LOGINกลิ่นฉุนของน้ำยาฆ่าเชื้อตลบไปทั่วห้อง แสงจ้าสว่างระเรื่อของโคมไฟเหนือศีรษะ...และเสียงชีพจรที่ดังอยู่ข้างหู รตีค่อยๆ ลืมตา รู้สึกเหมือนหัวใจที่เต้นอีกครั้ง เธอค่อยๆ ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมองดู แม้จะรู้สึกถึงอาการเจ็บร้าวนิดๆ ที่แขนทั้งสองข้าง กลับความผิดแปลกของมือเรียวยาวทั้งคู่ที่ดูไม่คุ้นสายตาเธอสักนิดราวกับร่างกายนี้ไม่ใช่ของเธอ
“มือนี่มัน...” รตีค่อยๆ ขยับตัวหันเอี้ยวไปมองด้านข้างตัวและกวาดสายตาไปรอบบริเวณห้อง เธอไม่พบใครสักคนในห้องที่เงียบสงบ แสงแห่งความมืดกลืนกินห้องสี่เหลี่ยมนี้ไปครึ่งห้อง รตีรู้สึกได้ถึงแผลที่เจ็บแปลบอยู่ตรงช่วงท้องถูกบีบรัดหลวมๆ ไว้ด้วยผ้าพันแผล สมองของเธอในตอนนี้มึนงงด้วยจับต้นชนปลายเหตุการณ์ไม่ถูก
“กะรัต คุณฟื้นแล้วที่รัก...” เสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังของประตูที่ถูกเปิดออก รตีงงงวยกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ชายหนุ่มร่างสูงวิ่งถลาเข้ามายังเตียงคนไข้ก่อนจะกอดรัดร่างบางของรตีอย่างตั้งใจ กลิ่นน้ำหอมอ่อนลอยฟุ้งแตะจมูกหญิงสาวเธอชะงักไปชั่วครู่ราวกับรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง
...อย่าไว้ใจเขา...
รตีกาลผละตัวเล็กน้อยจนคนตรงหน้ารู้สึกได้ ชายหนุ่มสบตารตีพลางอมยิ้มอย่างอ่อนโยน แต่มีอะไรบางอย่าง...เย็นเหยียบแทรกอยู่ เธอรู้สึกไม่ไว้วางใจคนตรงหน้ามากนักราวกับมีบางอย่างกำลังเตือนเธอ
ภายในหัวของเธอไม่มีความทรงจำ ไม่มีชื่อของเขาปรากฏขึ้นแต่ลึกลงไปในกระดูก เธอกลับรู้สึกหนาววาบ เหมือนเคยเห็นแววตาคู่นี้...ในความฝันที่เต็มไปด้วยเลือด ความพร่ามัวและความเจ็บปวด
“ฉันไม่ใช่...” เสียงเธอสั่น เบา และแผ่วราวกับคนละเมอ
“ฉันชื่อ... รตี...”
ชวิณชะงัก แววตาที่อ่อนโยนในตอนแรกสั่นไหวเล็กน้อยเหมือนเงาแห่งความสงสัยพาดผ่าน แต่แล้วเขาก็ยิ้มอีกครั้ง รอยยิ้มที่แห้งจนไม่รู้สึกในแววตา
“คุณจำอะไรไม่ได้เลยเหรอกะรัต...” เขาเอื้อมมือมาแตะมือเธอเบาๆ รตีหลบสายตาเขาแบบไม่รู้ตัว
“ไม่เป็นไรนะ ผมจะอยู่กับคุณเอง...คอยดูแลสุดที่รักของผม” รตีรู้สึกเหมือนเลือดทั้งตัวหยุดไหลในเสี้ยววินาทีนั้น เธอยิ้มกลับอย่างฝืนใจ พยายามหลบเลี่ยงสายตาที่จ้องมาด้วยความกดดันบางอย่าง
แอ๊ดดดด
เสียงประตูดึงความสนใจของทั้งคู่ ร่างสูงในชุดตำรวจนอกเครื่องแบบเดินรุดเข้ามายืนข้างเตียงของเธอ ทำให้ชวิณต้องเดินหลบไปนั่งรอที่โซฟารับรองแขก แต่ก็ไม่คลาดสายตาจากคนทั้งคู่
“คุณกะรัต? ถ้าคุณโอเคขึ้นแล้วผมขอสอบปากคำคดีคุณด้วยครับ...”
