LOGIN“คุณกะรัต นี่คือภาพถ่ายจากวันสอบปากคำและเป็นภาพเดียวกันกับประวัติผู้ป่วยของคุณ เมื่อหกเดือนก่อนครับ”
“ไม่ใช่ค่ะ ฉันไม่เคยแต่งตัวแบบนี้ ไม่เคยรู้สึกว่างเปล่าแบบในรูปนั้นเลย แล้วหน้านี้ก็ไม่ใช่หน้าของฉัน...” สารวัตรคิรากรถอนหายใจพลางหยิบคว้าเอากระจกเล็กๆ ในลิ้นชักข้างเตียงแล้วยื่นให้เธอ
“งั้นลองดูตัวเองตอนนี้แล้วบอกผมสิครับ ใช่คุณมั้ย...”
มือของรตีกาลรับกระจกจากชายหนุ่มอย่างลังเล เธอค่อยเพล่งมองไปที่กระจกเงาบานเล็กตรงหน้าราวกับหวังจะเห็นเงาของตัวเองที่คุ้นเคยอยู่ในกระจกบานนั้น แต่สิ่งที่ปรากฏกลับทำให้หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ
เงาที่กระทบกระจกคือ ใบหน้าขาวเนียนซีดรูปไข่ที่อ่อนแรงด้วยอาการป่วย แต่กลับเปล่งประกายระเรื่อราวหยกขาวไร้มลทิน ดวงตากลมโตสีดำประกายอมเทาหม่น ขนตาโค้งงอนคล้ายภาพวาด คิ้วเรียงยาวโค้งรับกับสันจมูกเล็กๆ ได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่มสีพีชจาง แม้ไร้เครื่องสำอางก็ยังดูเย้ายวนน่าสัมผัส เส้นผมยาวสีดำสนิทปล่อยคลอเคลียแก้มขาวนั้น ลอนผมอ่อนๆ คล้ายเพิ่งสางด้วยนิ้วมือของสายลม เธอเผลอยกมือขึ้นแตะแก้มเบาๆ เงาในกระจกขยับตามการเคลื่อนไหวนั้นทันที
“นี่...มันอะไร?” เสียงเธอแผ่วเบาราวเสียงกระซิบอีกครั้งคล้ายกำลังทวงถามตัวเองถึงคำตอบที่ต้องการ
“ผมคิดว่า อุบัติเหตุครั้งนี้คงทำให้ความทรงจำของคุณเสียหาย ผมว่าคุณหมอจะช่วยคุณได้”
“อุบัติเหตุอะไรเหรอคะ ฉันจำได้แค่ว่าฉันกำลังข้ามถนนแล้ว...”
“ข้ามถนนเหรอ ไม่นะครับมีคนพบคุณหมดสติอยู่ที่บ้าน ในมือของคุณกำมือที่เสียบอยู่ในร่างของคุณ”
“มีดเสียบในร่างฉัน...”
“คดีของคุณไม่พบรอยนิ้วมือ ไม่พบใครในที่เกิดเหตุ ทุกคนลงความเห็นว่าคุณฆ่าตัวตายเพราะอาการซึมเศร้า” สารวัตรหยิบเอารูปภาพอีกรูปออกมาจากแฟ้มและยื่นให้รตีกาล เธอจ้องมองภาพร่างของหญิงสาวที่นอนหมดสติจมกองเลือดสีแดงฉานรอบตัว ในมือของเธอจับด้านเล็กๆ ที่ปักอยู่ที่ท้องไว้แน่น เธอรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาที่แผลตรงหน้าท้องจนต้องเอื้อมมือลงไปกุมท้องไว้
“ไม่จริง ฉันไม่ได้ฆ่าตัวตาย...มันเป็นการจัดฉาก ฉัน...” รตีกาลเสียงสั่นแม้จะไม่เข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดแต่ความรู้สึกของเธอกลับตอกย้ำว่าร่างนี้ไม่ได้ทำแบบในรูปภาพหรือที่คนอื่นสันนิษฐานไว้
“คุณเสียชีวิตไปแล้ว ตั้งแต่ 2 ทุ่มแต่เหมือนปาฏิหารณ์ที่คุณฟื้นกลับคืนมา” รตีกาลชะงักเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก
“ฉันไม่ใช่กะรัต...” เธอกระซิบเสียงแผ่ว
“ฉันชื่อรตีกาล...ฉันถูกรถชน แล้ว...แล้วฉันก็ตื่นขึ้นมาในร่างนี้” คิรากรนิ่งงัน แววตาเรียบเฉียบแต่สะท้อนความสั่นไหวเล็กน้อยอย่างที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ
“คุณกำลังจะพูดว่า คุณไม่ใช่กะรัต?” เธอพงักหน้า ดวงตาแน่วแน่ในคำตอบ
“ฉันชื่อรตีกาล ฉันเป็นพยาบาลค่ะ ฉันถูกรถชนตอนที่กำลังเดินข้ามถนนหลังจากที่ฉันเลิกงาน แล้วฉันก็ฝัน ฝันว่าได้ยินเสียงร้องไห้ รอยเลือด เสียงกรีดและสร้อยคอจี้รูปหัวใจ จากนั้นฉันก็...ตื่นมาในร่างนี้ ในร่างของผู้หญิงคนนี้” เธอกดตาต่ำราวกับขบคิดบางอย่าง ก่อนจะชี้ไปที่อกด้านซ้าย
“แล้วมีบางอย่าง...ตรงนี้ ในใจฉัน มันเหมือนว่าฉันจำไม่ได้ทั้งหมด แต่ฉันรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของเธอ...ของกะรัต เหมือนเธออยู่ในนี้ ร้องไห้เงียบๆ อยู่ในตัวฉัน”
คิรากรเงียบนิ่ง ดวงตาคมคู่นั้นนิ่งลึกจนอ่านไม่ออก เขาหยิบเอาสร้อยเส้นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อสูท สร้อยคอจี้รูปหัวใจภายในมีดอกไม้สีซีดๆ เขาวางลงบนฝ่ามือเธออย่างช้าๆ
“นี่คือของกลางที่พบในที่เกิดเหตุ ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน ไม่ใช่ของกะรัต แต่ตอนที่คุณพูดถึงมันเมื่อครู่...ผมเชื่อว่ากะรัตเห็นมันจริงๆ ก่อนตาย”
รตีกาลยกมือแตะสร้อย จังหวะนั้นเองแสงวูบหนึ่งแวบขึ้นในหัวของเธอ เสียงหวีดบางเบาราวกับหญิงสาวกำลังกรีดร้องอย่างไร้เสียง ภาพมือที่ถือมีดพุ่งเข้ามายังตัวเธอ...แวบมาเพียงครู่ราวเสี้ยววินาทีแต่ก็ทำให้ร่างบางถึงกับสะดุ้ง
“ฉันไม่ได้ฆ่าตัวตาย” เสียงกระซิบที่ไม่ใช่เสียงของเธอดังสะท้อนในหูทั้งสองข้าง รตีตัวสั่นเธอยกมือขึ้นแตะที่หูทั้งสองข้าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม
“กะรัต...เธอกำลังขอให้ฉันสืบคดีของเธอค่ะ” เสียงของรตีกาลแผ่วเบาแต่ชัดเจน
“ผมคงต้องเชื่อคุณเพราะคุณไม่มีอะไรที่ดูคล้ายกะรัตคนเดิมที่ผมรู้จักสักนิด...”
“หมายความว่ายังไงคะ คนเดิมที่รู้จัก...คุณรู้จักกับผู้หญิงคนนี้เหรอคะ...” รตีกำลังจะถามต่อแต่เสียงประตูหน้าห้องดังขึ้นดึงความสนใจของทั้งคู่ไปเสียก่อน ชวิณเดินเข้ามาพร้อมคุณหมอ สารวัตรหนุ่มจึงขอตัวออกจากห้องไปก่อน ทิ้งเพียงความสงสัยเอาไว้ให้กับรตีกาลเพียงเท่านั้น
เสียงประตูรถยนต์ยุโรปปิดลงอย่างนุ่มนวล รตีกาลในชุดสีชมพูอ่อนเรียบหรูยืนอยู่ตรงหน้าคฤหาสน์หรูกลางเมือง ตัวบ้านทรงโมเดิรนสามชั้นล้อมด้วยสวนประดับและน้ำพุหินอ่อนตรงกลางลานหน้าบ้าน รตีกาลในร่างกะรัตเดินก้าวเท้าขึ้นไปยังลานหน้าประตูบ้าน ปรากฏเงาสะท้อนของตนเองในกระจก หญิงสาวผิวขาวอมชมพู ใบหน้าเรียวคม รูปตาเศร้าแบบคนที่เคยชินกับการเก็บความรู้สึกไว้ข้างใน ต่างจากใบหน้าธรรมดาของเธอในร่างเดิมของเธออย่างสิ้นเชิง เธอสูดลมหายใจลึก ข่มใจไม่ให้ประหม่าเมื่อคนขับรถเปิดประตูให้ “คุณกะรัต ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ” กะรัตยืนนิ่งชะงักเมื่อประตูถูกเปิดออก