Masukอาณาจักรตระกูลหวังถือครองกรรมสิทธิ์หลายแห่ง รวมถึงพื้นที่แถบเนินเขาที่อยู่ไม่ห่างจากเมืองหลวงมากนัก ไร่ไวน์ที่เป็นหนึ่งในธุรกิจของตระกูลกินพื้นที่หลายพันไร่ ใจกลางเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์หรูที่โอบล้อมไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ซึ่งขณะนี้มีทายาทตระกูลหวังอาศัยอยู่ถึงสองคน
ร่างสมส่วนของคุณชายรองในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนเดินไปบนโถงทางเดินที่เชื่อมกับลานจอดรถ พลางเช็กข้อความจากบุคคลที่เรียกตัวเขาให้ไปพบกะทันหัน กระทั่งผ่านโซนสวนดอกไม้ที่ต่างเบ่งบานรับแสงอ่อน ๆ ยามเช้า
“เฮีย” เสียงใสคุ้นหูดึงความสนใจของมาร์คัสให้หันไปมองทางต้นเสียง วินาทีนั้นหว่างคิ้วเข้มที่พาดเหนือนัยน์ตาสีรัตติกาลก็ปรากฏรอยย่นจาง ๆ เมื่อบุคคลที่สะท้อนในนัยน์ตาคู่คมไม่ได้มีเพียงน้องสาวของเขา
ทว่า…
“พี่บรูคลินทำมื้อเช้ามาให้ กินก่อนสิคะ” นัยน์ตาปราศจากอุณหภูมิตวัดไปสบประสานสายตากับคนมาใหม่ ก่อนที่อีกฝ่ายจะเปรยกับน้องสาวเขา
“พี่ทำมาให้แอลคนเดียว ไม่ได้ทำเผื่อคนอื่น” ทั้งที่นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มยังคงวางไว้ที่เขา ราวกับจะเน้นย้ำว่า ‘คนอื่น’ ที่ว่าคือใคร
มาเฟียหนุ่มไม่แปลกใจกับการกระทำเมื่อครู่ของอีกฝ่ายเท่าไหร่ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเขาไม่ต่างจากลิ้นกับฟัน ต่างจากความสัมพันธ์ของอีกฝ่ายกับน้องสาวเขาโดยสิ้นเชิง ด้วยความที่ทั้งสองวิ่งเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็กและเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ทั้งคู่จึงสนิทสนมกันมาก
ราวสองเดือนก่อนที่บรูคลินจบการศึกษาแล้วกลับมาจากต่างประเทศ เมื่ออีกฝ่ายรับรู้เรื่องอาการหลังเกิดอุบัติเหตุของน้องสาวเขา เธอก็มักจะแวะเวียนมาช่วยดูแลและอยู่เป็นเพื่อนเอลล่า หวังเป็นประจำ เพื่อไม่ให้คุณหนูตระกูลหวังรู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยวจนเกินไป
เนื่องจากสถานที่ตั้งของไร่ไวน์ค่อนข้างเป็นส่วนตัว บวกกับที่เอลล่ายังไม่สามารถเดินได้ตามปกติ การที่มีคนคอยแวะเวียนมาพูดคุยด้วยจึงสามารถช่วยเรื่องสภาพจิตใจได้เป็นอย่างดี
ฉะนั้นแม้ว่าเขาและอดีตว่าที่คู่หมั้นคนสวยจะไม่ค่อยลงรอยกันนักทว่าบางครั้งฝ่ายคุณชายรองตระกูลหวังก็จะพยายามเลี่ยงการต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย เพราะเขาไม่อยากทำให้ผู้เป็นน้องลำบากใจ
ทว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อวาน จู่ ๆ ความรู้สึกอยากเอาชนะยัยอดีตว่าที่คู่หมั้นก็พวยพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง
ฉะนั้น…
“ทำมาเผื่อก็ไม่กิน ตายขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ” จบประโยคค่อนแคะนั้น ดวงหน้าสวยเจือความดื้อรั้นก็ฉายแววไม่พอใจอย่างไม่คิดปิดบังแล้วกล่าวบ้าง
