Masuk“ท่านไปเยี่ยมคุณชายหลินเช่นนี้ อาจยิ่งทำให้ข่าวลือ...” มองไปรอบๆ นางกำนัลและขันทีต่างก็หยุดชะงักมองมา ทันทีที่ได้ยินนางเอ่ยถึงหลินหยาง
“ไสหัวไปให้หมด!” หลิ่งจือตวาดออกมาเสียงดัง แม้กระทั่งเซียงป่ายเหอยังสะดุ้ง
หญิงสาวมองไปรอบๆ ดูเหมือนจะได้ผลดี เพราะทุกคนต่างก็หายตัวไปอย่างลนลาน ราวกับมีความตายกำลังไล่ล่า “หลิ่งจือ เจ้าเคยบอกข้าว่าสงสัยองค์จักรพรรดินี ข้าบอกเจ้าก็ได้วันนั้นที่เกิดเรื่อง ข้าคิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงคือข้า ไม่ใช่คนแคว้นฉู่”
“อะไรนะเจ้าคะ!”
“เจ้าเบาเสียงหน่อย” เซียงป่ายเหอมองซ้ายขวาก่อนจะถอนหายใจออกมาเสียงเบา “ที่ข้าต้องไปเยี่ยมคุณชายหลินก็เพราะเขาเองก็คงคิดเช่นนั้น”
ใบหน้าของหลิ่งจือเกิดเค้าความยุ่งยากขึ้นมาในทันที นางมองสบตากับเซียงป่ายเหอ จากนั้นจึงเม้มปากด้วยความหนักใจ
“แคว้นฉู่ภายใต้การนำของเซี่ยซู แคว้นฉินไหนเลยจะแข็งแกร่งได้ถึงครึ่ง เรื่องที่เกิดขึ้นช่างอ่อนไหวต่อความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นยิ่งนัก”
“เจ้าจะพูดอะไร”
“มาคิดๆ ดูแล้ว หรือนี่เป็นความตั้งใจของเซี่ยซูที่ต้องการให้ท่านกับองค์จักรพรรดินีขัดแย้งกัน แสร้งทำเป็นช่วยท่านเอาไว้เพื่อเอาชนะใจท่าน”
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวพลันกลอกตาอีกรอบ “ข้าไม่อยากทำให้เจ้าผิดหวังหรอกนะ ที่เขาช่วยข้าจากลูกดอกเป็นเรื่องจริง แต่ข้าเป็นคนช่วยเขาไม่ให้จมน้ำ”
“หา!!” หลิ่งจืออุทาน
“บุรุษผู้นั้นเขา...ว่ายน้ำไม่เป็น”
มองใบหน้าที่ราวกับโลกเพิ่งถล่มลงมาตรงหน้าของหลิ่งจือ เซียงป่ายเหอได้แต่ถลึงตาใส่อีกฝ่าย
“เช่นนี้แล้วยังจะคิดว่าเขาเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงามอยู่หรือไม่” กล่าวจบหญิงสาวก็ออกเดินทันที
“แต่ท่านปราชญ์เจ้าคะ ท่านเองก็ว่ายน้ำไม่เป็น”
เซียงป่ายเหอชะงัก “น้ำนั่น...ไม่ลึกมาก เอาน่า รีบไปเร็วเข้า ตอนนี้อิ่นเหยียนกำลังโวยวายจะพบข้า ข้าไม่อยากพบเขาตอนนี้”
เพราะยังคงละล้าละลังเมื่อได้ยินว่าอิ่นเหยียนมา ดังนั้นหลิ่งจือจึงได้แต่รีบพาเซียงป่ายเหอเดินลัดเลาะออกมาจากตำหนัก ก่อนจะไปเยี่ยมหลินหยางที่ตำหนักรับรอง
ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็น เซียงป่ายเหอและหลิ่งจือแจ้งขอเข้าเยี่ยมอาการของหลินหยางอย่างเป็นทางการ ดังนั้นการพบกับเซี่ยซูจึงไม่อาจหลีกเลี่ยง
“คารวะท่านอัครมหาเสนาบดี”
“คารวะท่านปราชญ์”
ทั้งสองเอ่ยทักทายกันอย่างเป็นทางการ ก่อนที่เซี่ยซูจะเป็นฝ่ายนำทางหญิงสาวเข้าไปเยี่ยมอาการหลินหยาง กระนั้นเมื่อถึงหน้าห้องเซี่ยซูก็หันหลังกลับมา
“ท่านปราชญ์ มีเรื่องหนึ่งอยากขอร้องท่าน”
“ท่านอัครมหาเสนาบดีเกรงใจไปแล้ว มีเรื่องใดเชิญกล่าว”
“อาการของคุณชายหลินนั้น ทางเราเก็บเป็นความลับ ดังนั้นการเข้าเยี่ยมจึง...” เขาปรายตามองหลิ่งจือ และนางก็เข้าใจได้ในทันที
“หลิ่งจือ”
“เจ้าคะ”
“เจ้าไปรอข้างนอก”
“แต่...”
