Se connecterวันต่อมาจักรพรรดินีทรงเสด็จมาเยี่ยมอาการป่วยของเซียงป่ายเหอ และการเสด็จมาครั้งนี้ ทำให้หญิงสาวรู้ว่าหูตาของอีกฝ่าย ถูกวางเอาไว้ทั่วทั้งตำหนักฮุ่ยเจ๋อ เพราะจูเชวี่ยเอ่ยถามเรื่องที่นางไล่นางกำนัลและขันทีออกมาจากตำหนักเมื่อวันวาน
“หม่อมฉันเพียงรู้สึกหงุดหงิดเพคะ อยากอยู่ตามลำพังแต่เหตุการณ์วันนั้นจึงต้องให้หลิ่งจือรั้งอยู่ เพราะเกรงว่าจะมีมือสังหารบุกเข้ามาอีก”
เซียงป่ายเหอตอบด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน หลิ่งจือบอกนางว่าเซียงป่ายเหอคนก่อนมักทำอะไรคาดเดาได้ยาก บางครานางทำอะไรเอาแต่ใจตัวเอง โดยที่ไม่มีเหตุผลอะไรซุกซ่อนไว้ทั้งสิ้น ดังนั้นการตอบเช่นนี้นับว่าเป็นเซียงป่ายเหอโดยแท้
มองดูสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าแย้มยิ้มด้วยความเข้าอกเข้าใจ เซียงป่ายเหอได้แต่สงสัย ในใจของนางให้อย่างไรก็ยังกังขา เพราะนี่คือหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ต้องการชีวิตนาง
วันนั้นหากนางมองไม่ผิด หนึ่งในมือสังหารพุ่งเป้ามาที่ตัวนางชัดๆ จนถึงตอนนี้แม้แต่กับหลิ่งจือ นางเองก็ยังไม่ได้เล่าให้ผู้ใดฟัง
เพียงแต่...หลินหยางผู้นั้น…
“เจ้าหายดีแล้วกระมัง”
“เพคะ”
“เรื่องนี้คงยากจัดการเสียแล้ว เพราะเกี่ยวพันถึงความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นฉู่และแคว้นฉินของเรา หากจัดการได้ไม่ดี แคว้นฉู่อาจคิดว่าแคว้นฉินของเราเป็นฝ่ายต้องการสังหารอัครมหาเสนาบดีผู้นั้น แต่หลักฐานที่ชี้ไปยังรัชทายาทก็ยังไม่อาจยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของแคว้นฉู่ ยากยิ่งจะเชื่อ”
นั่นสินะ มือสังหารบุกเข้ามาถึงฝ่ายใน พูดออกไปเช่นนี้รังแต่จะทำให้แคว้นฉินหมดความน่าเชื่อถือ
“แล้วนอกจากคุณชายหลินผู้นั้นมีใครได้รับบาดเจ็บหรือไม่เพคะ”
“โชคดีที่คนติดตามของเซี่ยซูมีฝีมือ นอกจากเจ้าที่ตกลงไปในทะเลสาบกับคุณชายหลินแล้ว ทุกคนล้วนปลอดภัย”
เซียงป่ายเหอพยักหน้าช้าๆ
“ป่ายเหอ”
“เพคะ”
“เจ้าคงได้ยินข่าวลือแล้วกระมัง เรื่องนี้คงต้องขอบคุณคุณชายหลินยิ่งนัก เขายังช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ด้วย เรื่องนี้นับว่าแคว้นฉินติดค้างเขาอย่างใหญ่หลวง”
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวแทบอยากจะกลอกตา นางพอจะเข้าใจอยู่หรอกว่าคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็เห็นต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้น หากแต่นางไหนเลยจะคาดคิดว่าแม้แต่จักรพรรดินีเองก็ทรงคิดเช่นนั้น
