LOGINหมับ!
ไวกว่าความคิด ข้อมือเล็กของคนที่กำลังจะเดินแทรกระหว่างเขากับต้นมะเขือเทศที่ออกผลเรียงกัน ก็ถูกฝ่ามือแกร่งคว้าเอาไว้ มาร์คัสหวังออกแรงกระตุกเพียงเล็กน้อย ร่างบอบบางก็เซถลาเข้ามาแนบกับแผงอกแกร่งของเขาโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
“ว่าจะปล่อยไปแล้วแท้ ๆ” นัยน์ตาสีรัตติกาลมืดมิดเวลานี้ปราศจากอุณหภูมิ จนทำให้คนที่กำลังจะกล่าวถ้อยคำผรุสวาทถึงกับต้องกลืนถ้อยคำเหล่านั้นลงลำคอที่เริ่มแห้งผากไปในที่สุด
“อะไร…อีก” วินาทีนั้นเรียวมือเล็กกำรวบเข้าหากันแน่นเข้าจนขึ้นข้อขาว รู้สึกราวกับจะหายใจไม่ออกไปทุกขณะ เมื่ออีกฝ่ายหลุบตาลงมองริมฝีปากอวบอิ่มสีระเรื่อ แม้จะปราศจากแววเสน่หาใด ๆ ทว่าการกระทำของเขากลับดึงเอาภาพเหตุการณ์ริมลำธารเมื่อวานวนกลับมาด้วย
ให้ตายเถอะ…
คุณหนูภัควัฒน์สิริเม้มริมฝีปากแน่น หวังหลีกหนีสายตาคมดุของคนตรงหน้า ทว่าแทนที่มาเฟียหนุ่มจะเบนนัยน์ตารัตติกาลคู่คมไปทางอื่น เขากลับทำในสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเธอสับสนไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง ด้วยการ…
“อยากตายหรือไง หายใจให้มันดี ๆ หน่อย” ประโยคคำสั่งผ่านน้ำเสียงราบเรียบเจือความหงุดหงิด กระตุกหัวใจคนฟังที่เผลอลืมหายใจตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
คนเด็กกว่าปรับการหายใจเมื่อสติสัมปชัญญะถูกดึงกลับที่เดิม ทว่าหอบเอาอากาศเข้าปอดได้เพียงครู่ ลมหายใจก็ต้องค้างอยู่กลางโพรงอกอีกครั้ง เมื่อ…
“อ๊ะ!”
เอวบางถูกฝ่ามือแกร่งกระตุกเข้าไปแนบชิดร่างกายกำยำที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว
ตาชั่งภายในหัวที่เพิ่งจะเริ่มทำงาน ในการเลือกวิธีเอาตัวรอดจากมังกรชั่วตระกูลหวัง เสมือนตัดการทำงานของสมองส่วนสั่งการออกไปโดยปริยาย
บรูคลินไม่ขยับถอยหนี หรือแม้แต่จะผลักไสคนร้ายกาจที่ถือวิสาสะพันธนาการเธอไว้แม้แต่น้อย
เพราะแค่การหายใจให้เป็นจังหวะปกติยังทำได้ยากขึ้นทุกขณะ
ยิ่งเห็นก้อนนูนกลางลำคอของคนตรงหน้าสะท้อนขึ้นลง สมองของเธอก็ยิ่งอื้ออึงไร้ความสามารถในการควบคุมทุกอย่าง ไหนจะนัยน์ตาดุจค่ำคืนไร้แสงจันทร์ที่จ้องมองมานั่นอีก…
อ่า…
ชั่วขณะหนึ่งราวกับมันสะท้อนภาพเธอชัดขึ้น…
เพียงพริบตาที่เผลอไผลไปกับวังวนรัตติกาลที่จ้องมองมา เสมือนเธอหลุดไปในโลกอันน่าหวาดหวั่นของเขา
กว่าจะรู้ตัวว่าใบหน้าคมคายโน้มลงมา กระทั่งริมฝีปากร้อนจวนจะแตะลงบนเนินเนื้ออวบ ก็ตอนที่ลมหายใจร้อนลวกไล้สัมผัสบนผิวเนื้อบาง
“ยะ…อย่าทำนะ” ประโยคขอร้องเอ่ยกระซิบแผ่ว เมื่อคลำหาเส้นเสียงเจอในที่สุด
