสียงพลุไฟดังก้องสะท้อนอยู่รอบลานกว้างหน้าเรือน เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ผสมผสานกับกลิ่นอาหารที่อบอวลจากหม้อไฟขนาดใ
การสูญเสียที่ไม่อาจยอมรับได้ทำให้หลี่เหมยเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองลงด้วยอาการตรอมใจ แต่ในห้วงเวลาสุดท้ายของการจากไป จิตใจของเธอกลับสงบและเต็มไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์ การยอมสละทุกสิ่งในชีวิตเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า ทำให้เธอได้สร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ที่ได้กลายเป็นสะพานเชื่อมให้เธอกลับไปสู่จุดจุดเดิมท
"อาหยวน! อาจื้อ อาหนิง มานั่งกินข้าวกันเร็ว!"แต่สิ่งที่ตอบกลับมานั้นมีเพียงเสียงสะท้อนแว่ว ๆ ของตนเองในความว่างเปล่า...รอบกายของนางไม่มีใครอีกแล้ว ไม่มีรอยยิ้มสดใสของลูก ๆ ไม่มีเสียงหัวเราะคิกคักของหลาน ๆ ที่วิ่งเล่นซุกซนอยู่ในบ้าน หัวใจของหลี่เหมยบีบรัดแน่นด้วยความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง
เสียงเครื่องวัดชีพจรในห้องคนป่วยดัง "ติ๊ด…ติ๊ด…ติ๊ด…" เนิ่นนานกว่าหนึ่งปีเต็ม ที่ร่างของหลี่เหมยนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลแห่งนี้ สีหน้าของเธอนั้นสงบราวกับคนที่หลับใหลไปในห้วงนิทราอันยาวนานข้างกายของหลี่เหมย มีเพียงป้าหลัว หญิงวัยกลางคนที่จงรักภักดี คอยดูแลเธออย่างใกล้ชิดไม่เคยห่างกาย ถึงจะมี
เขานั่งนิ่ง ร่างสูงใหญ่สั่นเทา ดวงตาที่เคยเด็ดเดี่ยวกลับพร่ามัวไปด้วยน้ำตา ทุกคนจึงได้ตระหนักในชั่วขณะนั้นว่า... หลี่เหมยมีความสำคัญต่อเขามากเพียงใด บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นขาดห้วง อากาศหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออกทว่าในท่ามกลางความเศร้าโศกนั้น เสี่ยวม่ายที่พยายามควบคุมน้ำตา เดินไปยังโต๊ะกลา
เสียงสะอื้นแผ่วเบาของเด็ก ๆ ทั้งสามดังลอดออกมาจากเรือนนอนที่เงียบสงัด ราวกับสายลมเศร้าที่กำลังร่ำร้องปลุกปลอบวิญญาณของผู้เป็นย่าให้ตื่นขึ้นมา ทว่า...ความเงียบวังเวงกลับเป็นสิ่งเดียวที่โอบล้อมอยู่เซียวติ้งเซิงก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักอึ้ง ใจที่เคยแข็งแกร่งยิ่งกว่าหินผากำลังแหลกสลายอย่างไม่อาจต้าน ดวง
สองเดือนผ่านไป (แคว้นเว่ย)นับตั้งแต่ที่องค์ชายสี่จ้าวหานแห่งต้าเซิ่ง ส่งสารลับไปยังแคว้นเว่ย ช่วงเวลาแห่งความสงบชั่วคราวได้ถูกฉีกกระชากออก เมื่อลมหายใจแห่งสงครามเริ่มพัดโชยเข้ามาในท้องพระโรงของแคว้นเว่ย บรรยากาศภายในเมืองหลวงของแคว้นเว่ยนั้นแตกต่างจากต้าเซิ่งโดยสิ้นเชิง ที่นี่ไม่มีกลิ่นอายของความเ
"แคร่ก ๆ ๆ ..." เสียงไอแหบแห้งดังขึ้นในท้องพระโรงดังก้องไปทั่ว"ฝ่าบาท! ฝ่าบาททรงประชวรหนักพ่ะย่ะค่ะ! ควรหยุดการถกเถียงไว้ก่อน!"กงกงคนสนิทรีบวิ่งเข้าไปพยุงพระองค์ด้วยความเป็นห่วง"แคร่กๆ ... อึก!"ทันใดนั้น ฮ่องเต้ก็ทรงไอออกมาเป็นเลือดสด ๆ คำหนึ่ง ก่อนที่พระวรกายจะอ่อนยวบลง และหมดสติไปในที่สุด!"ฝ่
"และสารฉบับสุดท้าย... ส่งถึงจ้าวอวี้ที่เมืองจิงอัน อย่าให้มีอะไรผิดพลาดแม้แต่น้อย!" ฮ่องเต้ทรงเน้นย้ำคำสุดท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นราวกับคมดาบ แววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาเมื่อครู่ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดขาดขององค์จักรพรรดิผู้ไม่ยอมให้ใครมาคุกคามแผ่นดินของพระองค์"พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท!" กงกงรับสารลั
"ขอรับ... ขอรับ" ผู้รายงานรีบปรับคำพูด"...""กองทัพของหย่งอันอ๋อง... แตกต่างจากที่กระหม่อมเคยได้ยินมามากขอรับ" เขาหยุดชะงักเล็กน้อยราวกับกำลังหาคำที่เหมาะสม "...""ถึงแม้จะประจำการอยู่ในพื้นที่ชายแดน แต่ทหารทุกนายล้วนมีระเบียบวินัยสูงยิ่ง การฝึกซ้อมก็เข้มงวดและจริงจัง กระหม่อมสังเกตได้ถึงความแข็งแ







