تسجيل الدخولทั้งหมดนี้เป็นความผิดของสวี่เพียวเพียว!ในเมื่อผู้ชายคนนั้นเป็นลูกน้องของสวี่เพียวเพียว เรื่องทั้งหมดนี้ก็ต้องเป็นแผนการที่สวี่เพียวเพียวบงการอยู่เบื้องหลังแน่ ๆ เธอแค่อยากเห็นเธอตกต่ำ!หานรุ่ยทุ่มแรงกายทั้งหมดที่มีในจังหวะนี้ ความแค้นกลืนกินสติสัมปชัญญะจนหมดสิ้น เธอไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมหน้าไหนอีกต่อไปแล้วเป็นความผิดของยัยนี่ ทั้งหมดมันเป็นเพราะยัยผู้หญิงคนนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะสวี่เพียวเพียว ฮั่วจี้เซินก็คงไม่ยืนนิ่งดูดายปล่อยให้เธอต้องเผชิญกับชะตากรรมแบบนี้!เจินอวิ๋นที่อยู่ใกล้ที่สุดเห็นหานรุ่ยพุ่งตัวออกไปก็รีบถลันตามไปหลายก้าว หวังจะขวางหน้าหานรุ่ยเพื่อปกป้องสวี่เพียวเพียว ทว่ากลับถูกหานรุ่ยผลักจนกระเด็นไปฟาดเข้ากับมุมบันได แรงกระแทกนั้นทำให้หัวเข่าและน่องของเธออัดเข้ากับขอบบันไดจนเกิดเสียงดัง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปถึงขั้วหัวใจ!สวี่เพียวเพียวถลาล้มฟาดกับพื้น ข้อศอกครูดไปกับพื้นหินจนถลอกปอกเปิกเลือดซึมออกมาในขณะที่หานรุ่ยถูกฮั่วจี้เซินที่พุ่งเข้ามาชาร์จตัวเตะเข้าจนล้มกลิ้งไปกองกับพื้น ทว่าในใจของเธอยังคงวางแผนหมายจะเล่นงานสวี่เพียวเพียวให้หนักกว่าเดิมหานรุ่ยคิดว่า เมื่อเจ
สวี่เพียวเพียวจ้องมองดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอยของหานรุ่ยเธอเอ่ยขึ้นช้า ๆ “เธอบอกว่าเด็กเหล่านั้นดวงไม่ดีงั้นเหรอ? เธอรู้ไหมว่าพ่อแม่ของพวกเขาต้องยอมทำงานหนัก ยอมจ่ายเงินแพงกว่าปกติถึงสามถึงห้าเท่า เพื่อเลือกโรงพยาบาลของเธอ เพียงเพราะหวังให้ลูกได้เกิดมาอย่างปลอดภัย? แค่เพราะคำว่าดวงไม่ดี เลยทำให้พวกเขาต้องกลายเป็นเหยื่อของการปฏิบัติงานที่ละเลยความปลอดภัยของโรงพยาบาลเธองั้นเหรอ?”“หานรุ่ย ตั้งแต่เล็กจนโต เธอเคยสัมผัสถึงความคาดหวังที่พ่อแม่และครอบครัวมีต่อเธอจริง ๆ บ้างไหม? ถ้าหากวันนี้ลูกของเธอเองที่ต้องนอนไร้ลมหายใจอยู่บนเตียงผ่าตัด เธอจะยังสามารถพูดออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยแบบนี้ไหม ว่านั่นเป็นเพราะลูกของเธอดวงไม่ดี?”ถ้อยคำเหล่านั้นถูกเอ่ยออกมาอย่างช้า ๆ น้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับกำลังชวนคุยเรื่องทั่วไป ทว่าในขณะที่สวี่เพียวเพียวพูด หยาดน้ำตาก็เอ่อล้นและไหลรินออกมาจากดวงตาคู่นั้นเธอรีบหันหน้าหนีพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็วทุกครั้งที่หลับตาลง ภาพของลุงเฝิงที่เดินคอตกกลับไปมักจะย้อนกลับมาหลอกหลอนเธออยู่เสมอ สวี่เพียวเพียวค้นหาจนเห็นภาพถ่ายเหตุการณ์ที่ว่านฉู่กวางถูกสื่อม
