로그인ยามบ่ายคล้อย ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยลงต่ำ แสง
ทว่าเมื่ออาหลงเดินกลับมาถึงลานกว้างหน้ากระโจมพยาบาลเพื่อเตรียมตัวไปสอบสวนเชลยศึก ความหนักอึ้งในใจก็ทำให้ฝีเท้าของเขาหยุดชะงัก เขาเอนหลังพิงกำแพงอิฐที่แตกร้าว ทรุดตัวลงนั่งชันเข่าอย่างหมดสภาพ ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าจากทั้งสงครามและความรู้สึกโถมทับเข้ามา เสี่ยวเหลียนที่เพิ่งเดินถือถาดใส่อ่างน้ำเลือดออกมาจากกระโจมพยาบาลเพื่อนำไปทิ้ง ชะงักเท้าเมื่อเห็นสภาพขององครักษ์หนุ่มผู้เงียบขรึม นางวางถาดลงบนโต๊ะไม้ใกล้ ๆ แล้วเดินเข้าไปหาเขาด้วยความเป็นห่วง “พี่อาหลงท่านบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ ทำไมสีหน้าท่านดูแย่ถึงเพียงนี้” น้ำเสียงของเด็กสาวเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างบริสุทธิ์ใจ อาหลงเงยหน้าขึ้นมองเสี่ยวเหลียน ใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยคราบเขม่าควันของนางทำให้นึกถึงน้องสาวที่เขาไม่เคยมี เขาฝืนยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่
มันคือเพลงกล่อมเด็กพื้นบ้านของแคว้นอวิ๋นฮวาที่มู่ตานมักจะร้องให้มารดาฟังในยามเจ็บป่วย น้ำเสียงของนางอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความหวัง ประดุจแสงตะวันอุ่น ๆ ที่สาดส่องลงมาละลายกำแพงน้ำแข็งในใจของเขา หลี่เฉียงในห้วงภวังค์หยุดวิ่ง เขาทรุดตัวลงนั่งและปล่อยให้ความอบอุ่นนั้นโอบกอดจิตวิญญาณที่แหลกสลายเอาไว้ ลมหายใจที่เคยหอบถี่เริ่มกลับมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พิษไข้ที่แผดเผาร่างกายค่อย ๆ ทุเลาลง ห่างออกไปจากความเงียบสงบในกระโจมพยาบาล ภายในเศษซากของจวนผู้ว่าการเมืองต่านโจว เว่ยกัวเฉินและอาหลงกำลังนำกำลังทหารเข้าเคลียร์พื้นที่และค้นหาเบาะแสที่อาจหลงเหลืออยู่ของพวกคนทรยศ สภาพจวนถูกทำลายยับเยินจากการหลบหนีของอิงเฟิง******************************** อาหลงเดินแยกตัวออกมาสำรวจบริเวณเรือนพักด้านหลังของจวนผู้ว่าการเมืองต่านโจว ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นที่พักชั่วคราวของบรรดาคนสนิทอิงเฟิง องครักษ์หนุ่มก้าว
ควันไฟสีดำทะมึนที่เคยพวยพุ่งเหนือเมืองหน้าด่านต่านโจวเริ่มจางหายไปพร้อมกับแสงตะวันที่คล้อยต่ำลง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวคละคลุ้งของโลหิตและเถ้าถ่านที่ลอยอวลอยู่ในอากาศเย็นเยียบของฤดูใบไม้ผลิ ภายในค่ายพยาบาลชั่วคราวที่ถูกตั้งขึ้นกลางลานกว้างหน้าจวนผู้ว่าการเมือง บรรยากาศเต็มไปด้วยความเร่งรีบและตึงเครียด เสียงครวญครางของทหารที่ได้รับบาดเจ็บดังระงมแข่งกับเสียงฝีเท้าของหมอทหารที่วิ่งวุ่นไปมา ทว่าภายในกระโจมสีขาวหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่แยกออกไปจากความวุ่นวายภายนอก กลับปกคลุมไปด้วยความเงียบงันที่หนักอึ้งและบีบคั้นหัวใจ ร่างสูงใหญ่ของหลี่เฉียงนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงไม้ชั่วคราวที่ปูด้วยฟางและผ้าฝ้ายสะอาด ชุดเกราะทมิฬที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดศัตรูถูกถอดออกไปแล้ว เผยให้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกและสีข้างซึ่งปริแตกจากการต่อสู้อย่างดุเดือดกับฮูปา ผิวของแม่ทัพหนุ่มร้อนผ่าวประดุจถ่านไฟ ลมหายใจหอบถี่และติดขัดจากพิษไข้ที่พุ่งสูง
