เข้าสู่ระบบบรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมจันทร์เสี้ยวยังคงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของความเสื่อมโทรมและอันตรายเช่นเคย กลิ่นสุราหมักราคาถูก กลิ่นเนื้อย่างไหม้เกรียม และกลิ่นเหงื่อไคลของเหล่านักเลงหัวไม้ที่มาชุมนุมกันสร้างความรู้สึกอึดอัดกดดันให้กับผู้มาเยือน
ทว่าในห้องรับรองพิเศษชั้นสองที่ปิดมิดชิด บรรยากาศกลับหนาวเหน็บยิ่งกว่าด้านนอก อิงเฟิงในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มที่ดูเรียบง่ายแต่เนื้อผ้ามีราคานั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่า มือข้างหนึ่งหมุนจอกสุราดินเผาเล่นอย่างใจเย็น ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายแต่แฝงรังสีสังหารที่ทำให้แมลงวันยังไม่กล้าบินผ่าน
ตรงข้ามเขาคือบุรุษร่างยักษ์ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างจากชาวฮั่นโดยสิ้นเชิง ชายผู้นั้นสวมเสื้อกั๊กทำจากหนังหมาป่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแขนที่เป็นมัด ๆ และเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการสู้รบ ผมหยิกหยักศกถูกถักเป็นเปียเล็ก ๆ หลายเส้นประดับด้วยกระดูกสัตว์ ใบหน้าคมเข้มมีหนวดเคราครึ้ม และดวงตาสีน้ำตาลอ่
รัตติกาลอันหนาวเหน็บเข้าปกคลุมจวนแม่ทัพ แสงจันทร์เสี้ยวสาดส่องลงมากระทบหิมะที่เริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งบนหลังคาเรือน เกิดเป็นประกายระยิบระยับที่ดูงดงามทว่าวังเวง เสียงลมพัดผ่านกิ่งไม้แห้งดังหวีดหวิวคล้ายเสียงภูตพรายกระซิบกระซาบ ภายในห้องนอนเล็กของเรือนพักบ่าวทางปีกซ้าย ซึ่งเป็นที่พักของสาวใช้ระดับสูง อาเจียว สาวใช้คนใหม่ที่อิงเฟิงส่งมาแฝงตัวกำลังนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง นางรอจนแน่ใจว่าสาวใช้คนอื่น ๆ ในห้องหลับสนิทจากเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ จึงค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างแผ่วเบาและไร้เสียง นางย่องไปที่หน้าต่าง ปลดกลอนไม้ออกด้วยความชำนาญราวกับโจรย่องเบา แล้วแง้มบานหน้าต่างออกเพียงเล็กน้อยพอให้สายตาข้างหนึ่งลอดผ่านไปได้ เป้าหมายของนางอยู่ที่เรือนพยัคฆ์คำรามที่ตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้าม แสงตะเกียงในห้องนอนของท่านแม่ทัพดับลงไปนานแล้ว เหลือเพียงแสงสลัวจากโคมไฟ
กลิ่นหอมของดอกเหมยยามเช้าลอยอบอวลไปทั่วห้องนอนในเรือนพยัคฆ์คำราม แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่านม่านโปร่งแสงเข้ามากระทบใบหน้าของหลี่เฉียงที่นั่งพิงหัวเตียงด้วยท่าทางอ่อนเพลีย ใบหน้าคมคายซีดเซียว ขอบตาดำคล้ำเล็กน้อยจากการแสร้งอดนอน แต่ทว่าแววตาคู่คมกริบนั้นกลับตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เขากำลังหลับตาฟังเสียงดนตรี แต่หูกลับคอยดักฟังความเคลื่อนไหวภายนอกห้อง ตรงมุมห้องมู่ตานนั่งสงบนิ่งอยู่หลังพิณเหลียนซิน นิ้วเรียวงามดุจลำเทียนกรีดกรายไปบนสายไหมสีเงิน บรรเลงเพลงทำนองหวานซึ้งตรึงใจราวกับสตรีที่กำลังตกอยู่ในห้วงรัก ทว่าหากสังเกตให้ดี ริมฝีปากอิ่มสีชาดกลับเม้มแน่นเป็นเส้นตรง และดวงตาคู่สวยไม่ได้ยิ้มไปกับเพลง ใจของนางกำลังจดจ่ออยู่กับแผนการที่เพิ่งตกลงกับหลี่เฉียงเมื่อวาน นางรู้ดีว่าความสงบเงียบนี้เป็นเพียงคลื่นใต้น้ำ อิงเฟิงจะไม่หยุดแค่นี้ และนางต้องเตรียมรับมือกับก้าวต่อไปของเขา ตึง...ตึง...&nbs
บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมจันทร์เสี้ยวยังคงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของความเสื่อมโทรมและอันตรายเช่นเคย กลิ่นสุราหมักราคาถูก กลิ่นเนื้อย่างไหม้เกรียม และกลิ่นเหงื่อไคลของเหล่านักเลงหัวไม้ที่มาชุมนุมกันสร้างความรู้สึกอึดอัดกดดันให้กับผู้มาเยือน ทว่าในห้องรับรองพิเศษชั้นสองที่ปิดมิดชิด บรรยากาศกลับหนาวเหน็บยิ่งกว่าด้านนอก อิงเฟิงในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มที่ดูเรียบง่ายแต่เนื้อผ้ามีราคานั่งสงบนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่า มือข้างหนึ่งหมุนจอกสุราดินเผาเล่นอย่างใจเย็น ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายแต่แฝงรังสีสังหารที่ทำให้แมลงวันยังไม่กล้าบินผ่าน ตรงข้ามเขาคือบุรุษร่างยักษ์ที่มีรูปลักษณ์แตกต่างจากชาวฮั่นโดยสิ้นเชิง ชายผู้นั้นสวมเสื้อกั๊กทำจากหนังหมาป่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแขนที่เป็นมัด ๆ และเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการสู้รบ ผมหยิกหยักศกถูกถักเป็นเปียเล็ก ๆ หลายเส้นประดับด้วยกระดูกสัตว์ ใบหน้าคมเข้มมีหนวดเคราครึ้ม และดวงตาสีน้ำตาลอ่
ฉึก! ปลายมีดสั้นคมกริบปักลงบนแผนที่หนังสัตว์ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์อย่างแม่นยำ ปลายคมเจาะทะลุตำแหน่งด่านอุดรจนมิดด้าม ราวกับเจ้าของมีดต้องการจะระบายความแค้นที่สุมอยู่ในอก หรือประกาศอิสรภาพจากพันธนาการที่มองไม่เห็น อิงเฟิงถอนมือกลับมาช้า ๆ นัยน์ตาหงส์ที่มักจะฉายแววสุภาพอ่อนโยน บัดนี้กลับมืดมิดและลึกล้ำดุจหุบเหวไร้ก้น เขาจ้องมองรอยขาดบนแผนที่ด้วยความพึงพอใจที่เย็นยะเยือก แสงเทียนในห้องหนังสือสาดส่องใบหน้าด้านข้างของเขาให้ดูคมสันและน่าเกรงขามราวกับรูปสลักหยกที่เปื้อนเลือด เขาไม่ได้กำลังวางแผนรบเพื่อปกป้องบ้านเมืองตามหน้าที่ของกุนซือผู้ปราดเปรื่อง แต่เขากำลังวางแผนที่จะเปิดประตูให้หายนะคืบคลานเข้ามา กุกกัก... เสียงขูด
หลี่เฉียงกลับมาถึงเรือนพยัคฆ์คำรามทางช่องทางลับเดิม เขาโผล่ออกมาในห้องนอนด้วยสภาพเนื้อตัวเปื้อนฝุ่นและใยแมงมุม เสี่ยวเหลียนที่เฝ้าอยู่หน้าห้องรีบส่งสัญญาณเคาะประตูเบา ๆ บอกมู่ตานว่าทางสะดวก ก่อนจะกลับไปยืนเฝ้ายามต่อ มู่ตานรีบวิ่งเข้ามาหาหลี่เฉียงพร้อมผ้าชุบน้ำสะอาด “ท่านแม่ทัพ! ท่านกลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ได้เรื่องหรือไม่” หลี่เฉียงรับน้ำชาจากนางมาดื่มรวดเดียวหมดถ้วย ก่อนจะเล่าสิ่งที่เขาพบในคลังสินค้าให้ฟังจนหมดเปลือก “ดอกโบตั๋นพันมังกร...” มู่ตานทวนคำ สีหน้าของนางเคร่งเครียดขึ้นทันตา “ข้าเคยได้ยินชื่อราชครูหวังผู้นี้ตอนที่ยังอยู่ที่แคว้นอวิ๋นฮวา เขาเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงและโหดเหี้ยม ว่ากันว่าเขามีกองกำลังนักฆ่าส่วนตัว
“ข้าเคยคิดว่าเขาทำไปเพราะความริษยา หรืออยากครอบครองอำนาจ...” หลี่เฉียงเอ่ยเสียงลอดไรฟัน “แต่การวางยาให้พี่ชายตัวเองค่อย ๆ เป็นบ้าและตายอย่างทรมานเช่นนี้ มันเกินกว่าคำว่าริษยาไปมาก มันคือความเกลียดชัง” “คนบางคน ซ่อนคมมีดไว้ในรอยยิ้มได้แนบเนียนกว่าพยัคฆ์ซ่อนเล็บเจ้าค่ะ” มู่ตานเดินเข้ามานั่งลงข้างเขา วางมือบางลงบนหลังมือที่กำแน่นของเขาเพื่อให้คลายลง “ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าท่านรู้ตัวแล้ว และยังคิดว่ายาของเขาได้ผล เราต้องใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์” “ใช่” หลี่เฉียงผ่อนลมหายใจ “ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเขาร่วมมือกับใคร ลำพังอิงเฟิงคนเดียว ไม่มีทางหาสมุนไพรพิษหายากพวกนี้มาได้ในปริมาณมหาศาลตลอดสิบปี โดยไม่ทิ้งร่องรอยทางการเงิน” “แล้วท่านจะทำอย่างไรเจ้าคะ” หลี่เฉียงลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง แง้มบานห