คำพูดของหานรุ่ยเปรียบเสมือนยาพิษที่อาบด้วยความเคียดแค้นเธอไม่อาจจะถอยร่นยอมจำนนได้ง่าย ๆ หรอกเธอขบฟันด่าทอออกมาด้วย “ซวยชะมัด ไอ้พวกเด็กนั่นน่ะมันไม่มีบุญวาสนาเอง เกิดมาก็ดวงไม่ดี ตายไปแล้วยังจะให้พ่อแม่มันมาขู่กรรโชกทรัพย์พวกเราอีก พวกขยะเห็นแก่เงิน ตายไปก็ไม่มีปัญญาเอาเงินไปใช้หรอก!”ถ้อยคำอันต่ำช้านั้นหลุดออกมาจากปาก โสงเจี๋ยที่อดทนฟังมานานก็หมดอารมณ์ที่จะร่วมโต๊ะอาหารต่อไปในทันที เธอวางตะเกียบลงเสียงดังสนั่นด้วยความรู้สึกปวดขมับ สายตาที่เธอมองหานรุ่ยเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงเดิมทีหานรุ่ยนั้นมีพื้นเพครอบครัวที่เพียบพร้อม อีกทั้งยังเป็นผู้หญิงที่ได้รับการประคบประหงมมาอย่างดีตลอด นิสัยเอาแต่ใจหรือบุคลิกที่ไม่น่ารักบ้างนั้น ก็เป็นสิ่งที่พอจะมองข้ามได้ในฐานะคนกันเองทว่าการที่หานรุ่ยพ่นวาจาใจดำอำมหิตเช่นนั้นออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย กลับเป็นสิ่งที่น่าตกตะลึงในแวดวงมหาเศรษฐีแห่งเมืองเอการให้ความสำคัญกับการขัดเกลาจิตใจและการศึกษาอบรมบุตรหลานนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่หานรุ่ยพ่นคำด่าทอจบก็ยังไม่หายแค้น เธอหันไปทางโสงเจี๋ย “คุณป้าคะ อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็ยังมีชื่อเป็นคนตระกูลฮั่ว! ในเมื่อ
ในสมัยที่แม่ของว่านฉู่กวางคลอดเขาออกมา เธอก็เกิดอาการป่วยเรื้อรังจนต้องพักรักษาตัวมาตลอดด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่อยากให้ภรรยาต้องตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน เขาจึงพยายามเก็บหอมรอมริบเงินก้อนโตเพื่อจองห้องคลอดแบบส่วนตัวและเลือกบริการที่ดีที่สุดให้แก่เธอสวี่เพียวเพียวเม้มปากแน่น เธอรีบค้นหาชื่อโรงพยาบาลที่ลุงเฝิงเพิ่งกล่าวถึง ก่อนจะพบกับชื่อที่คุ้นตา“โรงพยาบาลของตระกูลหานงั้นเหรอ?”ฮั่วสวินเจินชะโงกหน้าเข้ามาดูจอ “ใช่แล้ว โรงพยาบาลของตระกูลหาน ไม่นานมานี้เพิ่งมีข่าวฉาวเรื่องความผิดพลาดทางการแพทย์ไปหยก ๆ มีเคสทารกเกิดปัญหาลักษณะคล้าย ๆ กันนี้ด้วย...”ในใจของสวี่เพียวเพียวเต็มไปด้วยความรู้สึกขมขื่นในฐานะที่เธอเองก็เป็นแม่ของลูกสาวคนหนึ่ง แค่ได้ยินเรื่องราวนี้ หัวใจของเธอก็ปวดร้าวอย่างไม่อาจห้ามได้“ฉีเหมี่ยว ช่วยหาเลขบัญชีธนาคารของว่านฉู่กวางให้ฉันที ฉันจะโอนเงินไปให้ ถือว่าทำบุญส่งผลกุศลให้เด็กน้อย”“ได้ค่ะ”ลุงเฝิงรีบปฏิเสธพัลวัน “ไม่ครับ ๆ คุณสวี่ ไม่ต้องเลยครับ ถ้าหมอนั่นรู้ว่าผมมาขอเงินคุณแบบนี้ มันต้องโกรธจนเป็นฟืนเป็นไฟแน่ ๆ ครับ! พวกเราเผาสิ่งของจำเป็นไปให้เด็กแล้วครับ เธอน่าจ
