Masukชลธีย่อตัวลงตรงหน้าญาณิศา “พ่อชลกลับก่อนนะครับ ญาณินต้องเป็นเด็กดีห้ามดื้อกับแม่ดารู้ไหม”
“ญาณินเป็นเด็กดีเสมอ” แม่หนูน้อยตอบก่อนจะสวมกอดชลธี
“น้าชลไม่ต้องเป็นห่วงญาณินกับน้าดานะครับ ซันจะดูแลอย่างดีเลยครับ”
“ดีมากหนุ่มน้อย”
“เดินทางปลอดภัยนะชล”
“อืม ดาเองก็เหมือนกันนะดูแลตัวเองดี ๆ ถ้าคุณธนวรรธน์รังแกดาอีกล่ะก็รีบโทรบอกชลเลยนะ”
“ทำไมคุณชลถึงพูดแบบนั้นล่ะครับ”
“พี่ชายคุณเคยลวนลามดาต่อหน้าผมมาแล้วครั้งหนึ่ง”
“พี่พีทน่ะเหรอครับเคยลวนลามคุณญาดา เข้าใจอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่าครับ”
“ไม่ผิดหรอกครับผมเห็นด้วยตาของผมเอง”
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าพี่พีทจะทำอย่างที่คุณชลพูด ปกติเขาไม่ใช่คนแบบนั้น”
“รีบไปเถอะชลก่อนที่จะค่ำ ยิ่งไม่ค่อยชินเส้นทางอยู่ด้วย” ณชญาดาพูดตัดบท
ชลธีโบกมือให้ทุกคนก่อนจะขึ้นรถและขับออกไป
“เข้าบ้านกันดีกว่าจ้ะเด็ก ๆ”
ทีฆายุจูงมือญาณิศาเดินขึ้นบันไดเพื่อเข้าไปในตัวบ้านโดยมีผู้ใหญ่ทั้งสองเดินตามไปด้วย
“ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพี่พีทเคยลวนลามคุณ”
“เรื่องมันผ่านไปแล้วค่ะ อย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บอีกเลยนะคะ ถึงพูดไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น”
คำตอบของณชญาดาที่ตอกย้ำว่ามีเรื่องราวเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง สร้างความประหลาดใจให้ธณกฤตได้ไม่น้อย ที่ผ่านมาธนวรรธน์ไม่เคยมีพฤติกรรมอย่างที่สองหนุ่มสาวกล่าวถึงให้เห็นมาก่อน ทำไมถึงมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ เรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้
ฑีฆายุและญาณิศาจูงมือกันเดินนำหน้าณชญาดาเข้ามาที่ห้องอาหาร เพื่อกินมื้อค่ำร่วมกับทุกคน
ทันทีที่ญาณิศาเห็นหน้าธนวรรธน์ก็รีบวิ่งตรงเข้าไปหาเขาด้วยความดีใจ ธนวรรธน์เองก็ย่อตัวลงพร้อมกับกางแขนรอรับร่างของเด็กน้อยที่วิ่งตรงเข้ามา เขากอดเธอไว้ก่อนจะอุ้มขึ้นมาในอ้อมแขน
“คุณลุงมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ”
น้ำเสียงที่เอ่ยถามและแววตาของญาณิศาบ่งบอกถึงความตื่นเต้นดีใจที่ได้พบกับเขาอีกครั้ง
“ลุงเป็นเจ้าของไร่นี้”
“เราไม่ควรไว้ใจคนแปลกหน้านะญาณิน มันอันตราย เขาอาจจะจับตัวเราไปเมื่อไรก็ได้”
“คุณลุงไม่ใช่คนแปลกหน้า เขาเป็นเจ้าของตุ๊กตาผู้พิทักษ์ที่ญาณินเคยเล่าให้พี่ซันฟังไงคะ”
“หมายถึงคุณลุงใจดีคนนั้นน่ะเหรอ”
“ใช่แล้วค่ะ”
“รู้หรือยังว่าลุงเขาชื่ออะไร!”