ทว่า…
“อ๊ะ…”
ไม่ทัน…
…หน้าอกอวบถูกมังกรร้ายฉกฉวยเข้ามาดูดกลืนผิวเนื้อหวานในที่สุด
วินาทีนั้นความรู้สึกราวกับตกจากที่สูงก็โถมเข้าใส่ ลมหายใจที่คั่งค้างในโพรงอกเมื่อครู่ กอปรกับสติสัมปชัญญะที่เธอมั่นใจว่าอยู่ครบในคราแรกแทบถูกสัมผัสร้อนจากริมฝีปากเขาแผดเผาจนสิ้น
กลิ่นอายลุ่มลึกของป่าดิบชื้นในค่ำคืนรัตติกาลแผ่กำจายโอบล้อมร่างบอบบางเอาไว้
เดี๋ยว…นะ…
ราวกับเซลล์ทุกเซลล์ถูกความร้อนจากปลายลิ้นของเขาหลอมละลายอย่างช้า ๆ การขยับตัวถดหนีสัมผัสวาบหวามนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เมื่อตอนนี้ร่างกายเธอแข็งเกร็งเพราะกระแสความรู้สึกวูบวาบแปลกประหลาดที่แล่นไปตามหลอดเลือดเดือดพล่าน
แสงเงาที่สะท้อนบนเครื่องหน้าคมคายที่ซุกลงตรงหน้าอกเธอราวกับมนต์สะกดที่ตรึงเธอไว้ ณ ห้วงเวิ้งว้างมืดมิดนั้น…
ทั้งหมดนี่มัน…
ฉับพลันเลือดในกายหญิงสาวก็ดิ่งวูบกะทันหัน เพราะแรงขบเม้มที่มาเฟียหนุ่มจงใจเพิ่มน้ำหนักให้เกิดร่องรอยบางอย่าง ชั่วขณะนั้นเนื้อตัวของบรูคลินชาวาบ สมองอื้ออึงจนไม่สามารถสั่งการให้ร่างกายผลักไสสัมผัสไม่คุ้นชินออกไปได้อย่างที่ควรทำ
ที่สุดแล้วเธอจึงทำได้เพียง…
“ไอ้…อื้อ”
พยางค์สุดท้ายถูกแทนที่ด้วยเสียงครางหวิวน่าอาย เมื่อฝ่ายมากกำลังเพิ่มแรงดูดดึงที่ผิวเนื้อบางอีกครั้ง สัมผัสร้อนลวกเพิ่มจากหนึ่งตำแหน่งเป็นสอง
มาร์คัสหวังลากไล้ริมฝีปากต่ำลงไปกระทั่งชิดขอบบราเซียสีอ่อนแล้วออกแรงขบแม้มหนัก ๆ
“อ๊ะ…เจ็บ” คำทัดทานเมื่อครู่ราวกับสายลมเอื่อยเฉื่อยที่พัดผ่านไป ท่าทางไม่สนอะไรทั้งนั้นของเขานอกจากเนินเต้าอวบกระตุกหัวใจคนมองซ้ำ ๆ สมองที่พร่าเบลอรับรู้ได้เพียงสัมผัสจาบจ้วงที่ถือวิสาสะวางอำนาจเหนือร่างกายเธอ
กว่าจะรู้ตัวว่าฝ่ามือแกร่งแทรกเข้ามาใต้เสื้อตัวบาง แล้วเคลื่อนเข้าใกล้ตะขอบราเซียก็ตอนที่ปลายนิ้วแกร่งของเขาแทรกเข้าไปใต้เนื้อผ้าแล้วเกี่ยวมันเบา ๆ
“อย่านะ!” รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นบนเครื่องหน้าประณีต คมคายของมาเฟียหนุ่มในวินาทีนั้น ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามคำถามที่ชวนหัวใจกระตุกอีกครั้ง
“ทำไม ไอ้ที่ไม่ผลักฉันออก ไม่ใช่ว่าอยากให้ทำมากกว่านี้หรือไง” จังหวะที่เครื่องหน้าคมคายจงใจโน้มเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ก็กระชับเข้ามาอีกระดับหนึ่ง
นัยน์ตารัตติกาลหลุบลงมองผลงานของเจ้าตัว บนเนินเนื้อขาวที่ปรากฏรอยจ้ำสีกุหลาบหลายแห่ง ครั้นหญิงสาวมองตามสายตาเขาไปยังตำแหน่งนั้น เรียวมือเล็กก็ผลักอกแกร่งของคนตรงหน้าออกห่างทันที
“ไอ้โรคจิต!!...”