“ทีสูบบุหรี่ไม่เห็นกลัวตาย” วินาทีนั้นประกายวาววับสายหนึ่งก็พาดผ่านนัยน์ตาสีรัตติกาลคมดุ พลันมุมปากหยักก็ยกยิ้มร้ายกาจอย่างไม่ปิดบังเช่นกัน เมื่ออีกฝ่ายเผยช่องโหว่ให้เขาไล่ต้อนอีกจนได้
“ใส่ใจฉันจังเลยนะยัยอดีตว่าที่คู่หมั้น” เขาจงใจเน้นเสียงหนักที่คำว่าอดีตว่าที่คู่หมั้น อีกทั้งยังจ้องกดดันเพื่อนบ้านที่คล้ายจะใส่ใจเขาเกินความจำเป็น
“ประสาท” ที่สุดแล้วดวงหน้าสวยก็เลือกที่จะเบือนหนีไปอีกทาง วินาทีนั้นมุมปากหยักก็กระตุกยิ้มอย่างคนเหนือกว่าอีกครั้ง ก่อนจะหันไปหาน้องสาวคนสวยที่นั่งบนวีลแชร์แล้วเปรย
“เดี๋ยวเฮียรีบกลับ” คนตัวโตกว่าจงใจเมินประโยคก่นด่าเมื่อครู่ ใบหน้าคมคายโน้มลงมาจุมพิตกลุ่มผมนุ่มของน้องสาวด้วยความรักใคร่ ก่อนจะเตรียมก้าวเท้าตรงไปยังโรงจอดรถ
ทว่า…
“รองเท้าบู้ทเธอ ฉันโยนทิ้งแถว ๆ คอกม้า จะไปหาก็ระวังด้วยล่ะ แถวนั้นผึ้งมันดุ” น้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยความเย้ยหยันในความคิดของคุณหนูภัควัฒน์สิริ เรียกโทสะสายหนึ่งให้พวยพุ่งขึ้นมาสุมบนศีรษะเล็กได้ไม่ยาก
ไหนจะนัยน์ตารัตติกาลที่มักมองเธอเป็นส่วนเกินหรือสิ่งมีชีวิตที่เกะกะสายตานั่นอีก
“นายโยนทิ้ง?”
“ก็เจ้าของมันไม่รักษา จะเก็บไว้ทำไม”
ไอ้…
เกลียดชะมัด!
คุณชายรองตระกูลหวังแค่นหัวเราะฮึในลำคอในวินาทีนั้น
เพียงแค่ใช้สายตาประเมินเขาก็รู้ได้ทันทีว่ายัยเพื่อนบ้านก่นด่าเขาทางสายตา ทว่าคนที่ชินชากับปฏิกิริยาเหล่านั้นไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ร่างสมส่วนเดินล้วงกระเป๋าจากไปอย่างสบายอารมณ์เพราะชัยชนะเล็ก ๆ ที่ได้มาครอบครองเมื่อครู่
ต่างจากอีกคนที่ต้องพยายามจัดการกับคลื่นอารมณ์คุกรุ่นที่อัดแน่นอยู่กลางโพรงอก เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศทานมื้อเช้าในสวนดอกไม้
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา
มาร์คัส หวัง เดินตรงไปยังชั้นใต้ดินของตึกสูงระฟ้าที่ตระกูลฮาเซงาวะถือครองกรรมสิทธิ์ หลังถูกเรียกตัวตั้งแต่เช้าตรู่
ทันทีที่ประตูบานใหญ่เปิดออก ร่างสมส่วนของว่าที่ผู้นำตระกูลฮาเซงาวะที่กำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ก็สะท้อนในนัยน์ตารัตติกาลคู่คม
“ไง เอากาแฟหรือใบบัวบก” น้ำเสียงราบเรียบของเพื่อนสนิทเอ่ยถาม พลางยกถ้วยกาแฟราคาแพงขึ้นมาจรดริมฝีปากได้รูปด้วยท่าทีหย่อนอารมณ์
“เรียกกูมาขยี้เหรอพนินห์” จบประโยคฝ่ายถูกแซวก็เลื่อนสายตาคมดุจากใบหน้าหล่อสุขุมของ พนินห์ ฮาเซงาวะ ไปวางไว้ที่ร่างไร้สติที่ถูกมัดแขนทั้งสองไว้กับคาน
“มันคายอะไรหรือยัง” เสียงก้นถ้วยกาแฟกระทบกับจานรองเรียกให้คุณชายรองตระกูลหวังหันไปทางผู้พูดอีกครั้ง
“อย่างที่คาดการณ์ไว้ มันมาหาข่าวเรื่องพ่อบรูคลิน” เรียวคิ้วเข้มของคุณชายรองตระกูลหวังขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนเปรยถาม
“เพื่อ?”