“อาการเขาเป็นเช่นไรบ้างเพคะ เห็นว่ามือสังหารล้วนใช้พิษทั้งสิ้น”
“พิษหรือ”
มองดูท่าทีประหลาดใจของอีกฝ่าย เซียงป่ายเหอพลันรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ
“เจ้าหมายถึงเรื่องใดกัน ในรายงานขององครักษ์หาได้เอ่ยถึงพิษ”
แม้นางไม่ได้ชำนาญเรื่องนี้ แต่เมื่ออยู่ในโลกปัจจุบันนางอ่านนิยายมาเยอะ ดังนั้นดูจากวันนั้นขันทีและนางกำนัลที่ต้องลูกดอกต่างก็สิ้นใจไปในทันที
ที่สำคัญเลือดที่ไหลออกมาจากปากแผลยังกลายเป็นสีดำ กลิ่นคาวคลุ้งที่ปะปนมากับกลิ่นประหลาดนั่นอีก เมื่อมองเข้าไปในดวงตาสุกใสของจูเชวี่ย เซียงป่ายเหอก็แสร้งยิ้ม
“หม่อมฉันนี่เลอะเลือนจริง พิษนั่นเป็นหม่อมฉันถูกวางยาจนเกือบสิ้นใจ กลับเอามาปะปนกับเรื่องนี้เสียได้”
หากแม้แต่ในรายงานยังไม่เอ่ยถึงพิษ นั่นย่อมหมายถึงเป้าหมายคือตัวนางจริงๆ และผู้ที่ลงมือนี้คงเป็นคนแคว้นฉินที่จัดฉากขึ้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง การที่นางนำเรื่องนี้มากราบทูล มิใช่โง่งมหรอกหรือ เพราะผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในแคว้นฉินนั้น ก็คือสตรีตรงหน้า
“หม่อมฉันมีเรื่องอยากทูลขอเพคะ”
“เจ้ารีบว่ามาสิ เจ้าก็รู้ว่าข้าให้เจ้าได้ทั้งนั้น”
เซียงป่ายเหอยิ้ม แต่นางยังไม่ทันได้เอ่ยปากก็มีเสียงโวยวายขึ้นเสียก่อน จูเชวี่ยถอนหายใจก่อนหันมาสบตากับนาง
“เพราะข่าวลือของเจ้ากับหลินหยาง อิ่นเหยียนถึงกับขัดคำสั่งข้าบุกเข้ามายังตำหนักฮุ่ยเจ๋อ เขาต้องการจะมาเยี่ยมเจ้าให้ได้”
มองดูความวุ่นวายที่อยู่ห่างออกไป เซียงป่ายเหอได้แต่ขมวดคิ้ว “องค์จักรพรรดินี”
“ว่าอย่างไร”
“หม่อมฉันอยากไปเยี่ยมอาการคุณชายหลินเพคะ”
“ได้สิ”
“ยังมี ขอเพียงหม่อมฉันแต่งนายท่านสักคน และไม่ก้าวออกจากเมืองหลวง หม่อมฉันก็สามารถออกจากวังหลวงไปใช้ชีวิตอิสรเสรีได้ใช่หรือไม่เพคะ”
ได้ยินดังนั้นจูเชวี่ยพลันเลิกคิ้วมองเซียงป่ายเหอด้วยความประหลาดใจ “เจ้า...จะแต่งผู้ใดหรือ”
เซียงป่ายเหอยิ้มก่อนมองไปยังอิ่นเหยียนที่ถูกกันอยู่ห่างออกไป “หม่อมฉัน...จะอย่างไรก็เป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ทั้งยังไม่อาจปล่อยผ่านคือเรื่องข่าวลือ”
“เจ้าจะทำอะไร หรือว่าโกรธเรื่องหนังสือประโลมโลกเล่มนั้น”
ได้ยินดังนั้นเซียงป่ายเหอก็หันขวับไปมองอีกฝ่าย
จูเชวี่ยกระแอมคราหนึ่ง “เจ้าจะโทษข้าก็ไม่ถูก ข้าเห็นพวกนางกำนัลและขันทีเอาแต่ซุบซิบกันไม่หยุด ดังนั้นจึงอยากรู้และให้พวกนางไปหามา ความจริงก็วาดไม่เหมือนเจ้าเสียทีเดียว”