“แม่นางหลิ่งจือสบายใจได้ ข้าจะไปกับเจ้าก็แล้วกัน ในห้องมีเพียงคุณชายหลินเท่านั้น ข้าไม่สะดวกให้ผู้ใดเข้าเยี่ยมเขา แต่เพราะท่านปราชญ์ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ดังนั้นนางจึงเป็นข้อยกเว้น”
เซียงป่ายเหอมุ่นคิ้ว ดูเหมือนลางสังหรณ์ของนางจะเริ่มมีเค้าของความจริง เรื่องพิษที่มือสังหารใช้ไม่ปรากฏในรายงาน อีกทั้งอาการป่วยของหลินหยาง แน่นอนแล้วว่าคงเป็นเพราะเขาถูกพิษ หาใช่เพราะเขาเป็นไข้เพราะตกลงไปในน้ำเย็นเยียบไม่
“ข้าเข้าไปครู่เดียวไม่ถึงครึ่งก้านธูป หากนานกว่านั้นเจ้าก็พังประตูเข้าไปได้เลย”
เซี่ยซูหัวเราะก่อนผายมือให้หลิ่งจือที่มีท่าทีไม่ยินยอม
“ไปเถิด ไม่นานข้าก็ออกมาแล้ว”
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าน้อยไปรอที่ทางเดินตรงนั้น” นางชี้มือไปยังทางเดินที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล เห็นชัดว่านางยอมถอยให้เซี่ยซูได้แค่นั้นจริงๆ
เซียงป่ายเหอพยักหน้าในที่สุด ก่อนที่นางจะหมุนตัวเดินเข้าไปในห้อง ทันทีที่พบกันหลินหยางส่งยิ้มอบอุ่นให้หญิงสาว เขานั่งพิงหัวเตียง ใบหน้าหล่อเหลาซีดขาวจนสังเกตเห็นได้ชัด
“ท่านปราชญ์”
“ดีขึ้นแล้วกระมัง”
ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มพลันเลิกคิ้วมองนาง เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้น ก่อนที่เขาจะผายมือให้นางนั่งลงยังเก้าอี้ซึ่งตั้งอยู่ข้างเตียงนอน
“ข้าคิดว่าท่านจะมาตั้งแต่เมื่อวานเสียอีก”
มองเห็นในมือของเขามีสมุดภาพที่วาดมาจากนิยายประโลมโลก เซียงป่ายเหอพลันสูดลมหายใจเข้าเพื่อสะกดโทสะ
“ส่งมา” นางยื่นมือออกไปก่อนจ้องตากับเขาเขม็ง แต่นางกลับมองเห็นเพียงดวงตาที่พราวระยับไปด้วยแววขบขัน
เขาส่งให้นางโดยดีซึ่งก็เป็นอย่างที่นางคาด นี่คือเล่มที่กำลังเลื่องลือในหมู่ขันทีและนางกำนัลในวังหลวง เป็นเรื่องราวที่คล้ายกับเรื่องของนางและหลินหยาง
“อยู่ๆ ข้าก็กลายเป็นวีรบุรุษ ทั้งที่ท่านปราชญ์เป็นคนช่วยชีวิตข้าแท้ๆ ท่านคงกำลังรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมกระมัง”
แม้จะพูดแบบนั้น แต่ดวงตาเขาไหนเลยจะแสดงออกตามสิ่งที่พูด เซียงป่ายเหอรีบชิงความได้เปรียบด้วยการเอ่ยขึ้นก่อน
“ข้ามาเพราะเรื่องในวันนั้น”
“ข้ารู้” เขากล่าว
ทั้งสองสบตากันนิ่ง ต่างคนต่างก็กำลังหยั่งเชิงกันไปมา กระทั่งเซียงป่ายเหอที่เป็นฝ่ายหมดความอดทนก่อน “ท่านรู้ใช่หรือไม่ว่าเรื่องวันนั้นข้าจึงจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริง”
“ข้าไม่เพียงแต่รู้ว่าท่านเป็นเป้าหมาย แต่ข้ายังรู้ด้วยว่าคนเหล่านั้นคือมือสังหารจากพรรคใด”
“อะไรนะ!”