ญาณิศาส่ายหน้าพร้อมกับหันไปสบตาเขาเพื่อรอฟังคำตอบ
“ลุงชื่อธนวรรธน์ เรียกลุงพีทน่าจะง่ายกว่า แล้วหนุ่มน้อยคนนี้ล่ะชื่ออะไร”
“ฑีฆายุครับ”
“พี่ซันเป็นพี่ขายผู้พิทักษ์ญาณินค่ะลุงพีท” ธนวรรธน์ยิ้มให้เด็กน้อยทั้งสอง
“เด็ก ๆ หิวกันหรือยัง ลุงว่าเรามากินข้าวกันดีกว่า”
“ดีครับ ซันกำลังหิวเลย ท้องซันร้องเป็นเสียงดนตรีแล้วนี่”
คำตอบของหนุ่มน้อยเรียกรอยยิ้มของธนวรรธน์ได้เป็นอย่างดี รอยยิ้มที่น้อยคนนักจะได้เห็น
ธนวรรธน์วางร่างในอ้อมแขนบนเก้าอี้ที่อยู่ติดกับตัวที่เขานั่ง ฑีฆายุรู้งานรีบเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวถัดไป
ทุกคนที่อยู่ภายในห้องนั้น ต่างก็มองภาพความสนิทสนมของธนวรรธน์และเด็กน้อยทั้งสองด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้เห็น ภาพความอ่อนโยนของธนวรรธน์ที่มีต่อญาณิศาและฑีฆายุ
มีเพียงณชญาดาเท่านั้นที่มองเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด ความกลัวแล่นเข้าจับขั้วหัวใจเมื่อได้รับคำตอบที่ค้างคาใจ เกี่ยวกับชายปริศนาที่บุตรสาวของเธอเรียกว่าลุงใจดี แต่ก็พยายามที่จะไม่แสดงพิรุธใดใดออกมาให้คนอื่นจับได้
บัดนี้เธอรู้แล้วว่าอะไรทำให้ญาณิศาไว้ใจและสนิทสนมกับเขาอย่างง่ายดายภายในเวลาอันรวดเร็ว
คำตอบที่ได้รับนั้นมันเกินความคาดหมาย!!
ณชญาดาไม่คิดมาก่อนเลยว่าทั้งคู่จะมีโอกาสโคจรมาพบกัน และได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันเช่นนี้ เห็นทีว่าเธอคงต้องระวังตัวและไม่แสดงพิรุธอะไรให้ใครเกิดความสงสัย
โดยหารู้ไม่ว่ามีใครบางคนกำลังจับตามองพฤติกรรมของเธออย่างใกล้ชิด
“คุณญาดาเชิญทางนี้เลยครับ”
ธนกฤตเลื่อนเก้าอี้ตัวที่อยู่ตรงข้ามกับญาณิศาให้หญิงสาวนั่ง ทั้งที่มันเป็นเก้าอี้ประจำของเขา ส่วนตัวเองก็นั่งตัวถัดไป
“ขอบคุณค่ะ”
จันทราทำหน้าที่ตักข้าวให้ทุกคน เด็ก ๆ เอ่ยปากขอบคุณเธอโดยไม่ต้องรอให้ใครบอก การกระทำของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงการอบรมสั่งสอนที่ได้รับมา
“เด็ก ๆ ครับ นี่คุณยายจันทราครับ คุณยายเป็นคนดูแลเรื่องอาหารของพวกเราทุกคน” ธนกฤตเอ่ย
“สวัสดีครับ/ค่ะ” เด็กน้อยทั้งสองยกมือไหว้ผู้สูงวัยโดยไม่ต้องให้ใครเอ่ยเตือน
“อาหารน่ากินทั้งนั้นเลยนะครับป้าจันทร์”
“วันนี้มีกุ้งเผาของโปรดของคุณพอลด้วยนะคะ”
“เด็ก ๆ ชอบกุ้งเผาไหมครับเดี๋ยวอาพอลแกะเปลือกให้”
ญาณิศาส่ายหน้าแทนคำตอบ
“ไม่ชอบหรือคะ” ธนกฤตถามย้ำ
“ญาณินกินกุ้งไม่ได้หรอกครับอาพอล น้องแพ้กุ้ง คราวที่แล้วเผลอกินเข้าไปโดยไม่รู้ตัว อาการหนักถึงกับต้องไปนอนโรงพยาบาลเลย”
“หนูญาณินแพ้กุ้งเหมือนคุณพีทเลยนะคะ ” จันทราเอ่ย
สายตาของเธอจับจ้องไปที่ณชญาดา เมื่อหญิงสาวเงยหน้ามาประสานสายตากับจันทรา ก็พบกับรอยยิ้มที่อบอุ่นที่อีกฝ่ายมอบให้ทำให้เธอต้องยิ้มตอบ
เพิ่งจะรู้เหมือนกันว่าธนวรรธน์เองก็แพ้กุ้ง
ธนวรรธน์โอบกอดเธอไว้ด้วยความดีใจ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายแห่งความสุข “ผมดีใจมากเลยรู้ไหม ขอบคุณสำหรับของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้ผม” “หุบยิ้มบ้างก็ได้นะคะ ฉันรู้แล้วค่ะว่าคุณมีความสุขมากแค่ไหน” “เราไปบอกข่าวดีนี้กับทุกคนกันเถอะ” ธนวรรธน์และณชญาดาประกาศข่าวดีนี้ให้คนอื่นรู้ ทุกคนต่างก็โห่ร้องแสดงความยินดีกับเขา แม้แต่ญาณิศาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตนเองกำลังจะมีน้อง “น้องอยู่ในนี้เหรอคะแม่ดา” ญาณิศาวางมือบนหน้าท้องแบนราบของมารดา “ใช่แล้วลูก” “เข้าไปอยู่ได้ยังไง” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย คำถามของญาณิศาทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอึ้งไป เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง และพร้อมใจกันยกหน้าที่นี้ให้ณชญาดาเป็นผู้ตอบ “พอหนูโตขึ้นหนูก็จะรู้คำตอบนี้เองค่ะ” “หนูก็เคยอยู่ในท้องของแม่ดามาก่อนใช่ไหมคะ” “ใช่ค่ะ ถึงแม้หนูจะตัวเล็กตอนอยู่ในท้องแม่ แต่หนูดิ้นเก่งมากเลย” “ญาณิศาขาแดนซ์ตัวจริงเสียงจริงอยู่ตรงนี้นี่เอง อาเพิ่งรู้นะว่าญาณินแดนซ์เก่งตั้งแต่ยัง
“น่าสงสารคุณวันนะคะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง” “สงสารวันทั้งที่วันส่งคนมาจับตัวลูกของเราไปน่ะเหรอ คนแบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกญาดา” “ฉันรู้ค่ะพีทว่าสิ่งที่เธอทำลงไปมันผิด แต่ฉันก็ไม่อยากที่จะไปซ้ำเติมอะไรเธอมากไปกว่านี้” “ใจดีมากเกินไปหรือเปล่าครับคุณญาดา” “ฉันแค่สงสารเธอเท่านั้นเองค่ะคุณพอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องนะคะ ฉันเชื่อค่ะว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับสิ่งนั้นเป็นการตอบแทน” “เราออกเดินทางกันดีกว่า ขืนชักช้าก็อาจจะตกไฟร์ทได้” “เดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งพวกพี่ที่สนามบินเองครับ” “เด็ก ๆ ออกเดินทางกันได้แล้วลูก” ในขณะที่ทุกคนเดินไปขึ้นรถ ช้อยก็ถึงกับเข่าอ่อนเมื่อแอบได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับชะตากรรมเจ้านายของตัวเอง ดีนะที่ไม่พลอยติดร่างแหไปด้วย ไม่งั้นคงได้ไปกินข้าวแดงในคุกแน่ นาทีนั้นช้อยก็ตัดสินใจที่จะแปรพักตร์มาอยู่กับนายหญิงคนใหม่ของไร่ธนวรรธน์ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าขืนยังกระด้างกระเดื่องมีหวังได้โดนไล่ออกเป็นแน่ ใครจะว่ายังไงก
ร่างกายของณชญาดาร้อนผ่าวไปกับการกระทำของเขา ลมหายใจหอบกระชั้นที่เป่ารดลงมาของอีกฝ่าย สร้างความวาบหวามให้เธอได้เช่นกัน ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่กำลังคลอเคลียใกล้ชิดจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้หญิงสาวคิดอะไรไม่ออก รู้แต่เพียงว่าอยากให้เขาพาเธอไปให้สุดทาง ไม่ว่าเขาจะพาเธอไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ที่ไหน เธอก็พร้อมที่จะไปกับเขา ใช่แต่เธอเท่านั้นที่รู้สึก ร่างกายเขาเองก็แทบจะลุกโลดไปด้วยไฟรักที่ร้อนแรงเช่นกัน หญิงสาวยอมทำทุกอย่างตามเสียงกระซิบสั่งของธนวรรธน์ดุจต้องมนตร์ ไม่ว่าเขาสั่งให้ทำอะไรเธอก็ทำตามโดยไม่ขัดขืน อีกทั้งยังตอบสนองจุมพิตและโอบรัดร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตามที่เขาร้องขอ แถมยังเผลอเบียดตัวเข้าหาเขาแทนการวิงวอนร้องขอให้เขาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งธนวรรธน์ก็ทำตามคำวิงวอนนั้นโดยไม่รั้งรอ ความเชี่ยวชาญและช่ำชองของเขานั้น ไม่ทำให้หญิงสาวต้องเจ็บปวดอย่างที่เคยนึกหวั่น เพราะห่างหายจากเรื่องเหล่านี้มานานเท่ากับอายุของลูก แต่มันหาเป็นเช่นนั้น เธอรู้สึกแต่เพียงความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ถูกซุ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญบนเวที เจ้าบ่าวได้ทำเซอร์ไพรสเจ้าสาว ด้วยการออกมาโชว์สเต็ปการเต้นพร้อมกับน้องชายของเขา และที่จะขาดไม่ได้เลยคือสองแสบวัยซนประจำไร่ ไม่รู้ไปแอบซุ่มซ้อมเต้นกันมาตั้งแต่เมื่อไร เสียงกรี๊ดกร๊าดพร้อมเสียงปรบมือตามจังหวะดังขึ้นตลอดเวลา แขกที่มาร่วมงานดูจะชื่นชอบและสนุกสนานไปกับเซอร์ไพรสในครั้งนี้ การแสดงของพวกเขาได้สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะณชญาดา ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างธนวรรธน์จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เซอร์ไพรสเธอแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่วิสัยของเขาแต่เขาก็ทำเพื่อเธอ หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำ เรียกได้ว่างานฉลองมงคลสมรสของธนวรรธน์และณชญาดา ได้ถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง และคงจะเป็นที่กล่าวขานกันไปอีกพักใหญ่เกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของเจ้าบ่าว เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเข้าหอคุณจันทราซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุด ได้เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาว “ป้าขออวยพรให้พวกคุณทั้งสองดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็รักกันให้มาก ๆ ครองรักกันอย่า
“จริงเหรอครับคุณวุธ” “จริงครับ แต่มันก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง คนเป็นแม่เหนื่อยกว่าเราเยอะ” “ไม่เป็นไรผมยอมเหนื่อยเพื่อลูก” “แล้วจะคอยดู อย่ามาบ่นให้ได้ยินนะ จะปล่อยให้เลี้ยงลูกคนเดียวให้เข็ดเลย” “อย่ามาขู่ผมเสียให้ยากเลย ผมไม่กลัวคำขู่ของคุณหรอกญาดา” “กลัวหน่อยไม่ได้เหรอคะ เราก็มีญาณินอยู่แล้วทั้งคน แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” ธนวรรธน์ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดออดอ้อนพร้อมกับยืนยันหนักแน่น “ไม่” ณชญาดาทำหน้าหนักใจกับเผด็จการทางความคิดของเขา แต่การมีลูกก็ไม่ได้แย่ ถึงจะทำให้เหนื่อยแต่ก็มีความสุข เมื่อได้เฝ้ามองพัฒนาการในทุกย่างก้าวของพวกเขา ความคิดของหญิงสาวต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินคำพูดของจิรนันท์ “ตอนแรกที่ญาดาปฏิเสธที่จะรับงานนี้ พี่นึกว่าเป็นเพราะไม่อยากทิ้งญาณินไปทำงานที่ต่างจังหวัดตามลำพัง ที่แท้คุณพีทกับญาดาเคยมีอดีตร่วมกันมาก่อน แต่ต้องเลิกลากันไปก่อนจะย้อนกลับมาคบกันใหม่อีกครั้ง แบบนี้เขาเรียกว่าลมพัดหวนใช่ไหมคะ นี่ล่ะนะที่โบราณว่าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน” “แต่กว่าที่พวกเข
ณชญาดาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำที่จะใช้เช็ดตัวให้ญาณิศา ธนวรรธน์ดึงตัวฑีฆายุให้นั่งบนตักเขา หญิงสาวเช็ดตัวให้ลูกด้วยความทนุถนอม เพียงไม่นานญาณิศาก็เริ่มรู้สึกตัว “น้องฟื้นแล้วครับน้าดา” “เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ” ญาณิศาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นกอดมารดา “คนใจร้ายจับตัวหนูไป” ณชญาดาลูบหลังและไหล่ของลูกพร้อมกับพูดปลอบโยน “ขวัญเอ๋ยขวัญมา ไม่เป็นไรแล้วนะลูก พ่อพีทกับอาพอลไปช่วยหนูกลับมาได้อย่างปลอดภัย” “เป็นอะไรหรือเปล่าญาณิน” ฑีฆายุเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ไม่เป็นไรค่ะ แล้วพี่ซันละคะเป็นอะไรไหม” “พี่ไม่เป็นไร กลับบ้านไปคราวนี้พี่จะไปฝึกเทควันโดให้มาก ๆ คราวหน้าจะได้ช่วยญาณินจากคนร้ายพวกนั้นได้” สองพี่น้องกอดกันและกันไว้อย่างอบอุ่น สายใยแห่งความผูกพันของเด็กน้อยทั้งสอง เรียกรอยยิ้มจากผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ทันใดนั้นโทรศัพท์ของธนวรรธน์ก็ดังขึ้น เขากดรับคุยอยู่สักพักก็วางสายก่อนจะหันมาบอกทุกคน “ตำรวจจับตัวคนร้ายได้สองคน กำลังนำตั