ณ หอสังเกตการณ์ที่ปลอดภัยที่สุดในเมืองต่านโจว อิงเฟิงยืนมองภาพความพ่ายแพ้ของกองทัพซยงหนูและการตายของฮูปาด้วยความสงบนิ่ง รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นที่มุมปากของจอมบงการ เขาไม่ได้รู้สึกเสียดายหรือตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย “ฮูปาเอ๋ยฮูปา เจ้ามันก็แค่หมาป่าโง่เขลาที่หลงคิดว่าตัวเองเป็นพยัคฆ์ หน้าที่ของเจ้าในการตัดกำลังของต้าถังและถ่วงเวลาให้ข้าจบลงแล้ว” อิงเฟิงเอ่ยพึมพำกับตนเอง เขาสะบัดชายเสื้อคลุมผ้าไหม หมุนตัวเดินลงจากหอสังเกตการณ์อย่างเชื่องช้าและสง่างาม ไม่แยแสต่อเสียงร้องโหยหวนของพันธมิตรที่กำลังถูกสังหารหมู่เบื้องล่าง อิงเฟิงเดินลัดเลาะไปตามทางเดินใต้ดินที่ซับซ้อน มุ่งหน้าสู่ประตูลับทิศเหนือที่เขาได้เตรียมม้าเร็วและเสบียงไว้ล่วงหน้า เขาอาศัยจังหวะที่ทัพต้าถังกำลังวุ่นวายอยู่กับการกวาดล้างศัตรูในใจกลางเมือง และใช้หน่วยอินทรีเงาของชิงเหอเป็นกำแพงมนุษย์ถ่วงเวลา เพื่อหลบหนีออกจากเมืองต่านโจวได้อย่างไร้รอยต่อ&nb
“ฮ่า ๆ ๆ แม่ทัพไร้พ่ายมีน้ำยาแค่นี้เองหรือ” ฮูปาหัวเราะเยาะ ก้าวสามขุมเข้าหาเตรียมเผด็จศึก ทว่าหลี่เฉียงกลับยิ้มมุมปาก เขาจงใจรับแรงกระแทกนั้นเพื่อทิ้งระยะห่างและหาช่องโหว่ของศัตรูร่างยักษ์ที่เคลื่อนไหวได้ช้ากว่า ในจังหวะที่ฮูปาง้างขวานขึ้นสูงจนเผยให้เห็นช่วงรักแร้และลำคอที่ปราศจากเกราะป้องกัน หลี่เฉียงก็พุ่งทะยานสวนกลับเข้าไปดุจลูกเกาทัณฑ์ที่หลุดจากแหล่ง ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจนฮูปามองตามแทบไม่ทัน ฉัวะ! ดาบที่หล่อหลอมด้วยความโกรธแค้นตวัดวูบเดียว ตัดผ่านเส้นเอ็นที่หัวไหล่ขวาของฮูปาจนขาดสะบั้น ขวานยักษ์หลุดจากมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังสนั่น ฮูปาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและเจ็บปวดสุดขีด ทว่ายังไม่ทันที่มันจะได้ร้องอุทานใด ๆ หลี่เฉียงก็หมุนตัวเตะเข้าที่ข้อพับเข่าของศัตรูจนร่างยักษ์ทรุดคุกเข่าลงกับพื้น&n
บานประตูเมืองต่านโจวอันหนาหนักที่ทำจากไม้สนร้อยปีหุ้มด้วยแผ่นเหล็กกล้า ค่อย ๆ เปิดอ้าออกพร้อมกับเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดของบานพับที่ถูกสนิมและคราบเลือดกัดกิน แสงสว่างจากเบื้องบนที่สาดส่องผ่านรอยแยกของเมฆตะกั่ว ทาบทับลงบนเส้นทางสายหลักของเมืองหน้าด่าน เผยให้เห็นขุมนรกที่กำลังจะปะทุขึ้นในไม่ช้า ทันทีที่ช่องว่างของประตูเปิดกว้างพอ กองทัพม้าเหล็กทะลวงฟันแห่งต้าถังนับหมื่นนายที่อัดอั้นด้วยเพลิงแค้นมาเนิ่นนาน ก็พุ่งทะยานเข้าสู่ตัวเมืองดุจกระแสน้ำป่าสีดำทะมึนที่บ้าคลั่งและไร้ความปรานี หลี่เฉียงควบอาชาสีนิลนำหน้าขบวนทัพ ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเกล็ดปลาสีดำสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกับม้าศึก ดาบประจำกายในมือของเขาตวัดวูบวาบสะท้อนแสงอาทิตย์ ทันทีที่ปะทะกับแนวป้องกันแรกของทหารซยงหนูที่เพิ่งตั้งขบวนรับมืออย่างฉุกละหุก คมดาบของยอดขุนพลก็ตวัดตัดผ่านเกราะหนังสัตว์และกระดูกคอของศัตรูขาดสะบั้นในดาบเดียว โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นขึ้นสู่กลางอากาศดุจดอกไม้เพลิงสีเลือด เป็นปฐมบทแห่งการกวาดล้างที่เหี้ย