ให้ตายเถอะ จักรพรรดินีผู้นี้นะหรือ คือคนที่นางกำลังสงสัยว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารนาง ดูอย่างไรก็เป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งที่รักสนุกชัดๆ
“ท่านปราชญ์” หลิ่งจือวิ่งตามมาหลังจากนางกำนัลไปแจ้ง นางที่ได้รู้ว่าผู้เป็นนายกำลังตรงไปยังตำหนักรับรองถึงกับรีบเข้ามาขวางเบื้องหน้า
“ถึงจะดูประหลาดไปหน่อย ข้ามขั้นตอนไปนิด แต่เราสองคนสมควรแนะนำตัวกันหน่อย ผมไม่อยากเป็นไอ้โง่อย่างเมื่อตอนเย็นที่ปล่อยคุณเดินจากไปโดยไม่ได้ถามชื่อ”ลิลลี่หัวเราะ “ลลิตา เฉิน ชื่อเล่นลิลลี่ค่ะ”“หืม”“ฉันเป็นลูกครึ่งไทย-จีนค่ะ จบจากมหาวิทยาลัย T ตอนนี้ทำงานด้านการเงินอยู่ที่บริษัทในเครือจ้าวถิง สถานะโสด งานอดิเรกคือชอบอ่านนิยายเป็นชีวิตจิตใจ”“ผมตงจวิน เรียกผมอีธาน ตง ก็ได้ นั่นชื่ออังกฤษของผม ผมชอบดื่มกาแฟ ตอนนี้เปิดร้านกาแฟอยู่สองสาขา ไม่มีงานอดิเรกอะไรเป็นพิเศษ สถานะกำลังจะมีแฟน ไม่สิ จะไม่โสดแล้ว” เขาทำท่าคิดหนักอยู่นานกว่าจะยื่นหน้าเข้ามา “ลิลลี่ ป่ายเหอ จื่อฮวา”หญิงสาวยิ้ม “ฉันชอบลิลลี่สีม่วง”“ถ้าอย่างนั้นช่อดอกไม้เจ้าสาวใช้ลิลลี่สีม่วงก็แล้วกัน”“หาอะไรนะ เดี๋ยวๆๆๆ” ลิลลี่ชะงัก “ไม่ข้ามขั้นตอนเกินไปหน่อยหรือคะ เพิ่งแนะนำตัวเองนะ”“เราสองคนข้ามขั้นตอนมาเกินกว่าจะมานั่งทำตามลำดับแล้ว” พูดจบหลินหยางก็อุ้มหญิงสาวขึ้น ทั้งที่เธอยังคร่อมเอวเขาอยู่ “ส่งตัวเข้าหอวันนี้เลยก็แล้วกัน จะตีสามแล้วเดี๋ยวจะสว่างเสียก่อน”“เดี๋ยว!!!!” เสียงลิลลี่ร้องดังลั่น แต่ตงตวินกลับหัวเราะออกมากระทั่งไม่
ท่านกลางหมอกหนาทึบของหุบเขาเอ้อซาน กระท่อมหลังหนึ่งยังหลงเหลือแสงเทียนส่องสว่าง เงาร่างอรชรในชุดนอนเนื้อหนาสีน้ำตาลเข้มยืนนิ่งใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตามองตรงเข้าไปด้านใน ซึ่งบัดนี้มีชายวัยไม่เกินสามสิบห้านั่งอยู่ด้วยท่าทีเหม่อลอย ตรงหน้าของเขาเป็นภาพเหมือนของสตรีนางหนึ่งลิลลี่ก้าวเดินเข้าไปช้าๆ ก่อนส่งเสียงเรียกเขา แต่เขากลับไม่ตอบสนองทั้งสิ้น เมื่อยื่นมือไปสัมผัสไหล่หนา มือของเธอกลับผ่านไปราวกับอากาศธาตุ เพราะ...