“ก็คงตามสางแค้น”
“มันจะกล้าเสี่ยงขนาดนั้น?” แม้บุคคลปริศนาที่ทั้งคู่กำลังเอ่ยถึงจะเป็นถึงผู้นำมาเฟียอีกตระกูล ที่มีสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหวังและพันธมิตร ทว่าการได้มาซึ่งอำนาจของผู้นำคนปัจจุบันยังคงมีข้อพิรุธสงสัยต่อสายตาผู้คนที่มองเข้าไป การกระดิกตัวทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงในเวลานี้จึงเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ทว่า…
“เพราะมันโง่แบบนี้ไง มันถึงชวดตำแหน่งผู้นำ”
“กลัวหวังจะสอดมือเข้าไปยุ่งจนต้องส่งหมารับใช้มาหาข่าวในบ่อนก็โง่จริง กูไม่สอดเรื่องคนอื่นอยู่แล้ว โคตรแส่หาเรื่อง”
“มันอาจจะฉลาดกว่ามึงตอนนี้ก็ได้นะ” ถ้วยกาแฟถูกยกจรดริมฝีปากหยักขณะเบนสายตาคมไปมองเพื่อนสนิทที่เพิ่งกล่าวหาว่าเขาโง่กว่าเศษวะพวกนี้
“แฝงตัวไปเป็นคนงานในไร่ง่ายกว่ามั้ง”
“มึงคิดว่าไม่มีหรือไง” วินาทีนั้นนัยน์ตาสีรัตติกาลก็นิ่งขรึมลงหลายระดับ ก่อนริ้วเย็นยะเยือกบางเบาจะเกาะกุมซ้อนทับกันหลายชั้นในห้วงรัตติกาลมืดมิดนั้น เมื่อ…
“มีตัวหนึ่ง แต่ไม่ใช่ในไร่ของหวัง”
“…”
“อย่างที่รู้ ฮาเซงาวะถูกอินเตอร์โพลและรัฐบาลสองประเทศจับตาดูทุกฝีก้าว กูคงออกตัวมากไม่ได้” คุณชายรองตระกูลหวังเรียบเรียงและประเมินสถานการณ์ตามข้อมูลที่มีในหัว ก่อนที่อีกไม่กี่วินาทีต่อมาจะเอ่ยถามคนตรงหน้าให้แน่ใจอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ตนกำลังคิดนั้นถูกต้องมากน้อยแค่ไหน
“จะเอาอะไรก็พูดมาตรง ๆ พนินห์” มุมปากหยักของว่าที่ผู้นำฮาเซงาวะยกยิ้มพึงพอใจในความหัวไวของเพื่อนสนิทแล้วเปรย
“รื้อสัญญาหมั้นซะมาร์คัส” มาร์คัสหวังหลุบตาลงเมื่อคำตอบจากว่าที่ผู้นำฮาเซงาวะเมื่อครู่ตรงกับสิ่งที่เขาคาดการณ์เอาไว้ นานอึดใจใหญ่กว่ามาเฟียหนุ่มจะเอ่ย
“ความคิดมึงหรือความคิดอารวินท์” มาเฟียหนุ่มหมายถึงผู้เป็นบิดาของอดีตว่าที่คู่หมั้นของเขาอย่างบรูคลิน ซึ่งปัจจุบันมีศักดิ์เป็นน้าเขยของพนินห์
“ก็ต้องความคิดคนเป็นพ่ออยู่แล้ว” แน่นอนว่าอดีตว่าที่คู่หมั้นของเขาเป็นถึงหลานสาวผู้นำตระกูลฮาเซงาวะคนปัจจุบัน อย่างที่เพื่อนสนิทของเขาบอกไปเมื่อครู่ สถานการณ์ของฮาเซงาวะตอนนี้ยังคงผลีผลามทำอะไรมากไม่ได้ การที่อดีตสมาชิกระดับสูงของมาเฟียตระกูลเก่าแก่อย่างบิดาของบรูคลินกำลังถูกหมายหัวสางแค้นย่อมเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่