สายตาชิงชังสะท้อนในนัยน์ตาคู่คม
“…ทำรอยขนาดนี้ทั้งที่เกลียดกัน นายจะไม่ให้ฉันเป็นผู้เป็นคนเลยหรือไง!!”
ทว่าใบหน้าดุจพระเจ้าบรรจงปั้นแต่งกลับไม่ปรากฏริ้วคลื่นอารมณ์ใด
วินาทีนั้นราวกับเธอหลุดเข้าไปในโลกมืดมิดของเขา มาร์คัสหวังจงใจเปลือยเปล่าความไร้หัวใจให้เธอจดจำและสลักมันลงกลางจิตใต้สำนึกของเธออีกครั้ง
เฉกเช่นเมื่อวานที่เขาจูบเธออย่างป่าเถื่อนไร้ความปรานี
ภายใต้ความสงบนิ่งของเขาในเวลานี้ เธอสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังแย้มยิ้มยินดีกับคราวเคราะห์ของเธอในใจ
บัดซบ!
ปัก!!
ที่สุดแล้วมะเขือเทศผลใหญ่ที่เพิ่งดึงมาจากต้นใกล้ ๆ ก็ถูกปาใส่คุณชายรองตระกูลมาเฟียใหญ่ พร้อมคำสาปแช่งก่นด่า
“เลว!...”
นัยน์ตาสีโอ๊คสะท้อนริ้วความเจ็บปวดที่อัดแน่นอยู่ในนั้น
“…สักวันนายจะต้องถูกคนอื่นเล่นกับความรู้สึกแบบนี้บ้าง…”
ไม่บ่อยนักที่เขาจะเห็นคนตรงหน้าเจ็บปวดกับสิ่งใด
และทุกครั้งมันเป็นเพราะเขา
แบบนี้แล้วยัยนี่ก็ยังจะ…
“…และฉันขอให้นายรู้สึกแย่กว่าฉันเป็นร้อยเท่าพันเท่า!”
หึ
มาเฟียหนุ่มแค่นหัวเราะเสียงเย็นในใจ เมื่อความเย่อหยิ่งของยัยเด็กตรงหน้ายังคงเส้นคงวาไม่เปลี่ยน เขาชิงชังท่าทีแฝงความเหินห่างและนัยน์ตาคู่นั้นที่แสนจะหยิ่งยโสของอีกฝ่าย ทั้งที่ก้นบึ้งภายในจิตใจของยัยเด็กนี่ไม่สามารถสลัดเขาออกไปได้เลยสักนิดแท้ ๆ
เมื่อกี้ยัยนี่ว่าไงนะ…
สาปแช่งเขาทั้งที่ไม่กี่นาทีก่อนยังยืนนิ่งปล่อยให้เขาดูดกลืนเนินเนื้อหวานไปถึงไหนต่อไหน?