เขามองนางด้วยรอยยิ้ม “ท่านปราชญ์ หากท่านยังไม่กลับออกไป คนของท่านคงจะพังประตูเข้ามาจริงๆ แล้ว”
นางเม้มปากอย่างขัดใจ นางเองที่บอกหลิ่งจือเอาไว้เพราะไม่ไว้ใจคนของแคว้นฉู่ โดยเฉพาะหลินหยางผู้นี้ เห็นชัดว่าเขารู้บางอย่างแต่กลับจงใจปิดบัง
“ถึงจะดูประหลาดไปหน่อย ข้ามขั้นตอนไปนิด แต่เราสองคนสมควรแนะนำตัวกันหน่อย ผมไม่อยากเป็นไอ้โง่อย่างเมื่อตอนเย็นที่ปล่อยคุณเดินจากไปโดยไม่ได้ถามชื่อ”ลิลลี่หัวเราะ “ลลิตา เฉิน ชื่อเล่นลิลลี่ค่ะ”“หืม”“ฉันเป็นลูกครึ่งไทย-จีนค่ะ จบจากมหาวิทยาลัย T ตอนนี้ทำงานด้านการเงินอยู่ที่บริษัทในเครือจ้าวถิง สถานะโสด งานอดิเรกคือชอบอ่านนิยายเป็นชีวิตจิตใจ”“ผมตงจวิน เรียกผมอีธาน ตง ก็ได้ นั่นชื่ออังกฤษของผม ผมชอบดื่มกาแฟ ตอนนี้เปิดร้านกาแฟอยู่สองสาขา ไม่มีงานอดิเรกอะไรเป็นพิเศษ สถานะกำลังจะมีแฟน ไม่สิ จะไม่โสดแล้ว” เขาทำท่าคิดหนักอยู่นานกว่าจะยื่นหน้าเข้ามา “ลิลลี่ ป่ายเหอ จื่อฮวา”หญิงสาวยิ้ม “ฉันชอบลิลลี่สีม่วง”“ถ้าอย่างนั้นช่อดอกไม้เจ้าสาวใช้ลิลลี่สีม่วงก็แล้วกัน”“หาอะไรนะ เดี๋ยวๆๆๆ” ลิลลี่ชะงัก “ไม่ข้ามขั้นตอนเกินไปหน่อยหรือคะ เพิ่งแนะนำตัวเองนะ”“เราสองคนข้ามขั้นตอนมาเกินกว่าจะมานั่งทำตามลำดับแล้ว” พูดจบหลินหยางก็อุ้มหญิงสาวขึ้น ทั้งที่เธอยังคร่อมเอวเขาอยู่ “ส่งตัวเข้าหอวันนี้เลยก็แล้วกัน จะตีสามแล้วเดี๋ยวจะสว่างเสียก่อน”“เดี๋ยว!!!!” เสียงลิลลี่ร้องดังลั่น แต่ตงตวินกลับหัวเราะออกมากระทั่งไม่
ท่านกลางหมอกหนาทึบของหุบเขาเอ้อซาน กระท่อมหลังหนึ่งยังหลงเหลือแสงเทียนส่องสว่าง เงาร่างอรชรในชุดนอนเนื้อหนาสีน้ำตาลเข้มยืนนิ่งใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตามองตรงเข้าไปด้านใน ซึ่งบัดนี้มีชายวัยไม่เกินสามสิบห้านั่งอยู่ด้วยท่าทีเหม่อลอย ตรงหน้าของเขาเป็นภาพเหมือนของสตรีนางหนึ่งลิลลี่ก้าวเดินเข้าไปช้าๆ ก่อนส่งเสียงเรียกเขา แต่เขากลับไม่ตอบสนองทั้งสิ้น เมื่อยื่นมือไปสัมผัสไหล่หนา มือของเธอกลับผ่านไปราวกับอากาศธาตุ เพราะ...เธอไม่มีตัวตนในโลกแห่งนิยายเรื่องนี้“จื่อฮวา” หลินหยางเหม่อมองภาพเหมือน จากนั้นจึงใช้มือลากไล้รูปหน้าของคนในภาพวาด“ข้าจะตามไปพบเจ้าในไม่ช้า” เขายิ้มด้วยใบหน้าอ่อนโยน ร่างสูงยืนเต็มตัวก่อนจะเดินเข้าไปหยิบบางสิ่งขึ้นลิลลี่มองไม่ชัดจึงไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่หลินหยางเดินออกมาด้วยเท่าเปล่าเปลือย ร่างสูงเดินอ้อมไปยังเบื้องหลังกระท่อม ซึ่งมาบัดนี้เต็มไปด้วยดอกป่ายเหอสีม่วงกำลังเบ่งบาน“เจ้าเคยบอกว่าไม่ชอบป่ายเหอสีขาว” หลินหยางพึมพำ เขาไอถี่ๆ หลังงองุ้มลงราวกับได้รับความทรมาน “ข้าจึงปลูกป่ายเหอสีม่วงให้เจ้า ชอบหรือไม่”ลิลลี่เบิกตากว้างเมื่อเข้าใจแล้วว่าเขากำลังทำอะไร เบื้องหน้าห