ด้วยเพราะปัจจุบันรวินท์ ภัควัฒน์สิริเป็นคนของฮาเซงาวะ ที่เป็นพันธมิตรสำคัญของตระกูลหวัง ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่หวังจะไม่ยื่นมือมาช่วยก็คงไม่ได้
ทว่า…
“ยัยนั่นยังไม่รู้เรื่องนี้สินะ” เพราะถ้าหากรู้ เมื่อเช้าอีกฝ่ายคงโวยวายใหญ่โตไปแล้ว
“อืม พ่อบรูคลินเพิ่งเข้ามาหารือกับพ่อกูเมื่อคืน ความจริงเขาได้กลิ่นแปลก ๆ มาตั้งแต่ไอ้เวรนั่นมันสถาปนาตัวเองเป็นบอสวาเลนเซียแล้ว”
“ฮาเซงาวะประเมินมันสูงไปหรือเปล่า กูเข้าใจว่าต้องประเมินความเสี่ยงสูงสุดไว้ก่อน แต่ยังไงเราก็กุมอำนาจมากกว่า อีกอย่างลูเธอร์ก็พร้อมหนุนใครมันจะกล้าทำอะไรสิ้นคิด” กลุ่มตระกูลมาเฟียใหญ่อีกขั้วอำนาจถูกเอ่ยถึง แม้จะเคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาระยะหนึ่งเพราะความเข้าใจผิด ทว่าปัจจุบันมาเฟียทั้งสองขั้วอำนาจนั้นเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน
แม้จะมีบางครั้งที่คุณชายรองตระกูลหวังแอบอยากซัดหน้าผู้นำคนปัจจุบันของลูเธอร์อย่างราฟาเอลอยู่บ้าง เพราะความคลั่งรักออกสื่อของอีกฝ่าย
“ไม่กล้ามันจะส่งหมารับใช้เข้ามาเหรอ อย่าลืมว่ามันไม่ใช่สายเลือดแท้วาเลนเซีย มันกระหายอำนาจก็จริงแต่หมาจนตรอกอย่างมันก็แม่งยอมแลกได้ทุกอย่างอยู่แล้ว”
“ถ้าวาเลนเซียจะพินาศ ก็ต้องพินาศไปพร้อมกับมันสินะ”
“แล้วมึงล่ะ พร้อมรับความเสี่ยงไหม” ท่าทีหย่อนอารมณ์ก่อนหน้าของว่าที่ผู้นำฮาเซงาวะแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งขรึมขึ้นอีกหลายระดับ ขณะที่นัยน์ตาคมดุสีอพาไทต์สะท้อนใบหน้านิ่งขรึมปราศจากคลื่นอารมณ์ของคุณชายรองตระกูลหวัง
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าดังขึ้นระหว่างคุณชายสองตระกูล ก่อนที่ฝ่ามือแกร่งของเจ้าของรอยสักรูปพระจันทร์เสี้ยวบนลำคอจะเอื้อมไปหยิบสมาร์ตโฟนของตนมาเช็ก
วินาทีนั้นมุมปากหยักได้รูปของพนินห์ ฮาเซงาวะก็ผุดรอยยิ้มพึงพอใจในทันที
เมื่อ…
พรวด!
ร่างสมส่วนของคุณชายรองตระกูลหวังหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะก้าวตรงไปยังประตูบานใหญ่ของชั้นใต้ดินด้วยความรีบร้อนกว่าปกติ โดยไม่สนใจตอบคำถามที่อีกฝ่ายถามค้างไว้เมื่อครู่
ครั้นช่วงขายาวกำลังจะก้าวพ้นประตูไป ประโยคถัดมาของว่าที่ผู้นำฮาเซงาวะก็ดังแหวกอากาศมาจากทางด้านหลัง
“รีบขนาดไม่เช็คข้อมูลก่อนแบบนั้นมันจะดีเหรอมาร์คัส”
อ่า...