“เธอนี่แม่งโคตรไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง” ท่าทีดูแคลนภายใต้ความสงบนิ่งไร้จิตสำนึกของมาเฟียหนุ่มกดส่วนที่อ่อนไหวที่สุดในหัวใจอีกฝ่ายในวินาทีนั้น
“ฉันเกลียดนาย นี่แหละโคตรจริง” เรียวลิ้นร้อนที่ไล้เลียผิวเนื้อหวานของคนที่เพิ่งบอกว่า ‘เกลียด’ กันดุนกระพุ้งแก้มเบา ๆ อย่างไม่สบอารมณ์นักก่อนเปรยถาม
“เธอกล้าพิสูจน์ไหมว่ามันจริง” ฉับพลันแววตายิ่งยโสในแบบที่มันโคตรจะกวนใจเขาก็ถูกส่งมาให้ พร้อมกับประโยคที่ทำเอาไฟโทสะที่ใกล้จะดับมอดลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
“เอาเวลาไปหาวิธีตัดใจจากเมียชาวบ้านและพัฒนาสันดานตัวเองให้มันดีขึ้นเถอะมาร์คัส” วินาทีนั้นราวกับมีบางอย่างขาดผึง
หึ
ภายในใจของคุณชายรองตระกูลหวังถูกความใจร้อน วู่วามเข้าบงการความคิดอีกครั้ง เขาอยากจะทำลายความเย่อหยิ่ง อวดดีนั้นให้สิ้นโดยไม่สนว่าต้องแลกกับสิ่งใด
ดังนั้น…
ฝากกดติดตามนามปากกา Thrymr ด้วยนะคะ
“อะ อ๊า” เสียงครางหวานที่ดังหวิวทุกครั้งที่เขาตอกตรึงความใหญ่โตเข้ามา เสียงหอบหายใจเมื่อความรู้สึกถูกครอบครองแล่นพล่านไปตามหลอดเลือดเดือดพล่าน เสียงผิวเนื้อกระทบกันในความเงียบดังอยู่เนิ่นนาน…กระทั่งร่างกายถึงปลายขอบความปรารถนาเดียวกัน คนทั้งคู่จึงทิ้งตัวหอบหายใจกอดกันแนบแน่น มาเฟียหนุ่มซุกใบหน้าลงกับต้นคอขาวของภรรยาคนสวยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่า“ขอบคุณครับ…ทูนหัว” ดวงหน้าสวยชื้นเหงื่อคลี่รอยยิ้มบางพลางกระชับอ้อมกอดแน่น ขณะโน้มประทับจุมพิตหน้าผากเกลี้ยงเกลาของสามีด้วยความรักใคร่“ขอบคุณเรื่องอะไรคะ”อีกฝ่ายผละขึ้นมาสบตา ส่งผ่านทุกความรู้สึกที่เวียนว่ายในนัยน์ตารัตติกาลคู่คมที่ไม่เคยละไปจากเธอเลยสักครั้ง“ขอบคุณที่เธอขารักพี่อย่างดี” เสียงพร่าแผ่วของเขาราวกับปุยนุ่นที่ไล้ผ่านหัวใจดวงน้อยของเธอ บรูคลินคลี่ยิ้มขณะเขี่ยผมที่ปรกลงบนหน้าผากเขาเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู“ไม่เห็นต้องขอบคุณเลย…” คุณชายรองตระกูลหวังยกมือเรียวขาวของภรรยาขึ้นมากดจูบหนัก ๆ ด้วยความรักใคร่ ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างเมื่อได้ฟังประโยคถัดมาของอีกฝ่าย“…เพราะการรักที่รักมันง่ายมากเลยไงคะ” ที่ผ่านมา ‘ความรัก’ ครั้งนี้มันดูเหมือ