เจ้าของดวงคมกริบที่เคยจับเท็จคนโกหกมาแล้วนับไม่ถ้วน เจ้าของแฟ้มสืบสวนที่มีชื่อ กะรัต อยู่ในแฟ้ม เขากางแฟ้มในมือออกช้าๆ พลางมองหน้าของหญิงสาวสลับกับภาพในแฟ้ม รตีจ้องมองดวงตาคมนั้นราวกับขอความช่วยเหลือ เธออึดอัดกับชวิณมากยิ่งกว่าตำรวจที่อยู่ตรงหน้าเธอเสียอีก
“คุณจะสอบปากคำฉันเรื่องอะไรคะ...”
“ผมขอคุยกับคุณกะรัตสักครู่ เชิญคุณด้านนอกก่อนครับ” สารวัตรไม่ตอบเธอทันทีแต่กลับหันหน้าไปยังชวิณที่นั่งนิ่งอยู่ เขาพงักหน้าตอบรับและเดินออกไปโดยง่าย หญิงสาวถอนหายใจอย่างโล่งอกจนคิรากรสังเกตได้ เขาเห็นแววตานั้นชัด ดวงตาคู่นั้นของเธอไม่ใช่ดวงตาของคนที่เคยรักษาตัวจากอาการภาวะซึมเศร้า หากแต่เป็นสายตาของใครบางคนที่เพิ่งข้ามผ่านความตายมา...
“ผมเคยสอบสวนคดีของคุณ แต่คุณหายตัวไปก่อน” เขาเดินเข้ามาใกล้หญิงสาว
“ตอนนี้คุณบอกได้ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น...”หญิงสาวเม้มปากแน่นคำตอบค้างอยู่ที่ริมฝีปาก แต่สิ่งที่หลุดออกมากลับเป็นเสียงสะอื้นเบาๆ น้ำตาไหลช้าๆ ราวกับไม่เข้าใจว่ากำลังอยู่ที่ไหน หรือเป็นใครกันแน่
“ฉัน...ฉันชื่อ รตีกาล” เสียงกระซิบของเธอแผ่วเบา
สารวัตรคิรากรชะงักนิ่ง ไม่ใช่ชื่ออยู่ในแฟ้ม ไม่ใช่ผู้หญิงที่เขาเคยพบแต่บางอย่างในน้ำเสียงนั้น... จริงเกินกว่าจะปฏิเสธได้ คิรากรเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ร่างบางยกมือขึ้นปาดน้ำตาและข่มเสียงสะอื้นไว้
เขาหยิบรูปถ่ายในแฟ้มออกมาก่อนจะส่งให้รตี รตีหยิบเอาภาพใบนั้นมาจ้องมองด้วยสายตาฉงน เธอส่ายหัวไปเบาๆ และพึมพำในลำคอคนเดียว
“รูปนี่มัน...”
“รูปนี้คือรูปของคุณ...วันที่ผมเข้าสอบปากคำวันแรก...”
“ไม่ใช่ค่ะ นี่ไม่ใช่รูปของฉัน ฉันไม่ได้หน้าตาแบบนี้...” สารวัตรหนุ่มมองใบหน้าหญิงสาวสลับกับรูปภาพนั้นด้วยความฉงน มองดูยังไงก็คนๆ เดียวกันชัดๆ แต่หญิงสาวกลับปฏิเสธเขาเสียงแข็ง
เสียงประตูรถยนต์ยุโรปปิดลงอย่างนุ่มนวล รตีกาลในชุดสีชมพูอ่อนเรียบหรูยืนอยู่ตรงหน้าคฤหาสน์หรูกลางเมือง ตัวบ้านทรงโมเดิรนสามชั้นล้อมด้วยสวนประดับและน้ำพุหินอ่อนตรงกลางลานหน้าบ้าน รตีกาลในร่างกะรัตเดินก้าวเท้าขึ้นไปยังลานหน้าประตูบ้าน ปรากฏเงาสะท้อนของตนเองในกระจก หญิงสาวผิวขาวอมชมพู ใบหน้าเรียวคม รูปตาเศร้าแบบคนที่เคยชินกับการเก็บความรู้สึกไว้ข้างใน ต่างจากใบหน้าธรรมดาของเธอในร่างเดิมของเธออย่างสิ้นเชิง เธอสูดลมหายใจลึก ข่มใจไม่ให้ประหม่าเมื่อคนขับรถเปิดประตูให้ “คุณกะรัต ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ” กะรัตยืนนิ่งชะงักเมื่อประตูถูกเปิดออก เผยให้เห็นภายในบริเวณบ้านที่กว้างขวางและหรูหรา เหล่าแม่บ้านใส่ชุดเมดเหมือนในหนังที่รตีเคยดู ยืนเรียงรายขนาบข้างประตูทั้งสองข้าง หญิงวัยกลางคนเดินมาหยุดตรงหน้าของรตีกาลพลางก้มลงนั่งย่อๆ และวางรองเท้าบุนิ่มสีขาวสะอาดตรงปลายเท้าเรียวงามของเธอ “คุณหนูสวมรองเท้าก่อนนะคะ ชามะลิพร้อมแล้วที่ห้องนั่งเล่นค่ะ” รตีรีบใส่รองเท้านั้นก่อนจะพงักหน้าให้หญิงวัยกลางคน เธอจึงเดินนำรตีเข้าไปยังอาคารปีกขว