วินาทีที่สมองประมวลผลได้ว่าเขาถูกเพื่อนสนิทปั่นหัวเข้าอย่างจัง มาร์คัสหวังก็แค่นเสียงฮึในลำคอก่อนจะหันมาจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นเยือกแล้วเปรย
“ไอ้สัส”
“นึกว่ามึงจะสับตีนแตกแค่เรื่องของเมียชาวบ้านซะอีก”
“ระยำ” คนโดนด่าหัวเราะชอบใจ พลางยกถ้วยกาแฟจรดริมฝีปากได้รูปอีกครั้ง ต่างจากคุณชายรองตระกูลหวังที่หยิบแท่งนิโคตินขึ้นมาจุดสูบระบายคลื่นอารมณ์คุกรุ่นที่ถูกอีกคนยั่วโทสะเมื่อครู่
“กูให้น้องสาวมึงช่วยสร้างเฟคนิวส์เอง บรูคลินไม่ได้ถูกทำร้าย ส่วนไอ้หมารับใช้ที่แฝงตัวเข้าไปในฟาร์มกูจัดการแล้ว ยัยนั่นปลอดภัย” คลื่นอารมณ์คุกรุ่นพวยพุ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าเมื่ออีกฝ่ายอ่านเขาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
ทุกคำถามในใจถูกพนินห์ ฮาเซงาวะตอบแล้วทั้งหมด
ทว่า…
“เป็นห่วงน้องกูขนาดนี้ไม่ช่วยไม่ได้แล้วมั้ง”
เหอะ ห่วงก็เหี้ย…
…เหรอวะ
“น้องมึงก็เหมือนน้องกู ไม่มีอย่างอื่น กูไม่เคยมองยัยนั่นเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ” จบประโยคนั้นความรู้สึกเจ็บแปลบที่มุมปากก็มาพร้อมกับภาพเหตุการณ์เมื่อวาน
จูบแรกระหว่างเขากับคนที่ไม่เคยมองอีกฝ่ายในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง
อ่า…
จูบแล้วก็งั้น ๆ ไม่เห็นจะใจเต้นแรงเหมือนตอนที่เขาจูบยัย…
“กูก็ไม่ได้หมายความว่ามึงห่วงบรูคลินในฐานะผู้หญิงสักหน่อย”
“…”
“ฝากน้องกูด้วยมาร์ค มังกรอย่างหวังเท่านั้นที่จะปกป้องภัควัฒน์สิริแทนฮาเซงาวะได้”
จู่ ๆ ภาพเด็กผู้หญิงวัยสิบสามที่วิ่งเข้ามารับเท้าหนัก ๆ ของเด็กผู้ชายที่อายุมากกว่าหลายปีแทนใบหน้าหล่อเหลาของเขาก็ฉายซ้ำเข้ามาในหัวอีกครั้ง
ใครสอนให้ทำแบบนี้บรูคลิน!
พี่มาร์คติดหนี้บรูคลินแล้วนะ
แม่ง…
“เออ”
.
.
.
เจ้าของหัวใจรัตติกาล
.
ฝากติดตามนามปากกา Thrymr ด้วยนะคะ
“อะ อ๊า” เสียงครางหวานที่ดังหวิวทุกครั้งที่เขาตอกตรึงความใหญ่โตเข้ามา เสียงหอบหายใจเมื่อความรู้สึกถูกครอบครองแล่นพล่านไปตามหลอดเลือดเดือดพล่าน เสียงผิวเนื้อกระทบกันในความเงียบดังอยู่เนิ่นนาน…กระทั่งร่างกายถึงปลายขอบความปรารถนาเดียวกัน คนทั้งคู่จึงทิ้งตัวหอบหายใจกอดกันแนบแน่น มาเฟียหนุ่มซุกใบหน้าลงกับต้นคอขาวของภรรยาคนสวยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่า“ขอบคุณครับ…ทูนหัว” ดวงหน้าสวยชื้นเหงื่อคลี่รอยยิ้มบางพลางกระชับอ้อมกอดแน่น ขณะโน้มประทับจุมพิตหน้าผากเกลี้ยงเกลาของสามีด้วยความรักใคร่“ขอบคุณเรื่องอะไรคะ”อีกฝ่ายผละขึ้นมาสบตา ส่งผ่านทุกความรู้สึกที่เวียนว่ายในนัยน์ตารัตติกาลคู่คมที่ไม่เคยละไปจากเธอเลยสักครั้ง“ขอบคุณที่เธอขารักพี่อย่างดี” เสียงพร่าแผ่วของเขาราวกับปุยนุ่นที่ไล้ผ่านหัวใจดวงน้อยของเธอ บรูคลินคลี่ยิ้มขณะเขี่ยผมที่ปรกลงบนหน้าผากเขาเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู“ไม่เห็นต้องขอบคุณเลย…” คุณชายรองตระกูลหวังยกมือเรียวขาวของภรรยาขึ้นมากดจูบหนัก ๆ ด้วยความรักใคร่ ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างเมื่อได้ฟังประโยคถัดมาของอีกฝ่าย“…เพราะการรักที่รักมันง่ายมากเลยไงคะ” ที่ผ่านมา ‘ความรัก’ ครั้งนี้มันดูเหมือ