“ตอนนี้อยากทำมากกว่าถูหลังแล้วค่ะ” เสียงหวานออดอ้อนกระซิบแผ่วแล้วกดจูบลงบนสันจมูกโด่งของคนตรงหน้าแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมไปด้วยความเย้ายวนในแบบที่ทำให้มาเฟียมากอำนาจอย่างเขาพ่ายแพ้ราบคาบทุกครั้ง“ยัยเด็ก” เสียงคนตรงหน้าเข้มขึ้นทันทีเมื่อเป็นฝ่ายถูกรุกไล่ ก่อนต้องขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูนอีกครั้งเมื่อความเป็นเขาถูกเรียวมือเล็กข้างหนึ่งกอบกุมเอาไว้แล้วชักรูดขึ้นลงความรู้สึกแปลบปลาบจากการถูกมือนุ่มสัมผัสอย่างช่ำชองและรู้จุดกระสันแล่นปราดไปทั่วทั้งร่าง ก่อนที่วินาทีหลังจากนั้นความเสียวซ่านจะพุ่งโจมตีไปทั่วเรือนกายกำยำ เมื่อสะโพกกลมกลึงยกขึ้นน้อย ๆ แล้วกดลงครอบครองความเป็นเขาช้า ๆ ราวกับต้องการให้รู้สึกถึงทุกแรงปรารถนาที่อัดแน่นอยู่ภายใน“อืม...” ลำคอแกร่งส่งเสียงคราง มาร์คัสหวังปล่อยให้คนบนร่างควบคุมทุกจังหวะ ร่างกายเล็กขยับเนิบช้าทว่าหนักแน่น ความร้อนจากออนเซ็นแผ่ซ่านไปทั่วเรือนร่างคนทั้งคู่ ทว่าไม่มีอะไรร้อนระอุเท่าสัมผัสของทั้งสองฝ่ายที่กำลังโรมรันร่างกายเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง“อื้อ~” เสียงครางหวานดังประสานไปกับเสียงน้ำกระเพื่อม เมื่อจุดกระสันภายในถูกแกนกายใหญ่โตของคนใต้ร่างแตะเข้าซ้ำ ๆ“เธอขา
โตเกียวในค่ำคืนสุดสัปดาห์ ร่างสะโอดสะองของบรูคลินเดินตรงเข้าไปในลิฟต์แก้วของคลับหรูแห่งหนึ่งใจกลางย่านเศรษฐกิจ ขณะที่นัยน์ตารัตติกาลคู่คมของคุณชายรองตระกูลหวังมองตามหลังผู้เป็นภรรยาจากส่วนรับรองชั้นล่าง“ให้ผมขึ้นไปเสริมทีมฮาเซงาวะไหมครับ” ลูกน้องคนสนิทอย่างเล่ยหานกระซิบถามผู้เป็นนาย ก่อนอีกฝ่ายจะตอบ“ไม่ต้อง…เรารออยู่นี่จนกว่านายหญิงจะเสร็จธุระ”ลิฟต์แก้วเลื่อนขึ้นไปชั้นหก ที่มีห้องส่วนตัวสำหรับแขกวีไอพีที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการเจรจาธุรกิจมาร์คัสหวังนั่งนิ่ง ไม่ไถโทรศัพท์ ไม่อ่านอะไรทั้งนั้นแม้กระทั่งเมนูอาหาร เขาแค่นั่งเฝ้าประตูทางเข้าราวกับรู้ว่ามีใครกำลังจะย่างเท้าเข้ามาในไม่กี่นาทีข้างหน้าที่สุดแล้วบุคคลที่เขาเฝ้ารอก็มาชายวัยสามสิบต้น ๆ แต่งตัวเนี๊ยบเดินผ่านหน้าเขาไปโดยที่มีโทรศัพท์แนบหู เดิมทีเขาเพียงจะสังเกตท่าทีของว่าที่พาร์ทเนอร์ฮาเซงาวะที่วันนี้ภรรยาคนสวยของเขามาเป็นตัวแทนในการเจรจาทางธุรกิจทว่า…ตัวเล็กดีว่ะจัดสักน้ำก่อนเซ็นต์น่าจะง่ายหน่อยของแบบนี้ไม่ต้องรีบคุย ซอยไปคุยไปเร้าใจกว่าเยอะเพล้ง!!ไวกว่าความคิด แก้วบนโต๊ะแตกคามือมาเฟียตระกูลใหญ่ มาร์คัสหวังกดข่มอาร
ค่ำคืนนั้น ในครัวขนาดใหญ่ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารอันคุ้นเคยของคนสองรุ่น เสียงหัวเราะของพ่อลูกจากห้องน้ำยังคงแว่วมาเป็นระยะ คลอเคล้าไปกับเสียงเคี้ยวของเด็กน้อยที่กำลังเพลินกับมื้อเย็นอย่างเอร็ดอร่อยองค์ประกอบภายในบ้านที่ถูกจัดวางอย่างดี กอปรกับเสียงหัวเราะและบทสนทนาถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยสายใยแห่งความรัก