เผยให้เห็นภายในบริเวณบ้านที่กว้างขวางและหรูหรา เหล่าแม่บ้านใส่ชุดเมดเหมือนในหนังที่รตีเคยดู ยืนเรียงรายขนาบข้างประตูทั้งสองข้าง หญิงวัยกลางคนเดินมาหยุดตรงหน้าของรตีกาลพลางก้มลงนั่งย่อๆ และวางรองเท้าบุนิ่มสีขาวสะอาดตรงปลายเท้าเรียวงามของเธอ “คุณหนูสวมรองเท้าก่อนนะคะ ชามะลิพร้อมแล้วที่ห้องนั่งเล่นค่ะ” รตีรีบใส่รองเท้านั้นก่อนจะพงักหน้าให้หญิงวัยกลางคน เธอจึงเดินนำรตีเข้าไปยังอาคารปีกขว
“คุณกะรัต นี่คือภาพถ่ายจากวันสอบปากคำและเป็นภาพเดียวกันกับประวัติผู้ป่วยของคุณ เมื่อหกเดือนก่อนครับ” “ไม่ใช่ค่ะ ฉันไม่เคยแต่งตัวแบบนี้ ไม่เคยรู้สึกว่างเปล่าแบบในรูปนั้นเลย แล้วหน้านี้ก็ไม่ใช่หน้าของฉัน...” สารวัตรคิรากรถอนหายใจพลางหยิบคว้าเอากระจกเล็กๆ ในลิ้นชักข้างเตียงแล้วยื่นให้เธอ “งั้นลองดูตัวเองตอนนี้แล้วบอกผมสิครับ ใช่คุณมั้ย...” มือของรตีกาลรับกระจกจากชายหนุ่มอย่างลังเล เธอค่อยเพล่งมองไปที่กระจกเงาบานเล็กตรงหน้าราวกับหวังจะเห็นเงาของตัวเองที่คุ้นเคยอยู่ในกระจกบานนั้น แต่สิ่งที่ปรากฏกลับทำให้หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ เงาที่กระทบกระจกคือ ใบหน้าขาวเนียนซีดรูปไข่ที่อ่อนแรงด้วยอาการป่วย แต่กลับเปล่งประกายระเรื่อราวหยกขาวไร้มลทิน ดวงตากลมโตสีดำประกายอมเทาหม่น ขนตาโค้งงอนคล้ายภาพวาด คิ้วเรียงยาวโค้งรับกับสันจมูกเล็กๆ ได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่มสีพีชจาง แม้ไร้เครื่องสำอางก็ยังดูเย้ายวนน่าสัมผัส เส้นผมยาวสีดำสนิทปล่อยคลอเคลียแก้มขาวนั้น ลอนผมอ่อนๆ คล้ายเพิ่งสางด้วยนิ้วมือของสายลม เธอเผลอยกมือขึ้นแตะแก้มเบาๆ เงาในกระจกขยับตามการเคลื่
กลิ่นฉุนของน้ำยาฆ่าเชื้อตลบไปทั่วห้อง แสงจ้าสว่างระเรื่อของโคมไฟเหนือศีรษะ...และเสียงชีพจรที่ดังอยู่ข้างหู รตีค่อยๆ ลืมตา รู้สึกเหมือนหัวใจที่เต้นอีกครั้ง เธอค่อยๆ ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมองดู แม้จะรู้สึกถึงอาการเจ็บร้าวนิดๆ ที่แขนทั้งสองข้าง กลับความผิดแปลกของมือเรียวยาวทั้งคู่ที่ดูไม่คุ้นสายตาเธอสักนิดราวกับร่างกายนี้ไม่ใช่ของเธอ “มือนี่มัน...” รตีค่อยๆ ขยับตัวหันเอี้ยวไปมองด้านข้างตัวและกวาดสายตาไปรอบบริเวณห้อง เธอไม่พบใครสักคนในห้องที่เงียบสงบ แสงแห่งความมืดกลืนกินห้องสี่เหลี่ยมนี้ไปครึ่งห้อง รตีรู้สึกได้ถึงแผลที่เจ็บแปลบอยู่ตรงช่วงท้องถูกบีบรัดหลวมๆ ไว้ด้วยผ้าพันแผล สมองของเธอในตอนนี้มึนงงด้วยจับต้นชนปลายเหตุการณ์ไม่ถูก “กะรัต คุณฟื้นแล้วที่รัก...” เสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังของประตูที่ถูกเปิดออก รตีงงงวยกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ชายหนุ่มร่างสูงวิ่งถลาเข้ามายังเตียงคนไข้ก่อนจะกอดรัดร่างบางของรตีอย่างตั้งใจ กลิ่นน้ำหอมอ่อนลอยฟุ้งแตะจมูกหญิงสาวเธอชะงักไปชั่วครู่ราวกับรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ...อย่าไว้ใจเขา... รตีกาลผละตั