หน้ากระดาษที่เป็นสีขาวว่างเปล่า ลิลลี่ขมวดคิ้วมุ่น หัวใจของเธอเศร้าสร้อย และเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด น้ำตาที่หยดลงไปบนหน้ากระดาษ หยดแล้วหยดเล่าจนไม่อาจห้าม แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร เรื่องราวหลังจากนั้นก็ไม่มีให้อ่านต่อแล้ว ทุกอย่างว่างเปล่า เหมือนกับชีวิตของหญิงสาวที่เหมือนคนหลงทาง“ตงจวิน...” ลิลลี่สะอื้นเสียงสั่น เธอก้มหน้าแนบหน้าผากกับหนังสือเล่มที่ถืออยู่ หัวใจบีบรัดจนเจ็บปวด ไม่สนใจว่าคนที่นั่งอยู่รอบข้างจะมองหรือเอ่ยถาม“คุณครับ” เสียงคุ้นเคยดังขึ้น ทำให้ลิลลี่เงยหน้าขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาคุ้นเคยทำให้ลิลลี่ชะงัก ลืมแม้กระทั่งว่าเมื่อครู่กำลังร้องไห้อยู่ เสียงสะอื้นหรือก็หายไปฉับพลัน“ตงจวิน” เธอพึมพำออกมาเสียงเบา“คุณรู้จักผมหรือครับ” เขาเอ่ยถามด้วยท่าทางประหลาดใจ น้ำตาของลิลลี่ไหลออกมาอีกครั้ง และครั้งนี้เธอก็ไม่อาจหยุด จนชายหนุ่มเริ่มรู้สึกไม่ดี“บอสคะ พาเธอออกมาจากหน้าร้านก่อนดีไหม คือ...ลูกค้ามองใหญ่แล้วค่ะ”“อ้อ” ตงจวินพยักหน้า ก่อนพยุงหญิงสาวให้ลุกขึ้นยืน ยังโชคดีที่แม้เธอมีท่าทีเหม่อลอย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเดินตามเขาเข้าไปหลังร้านโดยดีวันนี้เปิดร้านวันแรกคนค่อนข้างเยอะ แต่กลับมา
เสียงร้องไห้ปลุกให้วิเวียนตื่นขึ้นมากลางดึก หญิงสาวเดินออกมาจากห้องนอน จึงพบเพื่อนสาวของเธอนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนโซฟา“ลิลลี่ เป็นอะไรไป”ลิลลี่เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาว จากนั้นก็ยิ่งร้องไห้ออกมาหนักกว่าเดิม “วิเวียนช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย”ร้องไห้อยู่นานวิเวียนก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับลิลลี่ พยายามถาม พยายามทำความเข้าใจ แต่เพื่อนของเธอกลับเอาแต่ร้องไห้กระทั่งหลับไปเช้าวันต่อมาวิเวียนออกไปทำงานพร้อมกับลิลลี่ มองดูอีกฝ่ายหอบหนังสือนิยายออกมาด้วย เธอก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ “ลิลลี่ เรากำลังจะไปทำงาน แกหอบนิยายมาด้วยแบบนี้บอสมาเห็นเข้าไม่โดนไล่ออกก็แปลกแล้ว”“วิเวียน”“อะไร”“แกเคยฝันมั้ย ฝันแบบเหมือนจริงมากๆ”วิเวียนชะงัก “บอกแกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าอ่านนิยายก่อนนอนให้มันมากนัก ดูสิตื่นมาร้องห่มร้องไห้” บ่นจบก็รีบลากลิลลี่ให้ลุกขึ้นเพราะรถเมล์ที่ทั้งสองต้องขึ้นจอดที่ป้ายพอดีลิลลี่นั่งลงด้วยท่าทีเหม่อลอย เธอก้มลงมองนิยายที่คว้ามาด้วยโดยที่ไม่ได้คิดอะไรมาก ระหว่างรอวิเวียนอาบน้ำก็เปิดอ่านคร่าวๆ และต้องตกใจที่ตัวละครในนิยายนั้น ตรงกับชื่อของใครหลายๆ คนที่เธอรู้จักไม่สิ...ต้องบอกว่าตรงกับใครห
“เรื่องของพยัคฆ์ขาว พวกท่านราชันตะวันออกลงมือตั้งแต่เมื่อไรหรือ”เฟยอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง “ความจริงข้าเองก็สงสัยว่าทำไมนายท่านถึงกับต้องทำเช่นนี้ ทั้งที่ตอนนั้นเขาหาได้มีท่าทีต่อนายหญิง ตอนที่เขารู้ว่าเป้าหมายคือนายหญิง ราชันตะวันออกก็เริ่มลงมือแล้ว”“เอ๋”“ตอนนั้นเพิ่งย้ายเข้าคฤหาสน์จื่อฮวา”“หรือว่านายท่านหลินหยางเขา...มีใจให้นายหญิงตั้งแต่ตอนนั้น”“คงใช่ เพียงแต่เขาเองก็คงยากจะยอมรับกระมัง” เฟยอวี่ถอนหายใจออกมา“เจ้าไม่รู้หรอกว่าหนึ่งเดือนที่นายหญิงหนีไปนั้น นายท่านเป็นทุกข์เพียงใด”“นายหญิงเองก็ไม่ได้แตกต่างนักหรอก รอยยิ้มของนางหาได้เหมือนตอนที่อยู่ในคฤหาสน์จื่อฮวา พวกเขาต่างคนต่างก็เฉลียวฉลาดมากด้วยแผนการ แต่กลับอ้อมไปอ้อมมาเพื่อที่จะมองเห็นความรักที่ต่างฝ่ายต่างก็มอบให้ตั้งแต่แรก”หลิ่งจือส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ กระนั้นนางกลับรู้สึกโล่งใจไปพร้อมๆ กัน “ว่าแต่ว่า...ท่านได้ข่าวเยว่ซานซื่อกับลู่เซียงหลันหรือไม่”เฟยอวี่พยักหน้า “เยว่ซานซื่อรับนางเข้าจวน ดังนั้นเขาจึงแทบจะเอาชีวิตไม่รอด”“ลู่เซียงหลันลงมือแล้วหรือ”“ใช่ แต่หลังจากลงมือนางจึงรู้ว่าเขาหาใช่คนที่ทำร้ายตระกูลลู่ไม่ เป็นแม่
หลินหยางสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะลืมตาขึ้นช้าๆ พร้อมกับมือที่คว้าเอวอรชร บังคับให้นางอยู่นิ่งๆ แต่นั่นกลับเป็นการตัดสินใจผิดพลาดเขาลืมไปว่าทั้งนางและเขาต่างก็เปลือยเปล่าทั้งคู่ ดังนั้นการที่เขาให้นางคร่อมเอว ก็เท่ากับสัมผัสเนื้อแท้ของกายสาวโดยตรง“อา” หลินหยางเริ่มร้อนรุ่ม “จื่อฮวา” เสียงของเขาเริ่มแตกพร่าไปด้วยความต้องการเซียงป่ายเหอเองก็รับรู้ได้ เพราะตอนนี้เจ้าปีศาจน้อยตนนั้น กำลังตื่นตัวขึ้นมาจ่อที่บั้นท้ายนางในระยะประชิด “รู้อะไรหรือไม่”เซียงป่ายเหอกระซิบเขาเสียงเบา พร้อมกับขยับเอวเลื่อนต่ำลงไป นางพอใจที่เห็นหลินหยางลมหายใจสะดุด“จื่อฮวา เจ้าอย่าซุกซน...” หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นจนนางรู้สึกได้ ยิ่งในยามที่นางคว้าสองมือของเขาเอาไว้ ก่อนนำไปวางบนสะโพกนิ่มของตน“ท่านรู้หรือไม่ว่าบางครั้ง” เสียงของนางเย้ายวนจนเขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึก“สตรีเองก็ต้องการเป็นฝ่ายควบคุมทุกอย่างเอาไว้ในมือ”“ระ...รู้” เขาตระหนักดีกว่าผู้ใด โดยเฉพาะในยามนี้ที่เขากำลังถูกนางควบคุม ไม่ว่าจะหัวใจหรือร่างกายที่กำลังตื่นตัวลมหายใจของเขาหอบหนัก ในยามที่ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามความต้องการที่กำลังฮึกเหิมของตนเซียงป่ายเ
หัวใจของนางบีบรัด เมื่อมองเห็นใบหน้าเย็นชานั้น ความคิดถึงและความโหยหาซึ่งวูบไหว ทำให้นางยากจะควบคุมใบหน้าและท่าทียินดีนางอยากลุกขึ้นและโผเข้าไปกอดเขา ให้สมกับความคิดถึงที่นางมีต่อเขา แต่กระนั้นที่นางทำก็คือมอง นั่นก็เพราะสีหน้าและท่าทางของเขา ราวกำลังกีดกันผู้คนไม่ให้เข้าใกล้หลินหยางเดินอ้อมไปนั่
รถม้าวิ่งไปจอดยังทางขึ้นเขา ที่นั่นหลินหยางที่ควบม้าล่วงหน้ามาก่อนยืนรออยู่ เขากำลังทักทายชาวบ้านหลายคนอย่างเป็นกันเอง เมื่อเห็นเซียงป่ายเหอ ชายหนุ่มก็เดินเขามาพยุงนางก้าวลงจากรถม้า“เจ้ากลับไปก่อน อีกสามวันค่อยกลับมารับข้า หลิ่งจือเจ้าก็กลับไปกับเฟยอวี่เถิด มีหลายเรื่องต้องจัดการเจ้าก็ไปช่วยงานเฟย
“ท่านคงไม่ได้กำลังคิดว่าตัวเองกลายเป็นชนชั้นแรงงานไปแล้วจริงๆ หรอกนะเจ้าคะ”“สนุกดีออก เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ”ได้ยินเช่นนั้นหลิ่งจือจึงจนด้วยคำพูด ดังนั้นจึงได้แต่หาเรื่องอื่นมาดึงดูดเซียงป่ายเหอออกจากความคิดไร้สาระ “ท่านจะไม่ถามถึงเรื่องที่ให้ข้าไปสืบหรือเจ้าคะ”“ข้ารอฟังอยู่”“ท่าทางท่านดูไม่เหม
เขาสบถคำหยาบออกมาหลายคำ จากนั้นก็ก้าวเดินออกไป ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ยืนมองการประลองของสาวงามและรองแม่ทัพหนุ่ม“คนที่ข้าให้ตามคุ้มครองนางเล่า”“ยังไม่ส่งข่าวมาเลยขอรับ”“ส่งข่าวไปยังคนของเราทั่วทุกที่ของแคว้นฉิน ไม่ว่าจะอย่างไรต้องได้ข่าวนางภายในวันนี้”“ขอรับ!!”ยังเดินไปไม่ถึงไหนหลินหยางพลันชะงัก