ทุกอย่างหลอมรวมกันเป็นบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและความหมายของคำว่า ‘บ้าน’“ปะป๊าช่วยยกกับข้าวทีค่ะ” เสียงหวานของหม่ามี้คนสวยเอ่ยจากหน้าเตาขณะอุ้มลูกสาวไปนั่งบนเก้าอี้ทานข้าวสำหรับเด็ก“ครับเมีย” มาเฟียหนุ่มตอบรับอย่างไม่ลังเล พร้อมรอยยิ้มที่เผยความภักดีที่มีให้อีกฝ่ายอย่างมั่นคงเสมอมา“อาหย่อยจัง” เสียงใสของเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังพูดไม่คล่องนักดังขึ้นจากเก้าอี้สูงประจำตำแหน่ง เมื่อมือป้อมเล็กตักอาหารฝีมือผู้เป็นแม่เข้าปาก“หม่ามี้เหนื่อยไหมครับ” ขณะที่เด็กชายวัยสี่ขวบเงยหน้าจากจานข้าวตรงหน้าแล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนหัวใจของคนเป็นแม่อบอุ่นขึ้นในวินาทีนั้น“คุนคุนไม่ดื้อ หม่ามี้ไม่เหนื่อยเลยค่ะ” บรูคลินยิ้มอ่อนโยนให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ก่อนจะยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กเบา ๆ“คุนค
แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้าไปในห้องนั่งเล่น แสงอุ่นละมุนไล้บนโซฟาหนังแท้ขนาดใหญ่ที่ร่างสมส่วนของมาเฟียหนุ่มนั่งอยู่ แล็ปท็อปวางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยเบื้องหน้านัยน์ตารัตติกาลคู่คมจดจ่ออยู่กับหน้าจอสี่เหลี่ยม ขณะที่มือข้างหนึ่งโอบลูกสาววัยแรกเกิดเอาไว้อย่างทะนุถนอม เบบี๋มังกรวัยสิบวันนอนหลับปุ๋ยในอ้อมแขนผู้เป็นพ่อ ริมฝีปากเล็กจิ๋วเผยอเล็กน้อยราวกับกำลังฝันดีบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยเบื้องหน้า มีขวดนมของเบบี๋มังกรคนพี่วางเรียงข้างแก้วกาแฟที่ยังมีไออุ่นระเหยอยู่ ข้างกายมาเฟียใหญ่มีร่างอ่อนเพลียของภรรยาคนสวยเอนพิงหมอนอิงนุ่ม ๆ โดยที่ในอ้อมแขนมีเด็กชายวัยสองขวบที่กำลังซุกตัวหลับสนิทกลิ่นแป้งเด็กเจือปะปนกับกลิ่นหอมจางจากเส้นผมของบรูคลินที่เพิ่งสระใหม่ช่วยเติมบรรยากาศภายในเรือนหอแห่งนี้ให้ละมุนและนิ่งสงบครืดดด~ขณะที่กำลังใช้สมาธิไปกับการตรวจงานตรงหน้าและเฝ้าภรรยากับลูก ๆ จู่ ๆ สมาร์ตโฟนเครื่องหรูก็สั่นเป็นสัญญาณของการโทรเข้า ฝ่ามือแกร่งรีบเอื้อมไปหยิบขึ้นมากดรับสายทันทีเพราะกลัวเสียงสั่นจะทำให้เบบี๋ตื่น“ว่าไง” เขารับสายเสียงนิ่ง ก่อนที่ปลายสายจะหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดอย่างอารมณ์ดี