“ตอนนี้อยากทำมากกว่าถูหลังแล้วค่ะ” เสียงหวานออดอ้อนกระซิบแผ่วแล้วกดจูบลงบนสันจมูกโด่งของคนตรงหน้าแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมไปด้วยความเย้ายวนในแบบที่ทำให้มาเฟียมากอำนาจอย่างเขาพ่ายแพ้ราบคาบทุกครั้ง“ยัยเด็ก” เสียงคนตรงหน้าเข้มขึ้นทันทีเมื่อเป็นฝ่ายถูกรุกไล่ ก่อนต้องขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูนอีกครั้งเมื่อความเป็นเขาถูกเรียวมือเล็กข้างหนึ่งกอบกุมเอาไว้แล้วชักรูดขึ้นลงความรู้สึกแปลบปลาบจากการถูกมือนุ่มสัมผัสอย่างช่ำชองและรู้จุดกระสันแล่นปราดไปทั่วทั้งร่าง ก่อนที่วินาทีหลังจากนั้นความเสียวซ่านจะพุ่งโจมตีไปทั่วเรือนกายกำยำ เมื่อสะโพกกลมกลึงยกขึ้นน้อย ๆ แล้วกดลงครอบครองความเป็นเขาช้า ๆ ราวกับต้องการให้รู้สึกถึงทุกแรงปรารถนาที่อัดแน่นอยู่ภายใน“อืม...” ลำคอแกร่งส่งเสียงคราง มาร์คัสหวังปล่อยให้คนบนร่างควบคุมทุกจังหวะ ร่างกายเล็กขยับเนิบช้าทว่าหนักแน่น ความร้อนจากออนเซ็นแผ่ซ่านไปทั่วเรือนร่างคนทั้งคู่ ทว่าไม่มีอะไรร้อนระอุเท่าสัมผัสของทั้งสองฝ่ายที่กำลังโรมรันร่างกายเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง“อื้อ~” เสียงครางหวานดังประสานไปกับเสียงน้ำกระเพื่อม เมื่อจุดกระสันภายในถูกแกนกายใหญ่โตของคนใต้ร่างแตะเข้าซ้ำ ๆ“เธอขา
โตเกียวในค่ำคืนสุดสัปดาห์ ร่างสะโอดสะองของบรูคลินเดินตรงเข้าไปในลิฟต์แก้วของคลับหรูแห่งหนึ่งใจกลางย่านเศรษฐกิจ ขณะที่นัยน์ตารัตติกาลคู่คมของคุณชายรองตระกูลหวังมองตามหลังผู้เป็นภรรยาจากส่วนรับรองชั้นล่าง“ให้ผมขึ้นไปเสริมทีมฮาเซงาวะไหมครับ” ลูกน้องคนสนิทอย่างเล่ยหานกระซิบถามผู้เป็นนาย ก่อนอีกฝ่ายจะตอบ“ไม่ต้อง…เรารออยู่นี่จนกว่านายหญิงจะเสร็จธุระ”ลิฟต์แก้วเลื่อนขึ้นไปชั้นหก ที่มีห้องส่วนตัวสำหรับแขกวีไอพีที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการเจรจาธุรกิจมาร์คัสหวังนั่งนิ่ง ไม่ไถโทรศัพท์ ไม่อ่านอะไรทั้งนั้นแม้กระทั่งเมนูอาหาร เขาแค่นั่งเฝ้าประตูทางเข้าราวกับรู้ว่ามีใครกำลังจะย่างเท้าเข้ามาในไม่กี่นาทีข้างหน้าที่สุดแล้วบุคคลที่เขาเฝ้ารอก็มาชายวัยสามสิบต้น ๆ แต่งตัวเนี๊ยบเดินผ่านหน้าเขาไปโดยที่มีโทรศัพท์แนบหู เดิมทีเขาเพียงจะสังเกตท่าทีของว่าที่พาร์ทเนอร์ฮาเซงาวะที่วันนี้ภรรยาคนสวยของเขามาเป็นตัวแทนในการเจรจาทางธุรกิจทว่า…ตัวเล็กดีว่ะจัดสักน้ำก่อนเซ็นต์น่าจะง่ายหน่อยของแบบนี้ไม่ต้องรีบคุย ซอยไปคุยไปเร้าใจกว่าเยอะเพล้ง!!ไวกว่าความคิด แก้วบนโต๊ะแตกคามือมาเฟียตระกูลใหญ่ มาร์คัสหวังกดข่มอาร