“คุณกะรัต นี่คือภาพถ่ายจากวันสอบปากคำและเป็นภาพเดียวกันกับประวัติผู้ป่วยของคุณ เมื่อหกเดือนก่อนครับ” “ไม่ใช่ค่ะ ฉันไม่เคยแต่งตัวแบบนี้ ไม่เคยรู้สึกว่างเปล่าแบบในรูปนั้นเลย แล้วหน้านี้ก็ไม่ใช่หน้าของฉัน...” สารวัตรคิรากรถอนหายใจพลางหยิบคว้าเอากระจกเล็กๆ ในลิ้นชักข้างเตียงแล้วยื่นให้เธอ “งั้นลองดูตัวเองตอนนี้แล้วบอกผมสิครับ ใช่คุณมั้ย...” มือของรตีกาลรับกระจกจากชายหนุ่มอย่างลังเล เธอค่อยเพล่งมองไปที่กระจกเงาบานเล็กตรงหน้าราวกับหวังจะเห็นเงาของตัวเองที่คุ้นเคยอยู่ในกระจกบานนั้น แต่สิ่งที่ปรากฏกลับทำให้หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ เงาที่กระทบกระจกคือ ใบหน้าขาวเนียนซีดรูปไข่ที่อ่อนแรงด้วยอาการป่วย แต่กลับเปล่งประกายระเรื่อราวหยกขาวไร้มลทิน ดวงตากลมโตสีดำประกายอมเทาหม่น ขนตาโค้งงอนคล้ายภาพวาด คิ้วเรียงยาวโค้งรับกับสันจมูกเล็กๆ ได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่มสีพีชจาง แม้ไร้เครื่องสำอางก็ยังดูเย้ายวนน่าสัมผัส เส้นผมยาวสีดำสนิทปล่อยคลอเคลียแก้มขาวนั้น ลอนผมอ่อนๆ คล้ายเพิ่งสางด้วยนิ้วมือของสายลม เธอเผลอยกมือขึ้นแตะแก้มเบาๆ เงาในกระจกขยับตามการเคลื่
กลิ่นฉุนของน้ำยาฆ่าเชื้อตลบไปทั่วห้อง แสงจ้าสว่างระเรื่อของโคมไฟเหนือศีรษะ...และเสียงชีพจรที่ดังอยู่ข้างหู รตีค่อยๆ ลืมตา รู้สึกเหมือนหัวใจที่เต้นอีกครั้ง เธอค่อยๆ ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมองดู แม้จะรู้สึกถึงอาการเจ็บร้าวนิดๆ ที่แขนทั้งสองข้าง กลับความผิดแปลกของมือเรียวยาวทั้งคู่ที่ดูไม่คุ้นสายตาเธอสักนิดราวกับร่างกายนี้ไม่ใช่ของเธอ “มือนี่มัน...” รตีค่อยๆ ขยับตัวหันเอี้ยวไปมองด้านข้างตัวและกวาดสายตาไปรอบบริเวณห้อง เธอไม่พบใครสักคนในห้องที่เงียบสงบ แสงแห่งความมืดกลืนกินห้องสี่เหลี่ยมนี้ไปครึ่งห้อง รตีรู้สึกได้ถึงแผลที่เจ็บแปลบอยู่ตรงช่วงท้องถูกบีบรัดหลวมๆ ไว้ด้วยผ้าพันแผล สมองของเธอในตอนนี้มึนงงด้วยจับต้นชนปลายเหตุการณ์ไม่ถูก “กะรัต คุณฟื้นแล้วที่รัก...” เสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังของประตูที่ถูกเปิดออก รตีงงงวยกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ชายหนุ่มร่างสูงวิ่งถลาเข้ามายังเตียงคนไข้ก่อนจะกอดรัดร่างบางของรตีอย่างตั้งใจ กลิ่นน้ำหอมอ่อนลอยฟุ้งแตะจมูกหญิงสาวเธอชะงักไปชั่วครู่ราวกับรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ...อย่าไว้ใจเขา... รตีกาลผละตั