กลิ่นอายของฤดูหนาวปีถัดมาไล้ผ่านกระจกบานใหญ่ของตึกกาสิโนสูงระฟ้าสาขาหลักตระกูลหวัง ทว่าบรรยากาศของห้องประชุมขนาดใหญ่ที่เคยอบอวลไปด้วยความนิ่งขรึมในแบบขององค์กรในโลกสีเทากลับเต็มไปด้วยบรรยากาศประหลาดในเช้าวันนี้เพราะคุณชายรองตระกูลหวังที่นั่งหัวโต๊ะประชุมมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก กลิ่นอายอันตรายและแรงกดข่มของมาเฟียใหญ่แผ่กำจายออกมามากผิดปกติจนคนในห้องต่างลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบากมาร์คัสขมวดคิ้วมองเอกสารในมือราวกับมันเป็นภาษาต่างดาวจากนั้นก็หยิบช็อกโกแลตออกจากกล่องขึ้นมากัดคำใหญ่ จนบรรดาลูกน้องที่นั่งร่วมประชุมอีกหกชีวิตต่างลอบสบตากันเงียบ ๆ ไม่มีใครกล้าพูดสิ่งใดใครมันจะไปกล้า?เพราะคุณชายรองที่ปกติไม่แม้แต่จะแตะของหวาน กลับนั่งเคี้ยวช็อกโกแลตกร้วม ๆ ราวกับเป็นของโปรดอย่างไรอย่างนั้นปึก!ฉับพลันแฟ้มเอกสารก็ถูกโยนลงบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด ก่อนที่เสียงเข้มดุเจือไอสังหารจะดังแหวกความเงียบ“ทำไมรายงานนี่มันกลิ่นเหม็น ๆ วะ” สิ้นคำนั้นทุกคนในห้องต่างสะดุ้งเฮือก ก่อนที่หนึ่งในทีมวิเคราะห์จะเอ่ยเสียงสั่น“มะ…มันคือกระดาษรีไซเคิลครับ คุณชายเคยสั่งให้ใช้…”“เปลี่ยน!” น้ำเสียงแข็งก
สตูดิโอเรือนกระจกทรงยุโรปทอดตัวยาวอยู่กลางสวนหลังคฤหาสน์ไร่ไวน์ตระกูลหวัง ผนังกระจกใสที่ตกแต่งด้วยม่านลูกไม้บาง ๆ สีขาวรับแสงแดดอ่อน ๆ ยามสาย ภายในมีร่างบอบบางของคุณหนูคนเล็กตระกูลหวังที่กำลังก้มหน้าวาดภาพอย่างตั้งใจ แม้จะรู้ว่า ‘แขก’ คนเดิมกำลังจะมาเยือนอีกครั้งในวันนี้ขณะที่เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของ
“อ่า…งั้นมึงก็ยิงเลย แต่ถ้าไม่ตายกูจะเผาลูเธอร์แล้วพาเมียกูกลับ!” นัยน์ตาคมดุสีรัตติกาลเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ราวกับต้องการเน้นย้ำในคำพูดเมื่อครู่ เปลือกตาสีอ่อนพับลงรอชดใช้ความผิดในอดีตที่ยังตามติดขณะที่มุมปากหยักของราฟาเอลขยับยิ้มเย็นเยือก ก่อนที่ปลายนิ้วแกร่งจะค่อย ๆ ลงน้ำหนักที่ไกปืน“อย่าทำนะคะ” น
“อะ…อื้มมม…” เสียงครางหวานดังในลำคอระหง ขณะที่ริมฝีปากหยักยังคงบดจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างแผ่วเบา และอ่อนโยนราวกับกลัวว่าเธอจะหลุดลอยไปจากอ้อมแขนของเขาเนื้อกายอ่อนนุ่มที่เปลือยเปล่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้สั่นสะท้านภายใต้สัมผัสเฉียบขาดของเขา ริมฝีปากร้อนลวกลากไล้มาถึงเนินเต้าอวบอิ่มที่ปลายยอดสีชมพูอ่อน
“คุณเคยจูบฉันตรงนี้…เหรอคะ?” เสียงไม่คงที่กับร่างบางที่สั่นระริกทั้งที่เขายังไม่ทันจะเริ่มด้วยซ้ำเรียกรอยยิ้มบางให้ปรากฏบนใบหน้าคมคายพริบตานั้นราวกับมีบางอย่างขาดผึง กลิ่นอายลุ่มลึกของป่าฤดูฝนกรุ่นผ่านริมฝีปากอิ่มเมื่ออีกฝ่ายประทับจุมพิตลงมา สัมผัสเหนือความคาดหมายนั้นทั้งอ่อนโยน ลึกซึ้ง คล้ายทุกคว