ค่ำคืนนั้น ในครัวขนาดใหญ่ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารอันคุ้นเคยของคนสองรุ่น เสียงหัวเราะของพ่อลูกจากห้องน้ำยังคงแว่วมาเป็นระยะ คลอเคล้าไปกับเสียงเคี้ยวของเด็กน้อยที่กำลังเพลินกับมื้อเย็นอย่างเอร็ดอร่อยองค์ประกอบภายในบ้านที่ถูกจัดวางอย่างดี กอปรกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยสายใยแห่งความรัก ทุกอย่างหลอมรวมกันเป็นบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและความหมายของคำว่า ‘บ้าน’“ปะป๊าช่วยยกกับข้าวทีค่ะ” เสียงหวานของหม่ามี้คนสวยเอ่ยจากหน้าเตาขณะอุ้มลูกสาวไปนั่งบนเก้าอี้ทานข้าวสำหรับเด็ก“ครับเมีย” มาเฟียหนุ่มตอบรับอย่างไม่ลังเล พร้อมรอยยิ้มที่เผยความภักดีที่มีให้อีกฝ่ายอย่างมั่นคงเสมอมา“อาหย่อยจัง” เสียงใสของเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังพูดไม่คล่องนักดังขึ้นจากเก้าอี้สูงประจำตำแหน่ง เมื่อมือป้อมเล็กตักอาหารฝีมือผู้เป็นแม่เข้าปาก“หม่ามี้เหนื่อยไหมครับ” ขณะที่เด็กชายวัยสี่ขวบเงยหน้าจากจานข้าวตรงหน้าแล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนหัวใจของคนเป็นแม่อบอุ่นขึ้นในวินาทีนั้น“คุนคุนไม่ดื้อ หม่ามี้ไม่เหนื่อยเลยค่ะ” บรูคลินยิ้มอ่อนโยนให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ก่อนจะยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กเบา ๆ“คุนค
แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้าไปในห้องนั่งเล่น แสงอุ่นละมุนไล้บนโซฟาหนังแท้ขนาดใหญ่ที่ร่างสมส่วนของมาเฟียหนุ่มนั่งอยู่ แล็ปท็อปวางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยเบื้องหน้านัยน์ตารัตติกาลคู่คมจดจ่ออยู่กับหน้าจอสี่เหลี่ยม ขณะที่มือข้างหนึ่งโอบลูกสาววัยแรกเกิดเอาไว้อย่างทะนุถนอม เบบี๋มังกรวัยสิบวันนอนหลับปุ๋ยในอ้อมแขนผู้เป็นพ่อ ริมฝีปากเล็กจิ๋วเผยอเล็กน้อยราวกับกำลังฝันดีบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยเบื้องหน้า มีขวดนมของเบบี๋มังกรคนพี่วางเรียงข้างแก้วกาแฟที่ยังมีไออุ่นระเหยอยู่ ข้างกายมาเฟียใหญ่มีร่างอ่อนเพลียของภรรยาคนสวยเอนพิงหมอนอิงนุ่ม ๆ โดยที่ในอ้อมแขนมีเด็กชายวัยสองขวบที่กำลังซุกตัวหลับสนิทกลิ่นแป้งเด็กเจือปะปนกับกลิ่นหอมจางจากเส้นผมของบรูคลินที่เพิ่งสระใหม่ช่วยเติมบรรยากาศภายในเรือนหอแห่งนี้ให้ละมุนและนิ่งสงบครืดดด~ขณะที่กำลังใช้สมาธิไปกับการตรวจงานตรงหน้าและเฝ้าภรรยากับลูก ๆ จู่ ๆ สมาร์ตโฟนเครื่องหรูก็สั่นเป็นสัญญาณของการโทรเข้า ฝ่ามือแกร่งรีบเอื้อมไปหยิบขึ้นมากดรับสายทันทีเพราะกลัวเสียงสั่นจะทำให้เบบี๋ตื่น“ว่าไง” เขารับสายเสียงนิ่ง ก่อนที่ปลายสายจะหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดอย่างอารมณ์ดี