ยังไม่ทันได้พูดจบดาราวดีก็เดินมาหยุดตรงหน้ารตี ก่อนจะพงักหน้าเป็นเชิงว่าให้กลับบ้านได้แล้ว แม้รตีจะอยากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอให้เพื่อนสนิทฟังแค่ไหน ก็เหมือนไม่ใช่เวลาที่จะเปิดปากพูดอะไรเธอจึงเดินกลับเข้าไปหยิบกระเป๋าถือเพื่อเตรียมจะกลับบ้านแต่ดาราวดีก็เดินตามเธอเข้ามาในห้องก่อนแล้วค่อยๆ ปิดประตู พลางนั่งลงที่เก้าอี้ใกล้ทางออก “หนักเลยสิเมื่อคืน พี่เพิ่งเคยเจอคนที่เห็นเขาชัดๆ เธอเป็นคนแรกเลย” “พี่หมายความว่ายังไงคะ” “เธอเห็นเขาใช่มั้ย” ดาราวดีทำหน้านิ่งจริงจัง รตีพงักหน้าพลางเดินมานั่งลงตรงหน้าของเธอ “ที่นี่เวรดึกอยู่ยากนะ ถึงจะบอกว่าสายงานนี้เจออะไรแบบนี้เป็นปกติแต่... ถ้าเจอจังๆ แบบเธอ ไม่เคยมีใครอยู่ได้สักคน” “เขาเป็นใครเหรอคะ” “บางคนก็เล่าว่า เป็นคนไข้ที่ช็อคเสียชีวิตในห้องพักผู้ป่วย บางคนก็เล่าว่า เขาอยู่ที่เป็นเจ้าที่มานานแล้ว พี่เลยไม่อยากให้เธอเล่าหรือบอกใครเรื่องนี้ เพื่อนๆ จะกลัวเวลาเข้าเวรดึกกันเปล่าๆ” “ค่ะพี่ หนูจะไม่พูดเรื่องนี้อีก” “ที่แผนกน
แสงสีขาวส่องสว่างไปทั่วห้องโถงใหญ่ เสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังก้าวเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ ร่างบางเอียงคอลงเล็กน้อยคล้ายชะเง้อมองให้เห็นถึงร่างของผู้มาเยือนด้วยความสงสัยแต่ก็ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้านั้นก้าวเข้ามาใกล้อย่างสม่ำเสมอ รตีเริ่มใจคอไม่ดีนักเพราะบริเวณเคาเตอร์พยาบาลนั้นมีเพียงเธอคนเดียวที่ยืนรับบริการอยู่และในช่วงเวลาดึกสงัดเกือบเที่ยงคืน อดไม่ได้เลยที่เธอจะรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมา รตีค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากเคาเตอร์เพื่อมองหาที่มาของเสียง ดึกขนาดนี้ญาติคนไข้หรือคนไข้กันแน่ที่เดินไปเดินมาในเขตห้องพักผู้ป่วยแบบนี้ เสียงฝีเท้ายังคงก้าวเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แต่รตีกลับไม่พบเจ้าของเสียงฝีเท้านั้น เธอเดินวนไปวนมาระหว่างทางเดินเข้าห้องโถงและทางเดินหน้าห้องพักคนไข้ แต่ก็ไม่พบใครทั้งนั้นจนเลือดในกายเริ่มร้อนผ่าวด้วยความกลัว “รตี! เดินหาอะไรอ่า” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางเคาเตอร์ทำเอารตีที่กำลังเดินวนหาต้นเสียงนั้นถึงกับสะดุ้งสุดตัว เธอหันควับกลับมาที่ต้นเสียง “พี่ดา ตกใจหมด ทำไมมาเงียบๆ คะ” “พี่ต้องถามรตีไหม เดินหาอะไรอ่านานสองนานล