เธอไม่มีตัวตนในโลกแห่งนิยายเรื่องนี้“จื่อฮวา” หลินหยางเหม่อมองภาพเหมือน จากนั้นจึงใช้มือลากไล้รูปหน้าของคนในภาพวาด“ข้าจะตามไปพบเจ้าในไม่ช้า” เขายิ้มด้วยใบหน้าอ่อนโยน ร่างสูงยืนเต็มตัวก่อนจะเดินเข้าไปหยิบบางสิ่งขึ้นลิลลี่มองไม่ชัดจึงไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่หลินหยางเดินออกมาด้วยเท่าเปล่าเปลือย ร่างสูงเดินอ้อมไปยังเบื้องหลังกระท่อม ซึ่งมาบัดนี้เต็มไปด้วยดอกป่ายเหอสีม่วงกำลังเบ่งบาน“เจ้าเคยบอกว่าไม่ชอบป่ายเหอสีขาว” หลินหยางพึมพำ เขาไอถี่ๆ หลังงองุ้มลงราวกับได้รับความทรมาน “ข้าจึงปลูกป่ายเหอสีม่วงให้เจ้า ชอบหรือไม่”ลิลลี่เบิกตากว้างเมื่อเข้าใจแล้วว่าเขากำลังทำอะไร เบื้องหน้าห
หน้ากระดาษที่เป็นสีขาวว่างเปล่า ลิลลี่ขมวดคิ้วมุ่น หัวใจของเธอเศร้าสร้อย และเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด น้ำตาที่หยดลงไปบนหน้ากระดาษ หยดแล้วหยดเล่าจนไม่อาจห้าม แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร เรื่องราวหลังจากนั้นก็ไม่มีให้อ่านต่อแล้ว ทุกอย่างว่างเปล่า เหมือนกับชีวิตของหญิงสาวที่เหมือนคนหลงทาง“ตงจวิน...” ลิลลี่สะอื้นเสียงสั่น เธอก้มหน้าแนบหน้าผากกับหนังสือเล่มที่ถืออยู่ หัวใจบีบรัดจนเจ็บปวด ไม่สนใจว่าคนที่นั่งอยู่รอบข้างจะมองหรือเอ่ยถาม“คุณครับ” เสียงคุ้นเคยดังขึ้น ทำให้ลิลลี่เงยหน้าขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาคุ้นเคยทำให้ลิลลี่ชะงัก ลืมแม้กระทั่งว่าเมื่อครู่กำลังร้องไห้อยู่ เสียงสะอื้นหรือก็หายไปฉับพลัน“ตงจวิน” เธอพึมพำออกมาเสียงเบา“คุณรู้จักผมหรือครับ” เขาเอ่ยถามด้วยท่าทางประหลาดใจ น้ำตาของลิลลี่ไหลออกมาอีกครั้ง และครั้งนี้เธอก็ไม่อาจหยุด จนชายหนุ่มเริ่มรู้สึกไม่ดี“บอสคะ พาเธอออกมาจากหน้าร้านก่อนดีไหม คือ...ลูกค้ามองใหญ่แล้วค่ะ”“อ้อ” ตงจวินพยักหน้า ก่อนพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้นยืน ยังโชคดีที่แม้เธอมีท่าทีเหม่อลอย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเดินตามเขาเข้าไปหลังร้านโดยดีวันนี้เปิดร้านวันแรกคนค่อนข้างเยอะ แต่กลับมา
เสียงร้องไห้ปลุกให้วิเวียนตื่นขึ้นมากลางดึก หญิงสาวเดินออกมาจากห้องนอน จึงพบเพื่อนสาวของเธอนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนโซฟา“ลิลลี่ เป็นอะไรไป”ลิลลี่เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาว จากนั้นก็ยิ่งร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม “วิเวียนช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย”ร้องไห้อยู่นานวิเวียนก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับลิลลี่ พยายามถาม พยายามทำความเข้าใจ แต่เพื่อนของเธอกลับเอาแต่ร้องไห้กระทั่งหลับไปเช้าวันต่อมาวิเวียนออกไปทำงานพร้อมกับลิลลี่ มองดูอีกฝ่ายหอบหนังสือนิยายออกมาด้วย เธอก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ “ลิลลี่ เรากำลังจะไปทำงาน แกหอบนิยายมาด้วยแบบนี้บอสมาเห็นเข้าไม่โดนไล่ออกก็แปลกแล้ว”“วิเวียน”“อะไร”“แกเคยฝันมั้ย ฝันแบบเหมือนจริงมากๆ”วิเวียนชะงัก “บอกแกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าอ่านนิยายก่อนนอนให้มันมากนัก ดูสิตื่นมาร้องห่มร้องไห้” บ่นจบก็รีบลากลิลลี่ให้ลุกขึ้นเพราะรถเมล์ที่ทั้งสองต้องขึ้นจอดที่ป้ายพอดีลิลลี่นั่งลงด้วยท่าทีเหม่อลอย เธอก้มลงมองนิยายที่คว้ามาด้วยโดยที่ไม่ได้คิดอะไรมาก ระหว่างรอวิเวียนอาบน้ำก็เปิดอ่านคร่าวๆ และต้องตกใจที่ตัวละครในนิยายนั้น ตรงกับชื่อของใครหลายๆ คนที่เธอรู้จักไม่สิ...ต้องบอกว่าตรงกับใครห
“เรื่องของพยัคฆ์ขาว พวกท่านราชันตะวันออกลงมือตั้งแต่เมื่อไรหรือ”เฟยอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง “ความจริงข้าเองก็สงสัยว่าทำไมนายท่านถึงกับต้องทำเช่นนี้ ทั้งที่ตอนนั้นเขาหาได้มีท่าทีต่อนายหญิง ตอนที่เขารู้ว่าเป้าหมายคือนายหญิง ราชันตะวันออกก็เริ่มลงมือแล้ว”“เอ๋”“ตอนนั้นเพิ่งย้ายเข้าคฤหาสน์จื่อฮวา”“หรือว่านายท่านหลินหยางเขา...มีใจให้นายหญิงตั้งแต่ตอนนั้น”“คงใช่ เพียงแต่เขาเองก็คงยากจะยอมรับกระมัง” เฟยอวี่ถอนหายใจออกมา“เจ้าไม่รู้หรอกว่าหนึ่งเดือนที่นายหญิงหนีไปนั้น นายท่านเป็นทุกข์เพียงใด”“นายหญิงเองก็ไม่ได้แตกต่างนักหรอก รอยยิ้มของนางหาได้เหมือนตอนที่อยู่ในคฤหาสน์จื่อฮวา พวกเขาต่างคนต่างก็เฉลียวฉลาดมากด้วยแผนการ แต่กลับอ้อมไปอ้อมมาเพื่อที่จะมองเห็นความรักที่ต่างฝ่ายต่างก็มอบให้ตั้งแต่แรก”หลิ่งจือส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ กระนั้นนางกลับรู้สึกโล่งใจไปพร้อมๆ กัน “ว่าแต่ว่า...ท่านได้ข่าวเยว่ซานซื่อกับลู่เซียงหลันหรือไม่”เฟยอวี่พยักหน้า “เยว่ซานซื่อรับนางเข้าจวน ดังนั้นเขาจึงแทบจะเอาชีวิตไม่รอด”“ลู่เซียงหลันลงมือแล้วหรือ”“ใช่ แต่หลังจากลงมือนางจึงรู้ว่าเขาหาใช่คนที่ทำร้ายตระกูลลู่ไม่ เป็นแม่
หลินหยางสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะลืมตาขึ้นช้าๆ พร้อมกับมือที่คว้าเอวอรชร บังคับให้นางอยู่นิ่งๆ แต่นั่นกลับเป็นการตัดสินใจผิดพลาดเขาลืมไปว่าทั้งนางและเขาต่างก็เปลือยเปล่าทั้งคู่ ดังนั้นการที่เขาให้นางคร่อมเอว ก็เท่ากับสัมผัสเนื้อแท้ของกายสาวโดยตรง“อา” หลินหยางเริ่มร้อนรุ่ม “จื่อฮวา” เสียงของเขาเริ่มแตกพร่าไปด้วยความต้องการเซียงป่ายเหอเองก็รับรู้ได้ เพราะตอนนี้เจ้าปีศาจน้อยตนนั้น กำลังตื่นตัวขึ้นมาจ่อที่บั้นท้ายนางในระยะประชิด “รู้อะไรหรือไม่”เซียงป่ายเหอกระซิบเขาเสียงเบา พร้อมกับขยับเอวเลื่อนต่ำลงไป นางพอใจที่เห็นหลินหยางลมหายใจสะดุด“จื่อฮวา เจ้าอย่าซุกซน...” หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นจนนางรู้สึกได้ ยิ่งในยามที่นางคว้าสองมือของเขาเอาไว้ ก่อนนำไปวางบนสะโพกนิ่มของตน“ท่านรู้หรือไม่ว่าบางครั้ง” เสียงของนางเย้ายวนจนเขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึก“สตรีเองก็ต้องการเป็นฝ่ายควบคุมทุกอย่างเอาไว้ในมือ”“ระ...รู้” เขาตระหนักดีกว่าผู้ใด โดยเฉพาะในยามนี้ที่เขากำลังถูกนางควบคุม ไม่ว่าจะหัวใจหรือร่างกายที่กำลังตื่นตัวลมหายใจของเขาหอบหนัก ในยามที่ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามความต้องการที่กำลังฮึกเหิมของตนเซียงป่ายเ
“ลู่เซียงหลันหรือ”“เจ้าค่ะ ตระกูลของนางถูกอดีตฮ่องเต้ประหาร เพราะในครานั้นตระกูลลู่อยู่ฝั่งองค์จักรพรรดินี ก่อนหน้านี้นางเข้าใจว่าเป็นขุนนางฝ่ายอดีตฮ่องเต้ที่ทำให้ตระกูลลู่ถูกประหาร แต่เร็วๆ นี้นางพบว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลับเป็นคนอื่น”“ผู้ใดหรือ”“รองแม่ทัพเยว่ เยว่ซานซื่อเจ้าค่ะ”“อา” นางรู้สึ
หญิงสาวหรี่ดวงตามองคนตรงหน้า “เจ้าแทบจะเอาชีวิตไม่รอด แล้วข้าเล่า” นางยังคงรักษาสีหน้าและน้ำเสียง ทั้งที่ในใจเกิดความหวังขึ้นมา สตรีตรงหน้าอาจไขความกระจ่างในหลายๆ เรื่องให้นางได้“เรื่องนั้น...” เห็นอีกฝ่ายจนด้วยคำพูด เซียงป่ายเหอก็แสร้งทำเป็นแค่นยิ้ม “เจ้าบอกว่าเจ้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด แล้วข้าต่างก
“เรื่องนี้คงจะเป็นไปไม่ได้” นั่นคือประโยคอันเรียบเฉยของหลินหยาง “อิ่นฮูหยิน ท่านมิใช่ล่วงรู้อยู่แล้วหรอกหรือว่าท่านปราชญ์จะย้ายออกไปจากวังหลวงวันนี้ อีกทั้งองค์จักรพรรดินีทรงมีพระบัญชาห้ามขุนนางหรือผู้ใดนำเรื่องในราชสำนักไปกวนใจนางอีก”นั่นก็คือห้ามมิให้นางยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในราชสำนักดีๆ นั่นเอง“
“ได้ยินมาว่าท่านชมชอบความรื่นหูรื่นตา” เขากระซิบและทันได้มองเห็นความงุนงงในดวงตาอีกฝ่าย รอยยิ้มแตะแต้มยังมุมปาก“ไม่ทราบว่าข้านับว่ารื่นหูรื่นตาพอสำหรับท่านหรือไม่” ไม่พูดเปล่าเขายังเอียงใบหน้าเข้ามาอีกด้วยท่าทีล่อแหลมหนอย...ถึงกับกล้าใช้แผนชายงามกับนางเรอะ!!!เซียงป่ายเหอกัดปากเพราะกลัวเผลอพยักหน