ยังไม่ทันได้พูดจบดาราวดีก็เดินมาหยุดตรงหน้ารตี ก่อนจะพงักหน้าเป็นเชิงว่าให้กลับบ้านได้แล้ว แม้รตีจะอยากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอให้เพื่อนสนิทฟังแค่ไหน ก็เหมือนไม่ใช่เวลาที่จะเปิดปากพูดอะไรเธอจึงเดินกลับเข้าไปหยิบกระเป๋าถือเพื่อเตรียมจะกลับบ้านแต่ดาราวดีก็เดินตามเธอเข้ามาในห้องก่อนแล้วค่อยๆ ปิดประตู พลางนั่งลงที่เก้าอี้ใกล้ทางออก “หนักเลยสิเมื่อคืน พี่เพิ่งเคยเจอคนที่เห็นเขาชัดๆ เธอเป็นคนแรกเลย” “พี่หมายความว่ายังไงคะ” “เธอเห็นเขาใช่มั้ย” ดาราวดีทำหน้านิ่งจริงจัง รตีพงักหน้าพลางเดินมานั่งลงตรงหน้าของเธอ “ที่นี่เวรดึกอยู่ยากนะ ถึงจะบอกว่าสายงานนี้เจออะไรแบบนี้เป็นปกติแต่... ถ้าเจอจังๆ แบบเธอ ไม่เคยมีใครอยู่ได้สักคน” “เขาเป็นใครเหรอคะ” “บางคนก็เล่าว่า เป็นคนไข้ที่ช็อคเสียชีวิตในห้องพักผู้ป่วย บางคนก็เล่าว่า เขาอยู่ที่เป็นเจ้าที่มานานแล้ว พี่เลยไม่อยากให้เธอเล่าหรือบอกใครเรื่องนี้ เพื่อนๆ จะกลัวเวลาเข้าเวรดึกกันเปล่าๆ” “ค่ะพี่ หนูจะไม่พูดเรื่องนี้อีก” “ที่แผนกน
แสงสีขาวส่องสว่างไปทั่วห้องโถงใหญ่ เสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังก้าวเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ ร่างบางเอียงคอลงเล็กน้อยคล้ายชะเง้อมองให้เห็นถึงร่างของผู้มาเยือนด้วยความสงสัยแต่ก็ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้านั้นก้าวเข้ามาใกล้อย่างสม่ำเสมอ รตีเริ่มใจคอไม่ดีนักเพราะบริเวณเคาเตอร์พยาบาลนั้นมีเพียงเธอคนเดียวที่ยืนรับบริการอยู่และในช่วงเวลาดึกสงัดเกือบเที่ยงคืน อดไม่ได้เลยที่เธอจะรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมา รตีค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากเคาเตอร์เพื่อมองหาที่มาของเสียง ดึกขนาดนี้ญาติคนไข้หรือคนไข้กันแน่ที่เดินไปเดินมาในเขตห้องพักผู้ป่วยแบบนี้ เสียงฝีเท้ายังคงก้าวเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แต่รตีกลับไม่พบเจ้าของเสียงฝีเท้านั้น เธอเดินวนไปวนมาระหว่างทางเดินเข้าห้องโถงและทางเดินหน้าห้องพักคนไข้ แต่ก็ไม่พบใครทั้งนั้นจนเลือดในกายเริ่มร้อนผ่าวด้วยความกลัว “รตี! เดินหาอะไรอ่า” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางเคาเตอร์ทำเอารตีที่กำลังเดินวนหาต้นเสียงนั้นถึงกับสะดุ้งสุดตัว เธอหันควับกลับมาที่ต้นเสียง “พี่ดา ตกใจหมด ทำไมมาเงียบๆ คะ” “พี่ต้องถามรตีไหม เดินหาอะไรอ่านานสองนานล