กลิ่นอายของฤดูหนาวปีถัดมาไล้ผ่านกระจกบานใหญ่ของตึกกาสิโนสูงระฟ้าสาขาหลักตระกูลหวัง ทว่าบรรยากาศของห้องประชุมขนาดใหญ่ที่เคยอบอวลไปด้วยความนิ่งขรึมในแบบขององค์กรในโลกสีเทากลับเต็มไปด้วยบรรยากาศประหลาดในเช้าวันนี้เพราะคุณชายรองตระกูลหวังที่นั่งหัวโต๊ะประชุมมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก กลิ่นอายอันตรายและแรงกดข่มของมาเฟียใหญ่แผ่กำจายออกมามากผิดปกติจนคนในห้องต่างลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบากมาร์คัสขมวดคิ้วมองเอกสารในมือราวกับมันเป็นภาษาต่างดาวจากนั้นก็หยิบช็อกโกแลตออกจากกล่องขึ้นมากัดคำใหญ่ จนบรรดาลูกน้องที่นั่งร่วมประชุมอีกหกชีวิตต่างลอบสบตากันเงียบ ๆ ไม่มีใครกล้าพูดสิ่งใดใครมันจะไปกล้า?เพราะคุณชายรองที่ปกติไม่แม้แต่จะแตะของหวาน กลับนั่งเคี้ยวช็อกโกแลตกร้วม ๆ ราวกับเป็นของโปรดอย่างไรอย่างนั้นปึก!ฉับพลันแฟ้มเอกสารก็ถูกโยนลงบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด ก่อนที่เสียงเข้มดุเจือไอสังหารจะดังแหวกความเงียบ“ทำไมรายงานนี่มันกลิ่นเหม็น ๆ วะ” สิ้นคำนั้นทุกคนในห้องต่างสะดุ้งเฮือก ก่อนที่หนึ่งในทีมวิเคราะห์จะเอ่ยเสียงสั่น“มะ…มันคือกระดาษรีไซเคิลครับ คุณชายเคยสั่งให้ใช้…”“เปลี่ยน!” น้ำเสียงแข็งก
สตูดิโอเรือนกระจกทรงยุโรปทอดตัวยาวอยู่กลางสวนหลังคฤหาสน์ไร่ไวน์ตระกูลหวัง ผนังกระจกใสที่ตกแต่งด้วยม่านลูกไม้บาง ๆ สีขาวรับแสงแดดอ่อน ๆ ยามสาย ภายในมีร่างบอบบางของคุณหนูคนเล็กตระกูลหวังที่กำลังก้มหน้าวาดภาพอย่างตั้งใจ แม้จะรู้ว่า ‘แขก’ คนเดิมกำลังจะมาเยือนอีกครั้งในวันนี้ขณะที่เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของ
“อะ…อื้มมม…” เสียงครางหวานดังในลำคอระหง ขณะที่ริมฝีปากหยักยังคงบดจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างแผ่วเบา และอ่อนโยนราวกับกลัวว่าเธอจะหลุดลอยไปจากอ้อมแขนของเขาเนื้อกายอ่อนนุ่มที่เปลือยเปล่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้สั่นสะท้านภายใต้สัมผัสเฉียบขาดของเขา ริมฝีปากร้อนลวกลากไล้มาถึงเนินเต้าอวบอิ่มที่ปลายยอดสีชมพูอ่อน
“คุณเคยจูบฉันตรงนี้…เหรอคะ?” เสียงไม่คงที่กับร่างบางที่สั่นระริกทั้งที่เขายังไม่ทันจะเริ่มด้วยซ้ำเรียกรอยยิ้มบางให้ปรากฏบนใบหน้าคมคายพริบตานั้นราวกับมีบางอย่างขาดผึง กลิ่นอายลุ่มลึกของป่าฤดูฝนกรุ่นผ่านริมฝีปากอิ่มเมื่ออีกฝ่ายประทับจุมพิตลงมา สัมผัสเหนือความคาดหมายนั้นทั้งอ่อนโยน ลึกซึ้ง คล้ายทุกคว
บรูคลินเดินใจลอยเรื่อยมาจนถึงเรือนรับรองที่ตั้งแยกตัวออกมาจากบ้านใหญ่ไม่ไกลนัก รู้ตัวอีกทีก็มีแอลกอฮอล์ดีกรีแรงติดมือมาด้วย ในเมื่อต้องการผ่านค่ำคืนนี้ไปอย่างไม่ฟุ้งซ่านนัก ก็จำเป็นจะต้องพึ่งเครื่องดื่มดีกรีแรงพวกนี้เพราะเรื่องที่เจอมาวันนี้มันถาโถมเข้ามาใส่เธอพร้อมกันจนตั้งรับไม่ทัน แม้จะยังระบมจ