แสงตะวันยามเย็นเริ่มคล้อยต่ำลง เป็นสัญญาณว่าพนักงานในบริษัทต่างพากันตอกบัตรเลิกงานสวี่เพียวเพียวนั่งอยู่ในห้องทำงานพลางยกมือขึ้นนวดเอวของตัวเองเบา ๆ ฉีเหมี่ยวเดินเข้ามา “คุณสวี่คะ เลขาเซ่าส่งเก้าอี้ทำงานมาค่ะ เขาบอกว่าเป็นของคุณฮั่วที่สั่งจองมาให้”สวี่เพียวเพียวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่ใบหน้าจะขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้เหตุการณ์ในช่วงสายของวันนี้ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ หลังจากที่เธอเผลอหลับไปในห้องทำงานของฮั่วจี้เซิน พอเธอกลับมาประชุมงานเสร็จ เก้าอี้ทำงานตัวใหม่ก็มาส่งถึงที่เสียแล้วฮั่วจี้เซินกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ สวี่เพียวเพียวรู้คำตอบดีจนน่าโมโหเธอได้แต่ก่นด่าเขาในใจว่า ไอ้คนโรคจิตเอ๊ยเก้าอี้ตัวใหม่ถูกจัดวางเรียบร้อย เซ่ามู่ยิ้มพลางเอ่ย “นี่เป็นของที่คุณฮั่วสั่งทำให้โดยเฉพาะเลย เขาบอกว่าคุณนายชอบสีโทนอ่อน นี่คือเก้าอี้สีขาวเข้าชุดกัน ส่วนนี่คู่มือการใช้งานครับ วางไว้ตรงนี้นะ”“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะเลขาเซ่า”“ยินดีครับ!”เซ่ามู่เดินจากไปอย่างอารมณ์ดีฮั่วสวินเจินโผล่หน้าเข้ามาเป็นคนถัดไป คำแรกที่หลุดออกมาจากปากเธอคือ “คุณสวี่ ทำไมวันนี้ถึงเปลี่ยนชุดล่ะ? ไม่ใช่ชุดเดียว
เขาพาฝ่ามือของเธอเลื่อนต่ำลงไปสวี่เพียวเพียวรีบเอ่ยอธิบาย “บางครั้งลูกค้าที่จ้างงานเขาก็ต้องการสรีระที่ไม่ได้เป็นแบบนายนี่นา แล้วฉันเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าผู้ชายคนอื่นจะมีรูปร่างเป็นยังไง จะไม่ให้เปิดดูเพื่อศึกษาบ้างได้ยังไงล่ะ”งานวาดภาพประกอบนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด ลูกค้าบางคนหลงใหลในเรือนร่างของเด็กหนุ่มที่ดูบอบบางหน้าตาหล่อเหลา ในขณะที่บางคนกลับชื่นชอบผู้ชายร่างกำยำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยฮอร์โมนเพศชาย สวี่เพียวเพียวจะให้วาดทุกอย่างโดยยึดตามแบบร่างของฮั่วจี้เซินเพียงคนเดียวได้อย่างไรกันทว่าฮั่วจี้เซินกลับขมวดคิ้วแน่น ในน้ำเสียงของเขานั้นเจือไว้ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน“เธอยังอยากดูเรือนร่างของผู้ชายคนอื่นอีกงั้นหรือ?”สวี่เพียวเพียวได้แต่ปิดปากเงียบปากเสียจริงนะตัวเรา คราวหน้าคราวหลังหัดพูดให้มันน้อยลงกว่านี้หน่อยเดิมทีเธออยากจะสวนกลับไปว่าเรื่องเพียงเท่านี้จะเป็นไรไป เพราะสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อฝึกฝนการวาดภาพสรีระ เธอเคยผ่านการวาดภาพหุ่นแบบเปลือยเปล่ามาไม่รู้กี่ภาพต่อกี่ภาพยิ่งไปกว่านั้นสมัยนั้นยังมีนายแบบตัวจริงมานั่งเป็นแบบให้เห็นกันจะ ๆ อีกด้วยทว่าพอได้เห็นสีหน







